2 กรกฎาคม 2025
608

เมื่อ 13 ปีก่อน ผมเดินทางสู่ประเทศรวันดา (Rwanda) และยูกันดา (Uganda) เพื่อเดินป่าออกตามหากอริลลาภูเขา สัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์จากการไล่ล่าเพื่อนำมาขายในตลาดมืด ก่อนส่งต่อไปยังสวนสัตว์ต่าง ๆ ทั่วโลก หรือเพื่อนำเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ เช่น อุ้งมือ อุ้งเท้า หนัง หัวกะโหลก ฯลฯ มาขายในราคาสูงลิ่ว เพื่อการบริโภคหรือไม่ก็นำไปใช้ประกอบพิธีบำบัดปัดเป่าทั้งโรคและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อท้องถิ่น

กอริลลาภูเขา (Mountain Gorilla) เป็นสัตว์พิเศษที่มีลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายมนุษย์สูงถึง 98.3% เป็นรองแค่ลิงชิมแปนซีเท่านั้น กอริลลาภูเขาเหล่านี้ดำรงชีวิตอยู่ได้เฉพาะพื้นที่ที่มีความสูงประมาณ 2,500 ฟุตขึ้นไป ในเขตร้อนชื้นที่มีสภาพกึ่งป่าดงดิบรกชัฏ ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันจึงจำกัดอยู่เพียงเทือกเขาวิรุงกา (Virunga Mountains) อันเป็นรอยต่อของประเทศยูกันดา รวันดา และคองโก (Democratic Republic of Congo – DR Congo หรือ Congo Kinshasa) เท่านั้น

หนังสือ Gorillas in the Mist เป็นบันทึกที่เขียนขึ้นโดย ไดแอน ฟอสซีย์ (Dian Fossey) สตรีนักอนุรักษ์ชาวอเมริกันผู้อุทิศทั้งชีวิตของเธอเพื่อศึกษาและหาวิธีอนุรักษ์กอริลลาภูเขา เธอใช้เวลามากกว่า 18 ปีเดินป่าตามรอยพวกมันจนเข้าหาฝูงกอริลลาภูเขาได้สำเร็จ ผมจึงแอบมีความฝันที่จะทำเช่นเธอบ้าง

กอริลลาตัวโปรดของไดแอนมีชื่อว่า ดิจิต (Digit) ทั้งคู่พบกันเมื่อปี 1967 ขณะนั้นดิจิตมีอายุ 5 ปี เป็นกอริลลาน้อยที่เลือกคบมนุษย์แทนการคบกับเพื่อนกอริลลาตัวอื่น ๆ ในฝูง มิตรภาพอันงดงามงอกเงยจนดิจิตกลายเป็นเพื่อนสนิทกับไดแอนในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การสังหารกอริลลาภูเขาขณะนั้นยังรุนแรงอยู่มาก ในที่สุดดิจิตก็ถูกฆ่าตายเมื่อปี 1977

ไดแอนกับดิจิต กอริลลาที่เธอสนิทที่สุด
ภาพ : gorillafund.org/who-we-are/dian-fossey/dian-fossey-bio

อีก 8 ปีต่อมา ตอนเช้าตรู่วันที่ 27 ธันวาคม มีผู้พบศพไดแอนที่กระท่อมพัก ฆาตกรทำร้ายเธอด้วยมีดพร้าเล่มใหญ่ สาเหตุการฆาตกรรมครั้งนั้นยังคงเป็นปริศนา ศพของเธอฝังไว้ข้างศพดิจิต พร้อมกับการจัดตั้งกองทุน The Dian Fossey Gorilla Fund International (DFGFI) นับเป็นการจุดประกายการอนุรักษ์สัตว์ป่าชนิดนี้อย่างเข้มข้นและจริงจังให้เกิดขึ้นใน 3 ประเทศ ซึ่งเป็นเพียงผืนแผ่นดินเดียวบนโลกใบนี้ที่มีกอริลลาภูเขาแสนวิเศษชนิดนี้อาศัยอยู่

แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึง 13 ปี แต่ผมยังจำประสบการณ์การเดินป่ากว่า 5 ชั่วโมงเพื่อตามรอยหากอริลลาภูเขาจนพบ แม้จะได้รับอนุญาตให้อยู่กับพวกมันได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เป็น 1 ชั่วโมงที่ทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเราจะได้มาทำความรู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน และใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่แบบไร้กรงกั้น ในธรรมชาติอันเป็นบ้านของมันเช่นนี้ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมเข้าใจประโยคที่ไดแอนเขียนไว้ในหนังสือของเธอว่า 

I have found myself at home among the mountain gorillas

และผมยังจำได้ดีถึงกฎเหล็กข้อสำคัญ คือเราต้องรักษาระยะห่าง 7 เมตรจากกอริลลา เพื่อลดโอกาสที่เราจะนำโรคจากมนุษย์ไปติดต่อพวกมัน และเราไม่ควรจ้องมองตากอริลลาภูเขาเพราะนั่นอาจหมายถึงการท้าทาย สิ่งที่ผมทำได้คือมองดวงตาใสซื่อแสนบริสุทธิ์ของพวกมันผ่านเลนส์ที่ซูมเข้าไปใกล้ ๆ สลับกับการแอบ ‘ลอบ’ ดูด้วยตาเปล่าเป็นระยะ ๆ ด้วยความเกรงใจ

ประสบการณ์นี้มีราคาสูงมาก เพราะแต่ละคนต้องจ่ายด้วยราคาสูงถึง 1,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ Gorilla Trek เป็นการท่องเที่ยวที่พิสูจน์แล้วว่าเปลี่ยนนักล่าให้หันมาเป็นนักอนุรักษ์ได้ สถิติการฆ่ากอริลลาภูเขาลดลงเป็นอย่างมาก จนเริ่มมีความหวังว่าสัตว์ชนิดนี้จะไม่สูญพันธุ์อีกต่อไป

ภาพตัดมาวันนี้ ณ เวลานี้ ผมกำลังนั่งอยู่กับ มานซี กายิฮูรา (Manzi Kayihura) ประธานกรรมการบริหาร Wilderness Rwanda ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมานานกว่า 30 ปี ก่อนหน้านี้มานซีเคยเป็นประธานกรรมการบริหารสายการบินประจำชาติ (RwandAir) มานานถึง 17 ปี เป็นอดีตประธานและผู้ก่อตั้ง Rwanda Tours and Travel Association ก่อนมาร่วมงานกับ Wilderness Rwanda องค์กรที่ตั้งขึ้นกว่า 40 ปี เพื่ออนุรักษ์พร้อมฟื้นฟูธรรมชาติและสัตว์ป่า ด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนที่อาศัยอยู่ภายในหรือใกล้ ๆ กับแหล่งท่องเที่ยวให้เติบโตในทิศทางที่เหมาะสมได้ เขาจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้วางกลยุทธ์ที่ช่วยกำหนดแนวทางการท่องเที่ยวของรวันดาในอนาคตด้วย

และวันนี้เขาพร้อมจะคุยกับเราอย่างหมดเปลือก

มานซี กายิฮูรา (Manzi Kayihura) ประธานกรรมการบริหาร Wilderness Rwanda

เมื่อ 13 ปีก่อน ผมจำได้ว่ามีครอบครัวกอริลลาจำนวนไม่กี่ครอบครัวที่มนุษย์เดินเท้าเข้าไปหาพวกมันได้ ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างครับ

ตอนนี้ที่ Volcanoes National Park ในเขตป่าสงวนวิรุงกา มีกอริลลาทั้งสิ้น 14 ครอบครัวที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้นำนักท่องเที่ยวเดินเท้าเข้าไปหาได้ครับ ซึ่งเราจำกัดจำนวนคนไว้ที่ 8 คนต่อกอริลลา 1 ครอบครัว จึงมีนักท่องเที่ยวที่เข้าไปชมได้เฉลี่ยวันละประมาณ 112 คน ซึ่งต้องติดต่อเพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต (Gorilla Permit) ให้เรียบร้อยเสียก่อน โดยราคาค่าใบอนุญาตปัจจุบันคือ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อวัน 

Volcanoes National Park ในเขตป่าสงวนวิรุงกา

ผมเองก็เคยเป็นคนที่เดินเท้าเข้าไปหากอริลลาเมื่อ 13 ปีก่อน ผมทราบว่ากว่าที่มนุษย์จะเข้าไปหาครอบครัวกอริลลาได้ต้องผ่านกระบวนการมากมาย อยากให้มานซีช่วยเล่าถึงเบื้องหลังพอให้เห็นภาพหน่อยครับ 

ขั้นตอนในการเลือกครอบครัวกอริลลานั้นดำเนินการโดยกลุ่มนักอนุรักษ์กอริลลา (Gorilla Conservation Group) กับเจ้าหน้าที่ของวนอุทยาน (Park Authority) ซึ่งจะเป็นกำหนดร่วมกัน ความจริงแล้วกอริลลาเป็นสัตว์รักสันโดษและค่อนข้างขี้อายมาก ๆ เขาจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวโดยแบ่งแยกพื้นที่ระหว่างกันชัดเจน แต่ละครอบครัวก็เคารพพื้นที่ของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เข้าไปยุ่มย่ามซึ่งกันและกัน 

ปกติเวลาเห็นมนุษย์ กอริลลาจะหนีห่างออกไปโดยธรรมชาติ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของวนอุทยานต้องพยายามเดินติดตามกอริลลาครอบครัวนั้นไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานานนับปีเพื่อให้จำได้ และยอมรับว่ามนุษย์กลุ่มนี้ไม่ใช่ศัตรูผู้ล่า ซึ่งก็ยากที่จะบอกได้ว่าต้องใช้เวลาติดตามพวกมันนานแค่ไหน 

อย่าลืมว่ากอริลลามียีนส์กว่า 90% เหมือนมนุษย์ พวกมันก็จะค่อย ๆ สังเกตว่ามนุษย์ที่เดินตามมันต้อย ต้อย ๆ อยู่นั้นมีบุคลิกลักษณะอย่างไร น่าคบหาพอจะเป็นเพื่อนกันได้ไหม โดยเฉพาะกอริลลาตัวผู้ที่เป็นจ่าฝูงอย่างที่เราเรียกกันว่า เจ้าหลังเงิน หรือ Silverback จะเป็นตัวที่คอยสอดส่องระแวดระวังมากที่สุด ก็เหมือนพวกเราที่จะเลือกคบใครสักคนเป็นเพื่อน ต้องรอให้อีกฝ่ายพิสูจน์ก่อนว่าเป็นคนนิสัยดี พอที่จะคบได้หรือเปล่า (หัวเราะ)

การเดินเท้าตามหากอริลลาเป็นประสบการณ์ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต (Life-changing Experiences) ผมเองก็รู้สึกเช่นนั้น ถ้าต้องไปอธิบายให้คนที่ไม่ ‘อิน’ กับกอริลลา มานซีจะช่วยผมอธิบายอย่างไรดีครับ

เวลาไปซาฟารี เราขึ้นรถจี๊ปเข้าไปใช่ไหมครับ ตัวเราอยู่บนรถ ก็เหมือนเราฝังตัวห่อหุ้มอยู่บนรถ แล้วรถค่อย ๆ เคลื่อนที่พาเราเข้าไปหาสัตว์ต่าง ๆ แต่เวลาเข้าไปหากอริลลา เราเดินเท้าเข้าไปในเป็นป่าทึบที่ไร้เส้นทาง เจ้าหน้าที่ที่นำเข้าไปต้องใช้มีดพร้าถางหญ้าและฟันกิ่งไม้ใบไม้ไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ นำเราเดินเข้าไปในป่าลึกโดยไม่รู้ว่าจะเจอกอริลลาเมื่อไหร่ ระหว่างที่เดิน เท้าเราสัมผัสดิน เป็นเวลาที่เราฝังตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติอย่างแท้จริง ปราศจากเครื่องยนต์กลไกอันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น มันคือช่วงเวลาที่เรากับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน 

เมื่อเราเข้าไปเจอครอบครัวกอริลลา เราได้เห็นพวกมันใช้ชีวิตอย่างที่เป็น ทำอะไรอย่างที่ทำเป็นปกติ หักกิ่งไม้เคียวกร้วม ๆ รูดใบไม้เป็นกำ ๆ ใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย แม่ ๆ กอริลลาให้นมลูกหรือเล่นกับลูก กอริลลาเด็ก ๆ วิ่งซนไปมาด้วยความอยากรู้ รู้สึกเลยว่าเราไม่ได้เข้าไปรบกวนพวกมัน เราแค่นั่งเงียบ ๆ นิ่ง ๆ สังเกตไปเรื่อย ๆ เท่านั้น 

ไม่เหมือนซาฟารีที่เรามองสัตว์ลงมาจากรถจี๊ป รู้สึกว่าเลยเราเป็นสิ่งแปลกปลอมที่กำลังรบกวนพวกมันอยู่ และบางครั้งก็เหมือนกับว่าเราเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือกว่าพวกสัตว์ต่าง ๆ เหล่านั้น แต่สำหรับกอริลลา เรานั่งบนพื้นดินในระดับเดียวกัน ปราศจากสิ่งที่แยกเราออกจากกัน มันเป็นความเท่าเทียม เป็นการแสดงความเคารพต่อกัน และผมคิดว่านั่นคือช่วงเวลาพิเศษที่เชื่อมมนุษย์กับกอริลลาเอาไว้ด้วยกัน 

การติดตามครอบครัวกอริลลาในแต่ละวันต้องเตรียมการอย่างไรบ้างครับ 

ในแต่ละวันจะมีเจ้าหน้าที่ด้วยกัน 6 คน นำนักท่องเที่ยว 8 คนไปยังครอบครัวกอริลลา ความที่กอริลลาอาศัยอยู่ในป่าอย่างอิสระ จะไปไหนก็ได้ตามที่พอใจ แต่มันเป็นสัตว์ที่มีเขตแดนชัดเจน เราจึงจะพอเรียนรู้เส้นทางของแต่ละครอบครัวว่าอยู่บริเวณไหน 

ทุก ๆ เช้าราว ๆ ตี 3 – 4 เจ้าหน้าที่ 2 คนจะออกเดินสะกดรอยเป็นกลุ่มแรก เพื่อตามหาว่ากอริลลาครอบครัวนั้น ๆ อยู่ไหน ราว ๆ 6 โมงเช้านักท่องเที่ยวจะมาพร้อมกันที่สำนักงานเพื่อฟังบรรยายสรุปเรื่องการเตรียมตัวและข้อควรปฏิบัติ จนเมื่อได้รับสัญญาณแจ้งทางวิทยุพกพาว่าพบครอบครัวกอริลลานั้น ๆ แล้ว เจ้าหน้าที่ชุดที่ 2 อีก 4 คนก็จะพาออกเดินป่าไปตามเส้นทางที่ได้รับแจ้ง 

แน่นอนว่าครอบครัวกอริลลาอาจเคลื่อนที่ลึกเข้าไปในป่าหรือย้ายไปไหนต่อไหน ซึ่งก็จะมีการส่งสัญญาณวิทยุบอกให้ทราบเพื่อมุ่งไปทางทิศนั้น ๆ การเดินใช้เวลาตั้งแต่ 2 – 3 ชั่วโมงไปจน 5 – 6 ชั่วโมงเลยครับ

ตอนที่คุณไปหนนั้นใช้เวลากี่ชั่วโมงครับ (คราวนี้มานซีถามผมบ้าง)

5 ชั่วโมงครับ อย่างแฮ่กเลย แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก โดยเฉพาะคนที่มาจากเมืองใหญ่อย่างผม

ธรรมชาติระหว่างทางบริสุทธิ์มากครับ ผมว่าคนที่มาจากกรุงเทพฯ อย่างคุณต้องรู้สึกสงบมาก ๆ อีกประการก็คือการเดินในระดับความสูงเช่นนั้น อากาศค่อนข้างเย็นสบาย ไม่มียุง ไม่มีแมลงมารบกวน การเดินไม่ทรมานจนเกินไป แตกต่างจากป่าดงดิบพื้นราบมาก 

ตอนที่ผมไปคราวนั้น สังเกตว่ากอริลลาจ่าฝูงที่ตัวใหญ่มาก ๆ มีท่าทีระแวดระวัง ตอนเจอกันครั้งแรกมันทุบอกอั้ก ๆ แบบในหนังเลยครับ เจ้าหน้าที่บอกให้รีบลงนั่ง ก้มหัวต่ำ มองพื้น และห้ามสบตา ตอนนั้นผมตกใจมาก กลัวมันเข้ามาชก ใจผมเต้นแรงมาก ในวินาทีต่อมาผมได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ส่งเสียงต่ำ ๆ ออกมา คล้าย ๆ คร่อก ๆ แล้วทุกอย่างก็สงบลงทันที ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ต้องเรียนภาษากอริลลาด้วยไหมครับ 

ฮ่า ๆๆ ไม่ต้องเรียนครับ อย่าลืมนะครับว่าเจ้าหน้าที่ต้องเดินตามกอริลลาครอบครัวเดิม ๆ อยู่ทุกวันติดต่อกันเป็นปี ๆ เขาเรียนรู้เสียงร้องของกอริลลาทั้งหมดว่าเสียงอะไรคือเสียงคำราม อะไรคือเสียงขู่ อะไรคือเสียงทักทาย และเขาก็ส่งเสียงสื่อสารในวิถีเดียวกับพวกมันได้ การตีอกเป็นการแสดงอำนาจและเตือนเอาไว้ก่อนเพื่อปกป้องครอบครัวของมัน 

เราไม่จำเป็นต้องกังวลนะครับ เพราะกอริลลาเป็นมังสวิรัติ 100% มนุษย์จึงไม่ใช่อาหารโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ผมคิดว่าภาพยนตร์ต่าง ๆ ทำให้คนเข้าใจผิด ความจริงกอริลลาเป็นสัตว์ที่อ่อนโยนและขี้อายมาก จะมีเหตุให้ต้องต่อสู้กันก็จำเพาะกรณีที่ตัวผู้แย่งตัวเมียหรือแย่งดินแดนกันเท่านั้นเอง

ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุร้ายกับนักท่องเที่ยวบ้างไหมครับ

ไม่มีเลยครับ มีเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่พึงระวัง เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวราว ๆ ปี 2005 หรือ 2006 ตอนนั้นเจ้าหลังเงินจ่าฝูงของครอบครัวหนึ่งถูกเจ้าหลังเงินอีกตัวมาท้าทายเพื่อแย่งตัวเมีย เลยเกิดการต่อสู้กัน ตอนที่เจ้าหน้าที่พานักท่องเที่ยวไปถึง พบว่าเจ้าหลังเงินตัวนั้นมีพฤติกรรมไม่ปกติ มันเดินเป็นวงกลมรอบ ๆ ครอบครัวมันแบบไม่หยุดไม่หย่อน มันเดินวนไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เหมือนกำลังระวังภัยอะไรสักอย่าง 

เจ้าหน้าที่ตัดสินใจพานักท่องเที่ยวถอนตัวกลับออกมาทันทีโดยที่ไม่มีเหตุรุนแรงอะไร สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือการสังเกต ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนรู้ดีว่าวันนี้อารมณ์และความรู้สึกของกอริลลาเป็นอย่างไร ถ้ามีอะไรที่ไม่ปกติ ต้องตัดสินใจหาทางออกทันที

แล้วก็มีที่ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่ตัดสินใจห้ามนักเดินทางคนหนึ่งซึ่งเป็นคนรูปร่างใหญ่ ผิวคล้ำ ผมดก พร้อมกับไว้หนวดไว้เครา แต่ทั้งผมแล้วก็หนวดและเคราของเขาเป็นสีเงินแบบเดียวกับเจ้าหลังเงินเลย เราเกรงว่าเจ้าหลังเงินตัวจริงจะสับสน และอาจเป็นอันตรายกับชายผู้นั้นได้ เพราะถ้ามันเข้าใจว่าเป็นตัวผู้จากอีกฝูงเข้ามาในพื้นที่ของมันก็จะกลายเป็นความเสี่ยงทันที

คิดว่า Gorilla Trek ณ วันนี้เป็นการจัดการปัญหาที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในทุกมิติหรือไม่ครับ

แน่นอนครับ การจะอนุรักษ์กอริลลาได้ต้องประสานปัจจัยหลักทั้ง 3 ปัจจัยไว้ด้วยกัน นั่นคือการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ และชุมชน ซึ่ง Gorilla Trek จัดการทั้ง 3 ปัจจัยนี้ได้อย่างครบถ้วน 

การท่องเที่ยวช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา โดยคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังพอจะจ่ายเงินสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้ โดยรายได้ทั้งหมดนำไปพัฒนาชุมชนเพื่อเปลี่ยนให้คนที่เคยล่ากอริลลาให้หันมาร่วมอนุรักษ์แทน ชาวบ้านเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยที่พวกเขาไม่ต้องล่ากอริลลาอีกต่อไป หมู่บ้านของพวกเขามีทั้งถนนหนทาง ศูนย์พยาบาล โรงเรียน น้ำประปาสะอาด ฯลฯ พวกเขาเองก็มีอาชีพจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นพนักงานตำแหน่งต่าง ๆ ในรีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ จำนวนกอริลลาภูเขาก็เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยต้น ๆ ทวีจำนวนเป็นหลักร้อยปลาย ๆ และการสำรวจล่าสุดมีถึง 1,064 ตัว 

จำนวนนักท่องเที่ยวที่สนใจจะไปเดินป่าตามหากอริลลาภูเขามีมากขึ้นเรื่อย ๆ มองว่าจะจัดการอย่างไรในอนาคตครับ 

ผมคิดว่าประเด็นนี้ต้องจัดการให้ดี เราเคยพูดกันเสมอว่าเราเป็นเหยื่อของความสำเร็จ (Victim of Success) หมายถึงว่าพอ Gorilla Trek สำเร็จ และสร้างความสนใจให้นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ประเทศรวันดาก็ได้เงินเยอะขึ้น แต่ถ้าคนมาจนล้น จะกลายเป็นดาบสองคม 

ถ้านักท่องเที่ยวมากันมาก ๆ ก็ต้องพยายามเพิ่มจำนวนครอบครัวกอริลลาให้เพียงพอกับปริมาณนักท่องเที่ยว แต่มันเป็นสัตว์ป่า มีเขตแดนของตนเองชัดเจน พื้นที่ป่าจึงต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกมัน ในขณะที่เรือกสวนไร่นาของชาวบ้านก็ต้องการพื้นที่จากป่า เมืองที่กำลังขยายตัวก็ต้องการพื้นที่จากป่า จึงต้องทำระบบการจัดสรรพื้นที่ (Zoning) โดยแบ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สร้างโรงแรมและรีสอร์ต และกำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ฯลฯ ไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งคำนวณการเพิ่มพื้นที่ในอัตราที่เหมาะสมด้วย ต้องมีการวางกลยุทธ์ร่วมกัน และประสานนโยบายและแผนงานไปพร้อม ๆ กัน

นอกจาก Gorilla Trek รวันดามีอะไรอีกที่อยากเชิญชวนให้คนไทยไปท่องเที่ยวที่นั่นครับ

นอกจาก Gorilla Trek ที่ Volcanoes National Park แล้ว ที่ Akagera เราก็มีประสบการณ์ซาฟารี นั่งรถจี๊ปเปิดประทุนโล่งติดตามหาสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Big 5 ได้แก่ สิงโต เสือดาว ช้าง แรด และควายป่า รวมทั้งที่ Nyungwe Forest National Park ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีการสะกดรอยเพื่อติดตามสังเกตพฤติกรรมฝูงลิงชิมแปนซี (Chimpanzee Trek) และลิงจมูกเชิดสีทอง (Golden Monkey) ซึ่งเป็นสัตว์พิเศษที่น่าสนใจไม่แพ้กอริลลา

รวันดาเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งแอฟริกา เต็มไปด้วยเทือกเขาเขียวชอุ่ม สวยงาม และทะเลสาบใสสะอาด เป็นแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพระดับโลกที่วันนี้เกษตรกรและผู้พัฒนาสายพันธุ์กาแฟต่าง ๆ มีความมั่นใจในกระบวนการปลูก เก็บเกี่ยว คั่ว ทุกขั้นตอนและนักท่องเที่ยวเข้าไปชมไร่กาแฟและทดลองชิมได้ถึงที่ เช่นเดียวกับการปลูกชาคุณภาพรวมทั้งชาเขียวที่กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

ทะเลสาบคิวู (Kivu Lake) เป็นทะเลสาบที่ใสสะอาดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เป็นทะเลสาบเดียวในแอฟริกาที่ปราศจากฮิปโปโปเตมัสและจระเข้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากมีองค์ประกอบทางธรณีวิทยาและเคมีของน้ำ อันเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับสัตว์เหล่านี้ แต่เป็นทะเลสาบที่มีน้ำแร่คุณภาพให้นักท่องเที่ยวนอนแช่แบบออนเซนอย่างมีความสุข มีกีฬาทางน้ำอย่างสกีน้ำ เจ็ตสกี ฯลฯ ให้ออกกำลังกายได้ไม่รู้เบื่อ ตามกฎหมายของรวันดา พื้นที่ 50 เมตรรอบทะเลสาบนั้นจะต้องปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า สร้างสิ่งก่อสร้างใด ๆ ไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความสะอาดของทะเลสาบเอาไว้

คิกาลี (Kigali) เป็นเมืองหลวงที่ได้รับยกย่องว่าสะอาด สวยงาม และเป็นระเบียบที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกา และยังเป็นเมืองที่ปลอดภัยมาก ๆ ที่สำคัญคือมีร้านอาหารไทยที่นั่นด้วยนะครับ เป็นร้านอาหารที่ชาวเมืองชมว่าอร่อยและมีชื่อเสียงของคิกาลีด้วย (ยิ้ม)

คิกาลี (Kigali) เมืองหลวงที่สวยงาม สงบ และปลอดภัย

ใช่ครับ จำได้ว่าคิกาลีเป็นเมืองที่สะอาด สวยงาม และร่มรื่นมาก ๆ แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ ในทวีปแอฟริกา แล้วยุทธศาสตร์ของการท่องเที่ยวในรวันดาจะเดินไปทางไหนและอย่างไรบ้างครับ

ขอยกตัวอย่างนะครับ ประเทศ A มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่าประเทศ B ถึง 10 เท่า แต่ประเทศ B มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่า A แต่กลับมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศ A ถึง 10 เท่า รวันดาเลือกเป็นประเทศ B ครับ นั่นคือเจาะตลาดกลุ่มจำเพาะ (Niche Market)

รวันดาเป็นประเทศเล็กมาก ๆ ทรัพยากรก็มีจำกัดมาก ๆ เราจึงต้อนรับนักท่องเที่ยวปริมาณมากมายมหาศาลไม่ได้ เพราะจะสร้างความเสียหายต่อทรัพยากร วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวรวันดาแน่นอน รวันดาจึงเลือกจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อที่เราจะดูแลพวกเขาได้เป็นอย่างดีให้สมกับราคาที่เขาจ่ายไป เพราะการเดินทางท่องเที่ยวในรวันดานั้นค่อนข้างสูง

อย่างในพื้นที่ใกล้ ๆ Volcanoes National Park เราสร้างโรงแรมขนาดใหญ่เป็นร้อย ๆ ห้องไม่ได้ เพราะจะรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าซึ่งเป็นที่อาศัยของกอริลลา จึงต้องทำเป็นรีสอร์ตขนาดเล็กไม่กี่ห้อง เมื่อมีไม่กี่ห้องก็ขายห้องในราคาถูกเพื่อเอาปริมาณไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น 

นอกจากนั้น รวันดายังเน้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน คือเข้ามาเที่ยวด้วยความสนใจการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม จึงสร้างความสนใจด้วยคอนเทนต์ในลักษณะนี้ ไม่ได้โปรโมตเรื่องการช้อปปิ้งหรืออะไรที่ไม่ใช่จุดขายของประเทศ ซึ่งเสี่ยงมาก ๆ ที่จะได้นักท่องเที่ยวผิดประเภท ประเทศไทยอาจจะมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่ารวันดาหลายเท่า มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์กว่า จึงกำหนดนโยบายเป็นการท่องเที่ยวเชิงปริมาณได้

ไร่ชาในรวันดา

ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาและคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่เรามั่นใจว่ารู้จักรวันดาดีพอ และรู้ว่าจะเชื่อมรวันดากับนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างไร ซึ่งเราต้องมองหาพันธมิตรเช่นนี้ไว้ทั่วโลก อย่างเช่นในภูมิภาคเอเชีย เราเลือก A2A Safaris (Asia to Africa Safaris) เป็นพันธมิตร เพราะเป็นตัวแทนท่องเที่ยวที่มีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาแล้ว โดยสรุปก็คือพันธมิตรจะช่วยแนะนำรวันดาในเนื้อหาที่ถูกต้อง และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณสมบัติตามที่เราต้องการได้ 

คำถามก่อนสุดท้ายครับ มีอะไรที่อยากบอกคนไทยเกี่ยวกับรวันดาอีก

รวันดาเป็นดินแดนที่ผ่านเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาก่อน เรารู้ว่าประเทศเราต้องเรียนรู้ที่จะเดินไปข้างหน้าให้ถูกวิธี เพราะเราไม่อยากผิดพลาดอีกต่อไป เรื่องการกำหนดนโยบายและทิศทางการท่องเที่ยวก็เช่นกัน การท่องเที่ยวต้องไม่ทำลายธรรมชาติหรือความเป็นอยู่ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชน แต่กลับต้องส่งเสริมสิ่งเหล่านั้นให้เข้มแข็ง เติบโต และยั่งยืน เราจึงเลือกตลาดเฉพาะที่มีคุณภาพสูง

หลังเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รัฐสภาแห่งชาติรวันดามีสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภาที่เป็นผู้หญิงมากที่สุดในโลก นั่นคือ 64% ถือว่ามากกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้เรามีบทเรียนแล้วว่าผู้หญิงลดแรงปะทะได้ดีกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมีมุมมองที่แตกต่าง ในรัฐธรรมนูญรวันดาระบุเลยว่า ในทุก ๆ องค์กรต้องมีผู้หญิงทำงานในสัดส่วน 30% ด้วยเช่นกัน ซึ่งเชื่อว่าไม่มีที่ไหนทำเช่นนี้ รวันดาจึงเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยผู้หญิง

รวันดาเป็นประเทศที่ลดเลิกการใช้พลาสติกอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2008 ปัจจุบันคนรวันดาแทบจำไม่ได้แล้วว่าใช้ถุงพลาสติกครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ หากใครคิดจะเอาขวดพลาสติกเข้าประเทศ ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะริบไว้ตรงนั้น

ถ้ากอริลลาอยากบอกอะไรสักอย่างกับมนุษย์ คุณว่ามันจะบอกพวกเราว่าอะไรครับ

กอริลลาก็จะบอกมนุษย์ว่า… ในที่สุดก็รู้เสียทีแล้วนะว่าควรทำตัวอย่างไร

เมื่อก่อนพวกมนุษย์ไล่ล่ากอริลลาส่งตลาดมืด ถูกฆ่าเอาเนื้อ เลาะหนังส่งขายจนแทบจะสูญพันธุ์ มนุษย์เห็นแก่เงินที่มาจากการทำร้ายชีวิตอื่น มาวันนี้ใบอนุญาต Gorilla Trek ราคาใบละ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อวัน นำรายได้มหาศาลมาสู่รวันดา ถนนหนทาง สาธารณูปโภค โรงเรียน การศึกษา โรงแรม อาชีพต่าง ๆ ที่เลี้ยงคนมากมายในประเทศนี้ ทั้งหมดนี้เกิดจากกอริลลา 

อย่างน้อยมนุษย์ก็หันกลับมาทำสิ่งที่ถูกต้องได้ในที่สุด… คราวนี้ก็รู้ตัวแล้วนะว่าควรทำตัวอย่างไร (ยิ้ม)

สำหรับผม ผมก็รู้ตัวแล้วว่าผมควรกลับไปเยี่ยมรวันดาอีกสักรอบ หลังจากที่ไม่ได้พบกันมานานถึง 13 ปีเต็ม (ผู้เขียน)

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในรวันดา ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

A2A Safaris 

Website : www.a2asafaris.com 

Instagram : a2asafaris

Email : enquiry@a2asafaris.com

LINE : moniwhite

ขอขอบพระคุณมานซี กายิฮูรา (Manzi Kayihura) ประธานกรรมการบริหาร Wilderness Rwanda ผู้ให้สัมภาษณ์ และขอขอบคุณภาพประกอบจาก Wilderness Rwanda และ A2A Safaris

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล