องค์ดาไลลามะ ในรูปดูแปลกตา ไม่เหมือนภาพทั่วไปที่เห็นพระองค์ในอิริยาบถที่เป็นทางการ
“ผมถ่ายรูปท่านขณะอยู่บนเครื่องเล่นสกีออกกำลังกาย ท่านเล่นได้ไม่ดีนัก ผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ท่านลองเล่น”
เจอราร์ด เยอเรน (Gerhard Jörén) เล่าความทรงจำเมื่อครั้งได้เข้าเฝ้าองค์ดาไลลามะ และบันทึกภาพในจังหวะที่น้อยคนจะได้เจอ
อันที่จริงภาพถ่ายหลายรูปของเขาก็เป็นการบันทึกจังหวะบังเอิญที่เกิดขึ้นรอบตัว ที่เขาเผอิญได้ไปอยู่ในสถานที่ที่เข้าถึงยาก กับบุคคลน่าสนใจที่เข้าถึงไม่ง่าย ในตลอดชีวิต 30 ปีของการเป็นช่างภาพมืออาชีพ
พอมองภาพของ ไมค์ ไทสัน, ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ คุกในมะนิลา เกาหลีเหนือยุค คิมอิลซุง และภาพอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์จาก ‘Walk on the Wild Side’ นิทรรศการแสดงผลงานของเขาซึ่งจัดขึ้นที่เฉลิมหล้า อาร์ต เฮ้าส์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนอยากรู้จักชีวิตและความคิดของชายผู้นี้ที่ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจชีวิต และนิยามตัวเองว่าเป็นนักเดินทางมากกว่าช่างภาพ

ผมเป็นนักเดินทางมากกว่าช่างภาพ
“ผมรู้ตัวตั้งแต่อายุ 16 – 17 ปีว่าอยากเป็นนักเดินทาง ผมต้องการเดินทาง แต่ไม่รู้ว่าจะเดินทางและจ่ายค่าเดินทางได้อย่างไร”
แล้วเจอราร์ดก็เลือกเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่วิทยาลัยในสวีเดนบ้านเกิด เพราะคิดว่าอาชีพนี้จะทำให้เขาได้เดินทาง แต่ยังไม่ทันได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเขาก็เบื่อซะก่อนและตัดสินใจไปเป็นลูกเรือ เขาหวังว่างานนี้จะพาเขาออกเดินทางสมใจ แต่แค่ลองฝึกยังไม่ทันได้ออกเรือจริง กลิ่นน้ำมันห้องเครื่องก็ทำให้เขาทนไม่ได้
ช่วงเดียวกันนั้น เขาพบว่าคนรอบตัวหลายคนกำลังป่วยด้วยภาวะทางจิต คลุ้มคลั่ง หรือรุนแรงถึงขั้นทำอัตวินิบาตกรรม ทำให้เขาหันมาสนใจสภาพจิตใจของมนุษย์ และไปหาคำตอบด้วยการไปทำงานในโรงพยาบาลจิตเวช
“ผมทํางานอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช 10 เดือน โดยไม่เคยมีประสบการณ์อะไรเลย และพบว่ามันน่าสนใจมาก โรงเรียนพยาบาลรับผมเข้าเรียนต่อด้วย แต่ต้องเรียน 5 ปี ฝึกฝนอีก 3 ปี กว่าจะได้เดินทางไปต่างประเทศ แต่ผมอยากเดินทางทันที เลยเลือกเดินทางไปนิวยอร์ก”
แล้วในปี 1982 เจอราร์ดในวัย 24 ปี ก็หอบเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิดข้ามทะเลมาตั้งต้นที่นิวยอร์ก พร้อมกล้องฟิล์ม Nikon ตัวเล็ก ๆ ที่ใช้เก็บภาพการเดินทางแบบมือสมัครเล่น เขาไม่รู้จักใครและผ่านแต่ละค่ำคืนไปโดยการนอนค้างที่สถานีรถไฟบ้าง เดินทอดน่องไปทั้งคืนบ้าง หรือบางทีก็มีคนใจดีเสนอให้เขาไปใช้โซฟาในห้องหลับนอน
ผ่านไป 3 สัปดาห์อย่างไร้จุดหมาย เขาก็ตั้งจุดหมายใหม่ว่าจะโบกรถไปแวนคูเวอร์ แต่คืนก่อนหน้าที่เขาตั้งใจจะออกจากนิวยอร์กมีนักเต้นบรอดเวย์ซึ่งเขาบังเอิญเจอในบาร์มาเสนออะพาร์ตเมนต์ของเธอในราคาย่อมเยาเพราะเธอต้องรีบหาผู้เช่า และคะยั้นคะยอให้เขาลองไปดูก่อน จากที่ไม่ได้ตั้งใจ เจอราร์ดจึงได้ลงหลักปักฐานที่นิวยอร์กนาน 6 ปี และไม่เคยโบกรถไปถึงแวนคูเวอร์
“ผมไม่ได้ตัดสินใจอยู่ที่นี่เพราะอะพาร์ตเมนต์นี้ แต่เพราะผมเชื่อในโชคชะตาและสิ่งต่าง ๆ ที่บังเอิญเกิดขึ้น”
เจอราร์ดไปเคาะตามประตูบ้านช่างภาพเพื่อเสนอตัวเอง เขาโกหกว่าเคยทำนู่นทำนี่มาจนได้เข้าไปเป็นผู้ช่วยช่างภาพมืออาชีพ แต่พอความแตกว่าเขาทำไม่ได้ตามคำกล่าวอ้าง เขาก็โดนไล่ออก แล้วเขาก็มาเป็นผู้ช่วยให้ช่างภาพอีกคน แล้วก็โดนไล่ออกอีก ผ่านไป 2 เดือน เขาโดนไล่ออก 2 ครั้ง แต่ก็ได้เรียนรู้งานเพียงพอ พอมาอยู่กับช่างภาพคนที่ 3 เจอราร์ดก็ไม่เคยโดนไล่ออกอีกเลย
1 ปีกับการทําความสะอาดพื้น ชงกาแฟ ทําธุระจิปาถะ พาสุนัขเดินเล่น และช่วยช่างภาพจัดฉากจัดไฟ เจอราร์ดฝึกถ่ายภาพด้วยตัวเองและเริ่มรับงานถ่ายภาพให้กับนิตยสารและหนังสือพิมพ์ในยุโรป
ก่อนย้ายออกจากนิวยอร์ก เจอราร์ดได้งานถ่ายภาพ ไมค์ ไทสัน เขาบินไปพบไมค์ที่ยิมที่เขาฝึกประจำในที่ลาสเวกัส แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาโทรเช็กกับยิมทุกวัน จน 4 วันต่อมาเมื่อได้ข่าวว่าไมค์กลับมาแล้วเขาจึงเดินทางไปดักรอที่ยิม
“เขาฝึกซ้อมอยู่ 1 ชั่วโมงโดยไม่สนใจเราเลย ในโรงยิมมืดมาก ผมเลยตั้งแฟลช แต่เทรนเนอร์บอกให้เอาออก เพราะถ้าไมค์เห็นแล้วเขาจะเมิน ผมจึงถอดมันลงและเปิดประตูแง้มออก เหลือเพียงแสงที่ลอดประตูเข้ามา พอไมค์ฝึกซ้อมเสร็จ เขาก็มายกมือโพสท่าให้ผม แต่ผมขอให้เอามือลงแล้วแค่มองเข้าไปในกล้อง ผมกดชัตเตอร์ไปอย่างมากก็ 10 รูป ในเวลาไม่ถึง 1 นาที จากนั้นเขาก็มาจับมือผม ไม่น่าเชื่อว่ามือนั้นใหญ่แต่กลับนุ่มเหมือนฝ้าย แล้วเขาก็เดินไปอาบน้ำ”
เจอราร์ดรอคอยและไล่ตามครึ่งประเทศ แต่เขามีเวลาเพียงไม่ถึง 1 นาทีที่จะถ่ายทอดความเป็นไมค์ ไทสัน ลงบนแผ่นฟิล์ม แล้วภาพนั้นก็กลายเป็นภาพแรกในชีวิตที่เขาภูมิใจหลังอยู่ในวงการมา 6 ปี และเป็นเพียงภาพเดียวด้วยที่เขาภูมิใจตลอดการถ่ายภาพในสหรัฐอเมริกา

ถ้ารู้จักคนที่ใช่ ก็ทําได้
“ชีวิตมันสั้น และผมรู้สึกว่า 6 ปีในนิวยอร์กนั้นเพียงพอแล้ว มีเพื่อนถามผมว่าจะไปไหนต่อ ผมบอกว่าไม่รู้ เขาบอกว่าให้ไปฮ่องกง แล้วผมก็บอกว่าโอเค”
แล้วเจอราร์ดก็เดินทางไปฮ่องกงโดยที่ไม่รู้จักใครเลย ไม่มีเส้นสาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหน แต่ก็เหมือนเดิม อยู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาถามว่าเขากำลังต้องการอะพาร์ตเมนต์ไหม แล้วเขาก็ได้มัน
เจอราร์ดไม่ได้ชื่นชอบงานของตัวเองสมัยอยู่นิวยอร์กนัก โดยเฉพาะงานโฆษณาที่ต้องรอคนนู้นคนนี้ร่วมตัดสินใจกว่างานจะออก พอย้ายมาฮ่องกง สไตล์ของเขาเอียงไปทางภาพสารคดีมากขึ้น พอมีประสบการณ์มากขึ้น ลูกค้าก็ไว้วางใจและให้อิสระในการลองเทคนิคที่ออกจากกรอบเดิม ๆ มากขึ้นด้วย
“ผมเปรียบเทียบตัวเองกับช่างภาพคนอื่น ๆ แล้วก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้แย่จนเกินไป แม้ผมจะคิดว่างานก่อนหน้านี้ของตัวเองไม่ค่อยดีนัก ผมคิดว่าการวิจารณ์ตนเองเป็นสิ่งสําคัญมาก เพราะแม้คุณจะได้ถ่ายภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นช่างภาพที่ดี”
ในช่วงก่อนปี 1994 ที่เกาหลีเหนือยังมี คิมอิลซุง เป็นผู้นำสูงสุด เจอราร์ดก็ได้เดินทางเข้าประเทศไปถึง 3 ครั้งเพื่อถ่ายภาพให้นิตยสาร และอยู่ต่อเพื่อถ่ายภาพให้ตัวเอง
“ผมมีเส้นสายที่ดี ซึ่งก็น่าแปลกแต่ผมขอวีซ่าได้ง่ายมาก แค่โทรศัพท์เพียงครั้งเดียว”


ในเกาหลีเหนือ ถึงแม้มักมีผู้ติดตามไปด้วยแต่เจอราร์ดค่อนข้างมีอิสระที่จะบันทึกภาพ มีเรื่องน่าประหลาดใจอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อ 4 วันก่อนทริปเกาหลีเหนือครั้งสุดท้าย เจอราร์ดกำลังทำงานในมองโกเลีย ขณะที่เขาอยู่กลางจัตุรัสในกรุงอูลานบาตอร์ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกระซิบข่าวการถึงแก่มรณกรรมของคิมอิลซุงแล้วก็เดินจากไป
“ถ้าพวกเขารู้ว่าผมอยู่ในอูลานบาตอร์ ก็หมายความว่าพวกเขาจับตาดูผมอยู่นั่นแหละ”
การเข้าเกาหลีเหนือครั้งที่ 4 ของเขาทำให้เขากลายเป็นชาวต่างชาติคนแรก ๆ ที่เข้าประเทศหลังผ่านพ้นยุคของผู้นำคนก่อน
เกือบ 30 ปีต่อมา เจอราร์ดโพสต์รูปเก่าที่เขาเคยถ่ายในเกาหลีเหนือลงบนอินสตาแกรม แล้ว Official Account ของคิมอิลซุงก็มากด Like ให้รูปนี้ด้วย


ในบรรดารูปถ่ายของเจอราร์ด มีชายลึกลับที่ไม่ปรากฏหน้าอยู่คนหนึ่ง อัตลักษณ์ที่เห็นเป็นเพียงรอยกระสุนที่หน้าท้อง เขาเป็นทั้งนักข่าวและนักล่าค่าหัวจากมะนิลา เคยถูกยิงมาหลายครั้งแต่ก็ไม่ถึงฆาต ในปี 1988 เจอราร์ดบังเอิญไปพบชายผู้นี้ในฟิลิปปินส์ และโดยที่ไม่เคยคาดคิด พวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกัน

“วันหนึ่งผมบอกว่าอยากเข้าไปในคุก เขาก็ขับรถพาผมไปที่นั่น บีบแตรเรียกผู้คุม และผู้คุมก็ให้บอดีการ์ดติดตามผมมาด้วย 4 คน แต่พอถึงเวลาอาหารกลางวัน บอดีการ์ดหายไปหมด หัวหน้าแก๊งที่อยู่หลังลูกกรงเห็นผมดูกังวล เขาบอกกับผมว่าไม่ต้องกังวล เราจะปกป้องคุณเอง”
คุกที่นั่นมีห้องขัง 5 ห้อง แยกเป็นของสมาชิกแก๊ง 4 แก๊ง และห้องที่ 5 สำหรับนักโทษที่ไม่ได้สังกัดแก๊งใด เพราะหากไม่จับแยกพวกเขาก็จะทำร้ายกันเอง นักโทษบางคนที่มีกำลังจ่ายก็พาครอบครัวมาอยู่ในคุกด้วยเพราะข้างนอกไม่มีใครดูแล แต่ครอบครัวเขาก็ยังมีอิสระที่จะออกไปทำธุระข้างนอกเมื่อต้องการ


เจอราร์ดเคยบังเอิญเข้าไปอยู่ในช่วงที่เกิดการจลาจลในคุกด้วย หรือแม้แต่นอนในโบสถ์ประจำคุก
“เพราะผมไปเป็นเพื่อนกับบาทหลวง แล้วเขาบอกว่าไม่มีปัญหา”
สำหรับเพื่อนลึกลับของเขานั้น เจอราร์ดแรกพบเขาเมื่ออยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตที่มีทรัพย์สินมากมาย บริวารล้อมรอบ ผู้คนยำเกรง เจอราร์ดยังคงรักษามิตรภาพกับชายผู้นี้จวบจนวันที่เขามาถึงจุดต่ำสุดของชีวิตที่แทบไม่เหลือทรัพย์สินติดตัว และอาศัยอยู่ในที่พักหลังสุดท้ายโดยไม่จ่ายค่าเช่า เพราะเจ้าของเกรงกลัวเกินกว่าจะทวงถามไปยันวันที่เขาหมดลม

ช่วงสั้น ๆ ที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เจอราร์ดบังเอิญไปเจอคนที่แนะนำเขาให้รู้จัก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สมัยอายุ 42 ปี และได้เข้าไปถ่ายภาพชูวิทย์ในอาบอบนวดที่เขาเป็นเจ้าของในขณะนั้นด้วย
เมื่อไล่ดูภาพถ่ายแต่ละรูปของเขา แมนนี ปาเกียว, กง ลี่, โจเซฟ เอสตราดา, เบนาซีร์ บุตโต, อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เต็มไปด้วยบุคคลที่ไม่น่าเข้าถึงได้ง่ายหากคุณไม่ใช่คนวงในที่รับงานประจำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งห่างไกลจากอาชีพช่างภาพอิสระไร้สังกัดอย่างเขา
“การเข้าไปถ่ายภาพอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้ารู้จักคนที่ใช่ ก็ทําได้”
และเจอราร์ดก็มักหาช่องทางไปสู่คนที่ใช่นั้นจนเจอ


รอจังหวะที่เหมาะสมและพร้อมเสมอ
ความพิเศษในภาพของเจอราร์ดนั้นคือส่วนมากบุคคลมีชื่อเสียงในรูปจะไม่ได้อยู่บนพรมแดง บนเวที หรือในสังเวียน แต่เป็นภาพในอิริยาบถที่สะท้อนตัวตนและอารมณ์ของพวกเขา อาจไม่ใช่มุมที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่เป็นธรรมชาติมากที่สุด
“ถ้าผมจะถ่ายภาพใคร ผมจะใช้สไตล์ที่เข้ากับเขา หากถ่ายภาพทุกคนในลักษณะเดียวกัน บางครั้งงานก็ได้ผล แต่มันเป็นเรื่องของช่างภาพมากกว่าบุคคลในรูป ผมจึงพยายามดึงบุคลิกของคนเหล่านั้นออกมา และผมไม่ได้สนใจคนดัง แต่สนใจคนที่น่าสนใจ”
กว่าจะได้ภาพที่สะท้อนตัวตนของคนในภาพได้ ไม่ใช่แค่กดชัตเตอร์รัว ๆ แต่เขาจะรอ รอ และรอ จนกว่าจังหวะนั้นเกิดขึ้น
ครั้งหนึ่งในชีวิต เจอราร์ดและเพื่อนนักข่าวได้ไปเข้าเฝ้าองค์ดาไลลามะและติดตามดูชีวิตประจำวันของท่านนาน 12 วัน ในเมืองธรรมศาลา ทางตอนเหนือของอินเดีย
“วันแรก ท่านเห็นผมนั่งด้วยท่าทางอึดอัดอยู่บนพื้น ท่านก็เริ่มหัวเราะ ท่านเก่ง มีอารมณ์ขัน มันไม่มีความตึงเครียดระหว่างการพูดคุยเลย”
ภาพที่เจอราร์ดถ่ายส่งให้นิตยสารเป็นภาพองค์ดาไลลามะกำลังนั่งสมาธิ ในห้องเดียวกันนี้มีเครื่องปั่นจักรยานและเครื่องเล่นสกีที่องค์ดาไลลามะต้องใช้ออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์ประจำพระองค์ ท่านอธิบายให้เขาฟังแล้วก็ขึ้นเล่นโชว์ให้ดู เมื่อท่านขึ้นประทับบนเครื่องเล่นสกีและออกแรงขยับด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เขาก็รีบคว้ากล้องขึ้นมาและบันทึกภาพนั้นไว้
“คุณต้องอดทนให้มาก รอจังหวะที่เหมาะสม เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นตรงหน้า คุณต้องพร้อมเสมอ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมมีแค่กล้อง 1 ตัว กับเลนส์ 1 ตัว และในภาพถ่ายบางภาพ ผมพยายามทําให้มันดูตลกขบขันโดยไม่ทำให้คนในรูปอับอาย ผมพยายามบันทึกบางสิ่งบางอย่างที่ดูต่างไปจากปกติ ถ่ายทอดให้มีอารมณ์ขันเล็กน้อยอยู่ในนั้น”

จุดแข็งของผมคือการทําให้ตัวเองล่องหน
หนึ่งในชุดภาพถ่ายที่ผู้เขียนรู้สึกตั้งคำถามที่สุดคือคนกลุ่มหนึ่ง มีสมาชิกเป็นหญิงมากกว่าชาย บางคนเปลื้องผ้าและกำลังประกอบกิจกรรมทางเพศ ในขณะที่เพื่อนที่อยู่รอบ ๆ ก็ใช้ชีวิตประจำวัน นั่งดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ ทำกับข้าว โดยไม่สนใจอะไร
นี่คือภาพบรรยากาศของ Commune กลุ่มคนผู้มีความเชื่อทางเพศแบบเดียวกันมาอาศัยอยู่รวมกันในบ้านหลังเดียวกัน ต่อต้านมาตรฐานทางเพศของสังคม บูชากิจกรรมทางเพศ โยนี และลูซิเฟอร์ บางวันพวกเขาก็ทำพิธีกรรมบางอย่าง บางวันก็ออกเล่นดนตรีหารายได้ และในงานดนตรีนี้คือที่ที่เจอราร์ดพบพวกเขาครั้งแรก
ย้อนกลับไปในปี 1998 เจอราร์ดได้ยินคำบอกเล่าเกี่ยวกับ Commune ในแถบชนบทของฝรั่งเศส ยุคนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่ดีนัก แต่เขาก็หาอีเมลจนเจอและติดต่อไป หลังสื่อสารกันอยู่ 3 สัปดาห์ ทางกลุ่มก็เชิญเขามาร่วมทัวร์คอนเสิร์ตด้วย
“พวกเขาบอกว่าจะมีคอนเสิร์ตที่โคเปนเฮเกน ผมก็พานักข่าวไปด้วย ซึ่งเขาอยู่แค่ 3 – 4 ชั่วโมง วันรุ่งขึ้นพวกเขาเหมารถทัวร์ไปที่ฮัมบูร์ก ผมนั่งรถไฟตามไปเจอ หลังจากนั้นก็ไปแฟรงก์เฟิร์ต ผมก็ยังขึ้นรถไฟตามไป ในแฟรงก์เฟิร์ตพวกเขาถามผมว่าชอบไหม จากนั้นพวกเขาก็โหวตกันและให้ผมใช้เวลากับพวกเขา 1 สัปดาห์บนรถทัวร์ ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงชวนผมไปด้วย”
เจอราร์ดเริ่มต้นโดยใช้เวลาบนรถทัวร์กับพวกเขา แล้วก็บินกลับบ้าน อีก 8 เดือนต่อมา เขาถึงได้รับความไว้วางใจมากพอให้ขึ้นไปยังชั้น 2 ในบ้าน Commune และนับจากวันแรกราว 1 ปี เขาถึงได้รับอนุญาตให้เข้าถึงห้องนอน
ทั้งหมดนี้เจอราร์ดไม่ได้อยู่ในฐานะสมาชิกหรือแขกของกลุ่ม แต่เป็นเพียงมนุษย์ล่องหนที่มาเพื่อสังเกตการณ์และบันทึกความเป็นไปผ่านภาพถ่าย ซึ่งก็น่าแปลกใจ เพราะกิจกรรมส่วนมากที่ดำเนินไปในพื้นที่นี้ดูเป็นเรื่องส่วนตัวที่น่ากระอักกระอ่วนหากมีคนถือกล้องจ้องมา
“จุดแข็งของผมคือการทําให้ตัวเองล่องหน เขาไม่เห็นผม ไม่รู้สึกถึงผม ทั้งที่ผมมักเป็นคนตัวใหญ่ที่สุดในห้องเสมอ ผมคิดว่าผมทําให้คนเบื่อเพื่อให้พวกเขาลืมผม”


ด้วยส่วนสูง 198 เซนติเมตร มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะไม่สังเกตเห็นเขา และการทำให้คนรอบตัวไว้ใจจนยอมให้บันทึกภาพ ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปราศจากบทสนทนา แต่พอไว้ใจจนถึงจุดหนึ่งผู้คนก็ลืมไปเองว่าเขาอยู่ตรงนั้น จนระยะห่างในการถ่ายภาพที่เผลอลดลงเหลือเพียง 2 เมตร
“บางงาน ผมใช้เวลา 3 สัปดาห์กับพวกเขาโดยไม่ได้ถ่ายรูปเลย จนพวกเขาถามผมว่าเมื่อไหร่จะเริ่มถ่ายรูป ผมถึงรู้ว่าเขายินดีที่จะถูกถ่ายแล้ว บางครั้งคุณต้องใช้เวลาเพื่อให้ผู้คนไว้วางใจคุณ”
หมดความสนใจในการถ่ายภาพ
งานของเจอราร์ดทำให้เขาได้เดินทางไปพบคนที่น่าสนใจในสถานที่น่าสนใจทั่วโลก แต่มีเพียงไม่กี่ที่เท่านั้นที่เขาเรียกว่าบ้าน หนึ่งในนั้นคือกรุงเทพฯ ที่เขาเลือกมาใช้ชีวิตวัยเกษียณ วางมือจากกล้อง และจับพู่กันเป็นงานอดิเรกแทน
“หลังจากการเปิดตัวกล้องมือถือคือช่วงที่ผมหมดความสนใจในการถ่ายภาพ ที่จริงมันก็ยังมีอยู่บ้างเมื่อผมเห็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นเลยในยุคของการถ่ายภาพสมัยใหม่”
เจอราร์ดอธิบายแนวการถ่ายภาพสมัยใหม่ในความรู้สึกของเขาว่า มันเป็นไปในเชิงของการตีความที่มากเกินไป เหมือนมีภาพขวดน้ำแล้วตั้งคำถามว่าช่างภาพต้องการสื่ออะไร พยายามทำให้คนดูทำความเข้าใจกับภาพ แต่องค์ประกอบในภาพกลับไม่ได้สื่อออกมาว่าช่างภาพคิดอย่างไรขณะถ่าย
“พอมีภาพจาก AI ตอนนี้ผมเลยไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นอีกต่อไป สําหรับผม AI ไม่ใช่การถ่ายภาพ มันเป็นแค่ภาพ ไม่ใช่ภาพถ่าย และจะไม่มีวันได้เป็นภาพถ่าย”
จากเดิมที่ตั้งใจว่าเริ่มวาดรูปเมื่ออายุ 70 ปี แต่เจอราร์ดในวัย 66 ปีที่ใช้ชีวิตเกษียณอย่างสงบไปกับการคุยกับผู้คน ก็ถูกเพื่อนคะยั้นคะยอจนยอมไปหาซื้อผืนผ้าใบ พู่กัน สีอะคริลิก และดัดแปลงห้องพักให้เป็นสตูดิโอวาดรูป
“ในหัวผมมีความคิดสร้างสรรค์ที่วุ่นวายอยู่เสมอ แม้จะพยายามวาดภาพความโกลาหลรอบตัวผม แต่สุดท้ายผมก็อยากซื่อสัตย์กับตัวเอง”

แม้ภาพถ่ายของเจอราร์ดจะตีพิมพ์ในนิตยสารมาแล้วทั่วโลก มีโอกาสจับมือกับคนสำคัญมาแล้วมากมาย แต่เขาก็รักษาความเป็นส่วนตัวสูงมาก และไม่ชื่นชอบการเป็นที่สนใจ
ถึงจะเกษียณตัวเองไปแล้ว แต่เมื่อถามเจอราร์ดถึงสิ่งที่การถ่ายภาพมอบให้เขา คำตอบที่ได้คือ
“มันทําให้ชีวิตของผมน่าสนใจกว่าการเป็นวิศวกรหรือลูกเรือ ดังนั้น ผมเลยรู้สึกโชคดีกับการตัดสินใจนี้”

ภาพ : เจอราร์ด เยอเรน
ดูผลงานของ เจอราร์ด เยอเรน ได้ที่
Website : gerhardjoren.com
Instagram : gerhardjoren
