3 กุมภาพันธ์ 2025
3 K

หากพูดถึงภัณฑารักษ์ไทยแนวหน้า เชื่อเลยว่าชื่อของ อภินันท์ โปษยานนท์ จะต้องผุดขึ้นมาเป็นลำดับแรก ๆ

เมื่อพบกันที่ร้านกาแฟ เราก็เปิดบทสนทนาด้วยคำถามถึงสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ เพราะบทบาทการสอนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“หลายอย่างอยู่นะครับ” อาจารย์ตอบพร้อมยิ้มกว้าง “เมื่อก่อนนี้ทำงานราชการอยู่กระทรวงวัฒนธรรม พอเกษียณออกมาแล้ว คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี CEO ของ ThaiBev ก็มาทาบทามว่าอยากจัดงานศิลปะร่วมสมัยในกรุงเทพฯ”

ตำแหน่งปัจจุบันของอภินันท์คือ ผู้อำนวยการศิลป์ของ Bangkok Art Biennale, กรรมการฝ่ายศิลปวัฒนธรรมของ ThaiBev, กรรมการศิลปวัฒนธรรมของ One Bangkok และเป็นกรรมการวิจัยของ National Gallery ที่สิงคโปร์

เพียงแค่บทบาทปัจจุบันก็รู้ได้ว่า นี่คือบุคคลที่มีอิทธิพลกับฉากทัศน์วงการศิลปะในบ้านเรามาก

อภินันท์ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการศิลปะมาไม่น้อย ผ่านวันที่คำว่า ‘ภัณฑารักษ์’ ยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย และต้องออกไปเรียนรู้ที่ต่างประเทศ ผ่านวันที่ภัณฑารักษ์จากประเทศโลกที่ 3 อย่างเขาต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากโลกศิลปะ จนไปถึงวันที่เขาได้รับโอกาสโลดแล่นในพื้นที่ศิลปะระดับโลกมากมาย และทุกวันนี้ อภินันท์ในวัยเกษียณก็ยังคงมีไฟกับการผลักดันระบบนิเวศศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยอย่างไม่คิดหยุดพัก

ในขณะที่ Bangkok Art Biennale 2024 ในธีม Nurture Gaia ได้ผ่านไปแล้วเกินครึ่งทาง เราจะคั่นรายการด้วยเรื่องราวชีวิตที่เขาเล่าให้เราฟัง ยาวไปถึงความฝันปัจจุบันที่ฝากไว้กับ BAB และความสำคัญของฟันเฟืองต่าง ๆ ในวงการ โดยเฉพาะอาชีพ ‘ภัณฑารักษ์’ ที่เขารัก

‘ภัณฑารักษ์’ จากประเทศไทย

ทุกวันนี้อาจารย์ยังสอนอยู่ไหมคะ

​มีครับ มีสอนที่จุฬาฯ ก่อนมาอยู่กระทรวงวัฒนธรรม ผมสอนอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนี้ก็ยังคงสอนอยู่เป็นบางวิชาครับ

มีวิชาบริหารจัดการทางภัณฑารักษ์ ระดับปริญญาโท แล้วก็มีการสอนที่ BAB Academy ซึ่งตั้งขึ้นมาตอนที่มีกิจกรรมของ Bangkok Art Biennale เราเทรนคนในเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของการติดตั้งงาน เตรียมงาน เขียนวิจารณ์ เขียนขอเสนอทุน หรือแม้แต่เรื่องของการลงไปแขวนงาน ทำงานกับศิลปิน

เรามองว่า Bangkok Art Biennale สร้างคนขึ้นมาได้ด้วย เพราะเรามีหน่วยงานหนึ่งก็คือที่เรียกว่าเด็ก BAB เป็นอาสาสมัครที่เราจ่ายให้เขามาเฝ้างาน อธิบายงาน เป็นเหมือนผู้ประสานงานดูแลศิลปินเหล่านี้

ฟันเฟืองตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศศิลปะ ซึ่งบ้านเรายังไม่ครบ

คิดว่าอะไรบ้างที่ยังไม่ครบคะ

ไม่ครบเรื่องการสร้างคนครับ ปกติศิลปินจะได้รับความสนใจมาก แต่ศิลปินต้องพึ่งพาหลายอาชีพที่อยู่รอบ ๆ เขา แม้แต่ผู้ช่วยศิลปะ คนติดตั้งงาน คนจัดงานที่เราเรียกกันว่าภัณฑารักษ์ หรือ Curator เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ 

และที่สำคัญที่บ้านเราขาดมาก ๆ คือพื้นที่แสดงอย่างหอศิลป์ระดับนานาชาติที่ดูแลโดยรัฐบาล จริง ๆ เรามี National Art Gallery ตรงถนนรัชดาภิเษก ซึ่งสร้างเสร็จมาเกือบสิบปีแล้วแต่ยังไม่ได้เปิดเต็มรูปแบบ นี่คือสิ่งที่มองว่าเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ในระบบนิเวศของบ้านเรา

ในฐานะที่อาจารย์เป็น Curator แนวหน้าคนหนึ่ง คิดว่าควรจะอธิบายคำว่า Curator ให้คนที่ไม่รู้จักคำนี้เลยได้เข้าใจอย่างไรบ้างคะ

​ผมคิดว่าในปัจจุบันเราใช้การทับศัพท์กันเยอะนะครับ แม้แต่รากศัพท์ของคำว่า Curare หรือการดูแล ซึ่งเป็นรากศัพท์จากละติน พอแปลมาเป็นภาษาอังกฤษกลายเป็น Curate หรือว่า Curator แค่ภาษาอังกฤษเองก็มีหลากหลายความหมายนะครับ 

Curator เป็นบุคคลที่เมื่อก่อนถูกมองว่าเป็นผู้ดูแลงานศิลปะในสถาบันศิลปะ เขาจะอยู่หลังห้อง จดงาน เตรียมงานต่าง ๆ แต่พอเวลาเปลี่ยนไป 20 – 30 ปีที่แล้ว Curator ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในวงการศิลปะร่วมสมัย กลายเป็นว่ามีบทบาทในการเลือกงานศิลปะ นำเสนอ ขอทุน เขียนบทความ พูดง่าย ๆ ว่าเขาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อมที่ดี’ เพราะฉะนั้น ความหมายของคำว่า Curator ในภาษาอังกฤษจึงเปลี่ยนไป 

แต่เมื่อก่อนบ้านเรายังไม่เคยใช้ศัพท์นี้เลย เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร

คำว่า Curator หรือ ภัณฑารักษ์ เริ่มเข้ามาในบ้านเราตอนไหนคะ

ประมาณ 30 ปีก่อน หรือมากกว่านั้น 

สมัยผมเรียนจบใหม่ ๆ กลับมา ยังไม่มีการใช้คำว่า Curator เลยนะครับ พอประมาณทศวรรษ 1990 บทบาทของ Curator ในนานาชาติก็มีมากขึ้น Curator ทางญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือยุโรป เริ่มเข้ามาเสาะแสวงหางานที่เขาสนใจ ส่วนเราก็ตั้งคำถามว่า แล้วประเทศไทยควรมี Curator บ้างหรือเปล่า ซึ่งแน่นอน ตอนนั้นนอกจากจะไม่มีคำนี้แล้ว ยังไม่มีวิชาสอนด้วย 

เวลาผ่านไป ปัจจุบันนี้ตามสถาบันศิลปะก็มีสอนบ้าง แต่ส่วนใหญ่เรียนรู้กันเอง จริง ๆ แล้วมันต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองนะ ต้องมีประสบการณ์ตรง ถ้าใครไปเรียนจบวิชาภัณฑารักษ์มาจากสถาบันไหน ตราบใดที่ยังไม่ได้ลงไปฝึกงานแล้วเจอปัญหา ตราบนั้นทุกอย่างก็ยังเป็นทฤษฎี เพราะมีหลากหลายอย่างที่ต้องทำในอาชีพนี้

ทำไมอาจารย์ถึงเลือกเป็นภัณฑารักษ์ ทั้งที่สาขาที่เรียนจบมาก็ทำได้หลายอย่าง

ตอนแรกผมไปเรียนวิชาที่เรียกว่า Fine Art ที่มหาวิทยาลัยที่ Edinburgh เขาก็สอนขนานกันไป ก็คือประวัติศาสตร์ศิลปะและงานสตูดิโอ ตอนเรียนผมก็อยากเป็นศิลปิน พอกลับมาสอนศิลปะที่จุฬาฯ ก็ยังเป็นศิลปิน แล้วก็เริ่มเขียนวิจารณ์ศิลปะให้กับ Bangkok Post 

ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า Curator คืออะไร แต่ก็เริ่มบ่มอาชีพเราอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว พอทางจุฬาฯ ส่งผมไปเรียนปริญญาเอกที่ Cornell University, นิวยอร์ก ต้องใช้เวลาเยอะ เลยลดบทบาทของความเป็นศิลปิน วิจารณ์ก็ยังเขียนอยู่ แต่เน้นไปทางประวัติศาสตร์ศิลป์

ช่วงอยู่ Cornell University 5 ปี ไปนิวยอร์กบ่อย ได้เริ่มเห็นของ Curator ที่มีบทบาทเชื่อมโยงศิลปะกับแกลเลอรีและมิวเซียม พอกลับมาก็มีโอกาสจัดงานที่หอศิลปเจ้าฟ้าโดยเป็นนิทรรศการของศิลปินไทย 7 คน มี มณเฑียร บุญมา, วสันต์ สิทธิเขตต์, ประวัติ เล้าเจริญ, กมล เผ่าสวัสดิ์ เป็นต้น พอลองทำก็คิดว่าสนุกดี มีความรู้สึกว่า เรารู้จักมักคุ้นกับคนเหล่านี้ เข้าใจศิลปินว่าเขาต้องการอะไร เขามีอะไรอยู่ในใจ แล้วเราก็ช่วยทำให้เขาไปสู่เป้าหมายนั้นได้ 

พอปีถัดมา ปี 1992 ก็ได้รับเชิญไปเป็น Curator ในการเลือกศิลปินไทยไป Biennale of Sydney เลย เพราะฉะนั้นชีวิตการทำงาน หนที่ 1 ก็คือลองเป็น Curator ที่หอศิลปเจ้าฟ้า หนที่ 2 นี่ไปอินเตอร์เลย 

ไปเร็วมาก

ใช่ แล้วก็ไม่ได้เรียนเลยนะ สอนตัวเอง 

ช่วงนั้นต่างประเทศสนใจศิลปะในภูมิภาคมาก โดยเฉพาะทางญี่ปุ่นกับออสเตรเลียที่สนใจจัดมหกรรมศิลปะนานาชาติ ญี่ปุ่นจะมาเป็นระบบเนี้ยบมากครับ เขาทำอะไรประณีตมาก เข้ามาเขาก็รู้แล้วว่าเขาอยากจะได้อะไร เราก็ทำงานร่วมกับ Curator ญี่ปุ่น แต่สักพักหนึ่งผมก็เริ่มถามคำถาม Japan Foundation ตอนประชุมกันที่โตเกียวว่า ญี่ปุ่นมีสูตรสำเร็จในการมาเลือกศิลปินไทยหรือศิลปินในภูมิภาคเรา แต่ทำไม Curator ไทยไปเลือกศิลปินญี่ปุ่นไม่ได้เลย เขาก็มองว่าเหมือนกับท้าทาย ผมก็บอกว่า ไม่ใช่สิ เราเป็นเอเชียด้วยกัน เราต้องมีโอกาสมองกลับกันด้วย 

ต่อมาเขาก็ให้ไปเลือก และเริ่มมีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น

ถือว่าอาจารย์อภินันท์เป็น Curator ไทยยุคแรก ๆ เลยไหมคะ

ยุคแรก ๆ เช่น ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์, ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที, อ.สมพร รอดบุญ ที่ท่านทำงานเกี่ยวกับศาสตร์นี้ก่อนผมเสียอีก แล้วก็มีท่านอื่น ๆ ที่ตามมาอย่าง จุมพล อภิสุข, ลักขณา คุณาวิชยานนท์, กฤติยา กาวีวงศ์, เกล้ามาศ ยิบอินซอย แต่ช่วงนั้นก็ถือว่าเราเป็นกลุ่มบุกเบิก 

จากที่ได้ทำงานทั้งในไทยทั้งต่างประเทศมามากมาย มีงานไหนที่อยู่ในความทรงจำเป็นพิเศษไหมคะ

โห ต้องมองว่ายุคไหน มันมีหลายยุคมาก (ยิ้ม) 

ครั้งที่น่าจดจำมาก ๆ ในยุค 90 คือครั้งที่เราได้รับเลือกเป็น Guest Curator จากสถาบัน Asia Society ของ John D. Rockefeller III เขาให้เลือกศิลปินจากเอเชีย 5 ประเทศ คือไทย เกาหลีใต้ อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย โจทย์นี้คือสายตาของ Curator ไทยมองอินเดีย เกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โดยให้เลือกงาน 27 คนไปแสดงที่นิวยอร์ก 

สำหรับปี 1996 สูตรนี้แปลกมาก ภัณฑารักษ์ไม่ได้มาจากประเทศมหาอำนาจหรือมีความสำคัญอย่างญี่ปุ่น จีน เกาหลี แต่ให้ Curator จากประเทศโลกที่ 3 อย่างไทยได้เดินทางไปประเทศต่าง ๆ เมืองต่าง ๆ ในเอเชีย แล้วเลือกศิลปิน แต่สิ่งที่ท้าทายก็คือความรับผิดชอบอยู่กับเราคนเดียว 

นิทรรศการ Contemporary Art in Asia: Traditions/Tensions จัดที่นิวยอร์ก 3 แห่งด้วยกัน Asia Society, Queens Museum, Grey Art Gallery แล้วที่ New York University มีการจัดสัมมนามากมาย โดนชมหรือโดนด่าเท่า ๆ กันเลย เพราะว่านิวยอร์กตอนนั้นยังสาดสายตามาทางภูมิภาคนี้ด้วยความอหังการ โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปะ มองว่า มีด้วยเหรอศิลปะร่วมสมัยจากเอเชีย แล้วเราเอามาแสดงในนิวยอร์ก ปัจจุบันศิลปินเหล่านั้นมีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน 

น่าจะท้าทายไม่น้อยเลย

หลังจากนิวยอร์ก เราก็ได้เดินทางไปจัดงานนี้ที่แวนคูเวอร์ ที่เพิร์ธ แล้วก็ไปจบที่ไทเป ใช้เวลา 3 ปี ช่วงเวลาเดินทาง เรามีการสัมมนาทุกครั้งและมีแค็ตตาล็อกประกอบ บุคคลต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ หรือสถาบันต่าง ๆ ที่สนใจเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยของเอเชีย จนเริ่มมีกระแสขึ้นมาว่าศาสตร์นี้ศึกษาได้และเลี้ยงชีพได้ด้วย พอปี 1998 ผมก็ได้รับการติดต่อจากบราซิลให้ไปทำ Asia Section ของ São Paulo Biennial พอเริ่มมีกระแสขึ้นมาอีก ต้นปี 2000 ทางสวีเดนก็เชิญไปเป็น Guest Curator เลือกศิลปินสแกนดิเนเวียเพื่อนำมาแสดงที่กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และเซี่ยงไฮ้

อีกสิ่งที่ได้ทำในช่วงยุค 90 ตอนสอนอยู่จุฬาฯ คือได้เปิดหอศิลป์เล็ก ๆ ที่ชั้น 7 ของหอสมุดกลาง ซึ่งตอนนั้นพื้นที่แสดงงานศิลปะมีน้อยมาก ให้ศิลปินไทยมาทดลองแสดงงานได้ เช่น ชาติชาย ปุยเปีย, มณเฑียร บุญมา, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, วสันต์ สิทธิเขตต์, พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ในขณะเดียวกันก็มีการเชิญศิลปินจากต่างประเทศ เช่น Nobuyoshi Araki, Yasumasa Morimura, Zhang Peili, Choi Jeong Hwa, Hung Liu, Qiu Zhijie มาด้วย ตอนนั้นได้รู้จักกับ Marina Abramović ศิลปินด้าน Performance ซึ่งตอนนั้นได้รับการยอมรับมากแล้ว แต่ยังไม่เป็นระดับโลกเท่าปัจจุบัน เราก็เชิญเธอมาแสดงและจัดบรรยาย

เห็นว่า Marina Abramović เป็นรากฐานของ BAB ด้วย

​ใช่ ๆ เป็นที่มาของ BAB 

ตอนนี้ Marina ก็ 79 แล้ว ถือว่าเป็นศิลปินบุกเบิก โดยเฉพาะเรื่อง Performance รู้จักกันมา 30 กว่าปี พอเราจะเริ่มจัด Bangkok Art Biennale คนแรก ๆ เลยที่ผมไปหารือขอคำปรึกษาก็คือ Marina เธอยินดีเข้ามามีส่วนร่วมและมาแสดงด้วย แล้วก็เธอมีโรงเรียนของเธอ ก็คือ Marina Abramović Institute (MAI) ช่วงปีแรกของ Bangkok Art Biennale มีศิลปิน 6 – 7 คนที่เป็นลูกศิษย์ของเธอมาร่วมแสดง ฉะนั้น BAB จะมี Performance ทุกครั้งไป

Bangkok Art Biennale กับแพสชันอันเข้มข้น

จุดมุ่งหมายของ Bangkok Art Biennale ที่ตั้งไว้ในตอนแรกคืออะไร

ผู้ที่เริ่มจัด คือ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี CEO ของ ThaiBev อยากจะสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยและมรดกประเพณี เราเห็นว่าควรมีมูลนิธิ Bangkok Art Biennale จึงได้ศึกษาประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไร 

เมื่อปี 1895 มีการแสดง Venice Biennale ที่ประเทศอิตาลีเป็นครั้งแรก ช่วงนั้นกรุงเทพฯ ถูกมองว่าเป็นเวนิสตะวันออก เราเลยเปรียบเทียบเมืองที่มีแม่น้ำลำคลองและเมืองด้วย ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ เราจึงได้พยายามจัดงาน 

เราเริ่มจัดในวัดโพธิ์ วัดอรุณฯ วัดประยูรฯ เรานำศิลปะร่วมสมัยเข้าไป ไม่เคยมีใครคิดหรอกว่าจะเป็นไปได้ เอาแค่เรื่องบริหารจัดการก็ยากแล้ว เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก 

ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีแบบนั้นเลยใช่ไหมคะ

งานในวัดวาอาราม ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานประเพณี งานช่าง งานของบรมครูต่าง ๆ ซึ่งในสมัยที่สร้างใหม่ ๆ อาจมองว่าเป็นศิลปะร่วมสมัยก็ได้ แต่หลัง ๆ มาจะเห็นได้เลยว่าเป็นอะไรที่เป็นประเพณี ดังนั้น เวลาเราไปจัดต้องทำด้วยความเคารพ นอบน้อม ไม่ใช่แค่กรรมการของทางวัดโพธิ์ที่ต้องอนุญาต รวมไปถึงกรมศิลปากร เพราะทุกอย่างขึ้นทะเบียนหมด 

พอมองย้อนกลับไปเป็นปรากฏการณ์ที่ก็น่าตื่นเต้นจริง ๆ เพราะว่าตอนปี 2018 โครงการศิลปะบ้านเรายังไม่ค่อยพร้อมที่จะเจอสิ่งนี้บนเกาะรัตนโกสินทร์ เราว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ก็เจอปัญหาหลายอย่างนะครับ แล้วก็ได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น  

อาจารย์มองว่าการจัด BAB ส่งผลกับคนในวงกว้างอย่างไรบ้างคะ

ผมคิดว่าหลายคนชอบ แต่หลายคนก็งง คำว่าศิลปะยังไม่ต้องเติมคำว่าร่วมสมัย คำว่า ศิลปะ เป็นสิ่งที่อยู่ในสมองของคนคือ สวยหรือเปล่า งามหรือเปล่า แล้วถ้าไม่สวยไม่งาม คืออะไร ถ้าไม่สวยไม่งาม ดูไปแล้วดูไม่รู้เรื่อง จะยังไง เราต้องคลี่คลายคำว่าดูไม่รู้เรื่องในสมองของคน ทำยังไงให้ดูรู้เรื่อง

วัยรุ่นไม่เข้าวัด ผู้ใหญ่บางกลุ่มก็ไม่เข้าวัด วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ ไปเมื่อไหร่ก็ได้ บางทีสมัยเด็ก ๆ ก็ถูกบังคับไป บอกว่าจะไม่มาเหยียบอีกแล้ว พอเราเอาศิลปะร่วมสมัยเข้าไปแสดงในวัด วัยรุ่นก็เริ่มตอบรับกลับมาว่าชอบ สนใจ เรามีการประเมินทุกครั้งที่จัด ก็มองว่าความเคยชินของคนเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น Gen Z ที่เริ่มรู้สึกว่าศิลปะร่วมสมัยเป็นส่วนหนึ่งของเขา เขาเข้าถึงง่ายกว่า และตั้งใจทำความเข้าใจว่าศิลปะน่วมสมัยคืออะไร คนต่างวัยเสียอีกที่รู้สึกว่ามีระยะห่าง

เวลาผ่านไป เด็กรุ่นใหม่ก็มองศิลปะไม่เหมือนเดิมด้วยใช่ไหม

ไม่เหมือนเดิม ผมคิดว่า Bangkok Art Biennale เป็นตัวกระตุ้น เพราะว่าเราข้ามไปเรื่องดีไซน์ แฟชั่น หนังทดลอง Performance เราแตะไปทั่ว 

และเรามองว่าเป็นเรื่องของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เราเคยพูดเสมอว่า เดินห้าง ดูหนัง ฟังเพลง มีอยู่แค่นี้เหรอ มีอย่างอื่นอีกนะ แต่ว่าเด็กสมัยนี้ถูกหลอมมาแบบหนึ่ง อาวุธประจำตัวในการเข้าสู่สิ่งต่าง ๆ ที่เขามีอยู่มากกว่า เขามอง Squid Game เป็นศิลปะก็ได้ เป็น Entertainment ก็ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสื่อที่เคลื่อนไหวเร็ว งานของศิลปินจีน Tian Xiaolei ที่เราจัดที่ One Bangkok ตอนนี้ เขาก็พูดถึงเรื่องการใช้เทคโนโลยีในศิลปะด้วย AI ซึ่งผมคิดว่ากลายเป็นความคุ้นชินในชีวิตความเป็นอยู่

ฟีดแบ็ก Bangkok Art Biennale ในครั้งนี้เป็นยังไงบ้างคะ ถือว่าดีไหม

ณ ตอนนี้เราจัดมา 3 เดือนกว่า คนดูก็เกิน 8 แสนแล้วนะครับ แต่ก็มองว่ามันไม่ใช่แค่ตัววัดด้วยจำนวนคน 

แต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกันนะครับ อย่างดอกบัว Inflatable ก็ติดตาติดใจไปทั่วเลยตอนนี้ แล้วพอเข้าไปในหอศิลปกรุงเทพฯ หรือเซ็นทรัลเวิลด์ก็มีผลไม้ มีอะไรที่ Interactive บางคนบอกว่าศิลปะจับต้องไม่ได้ แต่ศิลปินคนนี้ Choi Jeong Hwa บอกว่า คุณไปกอดได้ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ผลไม้ไม่มีที่ว่างเลยนะ คนมายืน มากอด มาเซลฟี่ 

คนบอกว่าดูศิลปะไม่เข้าใจ เข้าถึงยาก แต่ก็มีที่เข้าใจได้ เข้าถึงง่ายแล้ว แล้วพอเขาเริ่มอย่างนี้ คนก็รู้สึกว่าสนุกจังเลย เกิดความสนใจว่าชิ้นอื่นเป็นไง อยากใช้เวลามากขึ้น จริง ๆ แล้วเป็นการเรียนรู้ พัฒนาสมองซีกขวา ไม่งั้นทุกอย่างก็ต้องวัตถุนิยม ต้องเน้นความรวย ต้องเน้นการแข่งขัน 

บางครั้งศิลปินที่ทำงานศิลปะก็เป็นของแสลงสำหรับคนที่ยึดติด คนที่ต้องการกอดอำนาจไว้ ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม เขาจะวิพากษ์วิจารณ์ศิลปะที่สะท้อนในเรื่องต่าง ๆ แต่ศิลปะมีความหลากหลาย มีการเสนอได้หลายรูปแบบ แล้วการนำเสนอที่อำพรางหรือแยบยลก็น่าเจ็บปวด คนถูกวิจารณ์ บางทีดูงานแล้วก็ไม่รู้เรื่อง จริง ๆ แล้วศิลปินกำลังพูดอะไรที่ลึกซึ้งอยู่มาก

เราไม่ได้หมายความว่าศิลปินที่มา Bangkok Art Biennale จะต้องเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ทุกคนไป แต่บางครั้งเขาก็สะท้อนถึงสาธารณะ สภาพของการเมือง สังคม ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เหล่านี้เราเปิดกว้าง แล้วธีมของแต่ละครั้งเราก็เปลี่ยนไป

อาจารย์มองว่าหน้าที่ของศิลปะคืออะไร

หลายคนมองว่าศิลปะต้องสูงส่งหรือต้องงดงามอย่างเดียว ประเทืองปัญญาอย่างเดียวนะ แต่จริง ๆ แล้วต้องเปิดให้ศิลปะอยู่ในพื้นที่ที่แสดงออกได้

ผมมองว่าศิลปะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนสังคมได้ แต่ว่าจะมาแก้ปัญหาประเทศคงไม่ได้ ต้องทำร่วมกัน ศิลปะเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่อิสระในการแสดงออก แต่ตราบใดที่ศิลปะถูกใช้เป็น โฆษณาชวนเชื่อ Propaganda เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มที่เฉพาะเจาะจง ก็ต้องตั้งคำถามว่าทำไปเพื่ออะไร ถ้าศิลปะถูกทำมารับใช้การโฆษณา Soft Power ของรัฐบาลเพื่อสร้างเม็ดเงินหลานแสนล้าน แต่หากทำไม่ได้ ศิลปินย่อมมีสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาล

อยากให้เล่าถึงธีม Nurture Gaia สำหรับ Bangkok Art Biennale ในปีนี้

ปี 2018 เรามี Beyond Bliss นะครับ ปี 2020 เรามี Escape Routes ช่วงโควิดพอดีเลย คราวที่แล้วคือ CHAOS : CALM ส่วนคราวนี้คือ Nurture Gaia 

จริง ๆ เราใช้ 2 คำทุกครั้ง ซึ่งคำ 2 คำนี้ ภาษาอังกฤษแปลอย่างหนึ่ง ภาษาไทยอาจจะแปลแล้วผิดเพี้ยนออกไปบ้าง แต่เราจงใจให้ต่างออกไป คราวนี้ Nurture ก็คือรักษา Gaia นี่คือเทพี คำว่าเทพีของพระแม่ธรณี ของพราหมณ์มูรติ เทพีของเทพหญิงที่ดูแลรักษาโลก เป็นรากศัพท์ของกรีกโรมัน แต่เราใช้คำว่า ‘รักษากายา’ คำว่า Gaia กับกายาต่างกัน แต่จะเห็นว่าธีมเรื่องเข้ากับยุคสมัย เอาง่าย ๆ คือภัยธรรมชาติที่วิกฤตช่วง 3 – 4 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำท่วม ฝุ่นควัน รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองและสงคราม

อยากให้เล่นได้หลายแบบใช่ไหม

อยากเล่น ๆ (ยิ้ม) 

คือ Gaia หรือ กายา กับภาษาไทย คำว่ารักษากายาก็คือกาย ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่เพียงแต่กายเรา แต่จิตใจด้วย แล้วก็ให้ศิลปิน 77 คนตีโจทย์ให้หลากหลาย เรามี 39 ประเทศ แต่ละคนตีความต่างกันไป เราว่าอันนี้เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นนะ เพราะในแต่ละครั้งที่จัดเราเองก็คาดการณ์ไม่ได้ ศิลปินจะมารูปแบบไหน แต่เรามีทีมภัณฑารักษ์ที่จะคัดกรอง 

นอกไปจากนั้น สิ่งที่เราทำต่างไปจาก Biennale ที่อื่น ๆ คือการเปิด Open Call ทั่วโลก แล้วก็มาคัดสรร ซึ่งอันนี้ยิ่งเสี่ยงเข้าไปใหญ่ เราไม่รู้จักศิลปินเหล่านี้ เวลาเขาเขียนเสนอมาในเชิงปฏิบัติทำได้หรือเปล่า เราต้องใช้เวลาในการคัดเลือก ต้องคุยกับเขา คิดถึงความเป็นไปได้ของงบประมาณ มันสลับซับซ้อนมาก แต่เราได้ศิลปินจากคองโก จากติมอร์-เลสเต จากฮ่องกง ทำให้ทุกอย่างเข้มข้นขึ้น ดูแล้วมันน่ะ (ยิ้ม)

หลายคนวิจารณ์ว่าทำเยอะไป ดูกันไม่หวาดไม่ไหว ทั้ง 11 จุด คนที่เขาอินจริง ๆ เขาไปเก็บกันในเวลา 4 เดือน เราวางรหัสไว้มากมาย ไปถอดรหัสกันสนุกเลย 

คำว่า Nurture Gaia เหมาะกับยุคนี้ยังไงบ้าง

เราอยู่ในโลกของการอำพราง อยู่ในโลกของการลวงหลอก ตื่นขึ้นมาก็เจอ Fake News เจอ Call Center เราถูกลวงหลอกตลอดเวลา แม้แต่กระบวนการชวนเชื่อจาก Propaganda ในรูปแบบต่าง ๆ ก็ทำให้เราถูกหลอก การเมืองก็สวิงตลอดในช่วง 3 เดือนที่จัด BAB มา แล้วอะไรที่จริงบ้าง เราไม่ใช่แค่ถูกหลอกไปวัน ๆ แต่ถูกหลอกเป็นนาทีต่อนาที ต้องระวังตัวเองตลอดเวลา

ทีนี้เราจะรักษากายายังไง ถ้าสิ่งเหล่านี้เซาะกร่อนให้จิตใจให้ระแวงตลอด เราอยากให้มาดูงานศิลปะแล้วรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยให้มีสติมากขึ้น ถามตัวเองมากขึ้นว่าโลกเป็นอย่างไร ศิลปะบางชิ้นก็พูดถึงธรรมชาติ พูดถึงความล่มสลายของป่าในอินโดนีเซีย พูดถึงความรุนแรงในเมียนมา และเรื่องของ AI การพัฒนาเทคโนโลยีจนมนุษย์กลายเป็นเครื่องยนต์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้วจริง ๆ 

อาจารย์มีทริกส่วนตัวในการคัดเลือกงานยังไงบ้างไหมคะ

โอ้โห เพียบเลย (หัวเราะ) ทริกเยอะ ผมชอบความเสี่ยงและความท้าทายว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมยอมล้มเหลวเพื่อที่จะเรียนรู้ ถ้าเซฟเกินไปเราจะย่ำอยู่กับที่

แต่สิ่งสำหรับคราวนี้ ก็คือการที่เราโชคดีและได้รับการอนุญาตในการใช้พื้นที่ โดยเฉพาะพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และหอศิลปเจ้าฟ้า ที่กรมศิลปากรกรุณาให้เราใช้พื้นที่นี้ 

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 และเป็นพิพิธภัณฑ์มาต่อเนื่อง แสดงงานพระพุทธรูป เทวรูปต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานระดับชาติ แต่เขายอมให้เราใช้พื้นที่ตรงนี้ นอกจากนั้นแล้วทางกรมศิลปากรยังอนุญาตให้เลือกงานร้อยกว่าชิ้นในคลังของเขาออกมาแสดง โจทย์คือเราให้ศิลปินเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับงานบางชิ้นด้วยการไปศึกษางานแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ 

เราถือว่าเรื่องนี้สำคัญมากในด้าน Museology (พิพิธภัณฑสถานวิทยา) ปัจจุบันเรื่องนี้มีปัญหามาก มองกันว่าพิพิธภัณฑ์จะอยู่รอดได้ยังไง ต้องใช้งบประมาณสูงมาก ต้องมีอะไรต่าง ๆ ที่มาเอื้ออำนวย บุคลากร เรามองว่าจะใช้พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนครเป็นพื้นที่ในการสนทนาศิลป์ แล้วก็มีศิลปินไทย ศิลปินต่างประเทศ ทั้งอินเดีย อิตาลี หรืองานระดับโลกของ Joseph Beuys มาแสดงที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีมาก

งานไหนใน Bangkok Art Biennale 2024 ที่อาจารย์มองว่าห้ามพลาด และอยากแนะนำให้คนไปดูกันเยอะ ๆ

มาดูที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีงานของศิลปินอินเดีย Ravinder Reddy ชื่อว่า The Head เป็นศีรษะของผู้หญิงซึ่งเคยตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ตอนมีเหตุการณ์ทางการเมือง หลายคนมองประติมากรรมชิ้นนี้ในแง่ลบ หาว่าเป็นของโชคร้าย เป็นพระแม่กาลี แต่ศิลปินไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์นั้น แต่สร้างมาเพื่อเชิดชูความเป็นผู้หญิง ความเป็นแม่ เราจึงนำงานชิ้นนี้ไปเปิดมิติใหม่ด้วยการนำไปแสดงด้านในของพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วประติมากรรมชิ้นนี้เป็นมิตรกับคนดูมาก

ส่วน One Bangkok เป็นพื้นที่ใหม่ เรามีโอกาสเลือกมีงานถาวรมาติดตั้ง เป็นประติมากรรมของ Anish Kapoor, Tony Cragg  

เวลาจัดงานนิทรรศการศิลปะ อาจารย์อยากให้ผู้คนได้อะไรกลับไป

อย่างน้อยก็อยากให้มีความคิดอะไรติดตัวไป 

เขามาใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการดูงานศิลปะ เขาอาจจะรู้สึกสบายใจ เหมือนได้หลีกหนีอะไรบางอย่าง เช่น จากความเจ็บปวด ข้างนอก ข้างใน อาจดูแล้วมองว่าศิลปะไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่เคยคิด อาจจะคิดว่ามันไปถึงตัวเขามากน้อยแค่ไหน แล้วไปชวนเพื่อนมาดู

ความฝันของอภินันท์

ตั้งแต่จัด BAB มา อาจารย์มองว่ากรุงเทพฯ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง และอนาคตมีแผนจะทำอะไรกับพื้นที่ตรงนี้ต่อไปไหมคะ

มองว่า BAB มีส่วนทำให้กรุงเทพฯ เพิ่มความเป็นศูนย์กลางของศิลปะนานาชาติ ส่งผลให้มีผู้สนใจศิลปะจากต่างประเทศไหลเวียนมากรุงเทพฯ เป็นจำนวนมหาศาล การเจริญเติบโตของ BAB อย่างหนึ่งที่เราเคยวางไว้ได้เกิดขึ้นแล้ว คือทำให้ศิลปินที่มาแสดง BAB มีโอกาสไปแสดงในต่างประเทศด้วย 

ปีที่แล้วเราก็ได้มีโอกาสนำศิลปินหลายคนไปแสดงที่ Venice Biennale ซึ่งเป็นเวทีนานาชาติและถือว่าเป็น Biennale ที่เก่าแก่ที่สุด แล้วก็ได้รับการคัดเลือกว่าเป็น 1 ใน 10 นิทรรศการที่ควรดู จากทั้งหมดหลายร้อยนิทรรศการมาก นิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing (วิญญาณข้ามมหาสมุทร) มีศิลปินจากเมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทยร่วมแสดงด้วย 

ได้ทำงานในพื้นที่ศิลปะระดับโลกมาก็เยอะแยะ ทำไมตอนนี้ถึงเลือกมาผลักดันประเทศไทยหรือภูมิภาคนี้เป็นหลัก

เรามีศิลปินไทยอยู่ในใจตลอดเวลา ถึงแม้ว่าไปทำงานในต่างประเทศเยอะ แต่ก็มีงานของศิลปินไทยไปร่วมแสดงอยู่เสมอ แต่พอก็มีโอกาสมาทำตรงนี้ เป็นโอกาสที่เห็นได้ว่าเราช่วยวงการศิลปะไทยได้ ตรงที่ยังมีช่องว่าง ตรงที่ยังเป็นพื้นที่บอด เราช่วยเติมเต็มตรงนั้นได้ จึงต้องทุ่มเทตรงนี้เพื่อให้เกิดฟันเฟืองและยกมาตรฐานให้มากขึ้น

อาจารย์มีภาพฝันอย่างไรเกี่ยวกับวงการศิลปะบ้าง

อยากให้ไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัย อธิบายประวัติความเป็นมาของศิลปะไทยสมัยใหม่ มาสู่ศิลปะไทยร่วมสมัย ให้คนทั่วไปได้มาเรียนรู้

National Gallery ที่สิงคโปร์ เขาทำทั้งภูมิภาคเลย มีประวัติของไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เขาทำมา 20 ปีแล้วและลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซื้องานของศิลปินไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย ไปเป็นสมบัติของเขา ส่วนบ้านเราไทยนิยม ไม่ซื้องานของต่างชาติ ซื้อแต่งานของไทย แต่แม้แต่ชื้องานของไทยเองแล้วก็ยังไม่เอาออกมาแสดงอย่างต่อเนื่อง อันนี้คือจุดวิกฤต 

และต้องมีบุคลากรที่จะทำงานด้านนี้ควบคู่กันไป ก็วนกลับมาหาเรื่องภัณฑารักษ์ที่จะต้องเป็นผู้ดูแลงานศิลปะ จัดแสดงยังไงให้มีเสน่ห์ และทำให้คนเกิดความเข้าใจ

มีแผนจะวางมือจากวงการศิลปะบ้างไหมคะ

ตอนนี้เนี่ย… มีแมวอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อบุญนี่ 

2 ปีที่แล้วเขาหล่นลงมาจากบนเพดานแต่สายสะดือยังติดอยู่ เราไม่รู้ทำไงจึงเลี้ยงเขาด้วยนมแพะ จนบัดนี้เขา 2 ขวบแล้ว เหมือนเป็นเจ้าของบ้านเลย เสน่ห์ของเขาทำให้ทุกคนเป็นทาสแมวหมด ผมว่าผมมีความสุขกับตรงนี้มากเลย ผมเขียนหนังสือแล้วก็เล่นกับแมว ส่วน BAB ทำให้มีอะไรทำ เป็นงานอดิเรก (หัวเราะ)

เป็นงานอดิเรกที่ใหญ่มากนะคะ (หัวเราะ)

แต่มันสนุกไงครับ การมาอยู่ตรงนี้เราได้สร้างคน ได้ปลูกฝัง พัฒนาคน ให้วงการศิลปะได้มีบุคลากรที่ดีขึ้น 

งานทั้งหมดที่ทำมาในชีวิตมีความหมายต่อตัวอาจารย์เองมากแค่ไหน

​มีความหมายมากสุด เราชอบสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก เราเรียนศิลปะ อยากเป็นศิลปิน อยากเขียนงานศิลปะ วงโคจรหมุนไปกี่รอบแล้วก็ไม่รู้นะ แต่เราก็วนอยู่ตรงนี้ เราชอบความท้าทาย และความชื่นใจที่สุดก็คือเวลาเห็นสายตาของศิลปินที่มีโอกาสได้แสดง ได้ทำตามสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน เราไม่เคยต้องการอะไรจากศิลปิน หรือบอกว่าต้องมีส่วนแบ่งอะไร ไม่งั้นผมรวยไปแล้ว ผมมองว่าอาชีพต้องมีศีลธรรมในตัวเอง ถึงแม้ว่าคนอื่นเขาจะคิดคนละแบบก็สุดแล้วแต่

ตอนปี 1985 ผมจัดงาน Video Installation ชื่อ ‘สอนศิลป์ให้ไก่กรุง’ ที่หอศิลป พีระศรี ประเด็นของวิดีโอคือเราจะสอนศิลปะให้ไก่กรุงได้อย่างไร (How to Explain Art to a Bangkok Cock) ถ้าได้ดูก็จะเข้าใจว่าแพสชันของผมคืออะไร

ในงานวิดีโอมีไอ้โม่งคลุมหัวสีแดง แล้วเขาอธิบายว่าโมนาลิซ่าคืออะไรให้ลูกเจี๊ยบฟัง อธิบายให้ไก่โต้งฟัง แล้วก็อธิบายให้กับไก่งวงฟัง มี 3 ระดับ และมีการเก็บสถิติว่าการรับรู้ของลูกเจี๊ยบ ไก่โต้ง กับไก่งวง รับรู้ได้มากแค่ไหน อันนี้เป็นโจทย์หนึ่งที่ยังใช้ได้จนถึงปัจจุบันว่าศิลปะเข้าใจง่ายหรือเปล่า ทำให้ใครเข้าใจ แล้วคนอธิบายทำให้คนทั่วไปเข้าใจศิลปะได้มากน้อยแค่ไหน ทุกครั้งที่ผมทำงานก็จะนึกถึงสิ่งนี้

จนถึงตอนนี้ มีอะไรที่ยังเสียดายอยู่ไหมคะ

(หัวเราะ) หนังสือก็เขียนหลายเล่มแล้ว ตอนนี้กำลังเขียนเล่มที่ใช้เวลามานานใกล้จบ ถ้าเขียนไม่จบก็จะเสียดายมาก เพราะเหลือ 2 บทสุดท้าย เมื่อออกมาแล้วจะเป็นหนังสือเล่าประวัติศาสตร์ของศิลปะสมัยใหม่ของไทยกับร่วมสมัย และจะมีประโยชน์กับทุกคนที่สนใจเรื่องของศิลปะในบ้านเราครับ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน