“ชีวิตมันก็เท่านี้แหละ ขี้เกียจบ้างก็ได้ จงหาสิ่งที่ชอบแล้วทำมันซะ ทำให้ได้ดีสักอย่างสองอย่าง จากนั้นคุณจะรู้สึกว่า ไม่มีสักวันที่ต้องทำงาน”
เมาริบอกกับฉันขณะที่เราคุยกันถึงเรื่องการงานและชีวิต
ฉันได้พบกับ เมาริ และ ตาร์ยา กุนนัส (Mauri and Tarja Kunnas) แบบตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเมื่อ 2 วันก่อน ที่งานเลี้ยงต้อนรับ ณ ที่พำนักของท่านทูตฟินแลนด์ ประจำประเทศไทย ทั้งคู่มาประเทศไทยครั้งนี้เพื่อร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 53 ในโครงการ Global Author Spotlight ที่ร่วมมือกันระหว่าง PUBAT และสำนักพิมพ์ Barefoot Banana
เป็นการพบกันที่ออกรสออกชาติและมิอาจลืมเลือน เพราะนอกจากอาหารชั้นยอด บทสนทนาชั้นเยี่ยม เรายังได้ร่วมหลบภัยแผ่นดินไหวใต้โต๊ะอาหาร และพากันเดินลงบันไดหนีไฟ 17 ชั้นอีกด้วย
สำหรับคนฟินแลนด์ เมาริ กุนนัส เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของชาติ เขาเป็นนักเขียนและนักวาดภาพหนังสือเด็กที่โด่งดังที่สุดในฟินแลนด์ มีงานเขียนกว่า 40 เล่ม และแปลไปแล้วถึง 35 ภาษา
ยามว่าง นอกจากจะชอบดูหนัง เล่นกีตาร์ และฟัง The Beatles เมาริยังชอบฟังเสียงพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะเป็นเสียงที่พิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนหนังที่เขาชอบจะเป็นแนวแอคชัน-ทริลเลอร์ หนังของ Alfred Hitchcock และ James Bond เวอร์ชันเก่า เป็นหนังโปรดตลอดกาลของเขา

วันเกิด
จุดนัดพบของเรานั้นร้อนเสียเหลือเกิน เพราะเป็นที่นั่งริมกระจกใสบานใหญ่ ฉันจึงตั้งท่าเตรียมเดินหาจุดที่แอร์ลง
“พวกเรามาไทยบ่อยมากนะ น่าจะร่วม 15 ครั้งได้แล้ว เพราะพวกเราชอบอากาศร้อน”
เมาริและตาร์ยาตอบ
พวกเขานั่งลงอย่างสบายใจท่ามกลางไอแดดที่แผดทะลุกระจกเข้ามาอย่างทระนง ฉันจึงได้แต่ยิ้มและยินดีที่จะร่วมวงสนทนาต่อไป
“จริง ๆ พวกเรามาไทยครั้งแรกเพื่อฉลองวันเกิดเมาริ” ตาร์ยานึกย้อน
“ใช่ ตอนนั้นผมอายุครบ 50 ปี เป็นครั้งแรกที่ได้มาไทย เราพักกันที่เขาหลัก ชอบมาก หลังจากนั้นก็กลับมาฉลองวันเกิดกันที่นี่เกือบทุกปี”
พวกเราคุยกันต่อเรื่องโรงแรมอีกนานสองนาน ฉันได้เรียนรู้ว่าเมาริและตาร์ยายังคงคอนเซปต์เดิมเรื่องความเรียบง่ายในชีวิตและความพอเพียง ผ่านวิธีการเลือกและพักโรงแรมในไทยอีกด้วย
“แล้ววันเกิดที่ผ่านมา คุณฉลองยังไงบ้าง” ฉันอยากรู้ว่าคนดังชาวฟินแลนด์ที่อายุ 75 เขาทำอะไรในวันเกิด
“โอ้ ปีนี้ ผมว่าผมลืมนะ” เมาริตอบแล้วหัวเราะขึก ๆ
“ผมคิดว่าตาร์ยาก็ลืม ผมรู้อีกทีก็ตอนที่ลูกสาวมาบอกว่าเป็นวันเกิดผม” เขาอธิบายต่อ
“ไม่ ๆๆ ฉันจำได้” ตาร์ยาแย้งขึ้นมาทันควัน
“คุณจำได้เพราะผมบอกคุณอีกทีต่างหากล่ะ” เมาริแย้งกลับ
เอาล่ะสิ ฉันตัดสินใจตัดบท “อ่อ เพราะคุณฉลองมาเยอะแล้วสินะ ก็เลยไม่ได้ใส่ใจแล้ว”
“ใช่ พออายุปูนนี้แค่ยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็ดีใจแล้วล่ะ” เมาริตอบแล้วหัวเราะอย่างเริงร่า

คุณค่า
“ถ้างั้น อะไรที่คุณให้คุณค่ามากที่สุดในชีวิตล่ะ” ฉันถามต่อหลังจากเราเริ่มคุยกันเรื่องประเด็นความสุขและความสำเร็จ
“ยากจังแฮะ…” เมาริคิดเบา ๆ ตามมาด้วยความเงียบอีกหลายลมหายใจ
“ผมชอบความขี้เกียจนะ” เมาริเริ่มคิดออกมาดัง ๆ
“เขาหมายถึงการได้มีเวลาว่างน่ะ” ตาร์ยาช่วยขยายความเมื่อเห็นฉันทำหน้าแปลกใจ
“ผมว่ามันคือการไม่พยายามจนเกินควร ผมไม่ชอบการแข่งขัน คุณก็รู้ว่ารางวัลไม่ได้มีอยู่ดาษดื่น ไม่ต้องพยายามเกินไปเพื่อให้ได้มาหรอก ขี้เกียจบ้างก็ได้
“ขอเพียงรู้ตัวเองว่าเป็นใครและชอบอะไร เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะผู้ชนะมีเพียงไม่กี่คนในโลก ขอแค่เป็นตัวเองก็พอ”
เพราะไม่ใช่ทุกคนจะวิ่งได้เร็วทุกลู่วิ่ง หาลู่ที่ถนัดให้เจอ และวิ่งต่อไปในลู่ของตัวเอง
เมาริเสริมต่อว่า เขาให้คุณค่ากับเด็ก ๆ ด้วย เขาอยากให้เด็กเป็นเด็ก มีความสุข มีเสียงหัวเราะ
“เด็กไม่ใช่วัยที่ต้องรับรู้ปัญหา โลกนี้สาหัสพออยู่แล้ว ผมเลยทำหนังสือที่เด็กอ่านแล้วมีความสุข
“ส่วนความทุกข์ พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็เจอกันถ้วนหน้า ไม่ต้องรีบบอกพวกเขาหรอก ปล่อยให้เด็กเป็นเด็กไปก่อนเถอะ”


พอเพียง
เมาริและตาร์ยาเล่าว่า เมื่อหนังสือของพวกเขาได้รับการแปลไปทั่วโลก และได้ยินผู้อ่านบอกเล่าว่าชอบหนังสือของพวกเขาอย่างไร ก็ทำให้รู้สึกถึงความสำเร็จในอาชีพ
“ฟังดูคล้ายความสำเร็จแบบเบ็ดเสร็จมากเลยนะ” ฉันเผลอคิดออกไปดัง ๆ โดยไม่ทันไตร่ตรอง
จริง ๆ แล้ว ในฐานะนักเขียน ฉันเห็นด้วยและเข้าใจที่มาที่ไปของคำตอบ แต่ก็อดแย้งไม่ได้
“หากทุกคนมองหาความสำเร็จที่ปลายทาง แน่นอนว่าคุณจะมีความสุขตอนได้รับรางวัล ตอนได้เป็นที่ 1 แต่หนทางก่อนจะถึงตรงนั้นและหนทางหลังจากนั้นมักจะไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ไหมนะ” ฉันชวนคิดต่อ เมาริทำท่าคิดตาม ส่วนตาร์ยาพยักหน้าเห็นด้วย
แล้วมีแง่มุมอื่นอีกไหม หรือมีวันไหนในชีวิตไหมที่คุณรู้สึกเติมเต็ม รู้สึกว่าโตมาได้ถึงวันนี้ โคตรภูมิใจในตัวเองเลย – ฉันหันมาถามเมาริ
“การได้เจอสิ่งที่ชอบและทำได้ดี” เขาหยุดคิดและตอบออกมา
“ไม่ได้มีอะไรหวือหวา เหมือนกับ The Beatles ที่เล่นกีตาร์ ส่วนผมก็วาดรูป มันคือการได้ค้นพบสิ่งที่ทำได้ดีโดยแทบไม่ต้องออกแรง และยังได้เงินมาเลี้ยงชีพด้วย” เขาอธิบายต่อ
“ผมโชคดีที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ด้านการวาดภาพ แต่ผมก็เชื่อว่าทุกคนย่อมมีอะไรสักอย่างที่ทำได้ดี แค่ต้องหามันให้เจอ แล้วชีวิตก็จะง่าย เพราะชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย
“เหมือนที่ Ringo Starr มือกลองวง The Beatles คนโปรดของผมเคยกล่าวไว้ ฉันไม่หิวโหย ฉันนอนหลับได้ และนั่นก็ทำให้ฉันมีความสุขแล้ว” เมาริตอบพลางยิ้มอย่างมีความสุข
“หากเรามีทุกอย่างที่จำเป็น มีเวลาว่างบ้าง มีบ้าน มีคนที่รักอยู่ที่บ้าน และได้เดินทางบ้างเป็นครั้งคราว แค่นั้นก็สุขแล้ว” ตาร์ยาเสริม
“หากเธอต้องการมีคฤหาสน์หลาย ๆ หลัง มีรถ 7 คัน มีโน่นนี่นั่นที่ไม่จำเป็นเยอะแยะ แน่นอนว่า ชีวิตเธอย่อมไม่มีความสุขหรอก
“ชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย จริง ๆ นะ” เขาสรุป
พบรัก
“แล้วพวกคุณพบกันได้ยังไง” ฉันสงสัยเรื่องนี้มาตลอด
ตาร์ยาช่วยเมาริลงสีในหนังสือภาพของเขาตั้งแต่เล่มแรกและช่วยเรื่อยมา มากบ้างน้อยบ้าง เพราะตาร์ยาเองก็มีอาชีพหลักเป็นคุณครูชั้นประถมที่ฟินแลนด์ยาวนานถึง 40 ปี (ขณะนี้เกษียณแล้ว)
“เราพบกันที่ร้านอาหาร” เมาริยิ้มด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม ก่อนจะเล่าต่อว่า “สิ่งแรกที่คิดได้ตอนนั้น คือ ซวยละ! วันสละอิสรภาพมาถึงแล้วสินะ” เพราะเขารู้ในทันทีที่เห็นตาร์ยาว่า “คนนี้แหละเมียกู!”
ตอนนั้นเมาริอายุ 24 ส่วนตาร์ยาอายุเพียง 17 ปี
หลังจากวันนั้นอีก 2 – 3 สัปดาห์ เขาก็ตามตาร์ยาไปงานดนตรีที่เมืองตุรกุ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ แน่นอนว่าเขาทำสำเร็จ พวกเขาได้แต่งงานกันในปี 1977 และมีลูกด้วยกัน 2 คน ตอนนี้หลานของพวกเขาก็อายุใกล้เคียงกับลูกสาวของฉันเลย
“เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าใช่ ใช้ได้กับเรื่องความรักเท่านั้น หรือคุณเป็นแบบนี้กับทุกเรื่อง” ฉันถามต่อ
“เรื่องงาน ไม่นะ… น่าจะมีแค่ตอนเจอตาร์ยานี่แหละที่รู้ทันที คนนี้คือภรรยาผม”

เล่มแรก
โดนัลด์ ดั๊ก คือหนังสือที่สอนให้เมาริวาดภาพและอ่านหนังสือเป็น เขาเขียนชื่อตัวเองได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 3 ขวบ แต่กว่าที่เมาริจะได้สัมผัสและอ่านหนังสือเด็กจำนวนมากจริง ๆ ก็เมื่ออายุย่างเข้า 20 กว่า ๆ ตอนที่พี่สาวของเขาแต่งงานและมีลูกชาย
“คุณรู้จัก Richard Scarry ไหม เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนฮีโร่ที่ผมโปรดปรานผลงานมากที่สุด ตัวละครสัตว์ของเขามักมีความเป็นมนุษย์ เนื้อเรื่องก็ทั้งตลกและสนุกจนถึงขั้นที่ว่า ผมนึกอยากจะเจอตัวละครสัตว์ของเขาขึ้นมาเลย ตอนนั้นผมก็ไม่เด็กแล้วนะ แต่ยังชอบอ่านมาก
“ผมได้แต่ภาวนาว่า ขอให้สักวันผมหาเลี้ยงชีพด้วยการขีด ๆ เขียน ๆ บ้างเถิด”
เขาใช้เวลาอีกหลายปีครุ่นคิดว่าจะเขียนเรื่องราวแบบไหนให้เด็ก ๆ อ่านดีนะ ความอัศจรรย์ไม่ได้เกิดขึ้นแบบชั่วข้ามคืน
ในที่สุดหนังสือเล่มแรกของเมาริก็ได้ตีพิมพ์ในปี 1979 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเอลฟ์ในประเทศฟินแลนด์ ตอนนั้นเขาอายุ 29 ปี หนังสือได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เขาจึงเริ่มเขียนเล่มที่ 2 เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในฟาร์มในอดีต ปรากฏว่าดังกว่าเดิมอีก! แล้วเล่มที่ 3 เรื่อง ซานตาคลอส ก็โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลก
ในช่วงแรกที่เขียนหนังสือ เขายังทำงานอื่นไปด้วยอีกหลายงาน แต่เมื่อลูกสาวคนแรกของเขาเกิดในปี 1983 ก็ถึงเวลาต้องสละงานอื่น ๆ เพราะ “แค่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกก็เป็นงานที่ใช้เวลามากโขแล้วในแต่ละวัน”
เมาริจำต้องเลิกทำในสิ่งที่ ‘ชอบ’ หลายอย่าง เพื่อที่จะได้ทำในสิ่งที่ ‘รัก’ อย่างเต็มที่
ซานตาคลอส
“ทำไมคุณเลือกเขียนหนังสือนำเที่ยวเกี่ยวกับฟินแลนด์ล่ะ” เขาถามฉัน
“ฉันรักเทศกาลคริสต์มาส และก็เชื่อในซานตาคลอสด้วย ฉันอยากเจอตัวจริงน่ะ” ฉันตอบ “คุณรู้จักฟินแลนด์เยอะกว่าพวกเราอีก แถมไปมามากกว่าด้วย!” ตาร์ยาเอ่ยแทรกทันทีที่ฉันเริ่มเล่าถึงแลปแลนด์ พวกเขาไม่ค่อยได้ไปแถบนั้น และยังไม่เคยนั่งลากเลื่อนสุนัขฮัสกี
“ฉันว่าพวกมันชอบนะ เป็นอุปนิสัยของสุนัขพันธุ์นี้ที่ต้องวิ่ง แล้วพวกมันก็ฟอร์มทีมกันตั้งหลายตัว ลากคนแค่คนสองคน ไม่ลำบากหรอก” ตาร์ยาตอบเมื่อฉันถามถึงมุมมองของเขาต่อกิจกรรมนี้
“ว่าแต่ ทำไมคุณเลือกเขียนเกี่ยวกับซานตาคลอสล่ะ”
“ผมไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ซานต้าหรอกนะ” เมาริตอบพลางหัวเราะ “แต่ใคร ๆ ก็รู้จักซานตาคลอสเป็นอย่างดี
“ผมรักเทศกาลคริสต์มาส รักมาตั้งแต่เด็ก และแม้ตอนนี้ผมไม่ชอบหิมะเอาซะเลย ตอนเด็ก ๆ ผมกลับชอบหิมะมาก ห้องทำงานของซานตาคลอสในหนังสือก็คือห้องเวิร์กช็อปงานไม้ของพ่อผมเอง”
Did you know? ที่ฟินแลนด์ช่วงคริสต์มาส ผู้ชายสักคนในบ้านต้องแต่งตัวเป็นซานตาคลอส แล้วต้องเดินแวบไปแวบมาให้เด็ก ๆ เห็นด้วย บางครั้งก็มีการแวะเวียนไปตามบ้านข้างเคียงเพื่อพูดคุยกับเด็ก ๆ และนี่ก็เป็นสิ่งเดียวที่เมาริแอบเซ็งในวันคริสต์มาส (เพราะต้องมาแปลงร่างเป็นซานตาคลอส) และในวันนี้เองที่ความแตกอีกด้วย เพราะเด็ก ๆ หลายคนในฟินแลนด์จับได้ว่าซานต้าหน้าตาและเสียงเหมือนพ่อฉันจัง!


คุณปุ๊บปั๊บ
เมื่อชวนคุยไปถึงเรื่องกำเนิดตัวละคร ฉันก็ได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตแทรกผ่านตัวละครสัตว์อย่าง ‘คุณปุ๊บปั๊บ’
คุณปุ๊บปั๊บ เคยใช้ชีวิตเป็นเพียงคุณแพะขี้ละเมอที่เดินละเมอไปมาเป็นฉากหลังในเรื่องราวของตัวละครอื่น เขาไม่ใช่ตัวเอกหรือพยายามจะเด่นดังใด ๆ เขาเพียงแค่เดินละเมอตามแบบของเขา
“ผมมีตัวละครสัตว์หลายตัว และคุณปุ๊บปั๊บก็แค่บังเอิญเป็นแพะน่ะ” เขาตอบเมื่อฉันถามแกมคาดคั้นเอาความว่าทำไมคุณปุ๊บปั๊บต้องเป็นแพะ “แล้วเขาก็แค่เดินละเมอไปมา ไม่ได้สำคัญอะไร”
คงเป็นเหมือนที่เมาริพูดอยู่บ่อย ๆ “หาทางของตัวเองให้เจอ แล้วชีวิตมันจะง่ายเอง”
สำหรับฉัน นั่นรวมถึงการไม่ต้องวิ่งหาแสงด้วย เพราะเมื่อเธอเป็นในแบบของเธอ สักวันหนึ่งจะได้เจอคนที่รักในแบบที่เธอเป็น
เหมือนที่วันหนึ่งเมื่อเด็ก ๆ ไม่เห็นคุณปุ๊บปั๊บในฉากหลัง พวกเขาก็เริ่มร้องหา
“ผมแค่รู้สึกว่า มันน่าสนุกดีนะที่เด็ก ๆ จะได้อ่านเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นยามที่พวกเขาหลับ เพราะยามค่ำคืนมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย มีหลายอาชีพที่ต้องทำงานตอนกลางคืน งั้นมีตัวละครสัตว์ที่ชอบเดินละเมอตอนกลางคืนมาเป็นตัวเอกของเรื่องแล้วกัน ไหน ๆ เด็ก ๆ ก็เรียกร้องอยู่แล้ว”
และนี่คือจุดกำเนิดหนังสือชุด คุณปุ๊บปั๊บ ที่มีคุณปุ๊บปั๊บเป็นตัวละครเอกของเรื่อง ไม่ใช่ตัวละครในฉากหลังของคนอื่นอีกต่อไป

ซิสุ
เมื่อฉันถามถึง ‘ซิสุ’ พลังฮึดที่จะสร้างความแข็งแกร่งของกาย-ใจ ในแบบฉบับฟินแลนด์ เมาริหัวเราะแล้วถามกลับว่า “เธอหมายถึงลูกอมหรืออย่างอื่น”
“อย่างอื่นสิ” ฉันตอบ “ฉันแปลหนังสือ EVERYDAY SISU จากฟินแลนด์มาเป็นภาษาไทย เลยอยากรู้ว่าพวกคุณรู้สึกกับสิ่งนี้อย่างไร ส่วนลูกอม ฉันยังไม่ได้ลองเลย”
เมาริทำตาเป็นประกาย “โอ้ ผมได้ไอเดียหนังสือใหม่ ขอจดไว้ก่อนนะ” ก่อนจะก้มลงพิมพ์ข้อความบางอย่างลงบนมือถือของเขา
ตาร์ยาแซวว่า “ถ้าไม่รีบจด อีกแป๊บเขาก็จะลืมน่ะ”
“มันคือพลังสำรองพิเศษ” เมาริหันมาตอบ พร้อมกำมือเบ่งพลังแบบพวกนักกีฬาในสนามแข่ง “คุณต้องการมันในยามวิกฤต คุณใช้ซิสุเพื่อให้รอดชีวิต คุณไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา คุณใช้ซิสุสู้ต่อไป”
คืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะออกจากซานฟรานซิสโกกลับฟินแลนด์ เป็นครั้งแรกที่เมาริและตาร์ยาได้ประสบกับแผ่นดินไหวในชีวิต และเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งที่ 2 ของพวกเขา ฉันไม่ทันได้ถามว่าพวกเขาได้ใช้ซิสุไหม แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าใช้แหละ เพราะเมาริในวัย 75 ต้องเดินลงบันไดหนีไฟถึง 17 ชั้นในวันที่แผ่นดินสั่นไหวไปทั่วเมือง

โปรดปราน
“หนังสือเล่มไหนที่คุณชอบที่สุดหรืออยากแนะนำให้เด็ก ๆ ได้อ่านมากที่สุด”
“ของขวัญ 12 ชิ้นแด่ซานตาคลอส”
หนังสือเล่มนี้ถือกำเนิดขึ้นขณะที่เมาริและตาร์ยาพักอาศัยอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก และได้เห็นร้านขายของคริสต์มาสเต็มไปหมด จึงเกิดไอเดียทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ครั้นจะทำเป็น Advent Calendar 24 วันก่อนวันคริสต์มาสก็จะหนาไป “จึงลดเหลือสัก 12 วัน สั้นกำลังดี และสนุกด้วย”
“แต่ผมไม่ได้อ่านหนังสือตัวเองให้หลานสาวฟังหรอกนะ เพราะอ่านไปก็เจอแต่ข้อผิดพลาดของตัวเอง
“ผมมักจะอ่านพวกเทพนิยายสั้น ๆ อย่าง หนูน้อยหมวกแดง และ พรสามประการ ให้พวกเขาฟัง เป็นเรื่องเดียวกับที่แม่ของผมอ่านให้ผมฟังเมื่อ 70 ปีก่อน
“เด็ก ๆ ชอบให้ผมอ่านเรื่องเดิมซ้ำไปมา ผมคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหรอก พวกแกแค่อยากได้ยินเสียงผมอ่าน และอยากให้ผมอยู่ด้วยเท่านั้นเอง”
“ว่าแต่ คุณอยู่มาหลายที่ เดินทางมาหลายแห่ง ถ้าต้องเลือกสักที่ คุณโปรดปรานที่ไหนที่สุด”
“ลอนดอน สหราชอาณาจักร เกรตบริเตน (หมายรวมถึงอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์) ได้หมดเลย” เมาริตอบ
ฉันอยากคุยต่ออีกเยอะแยะเลย โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศอังกฤษ เพราะแม้เขาและฉันจะผูกพันกับประเทศฟินแลนด์แค่ไหน แต่เราตกหลุมรักประเทศเดียวกัน เสียดายที่เวลาในวันนี้หมดลงเสียก่อน เราจึงนัดแนะไปคุยกันต่อเดือนหน้าที่ฟินแลนด์

________________
ฉันเอ่ยถามทิ้งท้ายว่า มีอะไรฝากบอกกับผู้อ่านชาวไทยไหม เมาริตอบว่า
“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จงเป็นคนดี พยายามใจดีให้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ อย่าไปทำร้ายใคร และอย่าลืมว่าคุณไม่ได้ต้องการมากกว่าที่คุณมีตลอดเวลา ทุกคนมีสิ่งที่ดีอยู่ในชีวิต มองให้เห็น แล้วมีความสุขกับมันให้เป็น ไม่ต้องแข่งขันต่อสู้จนเกินไป อ้อ! แล้วนอนเยอะ ๆ ด้วยล่ะ”
ส่วนตาร์ยา ตอบว่า
“พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ เพราะพรุ่งนี้อาจจะดีกว่าวันนี้ก็ได้ อย่าเพิ่งรีบตายซะล่ะ
“แต่หากเธอเลือกได้เพียงอย่างเดียวในชีวิต จงเลือกที่จะ ‘เป็นคนใจดี’ ที่สู้กลับได้ในยามจำเป็น”
