31 กรกฎาคม 2025
2 K

ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ หรือ ‘พี่ขาบ’ รับหน้าที่เปิดประตูสตูดิโอย่านอ่อนนุชต้อนรับสมาชิกคนสุดท้ายของวันนี้ 

เรากวาดสายตามองดูรอบบ้านสีขาวสะอาดตา ระหว่างเปิดเวทีให้ช่างภาพเก็บภาพเจ้าของบ้านได้อย่างเต็มที่ 

ที่นี่ตกแต่งเป็นระเบียบ เรียบง่าย ประดับประดาด้วยรูปภาพฝีมือ ครูโต-ม.ล.จิราธร จิรประวัติ โอ่โถงพอให้ได้ยินเสียงพี่ขาบดังกังวาน เพราะเขาคอยจัดท่าทางตัวเอง หามุมที่ใช่ หาจังหวะที่ชอบ เสนอไอเดียใหม่ ๆ ให้ช่างภาพได้ทดลอง ตามประสาสไตลิสต์ที่เข้าใจเรื่องความงามดีกว่าใคร จนช่างภาพจบงานได้อย่างราบรื่น 

พี่ขาบตั้งใจให้ที่นี่เป็นสีขาวล้วน เพราะสื่อถึงบรรดาธุรกิจที่พร้อมให้ Karb Studio บริษัทรับสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าภาคการเกษตรและธุรกิจอาหารแบบครบวงจร คอยแต่งแต้มไอเดียลงไป 

หากใครยังไม่รู้จักชายผู้มีความคิดคมคายเช่นนี้ เราขอแนะนำว่าเขาคือเจ้าของรางวัล กูร์มองด์ อวอร์ด (Gourmand Awards) ซึ่งเปรียบได้กับเวทีออสการ์อาหารโลก 20 ปีซ้อน เป็นคนไทยคนแรก และเป็นผู้เข้าประกวดคนเดียวในปี 2025 ที่คว้า 6 รางวัลติดมือกลับบ้าน จากหนังสืออาหารทั้งหมด 5 เล่มคือ THE POWER OF STYLING PRISON FOOD อาหารในเรือนจำกลาง จ.นครปฐม, Sapodilla Ice Cream ไอศกรีมละมุดจากชุมชนบ้านใหม่ จ.พระนครศรีอยุธยา, MEKONG Local Wisdom Isan Food Soft Power อาหารลุ่มแม่น้ำโขง อันเนื่องมาจากปลากุเลาเค็มพระราชทาน หนังสือปลากุเลาเค็มพระราชทาน หนังสืออาหารของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และ นาคสร้างชุมชน 10 เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย

แต่ชีวิตของ ขาบ สุทธิพงษ์ และชีวิตของ Karb Studio ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่ 

“พูดไปเราก็อยู่ในวงการ Food Stylist มา 30 ปีแล้วนะ” เจ้าบ้านเกริ่น หลังเราโยนคำถามว่าทำไมถึงเลือกเปิดสตูดิโอที่ย่านอ่อนนุช 

“10 ปีแรกเราอาศัยที่คอนโดบ้านสวนสุโขทัย 10 ปีต่อมาย้ายมาอยู่ทาวน์โฮมย่านสุทธิสาร 10 ปีหลังจากนั้นอยากมีครัวใหญ่ ๆ ซึ่งตอบโจทย์ทุกอย่าง จนได้มาอยู่ที่นี่ นั่นแปลว่าแต่ละช่วงของชีวิตจะประมาณ 10 ปี”

ตั้งใจไว้ไหมว่าทุก 10 ปีจะเปลี่ยนที่อยู่

“ไม่ได้มีความตั้งใจ มันเหมือนจังหวะชีวิต” เขาพูดพร้อมตระเตรียมที่นั่งให้แขกทั้ง 2 คนฟังเลกเชอร์อย่างใกล้ชิด “ทำอะไรไม่เคยตามกฎเกณฑ์ แค่รู้ว่าจังหวะมาแล้วก็เปลี่ยนแปลง ไม่เคยยึดติด คิดแค่ว่าวันนี้ต้องทำให้ดี ส่วนอนาคตก็คือผลลัพธ์ของปัจจุบัน

“ถ้าต้องย้ายออกจากที่นี่ก็คงกลับไปบึงกาฬ เพราะเราจะถึงวัยเกษียณพอดี”

ต่อจากนี้คือเรื่องราวของลูกอีสานที่ตัดสินใจออกจากบ้าน เพราะเชื่อว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออาหารและศิลปะ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น พี่ขาบเกิดและโตที่จังหวัดใหม่ล่าสุดของประเทศไทย 

The Cloud เคยสัมภาษณ์เขาแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่เขากลับบึงกาฬมาทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต บูรณะเรือนอีสานโบราณอายุกว่า 70 ปีของครอบครัวให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน นับจากวันนั้นพี่ขาบยังคงผลิตผลงานทรงคุณค่ามากมาย ทั้งในฐานะเจ้าของบริษัท Karb Studio และนักพัฒนาชุมชน 

“สมัยเด็ก ๆ เวลาพี่ทำอาหาร คนจะมาดูพี่ก่อนเลยนะ” เขาเล่าความทรงจำบนจานอาหาร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของศาสตร์และศิลป์ในตัวเขา 

“ที่บึงกาฬมีทั้งอาหารอินโดจีน อาหารไทย อาหารลาว อาหารเวียดนาม พอเราออกแบบจานอาหารให้สวยงาม สร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนก็มารุมดูเราเรื่อย ตอนประถมไม่รู้หรอกว่าการทำธุรกิจคืออะไร แต่รู้ว่าคนอื่นว้าวกับสิ่งที่เราทำ”

พี่ขาบรู้ตัวว่าชอบศิลปะมาแต่ไหนแต่ไร แต่ความคาดหวังของคนต่างจังหวัดตอนนั้น ถ้าไม่รับราชการก็ต้องทำธุรกิจส่วนตัวจึงจะประสบความสำเร็จ เรียกว่างานศิลปะห่างไกลกับโลกความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง เขาจึงให้ความสำคัญกับการศึกษามากเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าเป็นอาวุธชั้นดีที่จะนำพาให้เขาไปถึงฝั่งฝัน โดยเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ และเมื่อจบปริญญาตรีก็ได้งานที่แรก คือฝ่ายขายกลุ่มกระดาษเครือซิเมนต์ไทย

เด็กหนุ่มมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ที่ทำงานแรกในชีวิตคือกลุ่มกระดาษเครือซิเมนต์ไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรเฉียดใกล้ศิลปะแม้แต่น้อย แต่เราจะเล่าให้ฟังต่อ

เขาเลือกทำงานตำแหน่งฝ่ายขาย เรียนรู้ระบบและการบริหารทรัพยากรมนุษย์แทบทั้งหมด จนพี่ขาบออกปากว่า แค่ 2 ปีก็ให้คำตอบชีวิตได้แทบทุกอย่าง

ที่สำคัญ กลุ่มกระดาษเครือซิเมนต์ไทยมีหลายกลุ่มธุรกิจ จังหวะชีวิตก็จับพลัดจับผลูให้เขาไปอยู่กลุ่มสิ่งพิมพ์ ที่นั่นเองทำให้พี่ขาบรู้จักนิตยสารหัวนอกหัวในทั้งหมด ทั้งยังต้องเข้าไปเจอคนในโรงพิมพ์ เรียนรู้เรื่องการทดสอบกระดาษ เทคนิคการพิมพ์ และสารพัดองค์ความรู้ที่กลายเป็นบ่อเกิดของปัญญาและข้อได้เปรียบของ Karb Studio จนถึงทุกวันนี้ 

ทำงานได้ 2 ปีพี่ขาบก็ขอลาออก เหตุผลคือเรียนรู้ทุกอย่างจนเพียงพอแล้ว เพราะเป้าหมายแท้จริงในชีวิตคือการได้ทำงานศิลปะ

แต่ใช่ว่าเขาจะกลายเป็น Food Stylist โดยทันที พี่ขาบสั่งสมประสบการณ์ตัวเองอีกขั้นด้วยการเลือกทำงานเป็น AE ในเอเจนซี่โฆษณาญี่ปุ่น เปลี่ยนจากองค์กรยักษ์ใหญ่เป็นองค์กรที่มีพนักงานเพียง 10 คน บางคนอาจคิดว่าเป็นการลดระดับตัวเองลง แต่เขาเห็นตรงกันข้าม เพราะการทำงาน AE ทำให้เขาเรียนรู้การจัดการบัญชี การถ่ายหนังโฆษณา และวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด

ประสบการณ์ทำงานเพียง 2 บริษัทแต่ตอบโจทย์และต่อยอดความฝันได้ คือสิ่งสำคัญที่ทำให้พี่ขาบกลายเป็น AE อิสระที่ประสบความสำเร็จนานถึง 8 ปี จนลูกค้ามากมายแนะนำให้เขาเปิดบริษัทของตัวเอง 

ความฝันที่อยากทำงานศิลปะให้เป็นธุรกิจเลี้ยงปากท้องได้จึงเกิดขึ้นในนาม บริษัท ขาบสไตล์ จำกัด โดยมี Karb Studio เป็นบริการสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าภาคการเกษตรและธุรกิจอาหารแบบครบวงจร

ไม่แปลกที่ Karb Studio จะตกแต่งด้วยภาพวาดของครูโต เพราะท่านคือบุคคลที่พี่ขาบเรียกว่า ทุนของชีวิต

เบื้องหลังความสำเร็จของชายผู้นี้ คือการขอฝากตัวเป็นศิษย์ครูโตตั้งแต่ทำงานที่แรก

ถูกต้อง พี่ขาบทั้งทำงานเป็นฝ่ายขายที่กลุ่มกระดาษเครือซิเมนต์ไทย และเรียนรู้เรื่อง Food Stylist ไปพร้อม ๆ กัน

“พี่ฝึกฝนด้วยตัวเองจากนิตยสารต่างประเทศเท่านั้น และดูหนังสือภาพประกอบของครูโตจากนิตยสาร พลอยแกมเพชร 

“สมัยครูโตทำงานที่ปาร์คนายเลิศ พี่ก็เข้าไปบอกว่าผมชอบงานครูมาก อยากฝากตัวเป็นศิษย์ ครูคงเห็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งแล้วรู้สึกว่ามันมีความตั้งใจ แกเลยรับเป็นลูกศิษย์ คอยติดสอยห้อยตามไปทำงาน เคี่ยวเข็ญ ให้คำแนะนำ และบอกวิธีการมองทุกอย่างเป็นองค์ประกอบ ไม่ใช่มองว่าอาหารสวยแค่ในจาน 

“หากมองอาหารสวยแค่ในจานเราจะกลายเป็นเชฟ แต่ Food Stylist ต้องมองว่าองค์ประกอบรายรอบนำไปสื่อสารรูปแบบใดได้บ้าง คล้ายเป็นผู้อำนวยการสร้างสรรค์ เรียนรู้กับช่างภาพ กราฟิกดีไซเนอร์ และนักเขียน

“เมื่อเปรียบเทียบแล้ว คนคนหนึ่งที่มาจากจังหวัดล่าสุดของประเทศ ห่างไกลความเจริญ แต่เมื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูโต มันคือการเปลี่ยนแปลงชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไม่มีโค้ชที่ดี คงยากมากที่จะได้มาตรฐานระดับโลก คงเดินแล้วแวะข้างทางบ่อย และอาจไม่ถึงเส้นชัย 

“ครูโตเป็นทุนชีวิตของพี่นะ เขาทำให้พี่มีแนวทางชัดเจน ได้รับการยอมรับได้เร็ว ถ้าไม่มีแก พี่ก็คงไม่โดดเด่นอะไร

“ตอนอายุ 27 – 28 ครูโตบอกว่า ขาบ ออกไปทำงานเถอะ แปลว่าผู้ใหญ่เขาเห็นว่าเราชัดเจนแล้ว เหมือนมีคนมาให้เราลับมีด ลับวิชา หน้าที่ของเราคือเอาวิชาออกไปห้ำหั่น

“ครูโตสอนเรื่องหนึ่ง คือต้องเป็นผู้ให้ ได้มาแล้วต้องเอาไปถ่ายทอด ทุกวันนี้พี่จึงมีหน้าที่เป็นครูและเป็นนักพัฒนาชุมชนที่บ้านเกิด”

Karb Studio เติบโตจากการที่เจ้าของบริษัทเดินทางไปทั่วโลก 

ความเป็นไปได้ที่พี่ขาบมองเห็นคือธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารกับการเกษตร 

“ประเทศไทยพูดแต่ว่าครัวไทยสู่ครัวโลก อาหารไทยติด 1 ใน 5 ยอดนิยมของโลก แต่ที่เราพูดกันเป็นกระบวนการปรุงให้อร่อย เรายังขาดภาพลักษณ์ของอาหาร การโฆษณา การยกระดับให้อุตสาหกรรมอาหารเป็นการสร้างวัฒนธรรม การสื่อสารการท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงการเป็นทูตของประเทศ”

เมื่อมีช่องว่างใหญ่มากรอให้กระโจนลงไป Karb Studio จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับมาตรฐานไทยให้เทียบเท่ากับมาตรฐานโลก 

“การทำสตูดิโอไม่ควรจะเป็นเป็ด เพราะโลกแห่งความเป็นจริงเราต้องบอกคาแรกเตอร์ตัวเองได้ Karb Studio เน้นที่อาหารกับการเกษตร โดยคอนเซปต์คือจาก Local สู่เลอค่า ไม่ต้องทำอะไรหวือหวาแต่ต้องตามเทรนด์ของโลก เข้าถึง จับต้องได้ และสร้างการเปลี่ยนแปลง”

เราถามพี่ขาบว่าเขาชอบงานไหนที่สุดตั้งแต่ทำแบรนดิ้งให้ลูกค้ามาค่อนชีวิต คนถูกถามร้องโอ้ ก่อนเลือกความประทับใจมาให้ 2 แบรนด์ ทั้งธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร 

แบรนด์แรก คือน้ำผลไม้ยี่ห้อ CHABAA กล่องหลายเหลี่ยมที่ดึงดูดความสนใจเราด้วยภาพผลไม้เน้น ๆ ในร้านสะดวกซื้อ นั่นคือผลงานการรีแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ของพี่ขาบ 

CHABAA มีน้ำผลไม้มากกว่า 20 รสชาติ สิ่งที่พี่ขาบทำคือการเปลี่ยนภาพผลไม้บนกล่องให้มีขนาดเทียบเท่ากัน ไม่ว่าเป็นผลไม้ชนิดไหน แกะเปลือก หั่นเป็นชิ้น จัดการรูปทรงให้ใกล้เคียงกัน บรรจุในแก้วทรงสูง ตามลักษณะของกล่องบรรจุภัณฑ์ ไม่น่าเชื่อว่าปรับมุมมองเพียงเท่านี้ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงเป็นปรากฏการณ์ และการที่เจ้าของบริษัทมากประสบการณ์เลือกใช้บริการสตูดิโอเล็ก ๆ เช่นนี้ก็คงมองเห็นอะไรในตัวนักปั้นแบรนด์ด้วยเช่นกัน

แบรนด์ที่ 2 คือสวนเจริญทรัพย์ สวนทุเรียนที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง หลังเปลี่ยนจากขายเหมายกสวน เป็นการขายปลีกด้วยตัวเอง งานนี้พี่ขาบใส่รสนิยมของตัวเองเข้าไปอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันให้สวนทุเรียนเป็นที่รู้จัก พร้อมสร้างสรรค์หนังสือสวนเจริญทรัพย์ จนกลายเป็นสวนเกษตรเจ้าแรกในประเทศไทยที่ได้รางวัลออสการ์อาหารโลก

“ความสวยทำให้เขาได้รับความนิยมมากมาย มีสื่อเข้ามาสัมภาษณ์ องค์กรรัฐต่าง ๆ ก็เข้ามาให้ความร่วมมือ และทำให้เจ้าของธุรกิจมีตัวตนในนานาชาติ เหล่านี้เป็นสิ่งยากมาก

รางวัล กูร์มองด์ อวอร์ด (Gourmand Awards) ก่อตั้งขึ้นในปี 1995 เพื่อยกย่องและสนับสนุนบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มจากทุกมุมโลก โดยเปิดรับผลงานประเภทหนังสืออาหาร, E-book, สื่อออนไลน์, รายการโทรทัศน์, สารคดี ฯลฯ จึงเปรียบได้กับเวทีออสการ์อาหารโลก

พี่ขาบห่างไกลกับเวทีนี้มาก เรียกว่าไม่รู้จักเลย กระทั่งได้รับคำเชื้อเชิญจากชาวต่างชาติท่านหนึ่ง หลังเห็นหนังสือ Food and travel ลาว คู่มือการปรุงอาหารลาวราชสำนักหลวงพระบางของพี่ขาบแล้วประทับใจ

20 ปีหลังจากนั้น ไม่มีปีไหนที่เวทีกูร์มองด์ อวอร์ด ปราศจากชื่อ สุทธิพงษ์ สุริยะ แม้จะเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้อย่างคนอ่อนประสบการณ์ แต่ปีนี้เขาเป็นคนเดียวที่คว้ามาได้ 6 รางวัล จากผู้ส่งเข้าร่วมประกวด 1,250 รายการ

ท่ามกลางสายตานานาชาติ พี่ขาบขึ้นไปรับรางวัลทั้ง 6 ครั้งพร้อมธงชาติไทย ใส่ผ้าไหม สวมโสร่ง 

นอกจากปีนี้จะขึ้นเวทีบ่อยกว่าครั้งไหน ๆ พี่ขาบยังไปพร้อมคณะอีกกว่า 30 ชีวิต เพราะทำหนังสือ THE POWER OF STYLING PRISON FOOD ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ต่างจากทุกครั้งที่มักจะไปเพียงลำพัง และรางวัลก็มาพร้อมจิตใจที่อยากแก้ไขระบบของประเทศนี้

“กูร์มองด์ อวอร์ด แทบไม่เคยมีคนไทยเลย เพราะคนไทยรู้จักแต่เวทีมิชลิน ซึ่งเป็นการกินด้วยปาก แต่กูร์มองด์ อวอร์ด ไม่ได้ดูแค่รสชาติ เขาดูองค์ประกอบ ดูภาพสวย ดูการจัดวาง ดูการเปลี่ยนแปลง

“สิ่งที่น่าสนใจคือปีนี้เขาให้เกียรติเรามาก ก่อนเข้างานจะมีบูทแต่ละประเทศให้คนมาแลกนามบัตรเจรจาธุรกิจ แล้วเขาเลือกเราเป็น 1 ใน 30 บูท ปีนี้พี่ได้รางวัลเยอะที่สุด แต่กลับประเทศมาแล้วเงียบกริบ มันเป็นไปได้อย่างไร

“ถ้ารัฐบาลเห็นศักยภาพของพี่ที่ได้ออสการ์อาหารโลกเวทีนะ มาจับมือกันสิ เราต้องนำเสนอภาพลักษณ์ระดับโลกให้คนรับรู้ แล้วไม่ต้องปั้นเราคนเดียวนะ ปั้น 77 คน 77 จังหวัด

“ควรมีคำสั่งส่งไปที่ผู้ว่าฯ เลย ให้ไปหานักพัฒนาที่ยั่งยืนในแต่ละจังหวัด มันต้องมีอยู่แล้ว แล้วเอาคนเหล่านั้นมาเป็นต้นแบบ เพราะเขาจะทำล้มเหลวไปเพื่ออะไร เลือกเลยว่าคนนี้เก่งผลิตภัณฑ์ คนนี้เก่งเรื่องอาหาร คนนี้เก่งเรื่องศิลปะประเพณี หานักการตลาดมาเป็นโค้ช และรัฐต้องมีเงินให้ 

“ไม่ต้องไปทำโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 เชฟอาหารไทยหรอก คำถามคือคนอีสานกินอาหารลาวจะมาสอนอาหารไทยให้คนอีสานด้วยเหตุอะไร สอนเสร็จแล้วเขาก็ไม่กิน จะไปเปิดร้านอาหารเองก็ไม่มีเงิน แค่จับประเด็นนี้ก็ล้มเหลวแล้ว” หนุ่มใหญ่ชวนตั้งข้อสังเกตถึงนโยบาย OFOS (One Family One Soft Power) ภายใต้การขับเคลื่อนโดย THACCA-Thailand Creative Culture Agency ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

“รัฐมีบุคคลที่ลุกขึ้นมาทำเองจนไประดับโลกแล้ว ทำไมไม่เอาคนพวกนี้มาช่วย เรามีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ(UN) เพราะทุกอย่างต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์”

ทำไมถึงพยายามเขย่าโครงสร้างของของประเทศไทยขนาดนี้ – เราได้จังหวะถามสวน

“พี่มองไปถึง UN แล้ว หน่วยงานภาครัฐต้องการจะก้าวเข้าไปใน SDGs 17 ข้อ พี่ไม่ได้อยากโดดเด่นหรือมีแสง แต่ถ้ามีศักยภาพอยู่แล้ว เราจะรออะไร 

“การที่พี่ทำอาหารพื้นถิ่นประกวดบนเวทีออสการ์อาหารโลก ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องทำกับคนที่พร้อมแล้ว แต่ทำกับสิ่งที่คนมองข้ามได้ เช่น อาหารในคุก อาหารในโรงพยาบาลรัฐ อาหารของชุมชนขาดโอกาส เพราะการแตะสิ่งเหล่านี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงหลายตลบ 

“คำถามที่ว่าทำไมต้องทำยิ่งใหญ่ พี่ไม่ได้มองราชการไทยด้วยซ้ำ เป้าหมายคือระดับโลกเท่านั้น”

ตลอดการสนทนา เราได้ยินคำว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ จากปากพี่ขาบหลายครั้ง และจะได้ยินบ่อยขึ้นเมื่อเขาตั้งคำถามถึงรัฐบาลไทยหรือเล่าเรื่องการทำงานในบ้านเกิด

เรารู้ว่าเขาอยากเป็น Food Stylist เพราะชอบศิลปะ อยากเป็นครูเพราะครูโตสอนให้รู้จักเป็นผู้ให้ แล้วอะไรทำให้อยากเป็นนักพัฒนาเมือง

“โอ้” เขาอุทานคำติดปาก “การได้เกิดมาเป็นโชควาสนา แต่การได้จากไปพร้อมคำกล่าวสรรเสริญเยินยอในวันเดียวคืองานศพ มันไม่ใช่คำตอบของทุกคน สุดท้ายแล้วไม่รู้หรอกครับว่าวันนี้คุยกัน พรุ่งนี้เราต้องตาย แต่เมื่อวาระของทุกคนมาถึง เราคือประวัติศาสตร์ 

“พี่สนใจการพัฒนา ทำงานพัฒนามาก บ้าน วัด ราชการ ทำมาหมดแล้ว แล้วพี่ก็ขยายเครือข่ายใหญ่ไปทั้งประเทศ ไม่เคยหยุดนิ่ง สิ่งที่พี่ทำคือการนำศิลปะการออกแบบไปปรับสภาพแวดล้อมของชุมชนให้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยว เปิดบ้านให้คนเข้ามา ย่อมดีกว่าการให้พื้นที่ของชุมชนถูกแช่แข็ง

“เมื่อคนแก่ในชุมชนอายุมากขึ้น สมรรถนะจะด้อยลง ขณะเดียวกัน ลูกหลานที่มีการศึกษาก็ไม่มารับช่วงต่อ เพราะคนละวิธีคิด แต่ถ้าพวกเขาได้ร่วมกันเปิดบ้าน ปรับบ้านให้ร่วมสมัย โดยยังมีวิถีชีวิตเดิม เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี พื้นที่ตรงนี้จะมีมูลค่าสูง คนแก่ได้อยู่บ้าน พักผ่อน และได้เป็นตำนานของชุมชน ซึ่งมันคือคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นเทรนด์ของโลก”

พี่ขาบเองเคยทำโปรเจกต์ชื่อ ‘วาดบ้าน แปลงเมือง’ ชวนนักศึกษาและคนในชุมชนสร้างศิลปะรูปพญานาคตามตรอกซอกซอยรอบหมู่บ้าน แต่มองย้อนกลับไป ทั้งโปรเจกต์นี้และตัวพี่ขาบก็ไม่ได้รับการต้อนรับซะทีเดียว แล้วเยาวชนรุ่นใหม่ที่กำลังคลำหาทางออกด้วยตัวเองควรมุ่งหน้าไปทิศทางไหน

“บอกตรง ๆ นะครับ เราต้องมองชุมชนทั่วไทยเป็นภาพกว้าง บังคับใครไม่ได้ แม้กระทั่งคนในครอบครัวของเรา แต่ถ้ามีความมุ่งมั่น ยืนหยัดว่าเราสนใจจะพัฒนาสิ่งนี้แล้ว อย่าเพิ่งไปทำโครงการใหญ่ เพราะโครงการใหญ่ใช้พลังขับเคลื่อนอย่างมาก มันจะทำให้เราเสียกำลังใจ 

“แต่ให้เราไปเปลี่ยนแปลงในบ้าน ในพื้นที่ของเราที่ควบคุมได้ก่อน และใช้เรื่องแบรนดิ้งมาช่วย เพื่อสร้างให้เกิดกระแสเร็วที่สุด นั่นแปลว่าดึงคนอื่นมาช่วยพูดแทนเราได้สำเร็จ เกิดการยอมรับเร็ว แล้วเราจะมีกำลังใจไปต่อ

“การเกิดมาเนี่ยถือว่าเป็นบุญ” เขาพูดย้ำเรื่องเดิม “แต่การที่พี่เกิดมาแล้วได้ร่วมสร้างชาติ สุดท้ายแล้วเราต้องเอาดินกลบหน้า คนบางคนนะโอกาสที่จะสร้างชาติยังไม่มีเลย เหมือนโอกาสวิ่งผ่านกันแต่ไม่มีการปะทะกันน่ะ 

“สิ่งที่อยากจะบอกคือการสร้างในสิ่งที่ไม่มีคนเห็นยากมากนะ เราไม่ได้สร้างแค่ปีเดียว แต่เราสร้างยั่งยืนทุกปี เครือข่ายชุมชนของเราทุกคนประสบความสำเร็จ”

วันนี้จะเรียกว่าเขาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีใครว่าอะไรแล้ว

เป้าหมายในวัยเกษียณของพี่ขาบคือการกลับบ้านเกิด มากไปกว่านั้นคือการผลักดันให้บึงกาฬเป็นเมืองศิลปินโลก

หลายท่านคงรู้ว่าบึงกาฬมีสถานที่ท่องเที่ยวดังอย่างถ้ำนาคา หินสามวาฬ และแม่น้ำโขง เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ คำถามอีกข้อของพี่ขาบคือมนุษย์ควรสร้างอะไรคืนกลับไปบ้างหรือไม่

“พี่อยากให้ศิลปินจากทั่วโลกมาเสพศิลป์ที่บึงกาฬเหมือนประเทศภูฏาน วัดวาอารามมีสีสัน สถาปัตยกรรมงดงาม มีการแต่งกายของชนเผ่า และพี่ก็อยากจะเป็นผู้ขับเคลื่อนสิ่งนั้น เพราะโอกาสที่จะมีงานศิลปะในบึงกาฬน้อยมาก

“เมื่อบ้านเราเป็นเมืองต้นแบบ อยากเชิญชวนคนมาถอดบทเรียน แล้วไปทำตามในจังหวัดของตัวเอง”

พี่ขาบเปิดเผยกับเราว่าปัจจุบันเขาไม่ได้กระหายอยากพิชิตรางวัลใด ๆ อีก 

“ตอนอายุ 50 พี่รู้สึกว่าได้รางวัลมาเยอะแล้ว จนมันธรรมดาแล้วนะ” คงจะจริงสำหรับคนที่ขึ้นเวทีมาแล้ว 20 ครั้ง 

“เวทีออสการ์อาหารโลกไม่ได้ให้รางวัลคนทำของสวย เราไม่ได้เป็นประเทศที่สวยงามเหมือนฝรั่งเศส เราเกิดมาท่ามกลางประเทศกำลังพัฒนา เรามีวิธีเอาความงามของการออกแบบมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ เวทีนี้ไม่ได้ให้คุณค่ากับคนที่หรูหรา แต่กลับให้คุณค่ากับคนที่ทำเรื่องที่มีความหมายกับชีวิต ซึ่งพี่เกิดมาเพื่อทำบางอย่าง

“ช่วงเวลาของการเป็นนักล่ารางวัลผ่านไปแล้ว เมื่อก่อนพี่เคยแพ้ เพราะชั่วโมงบินเราน้อย ยังเป็นเด็กอ่อนหัด แต่ก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ยอมเปลี่ยนแปลงเพื่อรับสิ่งใหม่ เราถึงได้ที่ 1 มาตลอด 

“พอได้มาก็สนุกกับรางวัลอยู่ประมาณ 10 กว่าปี หลังจากนั้นเรามาเข้าใจชีวิตเมื่ออยู่จุดสูงสุดแล้วว่าการได้รางวัลไม่ใช่สิ่งสนุกสำหรับเรา ทุกอย่างแค่ผ่านมา ต้องบอกว่ามันคือหัวโขนนะ บางคนไม่ปลง จะกลายเป็นนักล่า และจะกลายเป็นคนไม่น่ารัก อยากจะเป็นผู้ชนะอย่างเดียว

“การเสียใจที่ไม่ได้รางวัลเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ปุถุชน เพราะเรารู้สึกว่าาดีสุดแล้ว ทำไมเขาถึงไม่ให้ แต่ความจริงแล้วเราบกพร่องต่างหาก เพราะว่าเราผิด แต่กลับไปตำหนิคนอื่น 

“สำหรับพี่ 20 ปีนี้ได้มิตรภาพ ระดับท็อปของแต่ละประเทศที่อยู่ด้วยกัน 3 – 4 วันนี่แหละคือรางวัลชีวิตที่แท้จริงมากกว่าใบประกาศใบเดียว และใน 20 ปีที่ผ่านมา พี่มีคนระดับโลกบินมาจากทั่วโลก เพราะว่าเขาชอบอาหารไทย นี่แหละคือความหมายของรางวัล”

กว่า 30 ปีในวงการ Food Stylist สิ่งสำคัญที่สุดที่พี่ขาบได้รับ คือการเรียนรู้ว่าชีวิตของเขาประกอบด้วย 3 แก่นธรรม ได้แก่ ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา 

ไม่ใช่เพิ่งตกตะกอนตอนอายุใกล้เกษียณ เขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากการถูกครอบครัวบังคับให้เข้าห้องพระทุกวันขึ้น 15 ค่ำหรือ 8 ค่ำเป็นประจำ แม้พี่ขาบในวัยนั้นจะรู้จักคำว่าปลง แต่ก็เพิ่งมาเข้าใจจริง ๆ จาก 2 เหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตหักเหไปตลอดกาล

เหตุการณ์แรก คือการจากไปของแม่เมื่อ 8 ปีก่อน เปลี่ยนลูกชายที่เคยใฝ่หาความสมบูรณ์แบบให้กลายเป็นลูกชายที่กล้าปล่อยมือจากทุกสิ่งอย่าง และนั่นคือการพังทลายลงของอัตตาครั้งแรก

เหตุการณ์ที่ 2 คือการจากไปของพ่อเมื่อ 4 ปีก่อน หลังการทำพิพิธภัณฑ์ชีวิตให้พ่อผู้เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่งได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา แม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดภาษาไทยไม่คล่อง แต่พ่อก็ผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือเก่งกว่าใคร (ขาบเล่าพลางยกข้อมือให้เห็นสายสิญจน์ที่ไม่เคยห่างจากมือมา 10 ปีแล้ว) สอง คือถ่ายรูปนักท่องเที่ยว หน้าที่เพียงแค่นี้ก็ทำให้พ่อมีความสุขได้

“วันที่พ่อเสียเป็นวันที่ไม่มีการสูญเสีย” พี่ขาบพูดพร้อมรอยยิ้ม “เราเสียแม่ไปนั่นแย่ที่สุดแล้ว อีก 3 ปีสูญเสียพ่อ เราต้องแย่หนักกว่าเดิมนะ แต่กลับเป็นการสูญเสียพ่อที่มีรอยยิ้ม เพราะเราทำให้พ่อเห็นการเปลี่ยนแปลง และพ่อทำให้พี่เข้าใจกฎธรรมชาติว่าอย่ายึดติดกับทุกสิ่งอย่าง”

ทำงานสร้างสรรค์เพื่อคนอื่นมากมาย แต่พี่ขาบจัดงานศพของพ่อตัวเองอย่างเรียบง่าย ไม่วิลิศมาหรา

“พ่อพี่เสียตอนหน้าฝนซึ่งเป็นหน้าเกี่ยวข้าว พี่ก็ให้ชาวบ้านไปเกี่ยวข้าวมามัดตามเสาเมรุ เหมือนมีทุ่งนาข้าวอยู่บนเมรุ ไม่มีดอกไม้ราคาแพง เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ มีการแสดงของเด็กในชุมชนมา มีคนเล่นโปงลาง มีอาหารพื้นถิ่นเดียวกับที่เสิร์ฟให้นักท่องเที่ยว เป็นความสุขท่ามกลางความเศร้าที่สวยงาม

“สิ่งที่ภูมิใจมากคือตอนพระครูที่เป็นประธานวางผ้าบังสุกุลบอกว่า ตั้งแต่อาตมาเป็นพระมา 40 ปี ร่วมงานศพมาเป็นหลายร้อย ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนในชีวิต อาตมาจะขอก๊อบปี้งานศพของพ่อโยมขาบไปจัดที่อื่น

“ธรรมะคืองานศพ ธรรมชาติคือทุ่งนาข้าว ธรรมดาคือการจากลา นี่คือแก่นชีวิตของพี่ 

“พี่ผ่านสุดยอดรางวัลออสการ์โลก ผ่านการสูญเสียของผู้เป็นที่รัก 2 คน จากนี้ไม่เคยคิดว่าจะเจออะไรที่แย่ไปกว่านี้แล้ว ปลง ปล่อยวาง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด” พี่ขาบกล่าวทิ้งท้าย

Facebook : Karb Studio

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด