10 ตุลาคม 2025
5 K

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างคะ”

“(ถอนหายใจ) จะบอกว่าวันแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนะ วันที่เพิ่งฟื้นขึ้นจากภาวะวิตกกังวล (Anxiety) ที่ไม่ได้เจอนานแล้ว เป็นจังหวะที่เราตื่นมาแล้วพบว่ามันเบาลง เหมือนตอนเช้าที่ฝนเพิ่งตกใหม่ ๆ รู้สึกง่วงนิด ๆ แต่ก็รู้สึกสบาย รู้สึกว่าเรายังมีชีวิตอยู่ 

“ส่วนปีนี้เป็นยังไง จริง ๆ กระตือรือร้นมากที่จะทำงานที่อยากทำ เรารู้สึกว่าอายุเท่านี้แล้ว ไม่อยากทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ปีนี้เลยเป็นปีที่เรามุ่งมั่นจะผลัก ๆ ตัวเองออกไป มีทั้งความมุ่งมั่นและความละล้าละลัง แต่ก็ทำ ๆ ไปทั้ง ๆ ที่กลัวนั่นแหละ”

เราอยากทักทาย ฝ้าย-กันตพร สวนศิลป์พงศ์ ด้วยประโยคเปิดหัวใจอย่าง “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” เพราะบทบาทที่คนทั่วไปรู้จักเธอ คือนักจิตวิทยาการปรึกษา ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและสุขภาพจิต MasterPeace ซึ่งอยู่เบื้องหลังงานสื่อสารผสมผสานจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น นิทรรศการพาใจกลับบ้าน Homecoming, นิทรรศการ See the Unseen เห็นกาย สัมผัสใจ, แคมเปญ ‘พอดีไม่เหมือนกัน’ ของนันยาง, แคมเปญ ‘Joy Drives Lives’ ของมาสด้า และงานสื่อสารอื่น ๆ อีกมากมายที่ชวนสังคมสำรวจใจ เข้าใจ และฮีลใจ

แต่บทบาทที่ฝ้ายอยากให้ทุกคนรู้จักเธอในวันนี้ คือ A Mental Health Survivor’ หรือ ‘ผู้รอดชีวิตจากปัญหาสุขภาพจิต’ เพราะฝ้ายได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นว่าเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) ซึ่งเธอคิดว่าภาวะนี้น่าจะเริ่มตั้งแต่เด็ก เธออธิบายชีวิตที่ต้องอยู่ร่วมกับโรคนี้ไว้ว่า 

“เหมือนเป็นคืนมืดมิดที่คิดวนหยุดไม่ได้จนใจสั่น บางทีก็ปวดท้อง รู้สึกกลัวอะไรก็ไม่รู้ นอนไม่หลับ เหมือนร่างกายอยู่ที่นี่ แต่เราไม่อยู่ที่นี่” 

เด็กหญิงฝ้ายพยายามหาวิธีให้ตัวเองรอดผ่านวันคืนยาก ๆ ด้วยการเขียน การเจอจิตแพทย์และนักจิตบำบัด การเป็นนักเขียน การเรียนปริญญาโท และทำงานด้านจิตวิทยาการปรึกษา การใช้เครื่องมือเยียวยาที่หลากหลาย (โดยเฉพาะไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิลเพื่อสำรวจใจ ให้กำลังใจตัวเองที่เธอรักเป็นพิเศษ) และวนกลับมาที่การเขียนอีกครั้ง

เพราะการเขียน ช่วยชีวิตเธอ…ช่วยชีวิตเธอเสมอมา

วันที่ 10 ตุลาคม เป็นวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) เราคิดว่าเป็นวาระที่ดีที่จะนัดฝ้ายมาเจอในสถานที่เจ้าตัวคุ้นเคยอย่างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อบอกเล่าการเดินทางของชีวิตที่ทำให้วันนี้ฝ้ายพูดได้เต็มปากว่า ตัวเองเป็น ‘A Mental Health Survivor’

ความเศร้าไม่มีที่มาของเด็กคนหนึ่ง
สู่ความทุกข์แสนสาหัสของวัยรุ่นคนหนึ่ง

“ตอนเด็กเรามีภาวะอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกเศร้า ที่จำได้ชัด ๆ คือก่อน 10 ขวบ เรารู้สึกเหงา โดดเดี่ยว เป็นความคิดว่าคนเราต้องตายคนเดียว มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกเศร้าตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ที่มาที่ไป พอ ม.ปลาย คิดว่าเริ่มมีภาวะวิตกกังวลกับซึมเศร้า เพราะอยู่ดี ๆ ก็็อยากหลับไปที่ไหนสักแห่งแล้วค่อยตื่นขึ้นมา 

“แต่เรามารู้ชัดจริง ๆ ว่ามีบางอย่างผิดปกติคือตอนปี 3 ที่เรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนั้นโหมงานเยอะมาก เข้าใจว่าร่างกายน่าจะพังจนนอนไม่หลับ เลยเกิดความวิตกกังวลว่านอนไม่หลับ เรามีภาวะนอนไม่หลับประมาณ 1 เดือน นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่านี่ไม่ถูกต้องแล้ว เลยไปหาจิตแพทย์ ตอนนั้นแพทย์ไม่ได้ระบุว่าเราเป็นอะไร แต่เรานึกย้อนไปก็มั่นใจว่า ตอนนั้นแหละที่เรามีภาวะวิตกกังวลอย่างจริงจัง 

“แต่เรายังไม่คลิกกับจิตแพทย์ เลยเอาตัวรอดเองแบบงู ๆ ปลา ๆ ด้วยการเขียนระบาย จนไปเจอสถานการณ์ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนโฟกัสมาอยู่กับสิ่งที่สำคัญกว่าอาการตัวเอง ด้วยความจำเป็นที่บังคับเราไม่ให้น้ำหนักความกังวลเท่าเก่า ประโยคร้อนรนที่วนเวียนในหัวค่อย ๆ เบาเสียงลงไป อาการก็ค่อย ๆ เบาลงตั้งแต่วันนั้น กว่าจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติก็เป็นเดือน ๆ แต่เราได้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ‘ความทุกข์อย่างแสนสาหัส’ ความทุกข์ที่ไม่มีทางออก ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครเข้าใจ ได้เข้าใจว่าความทุกข์คือความมืดที่ยาวนาน

“พอเข้าวัยทำงาน เราเจองานแรกที่สนุกมาก การได้เป็นกองบรรณาธิการจนเขยิบมาเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day ช่วงนั้นชีวิตเราสว่างขึ้น 

“แต่สุดท้ายสิ่งใด ๆ ที่อยู่ข้างใน วันหนึ่งก็จะกลับมาปรากฏตัวอยู่ดี รอบนี้ความวิตกกังวลออกมาอีกครั้งในความสัมพันธ์ที่มีปัญหา ซึ่งไม่ใช่แค่รู้ว่าตัวเองวิตกกังวล แต่รู้แล้วว่าเราไม่ได้รักตัวเอง เรากดดันตัวเองเพื่อให้เป็นที่รัก เราทิ้งตัวเอง พอความรักจบไป เหมือนคุณค่าเราหายไปด้วย ช่วงนั้นรู้สึกว่าความทุกข์ที่อยู่กับชีวิตไม่เคยหายไปไหน และรากฐานของมันไม่ได้มีแค่สิ่งที่รับรู้ได้หรือมองเห็น รากของมันลึกซึ้งกว่านั้นมาก 

“เราอยากเข้าใจจังเลยว่าเราทุกข์เพราะอะไร ต้องทำยังไง บวกกับตอนนั้นเรื่องสุขภาพจิตเริ่มถูกพูดถึงในเมืองไทย เราเลยเสนอ พี่เอี่ยว-ศิวะภาค เจียรวนาลี บรรณาธิการบริหารของ a day ในเวลานั้น ขอทำนิตยสารในประเด็นเรื่องการบำบัดเยียวยาใจ 

“จึงพบว่าโลกการบำบัดมันกว้าง มีองค์ความรู้ แค่นี้ก็มากพอที่ทำให้รู้สึกว่า ฉันขอไปรู้สิ่งนี้หน่อย เลยเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยาการปรึกษาที่คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เราได้เรียน ได้เจอนักจิตบำบัด ได้เจอกระบวนการที่หลากหลาย จนวันหนึ่งก็พูดได้ว่าเป็น A Mental Health Survivor”

ใช้ ‘การเขียน’ และเครื่องมือหลากหลาย
เพื่อสื่อสารเรื่องจิตใจสู่ผู้คน

“ตอนเรียนปริญญาโท เรารู้สึกบ่อย ๆ ว่าเนื้อหาจิตวิทยาสนุกจังเลย แต่ทำไมคนข้างนอกไม่ได้รู้สิ่งเหล่านี้ จริง ๆ คนฝั่งสุขภาพจิตพยายามเข็นให้เรื่องนี้โตขึ้น แต่เราก็รู้สึกว่าประตูที่จะเข้าสู่เรื่องสุขภาพจิตยังแคบอยู่ ถ้าเป็นไปได้ เราอยากทำให้ประตูกว้างขึ้น คล้ายกับการทำให้หน้าบ้านของเราสวย อาจเป็นเพราะเรามาจากวงการอื่นด้วย เลยมองเห็นช่องว่างนี้ และคิดตรงกันกับ พี่น้ำผึ้ง-กิตินัดดา อิทธิวิทย์ เพื่อนสนิทที่เรียน ป.โท ด้วยกัน เขาเลยชวนไปและเพื่อนอีก 2 คน คือ กัญ-วรกัญ รัตนพันธ์ กับ บีน-ณภัทร สัตยุตม์ สร้าง MasterPeace ศูนย์ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและสุขภาพจิต

“งานแรกที่เราได้ทำในนาม MasterPeace คือการเขียนคอลัมน์ Peace of Mine ที่เว็บไซต์ของ a day รู้สึกสนุกมากที่ได้เขียน มันเป็นคอลัมน์ที่เกิดในยุคที่เนื้อหาสุขภาพจิตไม่เยอะเท่าตอนนี้ เราได้เอาประสบการณ์สุขภาพจิตของตัวเองมาบอกเล่า แล้วสรุปทิ้งท้ายเป็นสูตรอาหารใจแบบกระชับ เป็นงานที่เรารู้สึกทำแล้วมีความหมาย 

“ส่วนงานที่ทำแล้วประทับใจมาก คือนิทรรศการพาใจกลับบ้าน จุดเริ่มต้นของงานนี้มาจากนิทรรศการอารามอารมณ์ aramarom ของ Eyedropper Fill ซึ่ง MasterPeace เข้ามาช่วงที่เขาพัฒนาอารามอารมณ์ให้เป็นพาใจกลับบ้าน นิทรรศการนี้เป็นพื้นที่เชิงบำบัดอย่างเต็มตัวใน พ.ศ. 2567

“เราชอบงานนี้เพราะเติมเต็มสิ่งที่เราตอนเด็กเคยอยากมี ตอน ม.ปลาย เราเรียนในโรงเรียนที่เน้นวิชาการ ตัวเราไม่ค่อยมีความสุขเพราะไม่ได้เรียนสายที่อยากเรียน มีอยู่วันหนึ่งที่ผลสอบออกแล้วคะแนนเราเสี่ยงจะตก เศร้านะที่ต้องอยู่กับอะไรที่ไม่ชอบ แต่ในความรู้สึกเรามันไม่ใช่แค่นั้น เรากำลังทำให้พ่อแม่เสียใจ เป็นทุกข์เพราะสอบตก มันคือความเคว้งคว้างว่าตัวฉันคือใคร อยู่ที่ไหน

ภาพ : ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

“ตอนนั้นเราเดินเหม่อมาเรื่อย ๆ จากอังรีดูนังต์ถึงสยาม รอบ ๆ ตรงนั้นมีแต่ห้าง ไม่รู้จะไปไหน เราก็เดิน ๆๆ สุดท้ายไปร้านการ์ตูนที่เซ็นทรัลเวิลด์ คิดว่าตอนนั้นถ้ามีพื้นที่แบบพาใจกลับบ้าน น้องฝ้ายคนนั้นคงรู้สึกว่า ไปนอนที่นี่ละกัน ไปกอดต้นไม้ละกัน มีบ่อบอลให้นอนด้วย

“บางคนเวลาเกิดความทุกข์เหมือนโลกถล่ม ฟ้าทลาย จะตายให้ได้เดี๋ยวนั้น อาจดูดราม่าแต่บางทีมันก็เป็นความรู้สึกจริงที่เกิดขึ้นนะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราได้สร้างพื้นที่ที่ได้บอกเขาว่า ทุกข์น่ะทุกข์ได้ แต่ไม่เป็นไร โลกยังไม่แตก พักตรงนี้แป๊บหนึ่ง แล้วเดี๋ยวค่อยไปต่อ”

ภาพ : ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ฝ้ายผู้รักการเขียนยิ่งกว่าสิ่งใด
ตั้งใจส่งต่อ Writing Therapy ให้ถึงหัวใจคนหมู่มาก

“ช่วงกลางปีที่ผ่านมาเราเพิ่งเจอภาวะเบิร์นเอาต์ 

“จริง ๆ ไม่เคยรู้สึกว่างานที่ทำเป็นงานที่ไม่ดี แต่เกิดข้อสงสัยในอายุเท่านี้ว่า ทำไมถึงเบิร์นเอาต์ คงมาจากการที่เราพักน้อย ความกังวลทำให้เราหยิบงานมาทำตลอด

“อีกส่วนที่ได้รับรู้คืออาจจะเบิร์นเอาต์เพราะไม่ได้ทำสิ่งที่เป็นแก่น เป็นจิตวิญญาณของเรา ทำอะไรที่เรา Feel Alive ก็เลยได้มาถามตัวเองว่า อยากทำอะไร อะไรเป็นคุณค่าและความหมายจริง ๆ ของเรา คำตอบคือการเขียน การเขียนคือช่องทางหลัก ช่องทางแรก และช่องทางเดียวของชีวิตที่ให้พลังงาน ให้ชีวิตเรา เพราะฉะนั้น เราน่าจะทำสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ตอนแรกแล้วลืมไป คือ Writing Therapy หรือการเขียนบำบัด

“ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเราลงเรียนคอร์ส Journal to the Self (JTTS) เป็นการเขียนเพื่อสร้างการเติบโตให้ตัวเองและต่อยอดไปเรียนคอร์สการเขียนเชิงบำบัด (Therapeutic Writing) ต่อได้ Kathleen Adams เจ้าของโรงเรียน เป็นทั้งนักจิตบำบัดและเคยเป็นนักเขียน พอได้เรียนก็รู้สึกสนุกมากเลย 

“อย่างหนึ่งที่ค้นพบจากการเรียนเขียน คือไม่ว่าตอนนั้นชีวิตจะห่าเหวแค่ไหน ถ้ามีการเขียนเป็นประจำสม่ำเสมอ เราจะไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตมันแย่ แม้สถานการณ์ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทำไมการเขียนทำให้การรับรู้ของฉันเป็นอีกแบบได้นะ แล้วเครื่องมือนี้ราคาถูก แถมถูกศึกษามาเยอะแล้วว่ามีประสิทธิภาพจริง ๆ กับคนหลายกลุ่ม 

“ตอนทำวิจัยเรื่อง ‘ประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก’ ที่เป็นหนึ่งในวิธีการที่ปรับมาใช้ในการเขียนบำบัดได้ จุดที่ทำให้เสนองานวิจัยผ่าน เพราะนี่เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับบริบทคนเอเชียที่ไม่ค่อยชอบส่งเสียงเรื่องลบ ๆ ในใจออกมา การเขียนสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ในราคาที่ไม่มากเลย 

“เราชอบประโยคหนึ่งในตำราที่ได้อ่าน เขาบอกว่า ‘การเขียนเป็นเครื่องมือที่อยู่กับคุณตอนตี 3 ได้ ตอนที่คุณไม่มีใครเลย’ ช่วงเวลาที่อันตรายต่อจิตใจมักเป็นช่วงกลางคืนที่คุณไม่เหลือใครอยู่ตรงนั้น แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะคลิกกับการเขียน แต่เราอยากทำให้เครื่องมือนี้แพร่หลายขึ้น ให้คนรู้วิธีใช้มากขึ้นว่าต้องทำยังไง

“พอมาเรียนการเขียนเพื่อดูแลตัวเองและสร้างการเติบโตจริง ๆ พบว่ามีวิธีและเทคนิคการเขียนเยอะเลยที่เราไม่เคยลอง 

“เช่น การเขียนที่เปลี่ยนจากการเขียนเป็นบรรทัด มาเขียนโดยเริ่มจากจุดตรงกลางออกไปเป็นก้นหอย ทำให้เราค่อย ๆ ได้มุมมองเรื่องราวที่กว้างขึ้น หรือที่เราลองใช้แล้วว้าวมาก คือการเขียนบทสนทนา (Dialogue) โดยเลือกคู่สนทนาได้ว่าอยากคุยอะไร กับใคร จะคุยกับสิ่งที่ไม่ใช่คนก็ได้ อย่างตอนนั้นเราคุยกับความสิ้นหวัง เพราะเป็นวันที่รู้สึกสิ้นหวังมากกับสถานการณ์ที่เจอในชีวิต วันนั้นก็เลยอัญเชิญเขามา ‘ความสิ้นหวัง ขอคุยด้วยหน่อย’ มันเป็นการเขียนที่อาจารย์ก็พูดไว้นะว่า ตอนแรก ๆ จะรู้สึกตลกหน่อย เหมือนคุยกับตัวเองไปเรื่อย ๆ ลองไปนานหน่อย จะพบว่าสุดยอดมาก 

“พอคุยไปเรื่อย ๆ และได้ขอบคุณความสิ้นหวัง จู่ ๆ ความสิ้นหวังก็พูดกับฝ้ายว่า เธอมองหาว่าความหวังอยู่ไหน เธอไงล่ะความหวัง ตอนนั้นความวุ่นวายในหัวก็เบาลงเลย การเขียนทำให้ได้หยุดพิจารณา เห็นกระบวนการ เห็นสิ่งที่อยู่ในใจเรา เพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างอย่างไม่คลุมเครือ

         “วงการสุขภาพจิตมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในความคิดเรา เรารู้สึกว่าคนเริ่มกล้าพูดเรื่องนี้มากขึ้น เพราะสังคมต้องการทำความเข้าใจร่วมกันว่า เรากำลังเผชิญอะไรอยู่ ที่ผ่านมาคำว่า ‘คิดมาก’ ถูกผลักไปในเขตที่อ่อนแอ แต่จริง ๆ ตอนนี้คนเริ่มได้เห็นว่ามีอะไรลึกลับซับซ้อนอยู่ในนั้น 

“เมื่อเข้าใจตัวเอง มันไม่ได้ส่งผลแค่ตัวเรา สิ่งที่เกิดข้างในตัวเรา เป็นโมเมนตัมที่ส่งไปถึงคนอื่น สิ่งที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นก็จะเปลี่ยนไป เพราะเราเข้าใจในตัวเองได้แล้ว เราอาจจะเข้าใจเขามากขึ้น เมื่อเราเข้าใจเขามากขึ้น เราจะไม่ต่อว่าเขาอย่างเดิม เราจะไม่กดดันเขาเหมือนเดิมหรือใช้วิธีแก้ไขแบบเดิม ๆ เราเลือกทางที่รักษาจิตใจกันและกัน ถ้ามีประโยคไหนบอกใครก็ได้ อยากบอกว่าช่วยรักความเป็นตัวเอง กลับไปโอบอุ้มตัวเอง ในวันหนึ่งคุณก็จะเป็นพลังที่ดีของโลกนี้

         “ธีมวันสุขภาพจิตโลกปีนี้ คือ ‘การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตในสถานการณ์ภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน’ มีแวบที่เรานึกขึ้นมาว่าบางทีคำว่า ‘ภัยพิบัติ’ ไม่ได้มีแค่เรื่องรูปธรรมที่เรารับรู้อย่างตึกถล่ม ดินทลาย น้ำท่วมใหญ่ เราเชื่อว่าในชีวิตของมนุษย์ต้องเคยเจอภัยพิบัติสักครั้ง อาจเป็นการที่อยู่ดี ๆ เขาถูกไล่ออกจากงานทั้งที่มีหนี้สิน สูญเสียบุคคลสำคัญ 

“เมื่อเหตุการณ์ตรงนั้นมาถึงแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว การฝึกอยู่กับตัวเองในเวลาที่เป็นทุกข์จะมีค่ามาก ๆ มันคือการเตรียมทางออกฉุกเฉินไว้สำหรับชีวิต ทางออกฉุกเฉินในที่นี้อาจจะเป็นใครสักคนที่เราบอกเล่าได้ ภาคผู้ให้บริการที่เขาพร้อมช่วยเราได้ หรือทางออกฉุกเฉินที่เราใช้บ่อยมากคือเขียนมันออกมา”

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด