ในแวดวงนักอนุรักษ์ ชื่อของ จิราภรณ์ อรัณยะนาค ถือเป็นเบอร์ต้น ทั้งจากประสบการณ์และความรู้
โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อนุสาวรีย์ที่ตั้งตระหง่านกลางแจ้ง ภาพเขียนของศิลปินดังที่แขวนโชว์ในหอศิลป์หลายแห่ง ไปจนถึงของสะสมเก่าเก็บในมือของนักสะสม หลายชิ้นเคยผ่านมือของผู้หญิงคนนี้
อาจารย์จิราภรณ์ไม่ได้จบด้านศิลปะหรือประวัติศาสตร์-โบราณคดี ไม่ได้เรียนด้านการอนุรักษ์มาก่อนเข้าทำงาน และไม่เคยคิดฝันจะมาทำงานสายนี้
นับจนถึงวันนี้ กว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่อาจารย์จิราภรณ์ทำงานด้านอนุรักษ์ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ โบราณสถาน และไม่เคยหยุดทำงาน แม้เกษียณอายุราชการมาแล้วเกือบ 20 ปี
ในวัย 77 ปี นักอนุรักษ์คนนี้ยังทำงานที่รักอย่างไม่มีท่าทีจะพัก แม้บางครั้งงานที่ทำต้องปีนบันไดสูงน่าหวาดเสียว หรือนั่งเก้าอี้เตี้ยค่อย ๆ รักษาชิ้นงานอย่างพิถีพิถัน ในท่าเดิมนานกว่าค่อนวัน
หากหยิบชื่อไปเสิร์ชหา จะพบอาจารย์อยู่ในโลกออนไลน์ด้วย สวมบทบาทเป็นนักเขียนบอกเล่าความรู้สู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
งานอนุรักษ์ถือเป็นสาขาวิชาใหม่ที่เพิ่งตื่นตัวเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว พอดีกับการเริ่มต้นของนักอนุรักษ์ที่ชื่อ จิราภรณ์ อรัณยะนาค
เนื้อความต่อจากนี้คือแต่ละช่วงวัยของนักอนุรักษ์หญิงผู้อยู่ในวงการนี้มาแล้วเกินครึ่งชีวิต

คุณพ่อของอาจารย์จิราภรณ์เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอในหลายจังหวัดทางภาคใต้ บ้านเกิดของเธออยู่ที่จังหวัดตรัง มาเรียนมัธยมในโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯ เหมือนกับพี่ ๆ ก่อนเข้าเรียนต่อในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลือกภาควิชาเคมีในปีถัดมา
ในสมัยนั้นบัณฑิตที่จบจากคณะวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่เป็นครู-อาจารย์ ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์
อาจารย์เกือบได้งานตรงสายหลายที่ ทั้งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทางภาคใต้ นักวิทยาศาสตร์ในโรงน้ำมันทางภาคตะวันออก และรับราชการในกองพิสูจน์หลักฐานของกรมตำรวจ แต่ด้วยหลายเหตุผลทำให้เธอเลือกทิ้งงานต่าง ๆ ที่ว่า ก่อนจะพบประกาศรับสมัครของกรมศิลปากร
“จริง ๆ เราไม่เคยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์มาก่อนเลย” คู่สนทนาตอบพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ เมื่อถูกถามถึงงานแรกของบัณฑิตจบใหม่ “เราไม่ชอบอะไรที่จำเจ ก็เลยชอบงานนี้ เพราะว่าเป็นงานใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และยังมีสิ่งที่เรียกว่า Unknown เยอะแยะ มีอะไรให้ขุดคุ้ยหา แล้วนิสัยเราเป็นอย่างนั้น เราชอบขุดคุ้ยหานู่นนี่ ก็เลยสมัครที่นี่”
อาจารย์จิราภรณ์เริ่มทำงานในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ในวันที่ทีมมีสมาชิกเพียง 2 คน โดยอีกคนเป็นรุ่นพี่ที่จบจากคณะเดียวกัน ซึ่งต่อมามีการปรับเปลี่ยนองค์กร โดยมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ภายใต้สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

จริง ๆ แล้วคำว่า ‘นักอนุรักษ์’ มีความหมายกว้างขวาง
หากดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติ ปะการัง หรือต้นน้ำลำธาร จะเรียกว่า Conservationist
ขณะที่นักอนุรักษ์แบบอาจารย์จิราภรณ์ใช้คำว่า Conservator ซึ่งขอบเขตการรับผิดชอบไม่เหมือนกันเลย
“Conservator หมายถึง คนที่เรียนอนุรักษ์มาแล้วพยายามทำให้วัตถุอยู่ในสภาพคล้ายของเดิมให้มากที่สุด และปกป้องมันจากสิ่งที่ทำให้ชำรุดมากกว่าเดิม” คือคำจำกัดความจากปากนักอนุรักษ์ (วัตถุ)
ในตอนที่อาจารย์เข้าทำงาน ศาสตร์ด้านนี้ยังไม่แพร่หลายนัก ไม่เพียงในบ้านเรา แต่ทั่วโลกก็ยังจำกัดทั้งองค์ความรู้และบุคลากร ไม่มีหลักสูตรอนุรักษ์โดยตรงเปิดสอนอย่างจริงจังในสถานศึกษา มีเพียงคอร์สเร่งรัดที่เปิดอบรมตามประเทศต่าง ๆ
ปีแรกของการทำงาน อาจารย์จิราภรณ์ถูกส่งไปเข้าคอร์สที่ Tokyo National Research Institute of Cultural Properties ประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสได้เก็บเกี่ยวเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ ได้ไปดูงานในสถานที่ต่าง ๆ นับเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้นักอนุรักษ์มือใหม่จากไทยอย่างมาก
“เดิมเราเป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็ไม่รู้อะไรมาก แต่ที่นี่เขาสอนว่านำวิทยาศาสตร์เข้ามาประยุกต์ใช้กับงานอนุรักษ์ยังไงบ้าง เช่น ถ้าเป็นนักฟิสิกส์ก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมือเอกซเรย์ สอนให้วัดอุณหภูมิความชื้น วัดความแข็งแรง มีเครื่องมือที่จะวิเคราะห์สารต่าง ๆ ส่วนนักอนุรักษ์ก็จะมาสอนว่า นี่ซ่อมอย่างนี้อย่างนั้น เราได้ความรู้จากตรงนั้นมาเยอะ”
อาจารย์ถือว่าการไปเรียนรู้ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักอนุรักษ์อย่างเต็มตัว
ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากเริ่มงานได้ไม่นาน รัฐบาลในขณะนั้นมีโปรเจกต์ใหญ่อย่างโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเปิดหลักสูตรปริญญาโท สาขานิวเคลียร์เทคโนโลยี เพื่อผลิตบุคลากร
ด้วยพื้นฐานด้านเคมีนิวเคลียร์ที่เคยเรียนมาบ้างตั้งแต่ระดับปริญญาตรี อาจารย์จิราภรณ์ใช้เวลาหลังเลิกงานและวันเสาร์-อาทิตย์ ไปเรียนต่อ หวังใจว่าหากโครงการนี้สำเร็จ อาจย้ายไปทำงานตรงสายกว่าที่โรงงานไฟฟ้านั้น
กระทั่งผ่านไป 2 ปี “จนจบแล้วก็ยังไม่มีโรงไฟฟ้า จนเกษียณก็ยังไม่มีโรงไฟฟ้า (หัวเราะ) ก็เลยอยู่ที่เดิมไปเรื่อย ๆ พออยู่ไปมันก็รักงานที่ทำ”

ความรู้ด้านนิวเคลียร์เทคโนโลยีนำมาประยุกต์ใช้ในงานด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ได้ เช่น การกำหนดอายุด้วยเทคนิค Radiocarbon Dating หรือการหาคาร์บอน-14 รวมถึงวิเคราะห์องค์ประกอบและแหล่งที่มาของสารที่อยู่ภายในวัตถุ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น
เมื่อ 100 ปีที่แล้ว การอนุรักษ์คือการซ่อม-สร้างใหม่ ทำยังไงก็ได้ให้หน้าตาเหมือนเดิม
ในช่วงก่อนสงครามโลก เริ่มมีการเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ใช้กรด-ด่างต่าง ๆ ทดลองจนได้บทเรียนขึ้นมา และมีการถอดบทเรียนว่า การใช้เคมีนั้นมีผลดีหรือร้ายอย่างไร เพราะหลายครั้งก็ใช้กันแบบไม่บันยะบันยัง จนส่งผลเสียมากกว่าดี
ปัจจุบัน วงการอนุรักษ์ทั่วโลกปฏิบัติตามแนวคิด Minimal Intervention ที่รบกวนวัตถุเดิมให้น้อยที่สุด และใช้วิธีป้องกันให้มากที่สุดหรือ Preventive Conservation ซึ่งอาจารย์จิราภรณ์เป็นผู้นำความรู้นี้มาสอนในประเทศไทยเป็นคนแรก
การรักษาวัสดุเดิม คือหากมีบางส่วนขาดหายอาจเลือกปล่อยไว้ตามสภาพ หรือหากต้องการความสมบูรณ์ก็เติมด้วยความระมัดระวัง แต่ต้องมีรายละเอียดว่าใช้อะไรเติมเข้าไปบ้าง ซึ่งต้องวิจัยมาแล้วว่าจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับวัสดุเดิมมากขึ้น ที่สำคัญ ต้องเอาออกได้ในภายหลัง

“สมมติว่ามีส่วนที่เว้าแหว่งอยู่ ถ้าเป็นช่างก็อาจจะอยากทำให้เต็ม ทนดูสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ไม่ได้ แต่นักอนุรักษ์เราทนได้ แทนที่จะทำอะไรเข้าไปโดยไม่คิดถึงการณ์ภายหน้า หรือใส่อะไรเข้าไปแล้วอาจจะเสื่อมคุณค่าในภายหน้า
“ถ้าเราจำเป็นต้องใส่อะไรเข้าไปหรือไปเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องมีการจดบันทึกเพื่อเป็น Archive ประจำตัว ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต” นักอนุรักษ์เสริม
แน่นอนว่าในอีก 10 ปีหรือ 100 ปีข้างหน้า วิธีการที่อาจารย์จิราภรณ์บอกในวันนี้อาจล้าสมัยและมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเข้ามา หัวใจของการอนุรักษ์จึงไม่ใช่เพียงแค่การกลับไปสนใจเรื่องอดีตหรือจบแค่ปัจจุบัน แต่ต้องคิดเผื่อถึงอนาคตด้วย เพราะสิ่งของต่าง ๆ มีอายุขัย การเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาก็เหมือนอาการป่วย การดูแลอย่างถูกวิธีโดยนักอนุรักษ์จึงไม่ต่างอะไรจากคนเราได้รับการรักษาโดยแพทย์
“งานอนุรักษ์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของวัสดุกับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น จะต้องเข้าใจว่า 2 สิ่งนี้มีปฏิสัมพันธ์กันยังไง วัสดุเจอกับสิ่งแวดล้อมแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการเจ็บป่วยอะไรขึ้นมายังไง ยกเว้นแต่ว่าคนไข้เราไม่ร้อง ทำแรงไปก็ไม่ร้อง เลือดก็ไม่ออก” หมอรักษาของพูดอย่างอารมณ์ดี

องค์ความรู้ทางด้านงานอนุรักษ์เป็นการนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาดูแลรักษาวัตถุต่าง ๆ บูรณาการเข้ากับความรู้จากหลายสาขา เช่น วัสดุศาสตร์ ธรณีวิทยา ฟิสิกส์ ชีววิทยา สิ่งแวดล้อม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ศิลปะ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ถือเป็น ‘สหสาขาวิชา’ ที่ต้องประสานระหว่างวิทยาศาสตร์กับศิลปศาสตร์มาร่วมกันไขปัญหาจากวัตถุชิ้นนั้น ๆ
“เราต้องหาความรู้ เช่น สิ่งนี้เรียกว่าสำริด มีองค์ประกอบยังไง ผลิตมาจากอะไร ใช้งานยังไง เราต้องรู้พวกนี้หมด แล้วก็ในขณะที่มีสนิมเกิดขึ้น จะต้องเอาสนิมอะไรออก อะไรเก็บไว้ เอาออกทั้งหมดไม่ได้ มันเป็นการทำลายหลักฐาน”
ระหว่างนั่งคุยกัน กรณีศึกษาที่อาจารย์จิราภรณ์เจอมาตลอดการทำงานทั้งชีวิตค่อย ๆ พรั่งพรูออกมาจากผู้บุกเบิกศาสตร์แขนงนี้ในไทย ราวกับเพิ่งได้จับสิ่งของนั้นมาวิเคราะห์ดูแลไม่นาน เช่น การรักษาเชื้อราบนศิลปวัตถุ หรือการทำความสะอาดสนิมบนพระพุทธรูป


ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบังเอิญเจอเศษผ้าติดอยู่บนเครื่องสำริดบ้านเชียง อายุประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว จึงศึกษาวิเคราะห์ชนิดของเส้นใยจนพบว่าเป็นใยกัญชา ตรงกับข้อมูลของเส้นใยที่ใช้ทำเสื้อผ้าโบราณในประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีมาก่อนจะใช้ไหมและฝ้าย
ใช่ว่าจะทำงานวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เพราะนักอนุรักษ์ต้องค้นคว้าเรื่องใหม่อยู่ตลอด และผลพลอยได้คือทำให้มีรู้ความรู้ด้านอื่น ๆ มากขึ้นไปโดยปริยาย


อีกผลงานหนึ่งของอาจารย์จิราภรณ์ คือการตรวจพิสูจน์ ‘จารึกหลักที่ 1’
ย้อนไปเมื่อไม่กี่สิบปีที่แล้ว เคยมีข้อถกเถียงว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่ยกย่องกันว่าเป็นต้นเค้าของการประดิษฐ์อักษรไทย ไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย แต่สร้างขึ้นโดยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
นั่นเท่ากับว่า จากศิลาจารึกอายุ 700 ปี จะเหลือเพียง 100 กว่าปีเท่านั้น
“ตอนได้รับโจทย์นี่ก็ปวดหัวมาก เพราะว่ายากนะ ไม่รู้ต้องทำยังไงถึงจะหาว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 นี่เก่าจริงหรือไม่จริง” อาจารย์เริ่มต้นย้อนความถึงเหตุการณ์ตอนนั้น ซึ่งต้องไปพึ่งเพื่อนที่เป็นนักธรณีวิทยาเพื่อขอความรู้ในเรื่องหิน ให้ช่วยอนุเคราะห์เครื่องมือ วิธีการ และวิเคราะห์คำตอบที่ชัดเจนขึ้น
ผลสุดท้าย คือหลังจากนำตัวอย่างผิวหน้าของศิลาจารึกไปส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจสอบ ก็พบว่า แร่แคลไซต์หรือแคลเซียมคาร์บอเนตบนผิวส่วนที่โดนแดดโดนฝนหายลึกเข้าไป พอเปรียบเทียบกับตัวอย่างศิลาจารึกหลักอื่น ๆ ก็เจอว่าหายไปในลักษณะเดียวกัน
“เราใช้ความรู้นี้จึงสรุปได้ว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 สร้างมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ไม่ใช่ในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะว่ามีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา” อาจารย์สรุปผลการศึกษาให้ฟัง
อาจารย์จิราภรณ์เป็นคนไฮเปอร์ อยากรู้อยากเรียนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งระหว่างนั่งรถเมล์แล้วมีคำถามผุดขึ้นมาก็จะรีบจดไว้ แล้วกลับบ้านมาหาคำตอบ
อีกนิสัยติดตัวของอาจารย์ที่น่าเอาเยี่ยงอย่างคือความชอบอ่าน ยามที่เพื่อนร่วมวงการทั่วโลกแลกเปลี่ยนข้อมูลกันผ่านอินเทอร์เน็ต อาจารย์จะอ่านเพื่ออัปเดตความรู้ของตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ
การอนุรักษ์เป็นงานที่ต้องแข่งกับเวลา ให้ทันกับทั้งจากฝีมือลมฟ้าอากาศและมนุษย์ แต่ละปีแนวคิดและวิธีการของนักอนุรักษ์ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ฉะนั้น หนึ่งในคุณสมบัติที่คนทำงานประเภทนี้ควรมี คือการสงสัยใคร่รู้
“เราต้องก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกให้ได้ เรารู้ว่าในโลกตะวันตกเขาไปไกล ก็ต้องทันเขาให้ได้ อาจจะสั่งหนังสือมาอ่านหรือไม่งั้นอ่านใน Google ก็ได้” กระนั้นนักอนุรักษ์วัยเกษียณก็ยังออกปากยอมรับตามตรงว่าตามไม่ทันอยู่ดี

ถึงวันนี้ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านวันเวลา ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจารย์คือคนที่มีความรู้ความสามารถด้านการอนุรักษ์อย่างเต็มเปี่ยม การันตีจากการได้รับเชิญไปสอนด้านการอนุรักษ์โบราณสถานและศิลปกรรมที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลิตนักอนุรักษ์รุ่นใหม่หลายต่อหลายคนออกมา
“พอเราสอนผ่านไปแล้วก็พบว่า สิ่งที่สอนในรายวิชายังไม่หมดหรอก เพราะว่าความรู้ด้านอนุรักษ์มีเป็นมหาสมุทร เลยนำสิ่งที่ยังไม่มีโอกาสได้สอนเด็กมาลงในเพจ เป็นการให้ความรู้เพิ่มเติม ต่อยอดไปเรื่อย ๆ”
อีกบทบาทหนึ่งจึงเป็นการเผยแพร่ความรู้ไปสู่สาธารณชน ในเพจ Fine Art Conservation ที่หน้าฟีดเต็มไปด้วยบทความขนาดสั้น เล่าถึงเรื่องการอนุรักษ์วัตถุต่าง ๆ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
“เราตระหนักดีว่า ความรู้ทางด้านนี้ยังขาดแคลนอยู่ บางคนยังไม่รู้ ก็อยากจะทำให้เขารู้ ถ้าได้มีโอกาสเช่นเขียนหนังสือ ถ้าคนเขาอ่านแล้วได้ความรู้ เราก็มีความสุขแล้ว” อาจารย์เล่าพร้อมรอยยิ้ม
หลายครั้งที่คนมาถามทางเพจและกับตัวว่า การอนุรักษ์หรือซ่อมแซมของเก่าทำยังไง พร้อมกับอยากให้แนะนำวิธีการเป็นข้อ ๆ เพื่อจะกลับไปทำเองที่บ้าน ซึ่งอันที่จริงแล้ววิธีการนี้ผิดมหันต์ เพราะวัสดุแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ถึงจะเป็นชนิดเดียวกันก็ประสบปัญหาต่างกัน ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตหรือวิธีการเก็บ ทำให้การแก้ปัญหาในการอนุรักษ์ไม่มีอะไรตายตัว
“คนที่ไม่ได้เรียนอนุรักษ์มักจะนึกว่าตายตัว เช่น กระดาษ เขารู้จักกระดาษแบบไม่มี S นึกว่าเหมือนกันหมด แต่ถ้าเป็นนักอนุรักษ์ กระดาษจะมี S เราต้องดูกระดาษนี้ กระดาษนั้น กระดาษนู้นให้หมด กระดาษล็อตเดียวกันแต่เก็บต่างที่ก็ไม่เหมือนกันแล้ว เราต้องส่อง ต้องวิเคราะห์ ต้องดู ถ้ามีความรู้พื้นฐานก็จะบอกได้” นักอนุรักษ์หยิบกระดาษตรงหน้าขึ้นมากำชับ


วันนี้อาจารย์จิราภรณ์ปรากฏตัวในชุดสีดำเข้ม ด้วยเหตุผลว่าอยากให้เข้ากับสีของ SAC Gallery
ที่นี่อาจารย์ทำงานเป็นนักอนุรักษ์ผู้เชี่ยวชาญของ SAC Conservation Lab แล็บอนุรักษ์งานศิลปะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหอศิลป์เอกชนย่านสุขุมวิทแห่งนี้
6 ปีก่อนหน้านี้ อาจารย์จิราภรณ์ในวัยขึ้นเลข 7 แต่ยังมีพลังในการทำงานเต็มเปี่ยม หลังจากเป็นอาจารย์พิเศษมาหลายปีตั้งแต่ยังไม่เกษียณ อาจารย์ตอบรับคำเชิญจาก ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ เจ้าของแกลเลอรี มาดูแลโบราณวัตถุและงานศิลปะต่าง ๆ ที่เขาสะสมไว้จำนวนมหาศาล
นอกจากนี้ อาจารย์และ SAC Conservation Lab ยังพร้อมบริการอนุรักษ์ให้กับนักสะสมที่มีของและต้องการความช่วยเหลือ
จากงานราชการสู่เอกชน อาจารย์จิราภรณ์ยังคงใช้ชีวิตแบบเก่า แวดล้อมด้วยโบราณวัตถุสถานและงานศิลปะเหมือนเดิม หลายคนที่ทำงานมาทั้งชีวิตอาจส่ายหัวกับงานที่ซ้ำซากจำเจ ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันเลือกพักผ่อนหลังเกษียณกันมาหลายปีแล้ว
แต่อาจารย์บอกว่า การแก้ไขปัญหาได้ หรือทำให้วัตถุอยู่สภาพที่ปลอดภัยแข็งแรงคือความสุข

ในวัยนี้มีสิ่งไหนที่อาจารย์เริ่มอนุรักษ์ให้ตัวเองบ้างไหม
สุขภาพค่ะ อย่างเดียวเลย
เราต้องรักษาสุขภาพร่างกายไว้ จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน
ต้องรู้ว่าปัจจัยเกิดจากอะไรก็หลีกเลี่ยงตรงนั้น เช่น บางคนออกกำลังกายรุนแรงไปหน่อย เกินวัย เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา มันก็กระดูกหัก วุ่นวาย เราก็หลีกเลี่ยง หันมาออกกำลังกายที่ไม่เสี่ยง หรือการรับประทานอาหาร เรารู้ว่าอันไหนไม่ดีก็ไม่ทาน หันมาทานแต่สิ่งที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกายก็ช่วยได้
ที่ผ่านมา อาจารย์เรียนรู้อะไรบ้างจากการอนุรักษ์
วิชาการอนุรักษ์เป็นลักษณะของ Lifelong Learning เรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่ว่าเรียนมาสัก 3 เดือนแล้วก็ใช้ไปตลอดชีวิต ไม่ได้ ต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา ก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และต้องติดต่อข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลาว่าเขาเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว
วิธีที่เราใช้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คิดว่าดีแล้ว แต่มีงานวิจัยแล้วว่าไม่ดี มันมีการเปลี่ยนแปลง มีข้อเสีย ดังนั้น เราก็ต้องเอามาปรับปรุง ฉะนั้น จะไปยึดติดว่าฉันเรียนมาอย่างนี้ แล้วฉันก็ต้องทำตามอย่างนี้เรื่อยไปไม่ได้ มันต้องเปิดใจ
คิดจะทำงานอนุรักษ์ไปจนถึงวันไหน
คงอีกไม่นานค่ะ งานอนุรักษ์ที่ต้องใช้มือ ใช้สายตา อาจจะหยุดในสักวันหนึ่ง แต่ว่างานด้านการเผยแพร่ความรู้ เช่น เขียนในเพจ ยังมีให้เขียนอีกเยอะ แล้วก็คิดว่าจะได้ประโยชน์กับคนหมู่มาก
คิดว่าจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเขียนไม่ได้ ตามองไม่เห็น

Facebook : Fine Art Conservation
