19 กุมภาพันธ์ 2025
2 K

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หนุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ชาวดัตช์คนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องของเขาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ บนกำแพงมีแผนที่โลกแปะอยู่ ในมือของเขามีลูกดอกอยู่ดอกหนึ่ง

เขากำลังจะเลือกประเทศที่จะไปฝึกงาน เนื่องจากเนเธอร์แลนด์บ้านเกิดไม่มีป่าไม้เขตร้อนซึ่งเป็นสาขาที่เขาเรียน

เขาขยับกล้ามเนื้อมือส่งลูกดอกพุ่งตรงไปข้างหน้า… ลูกดอกนั้นพุ่งลงไปปักที่ประเทศไทย

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ดร.มาติน แวนดีบุลต์ (Martin van de Bult) บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝึกงานที่เชียงใหม่ และติดใจจนกลับมาทำงานถาวรหลังจากเรียนจบ ฝึกพูดภาษาไทยจนคล่อง อีกทั้งยังเป็นผู้ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทยถึง 3 ชนิด

Into the Forest

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เด็กชายมาตินก็ไม่ต่างจากเด็กชาวดัตช์อีกหลายคนที่เติบโตมากับธรรมชาติ หลงใหลความสวยงามของต้นไม้ใบหญ้า ชอบเดินป่า ชอบสัตว์ป่า ชอบดูนก แต่จุดที่ทำให้เขาแตกต่าง คือความหลงใหลนั้นนำพาให้เขาเลือกเรียนทางด้านพฤกษศาสตร์เขตร้อน

“เวลาเดินป่า เราอาจเห็นแค่ต้นไม้สวย ๆ ดอกไม้สวย ๆ แต่พอได้มาเรียนด้านพฤกษศาสตร์ เราได้เห็นมากกว่าความสวยงาม แต่ได้เห็นรายละเอียดของพืชชนิดต่าง ๆ ได้รู้ว่าต้นไม้นี้หายาก ต้นไม้นี้มีเฉพาะถิ่นนี้ ระดับความสูงหนึ่งก็ต้นไม้แบบหนึ่ง ต้นไม้บางชนิดก็อยู่เฉพาะระดับความสูงนี้เท่านั้น ได้เห็นความเชื่อมโยงในระบบนิเวศ และเข้าใจความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพที่ทำให้ชีวิตบนโลกเป็นไปได้” ดร.มาติน อธิบายด้วยภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว

ผลจากลูกดอกเสี่ยงทายทำให้เขาได้มาฝึกงานที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มจากประเทศเขตอบอุ่นได้ตื่นตาตื่นใจกับความหลากหลายของพรรณไม้เขตร้อน

“รู้สึกว่าประเทศไทยน่าสนใจมาก ธรรมชาติดี พรรณไม้สวย มีความหลากหลาย เชียงใหม่ตอนนั้นอากาศดี อาหารก็อร่อย จึงคิดว่าเรียนจบจะกลับมาทำงานที่นี่”

หลายปีผ่านไป หนุ่มนักพฤกษศาสตร์ตาน้ำข้าวกลับมาไทยตามที่ตั้งใจไว้ และเริ่มต้นเป็นอาสาสมัครที่อุทยานแห่งชาติหลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติไทรทอง ฯลฯ ทำทุกอย่างตั้งแต่ครูสอนภาษาอังกฤษ สำรวจนก สำรวจความหลากหลายของพรรณไม้ในป่า คุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรืออุทยานแห่งชาติบางแห่งที่ไม่มีไฟฟ้า เขาก็เขียนโครงการขอโซลาร์เซลล์มาติดตั้ง

“หลังจากนั้นก็ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านพฤกษศาสตร์และนิเวศวิทยาของป่าในโครงการนิเวศวิทยาป่าตะวันตก ซึ่งเป็นความร่วมมือของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์กรพัฒนาของเดนมาร์กที่ชื่อ DANINA ต้องทำงานในอุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก 6 แห่ง ต้องเดินป่าครั้งละหลายวัน นอนในป่า ผมชอบเดินป่าอยู่แล้วจึงรู้สึกสนุกมาก ได้เห็นสัตว์ป่าเยอะมาก เห็นกระทิง เสือโคร่ง เสือดาว” เขาเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

ส่วนในปัจจุบัน เขาทำงานที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในตำแหน่งนักพฤกษศาสตร์และนิเวศวิทยา โดยมีภารกิจหลักคือการสำรวจพรรณไม้ในพื้นที่ป่าดอยตุงและวิจัยระบบนิเวศป่าเพื่อการฟื้นฟู

ฟื้นฟูป่าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ 

“ป่าที่สมบูรณ์คือป่าที่มีความหลากหลาย เพราะความหลากหลายจะนำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ และสัตว์ป่า”

ดร.มาติน อธิบายว่าเมื่อป่ามีพืชพรรณหลากหลายชนิด ใบไม้หลากหลายที่ร่วงลงมาก็จะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี สร้างความหลากหลายให้สิ่งมีชีวิตในดิน ทั้งไส้เดือน แมลง จุลินทรีย์ ที่จะช่วยทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี เมื่อดินอุ้มน้ำได้ดี ระบบน้ำใต้ดินและบนดินก็จะสมบูรณ์ หากฝนตกหนัก ดินก็จะอุ้มน้ำไว้ได้ ป้องกันไม่ให้น้ำหลากไปท่วมบ้านเรือน

“ป่าที่สมบูรณ์ยังเก็บกักคาร์บอนได้ดีกว่าด้วย และเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าที่หลากหลาย ซึ่งสัตว์ป่าจะช่วยทำให้ระบบนิเวศป่าสมบูรณ์ขึ้นด้วย เพราะเมล็ดพืชบางชนิดต้องผ่านระบบย่อยอาหารของสัตว์จึงจะงอกได้ดี”

ตัวอย่างของระบบนิเวศที่ตรงข้ามกับความสมบูรณ์ คือป่าเชิงเดี่ยว แม้จะขึ้นชื่อว่าป่าเหมือนกัน แต่ฟังก์ชันในการเกื้อหนุนชีวิตนั้นต่างกันลิบลับ

“เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ที่ดอยตุงมีการปลูกป่า แต่เป็นป่าสนชนิดเดียว พอ 10 – 15 ปีผ่านไป เกิดปัญหา อย่างแรกคือดินในป่าสนเป็นกรด ทำให้ต้นไม้ชนิดอื่นโตยาก พอมีความหลากหลายน้อย ก็มีสัตว์ป่าน้อย เพราะสัตว์ป่าไม่มีอะไรกิน ชีวิตในดินก็มีน้อย ดินอุ้มน้ำไม่ดี ถ้าฝนตกหนักก็มีโอกาสดินถล่ม ฤดูแล้งก็มีโอกาสเกิดไฟป่าสูงเพราะมีเชื้อเพลิงมาก ระบบนิเวศที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ก็เหมือนคนป่วยที่จำเป็นต้องหาหมอ”

หมอที่ว่านี้ก็คือนักพฤกษศาสตร์ที่ต้องหาทางฟื้นฟูว่าจะทำอย่างไรให้ป่าผืนนี้มีสุขภาพดีขึ้น

แน่นอนว่าการเพิ่มความหลากหลายคือกุญแจสำคัญ แต่ปัญหาคือความเป็นกรดของดินทำให้พืชชนิดอื่นโตยาก หากเราตะบี้ตะบันนำต้นไม้ไปปลูกโดยไม่มีความรู้ ก็มีโอกาสสูงที่ต้นไม้เหล่านั้นจะไม่รอด เปลืองทั้งแรง ทั้งงบประมาณ ทั้งทรัพยากร

“สิ่งที่เราทำคือวิจัยเก็บข้อมูล โดยวางแปลงตัวอย่าง 45 แปลง เก็บข้อมูลต้นไม้ทุกชนิดในนั้น ชนิดไหนโต ชนิดไหนตาย ใช้เวลาเก็บข้อมูลเป็นสิบปีกว่าจะรู้ผล แล้วเราก็เลือกมา 10 ชนิดที่อยู่รอดได้ดีเพื่อใช้ในการฟื้นฟู”

ดร.มาติน กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นว่า เป็นเพราะพืชบางชนิดอาจดูเหมือนอยู่รอดและโตได้ดี แต่หากเก็บข้อมูลในระยะยาว จะพบว่าต้นไม้ชนิดนั้นเติบโตถึงจุดหนึ่งแล้วก็ตาย ปีต่อไปงอกใหม่ โตใหม่ แล้วสักพักก็ตาย เช่นนี้วนไป โดยไม่เคยรอดจนสูงใหญ่เลย ดังนั้น การติดตามในระยะเวลาที่ยาวนานจึงสำคัญ เพื่อดูว่าชนิดไหนที่รอดและโตได้ดีจริง ๆ

“อีกโครงการหนึ่งที่เรากำลังเก็บข้อมูลก็คือป่าไผ่ ซึ่งมีปัญหาคล้ายกันคือความหลากหลายต่ำ ต้นไม้ชนิดอื่นโตยาก แม้ว่าไผ่จะเป็นพืชที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ในป่าสมบูรณ์อย่างป่าดิบหรือป่าเบญจพรรณ ไผ่จะคิดเป็นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นพืชชนิดอื่น ไม่ใช่ไผ่แทบร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้ เราจึงต้องวางแปลงสำรวจเพื่อหาทางฟื้นฟู”

เราถาม ดร.มาติน ถึงประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงว่า เราควรปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูหรือไม่ หรือแค่ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองก็พอ ซึ่งเขาตอบว่าขึ้นกับบริบทพื้นที่ เช่น ถ้าเป็นเขาหัวโล้น เราจำเป็นต้องลงมือช่วยปลูก เนื่องจากพื้นที่นั้นฟื้นฟูตัวเองได้ยาก แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่พอมีต้นไม้ดั้งเดิมอยู่และมีกล้าไม้เล็ก ๆ เติบโตได้ ก็ควรปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง

“สิ่งสำคัญคือต้องป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าและป้องกันไม่ให้มีการล่าสัตว์ เพราะสัตว์หลายชนิดปลูกป่าเก่งกว่ามนุษย์อีกนะ เช่น ลิง เก้ง กวาง นก กระจายเมล็ดดีมาก ถ้ามีสัตว์ป่าเยอะ ป่าก็สมบูรณ์”

การค้นพบสปีชีส์ใหม่

นอกจากภารกิจในการสำรวจวิจัยเพื่อฟื้นฟูป่าแล้ว งานอีกด้านหนึ่งของ ดร.มาติน คืองานสำรวจพรรณไม้ในพื้นที่ดอยตุง และนั่นก็นำมาสู่การค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในป่าเมืองไทยถึง 3 ชนิด นั่นคือ Meiogyne chiangraiensis (ไม้พุ่มกึ่งยืนต้นในวงศ์กระดังงา), Didymocarpus alboviolaceous (ไม้ดอกล้มลุกในวงศ์ชาฤๅษี) และ Prunus vandebultii (ไม้ดอกสกุลเดียวกับพลัม เชอร์รี ฯลฯ) ซึ่งชนิดสุดท้ายหายากมาก ในป่าดอยตุงพบแค่ 2 ต้น

สังเกตว่าชื่อสปีชีส์ทางวิทยาศาสตร์ของชนิดสุดท้ายอ่านว่า ‘แวนดีบุลติ’ ซึ่งก็คือนามสกุลของ ดร.มาติน แวนดีบุลต์ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญพืชกลุ่มนี้ที่สำนักงานหอพรรณไม้ตั้งให้เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

“ในการสำรวจพรรณไม้ เราต้องเข้าป่าครั้งละหลายวัน ถ้าเจอพืชหรือดอกไม้ที่ไม่รู้จักก็ต้องเก็บตัวอย่าง พร้อมเขียนวันที่ สถานที่ที่พบ ประเภทป่า และรายละเอียดทุกอย่าง เช่น ดอกสีอะไร เกสรตัวผู้สีอะไร อัดแห้งเก็บไว้ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับตัวอย่างในหอพรรณไม้ที่กรุงเทพฯ” ดร.มาติน เล่าถึงการทำงานที่ต้องอาศัยการสังเกตทุกรายละเอียด

“ถ้าชนิดนั้นไม่มีในฐานข้อมูล ก็ต้องไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญพืชกลุ่มนั้น เปรียบเทียบกับข้อมูลในต่างประเทศ ถ้าไม่มีและคิดว่าเป็นชนิดใหม่ ต้องเขียนบรรยายพืชชนิดนั้นแล้วให้นักวิจัยอีก 3 คน ช่วยยืนยัน แล้วตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี” 

หลายคนอาจสงสัยว่า การรู้จักพืชชนิดใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชนิดสำคัญอย่างไร ซึ่ง ดร.มาติน กล่าวว่า การรู้จักชื่อเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลาย ๆ อย่าง ถ้าเราไม่รู้จัก ก็จะไม่มีทางรักษาหรือปกป้องไว้ได้

“การรู้ข้อมูลสำคัญมาก เช่น ถ้าจะฟื้นฟูป่า เราต้องรู้ว่าเมื่อก่อนเป็นป่าแบบไหน มีพืชอะไรบ้าง หรือพืชบางชนิดอาจเป็นสมุนไพรที่ยังไม่รู้จัก ถ้าเราไม่ศึกษาก็จะไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง”

ลองจินตนาการว่า ในป่าดิบแห่งหนึ่งอาจมีไม้พุ่มเล็ก ๆ ต้นหนึ่งที่ผลิตสารเคมีที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง หรือดอกไม้บางชนิดที่ผลิตสารที่ช่วยรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ถ้าเราไม่รู้ว่ามีพืชเหล่านี้อยู่ เราก็อาจปล่อยให้มันหายไปโดยที่เราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามันหายไป

หรือถ้ามองในภาพใหญ่กว่านั้นอีก การที่สปีชีส์หนึ่งหายไปก็อาจส่งผลต่อสปีชีส์อื่นเป็นลูกโซ่ เช่น ถ้าต้นไม้ชนิดหนึ่งหายไป พืชกาฝากที่พึ่งพาต้นไม้เจ้าบ้านนั้นจะหายไปด้วย นกกาฝากที่กินผลกาฝากเป็นอาหารก็จะหายไปตาม หรือพืชบางชนิดที่เป็นอาหารสำคัญของสัตว์ป่า ถ้าพืชนั้นหายไป สัตว์ป่าอีกหลายชนิดจะได้รับผลกระทบ

“อย่างที่ดอยสุเทพ ไม่มีนกเงือกแล้ว ทำให้ต้นไม้บางชนิดมีความเสี่ยงที่จะหายไปเพราะไม่มีนกเงือกช่วยกระจายเมล็ด หรือดอกกระโถนฤๅษี ผมไม่ได้มาเจอ 5 ปีแล้ว เพราะพืชเจ้าบ้านของมันตายไป”

ดร.มาติน กล่าวถึงดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่บนดิน ความพิเศษของดอกไม้ชนิดนี้คือไม่มีใบ ไม่สังเคราะห์แสง แต่ดำรงชีวิตโดยเป็นปรสิตที่รากไปเกาะกับพืชชนิดอื่น นั่นแปลว่าหากพืชเจ้าบ้านหายไป ดอกไม้พิเศษชนิดนี้ก็จะหายไปด้วย

ในวันที่โลกเข้าสู่วิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ซึ่งสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากการรุกป่าเพื่อทำเกษตรกรรม การปรับเปลี่ยนระบบเกษตรให้ยั่งยืนขึ้นจึงถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 

“ในปี 2025 มีการประมาณไว้ว่าประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านคน เราจำเป็นต้องหาวิธีทำเกษตรที่ดีขึ้น ตัวอย่างหนึ่งของดอยตุงคือการปลูกกาแฟในป่า นั่นคือพื้นที่เกษตรที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ หรือที่เรียกว่า Agroforestry และถ้าชุมชนรักษาป่า อยู่ร่วมกับป่า เขาก็จะมีน้ำ มีรายได้จากเห็ด หน่อไม้ ถ้าเรารักธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะรักเรา ถ้าเราดูแลธรรมชาติ ธรรมชาติจะดูแลเราด้วย”

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น