อเล็กซ์ เคอร์ (Alex Kerr) เป็นชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมา 60 ปี และใช้ชีวิตไป ๆ มา ๆ ระหว่างญี่ปุ่นและประเทศไทยมาเกือบ 30 ปี เขาหมุนเวียนพักอาศัยในบ้านทั้งหมด 4 หลัง (ของเขาเอง 2 หลัง และบ้านที่เขาเช่าอยู่อีก 2 หลัง) หากอยู่เบื้องหลังการบูรณะบ้านเก่าอายุหลายร้อยปีให้คนอื่นอยู่เกือบ 50 หลัง และเป็นผู้ปลุกกระแสการฟื้นฟูบ้านเก่าเพื่อการอยู่อาศัยทั่วประเทศญี่ปุ่นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อเล็กซ์ไม่ได้เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก ผู้รับเหมา หรือกระทั่งช่างฝีมือ ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเขาคือนักจัดการวัฒนธรรม นักสะสมงานศิลปะ และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเอเชียตะวันออก หากบทบาทที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการบูรณะสถาปัตยกรรมดั้งเดิมในญี่ปุ่นของเขา คือการเป็น ‘นักเขียน’ และ ‘เจ้าของบ้านหลังหนึ่ง’
ชายผู้นี้คือนักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือ Non-fiction ที่ส่วนใหญ่เล่าถึงวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ของญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี นับ 10 เล่ม ซึ่งล้วนได้รับเสียงตอบรับจากทั้งนักอ่านและนักวิจารณ์ว่าสะท้อนเรื่องราวความเป็นญี่ปุ่นทั้งอดีตและปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมและเฉียบคม
Lost Japan (ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1993) คือหนังสือเล่มแรกของเขา รวมความเรียงเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่กำลังสูญหาย ไม่เพียงเป็นหนังสือที่เขียนโดยชาวต่างชาติเล่มแรกที่ชนะรางวัล Shincho Gakugei Literature Prize แต่ยังเป็นส่วนสำคัญที่จุดประกายให้รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมมือกับเขาในการบูรณะบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างในชุมชนห่างไกลแห่งหนึ่ง ก่อนจะแผ่ขยายไปทั่วประเทศ

อเล็กซ์ยังเป็นเจ้าของบ้านหลังเล็ก ๆ กลางหุบเขาอิยะ (Iya Valley) จังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima) อย่าง ชิอิโอริ (Chiiori) บ้านอายุกว่า 300 ปีที่ได้รับการฟื้นฟูให้พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ภายใต้โครงสร้างสถาปัตยกรรมดั้งเดิม บ้านหลังนี้ไม่เพียงปักหมุดให้หุบเขาอิยะเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเปลี่ยนภูมิทัศน์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนประชากรในพื้นที่ชนบทของญี่ปุ่นซึ่งเกิดขึ้นมายาวนาน


อะไรทำให้นักเขียนอเมริกัน 1 คน และบ้านในญี่ปุ่นอีก 1 หลังสร้างผลกระทบในระดับประเทศได้ขนาดนี้ เราถือโอกาสนัดหมายกับอเล็กซ์ขณะที่เขาย้ายมาอยู่บ้านใหม่ของตัวเองที่เชียงใหม่ (หนึ่งในบ้านจำนวน 4 หลังของเขา) พูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว รวมถึงการเป็นคนอเมริกันที่มีส่วนขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น และมุมมองต่อซอฟต์พาวเวอร์ในเมืองไทย ประเทศที่ถือเป็นบ้านหลังที่ 2
เด็กหนุ่มอเมริกันผู้มีบ้านหลังแรกที่ญี่ปุ่น
บ้านเกิดของ อเล็กซ์ เคอร์ อยู่ที่วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา แต่ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากนักว่าที่นั่นคือบ้านเกิด
เพราะตั้งแต่จำความได้ เขาจำเป็นต้องย้ายตามครอบครัวที่ทำงานสังกัดกองทัพเรือของสหรัฐฯ ไปประจำการที่ฐานทัพเรือแห่งต่าง ๆ ในต่างประเทศอยู่เสมอ หากสถานที่ที่เขามีโอกาสใช้ชีวิตอยู่นานที่สุดในวัยเด็กและส่งอิทธิพลสำคัญต่อเส้นทางชีวิตที่เหลือของเขา คือเมืองท่าริมอ่าวโตเกียว โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น

“ผมมาญี่ปุ่นครั้งแรกตอนอายุ 12 ปี ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่ แต่ได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจากโรงเรียน ผมรู้สึกแปลกแยกพอสมควร เพราะเป็นคนต่างชาติไม่กี่คนในวงล้อมของเด็กญี่ปุ่น แต่แล้ววันหนึ่ง แม่ผมพาไปร้านขายของเก่าในย่านโมโตมาชิ ผมเห็นเครื่องถ้วยอิมาริ และงานศิลปะอื่น ๆ รวมถึงภาพตัวอักษรวิจิตร (Calligraphy) สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนโลกของผมไปอย่างสิ้นเชิง” อเล็กซ์เล่า
ความเรียบง่ายทว่าพิถีพิถันและตราตรึงคือสิ่งที่เขาพบในงานหัตถศิลป์เก่าแก่เหล่านี้ อย่างไรก็ดี เมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังของงานศิลปะต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต จารีต และความเชื่อที่สั่งสมกันมานับพันปีของผู้คน เด็กหนุ่มผู้นี้ก็ตกหลุมรัก


“ผมเริ่มฝึกเขียนอักษรพู่กันก่อน และเรียนรู้ศิลปะอื่น ๆ อย่างละครโนและคาบูกิในช่วงมัธยมปลาย จนครอบครัวต้องย้ายกลับสหรัฐฯ ผมก็ยังคงพยายามเชื่อมต่อกับญี่ปุ่นด้วยการฝึกฝนและเรียนรู้ศิลปะเหล่านี้เท่าที่ทำได้ จนพบว่าที่ Yale University เปิดสอนวิชาญี่ปุ่นศึกษา จึงไม่ลังเลที่จะสอบเข้าที่นั่น”
นั่นล่ะ ด้วยความหลงใหลล้วน ๆ อเล็กซ์เลือกเรียนปริญญาตรีสาขาญี่ปุ่นศึกษา (Japanese Studies) โดยไม่ได้มีแผนถึงอาชีพที่จะทำหลังจากนั้น หลังเรียนจบ เขาได้ทุนการศึกษาไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ Keio University ในโตเกียวอีก 1 ปี อเล็กซ์บอกว่าช่วงเวลานั้นเขาไม่ค่อยเข้าเรียนเท่าใดนัก เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการโบกรถไปสำรวจภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ
และเหตุนั้นเองที่ทำให้เขามีโอกาสไปเยือนหมู่บ้านลับแลแห่งหนึ่งที่อยู่ในหุบเขาห่างไกลของจังหวัดโทคุชิมะ ในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น สถานที่ที่เขาได้พบบ้านหลังแรกในชีวิต
ชิอิโอริ
ในช่วงปลายสมัยเฮอัน ญี่ปุ่นเกิดสงครามเก็มเป (Genpei War, ปี 1180 – 1185) ที่ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าอย่างตระกูลไทระ (Taira Clan) ถูกผู้ท้าชิงอย่างตระกูลมินะโมะโตะ (Minamoto Clan) เข้าตีจนแตกพ่าย พวกเขาจึงต้องหลบหนีกระจายตัวไปทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น ก่อนที่ส่วนหนึ่งจะได้พบกับหุบเขาอิยะที่ตั้งอยู่บนเกาะชิโกกุ (Shikoku) หุบเขาที่ค่อนข้างห่างไกลแห่งนี้มีชัยภูมิที่ยอดเยี่ยม มีแม่น้ำไหลผ่าน รายล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนเป็นปราการธรรมชาติชั้นดี นั่นทำให้เหล่าผู้อพยพเลือกสร้างบ้านแปงเมืองกันที่นี่และสืบลูกหลานหลายชั่วอายุ

กระทั่งอีก 700 กว่าปีต่อมา วัยรุ่นอเมริกันคนหนึ่งก็เดินทางมาพบ
“ผมได้มาเยือนหมู่บ้านนี้โดยบังเอิญในปี 1971 มันเป็นหมู่บ้านในหุบเขาที่อยู่เข้าไปลึกมาก ผู้คนปลูกบ้านตามสันเขา เพราะที่นั่นแทบไม่มีพื้นราบ พวกเขาปลูกมันฝรั่ง ทำโซบะ และยาสูบเพื่อเลี้ยงชีพ และด้วยความห่างไกล วิถีดั้งเดิมของผู้คน รวมถึงบ้านเรือนเก่า ๆ อายุหลายร้อยปียังคงอยู่
“ญี่ปุ่นในยุคนั้นกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ที่นี่ราวกับว่ามันยังอยู่ในสมัยเอโดะ”
อเล็กซ์ยังเล่าต่อถึงความประทับใจเมื่อแรกพบ เขาเดินขึ้นเนินเขาสำรวจหมู่บ้านไปเรื่อย ๆ ณ จุดจุดหนึ่งเขาได้เห็นไอหมอกมหึมาโอบล้อมเขาไว้ เบื้องหน้าคือแนวเขาอันสลับซับซ้อนและตรึงตรา
“มันเหมือนทิเบตในญี่ปุ่นเลยล่ะ” อเล็กซ์กล่าว

หลังจากนั้น อเล็กซ์หาโอกาสกลับไปเยือนที่นั่นอีกหลายรอบ เขาสังเกตเห็นว่าท่ามกลางหุบเขาอันแสนสงบล้วนเต็มไปด้วยบ้านเก่าถูกทิ้งร้าง นั่นคือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเติบโตและดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ บ้านหลายหลังในชนบททั่วประเทศจึงไร้คนอาศัย (เขายังบอกว่าบ้านบางหลังในหุบเขาอิยะถูกปล่อยร้างโดยไม่ล็อกประตู เดินเข้าไปดูข้างในได้เลย) ณ จุดนั้นเอง เขาก็พบบ้านไม้ที่มุงหลังคาด้วยฟาง สร้างขึ้นในยุคเอโดะ อายุกว่า 300 ปี แล้วชายหนุ่มก็ริอ่านอยากเป็นเจ้าของ

“ผมเดินไล่ถามจนเจอญาติของเจ้าของบ้านนี้และบอกเขาไปว่าสนใจซื้อ ทางนั้นก็สงสัยว่าผมจะซื้อบ้านร้างที่จวนจะพังหลังนี้ไปทำไม”
“นั่นสิ คุณจะซื้อไปทำไม”
“ผมยังไม่รู้ แค่คิดว่าถ้าได้เป็นเจ้าของบ้านในหุบเขานี้ก็คงดี แล้วเขาก็เสนอราคามาไม่ถึง 1,500 ดอลลาร์ฯ เท่านั้น นั่นล่ะ ผมไม่ลังเลเลย”
อเล็กซ์ตั้งชื่อบ้านหลังนั้นว่า ‘ชิอิโอริ’ แปลว่า ‘บ้านขลุ่ยไม้ไผ่’ เขารวบรวมฟางมามุงหลังคาใหม่ และเริ่มต้นบูรณะภายในด้วยงบประมาณแสนจำกัด “มันไม่สะดวกสบายหรอก แต่ก็พออยู่ได้” เขาบอก
นั่นล่ะ นี่คือบ้านหลังแรกในชีวิตของเขา บ้านที่ย้อนกลับไปเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ตอนที่ซื้อมันมา ชายหนุ่มในวัยไม่ถึง 20 ปีดีในตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะมีบ้านในชนบทอันแสนห่างไกลเช่นนี้ไว้ทำไม
พลังจากงานเขียน
หลังจากมีบ้านหลังแรก และหลังเรียนจบคอร์สภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยเคโอ อเล็กซ์เรียนต่อด้านจีนศึกษาที่ University of Oxford ในประเทศอังกฤษ ที่นั่นเขาพบอีกหนึ่งทักษะที่มีส่วนสำคัญในวิชาชีพต่อไปของเขา – การเขียนหนังสือ
ในเว็บไซต์ alex-kerr.com ที่รวบรวมผลงานและประวัติส่วนตัวของอเล็กซ์ เขาเขียนไว้ว่า
ในปีสุดท้ายที่ออกซฟอร์ด เงินผมหมดเกลี้ยง และผมก็พบงานประกวดเขียนเรียงความของมหาวิทยาลัยที่จะให้เงิน 50 ปอนด์แก่ผู้ชนะ ผมเลยลองส่งความเรียงเกี่ยวกับทิเบตไป ความเรียงชิ้นนั้นชนะรางวัล Oxford Chancellor’s English Essay และผมยังเป็นคนอเมริกันคนแรกที่ชนะรางวัลนี้
แม้ผมจะเริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจังในอีก 10 ปีต่อมา แต่เวทีประกวดครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ ซึ่งปัจจุบันผมมองว่านั่นคืออาชีพหลักของผม
xxxxxx
หลังเรียนจบ อเล็กซ์ได้งานเป็นผู้จัดการคอร์สอบรมด้านวัฒนธรรมที่ Oomoto Foundation องค์กรทางศิลปวัฒนธรรมของศาสนาชินโตในเมืองคาเมโอกะ (Kameoka) ไม่ไกลจากเกียวโต งานที่นั่นเปิดโอกาสให้เขาได้ลงลึกในศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นอันหลากหลายอย่างเต็มอิ่มอีกกว่า 20 ปี พร้อมกับที่เขาบูรณะบ้านเช่าอายุกว่า 400 ปีที่ติดกับศาลเจ้าเทนมันกุเป็นบ้านหลังที่ 2 รวมถึงออกหนังสือเล่มแรกในชีวิต Lost Japan ในปี 1993 หนังสือที่มีส่วนสำคัญในการพาเขาไปยังพื้นที่ใหม่ในงานด้านฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน
คุณบอกว่าหลังจากชนะประกวดเรียงความที่ออกซฟอร์ด คุณก็ไม่ได้เขียนหนังสืออีกเลยมา 10 ปี อะไรที่ทำให้คุณกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง
มี 2 ประเด็นหลัก ๆ ข้อแรกคือการได้ทำงานที่ Oomoto Foundation ทำให้ผมได้เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในเชิงลึก ทั้งศิลปะการแสดง การจัดดอกไม้ เซรามิก งานทอผ้า พิธีชงชา และอื่น ๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นคอร์สที่เปิดให้ชาวต่างชาติที่สนใจมาศึกษา และผมก็ได้ศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญไปพร้อมกัน
กับอีกประเด็นที่สำคัญ คือการได้เห็นภูมิทัศน์ทั้งเชิงรูปธรรมและด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าใจหาย
ผมมาญี่ปุ่นในยุค 70 เป็นช่วงเดียวกับที่เศรษฐกิจของประเทศนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด รัฐบาลลงทุนในโครงการก่อสร้างมากมายทั่วประเทศ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ทางหลวงถูกตัดไปทั่วภูมิภาค ที่จอดรถผุดขึ้นทั่วเมือง และพื้นที่ป่าหลายแห่งก็ถูกทดแทนด้วยแท่งคอนกรีต เมืองเก่าเกียวโตก็ด้วย บ้านเรือนเก่าแก่หลายหลังถูกรื้อถอน และแทนที่ด้วยอาคารสมัยใหม่ที่ไม่สอดรับกับภูมิทัศน์ของเมือง
ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ผมรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นในเวลานั้น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ดูเหมือนพวกเขาพยายามละทิ้งรากเหง้าทางศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม เพื่อไปหาสิ่งที่ทันสมัยจนขาดสมดุล ซึ่งนั่นมีส่วนทำให้มรดกหลายอย่างกำลังจะเลือนหาย จุดนี้แหละที่ผมเริ่มเขียนหนังสือ ผมตระหนักดีว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เป็นอยู่มันไม่ช่วยอะไร ผมจึงเริ่มเขียนบทความที่เน้นย้ำในคุณค่าและความพิเศษของมรดกเหล่านี้ เขียนเพื่อให้คนอ่านเห็นว่าเรากำลังจะสูญเสียอะไรไป นั่นคือที่มาของหนังสือเล่มแรกที่ชื่อ Lost Japan ก่อนที่ปี 2001 ผมจะเขียน Dogs and Demons พูดถึงผลกระทบของการพัฒนาประเทศอย่างไร้สมดุลในช่วงทศวรรษ 1990s

หนังสือ 2 เล่มนี้ได้รับเสียงตอบรับจากคนอ่านอย่างดีมาก แล้วในเชิงรูปธรรม มันบรรลุเป้าหมายอย่างที่คุณตั้งใจไว้ไหม
อย่างน้อยที่สุด ผมก็ได้บันทึกมรดกทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นออกมาเป็นข้อเขียนภาษาอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นแทบไม่มีข้อมูลนี้อยู่ในโลกภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ขณะเดียวกัน เมื่อหนังสือถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็ช่วยให้คนญี่ปุ่นได้รู้จักมรดกที่พวกเขามีแต่อาจมองข้ามมากยิ่งขึ้น และอีกหนึ่งความสำเร็จที่พอจะบอกได้ว่ามาจากหนังสือของผม คือการที่ใครสักคนในรัฐบาลได้อ่าน Lost Japan และเขายื่นมือมาช่วยผมบูรณะบ้านชิอิโอริ ซึ่งผมเขียนถึงไว้ เพราะพวกเขามองว่านี่คือหนึ่งในบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณนั้น รวมถึงการบูรณะบ้านเก่าหลังอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อเปิดให้เป็นธุรกิจที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว
ผมมองว่าการบูรณะบ้านเก่าให้รองรับการท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทที่ไม่เป็นที่รู้จักสำคัญ เพราะไม่ได้แค่ฟื้นฟูบ้านเก่าจำนวนหนึ่งให้คนอยู่ได้ แต่มันส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ของเมืองทั้งเมือง
การฟื้นฟูบ้านไม่กี่หลังจะเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองได้อย่างไร
เพราะแต่ไหนแต่ไรเมืองในพื้นที่ชนบทไม่มีทั้งการท่องเที่ยว และไม่มีคนรุ่นใหม่อยู่เลยน่ะสิ เพราะเมืองเหล่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มาเยือน ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องถัดมา คือไม่มีธุรกิจที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับไปอยู่บ้านเกิด ผมคิดว่าถ้าเราทำที่พักที่สะดวกสบายโดยรักษาอัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ หรือทำให้บ้านเก่ากลับมามีชีวิตที่สอดรับกับเทคโนโลยีในโลกสมัยใหม่ ก็น่าจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากมาสำรวจเมืองมากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากพักในโรงแรมที่อยู่บนตึกสูง ๆ
ผมศึกษามาแล้วว่าการท่องเที่ยวที่ใช้รถทัวร์ใหญ่ ๆ ขนนักท่องเที่ยวจำนวนมากไปที่ต่าง ๆ ถึงจะมีนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่การใช้จ่ายต่อหัวของพวกเขาน้อยมาก คณะทัวร์อาจมาเยือนเมืองเมืองหนึ่ง ซื้อขนม ของฝาก หรือน้ำอัดลมสักกระป๋อง แล้วพวกเขาก็เดินทางไปเที่ยวที่อื่นต่อ นักท่องเที่ยวต่อหัวใช้จ่ายเงินเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 เยน
ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มาพักแรมในชุมชน เขาต้องรับประทานอาหารจากร้านในท้องถิ่น ต้องใช้บริการอื่น ๆ ในชุมชน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่เกือบ 15,000 เยน อย่างหลังถึงจะมีปริมาณคนน้อยกว่า แต่เงินก็กระจายลงชุมชนทั่วถึงกว่า พร้อมกันนั้นศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนก็ได้รับการเผยแพร่ได้มากกว่า และเมื่อธุรกิจการท่องเที่ยวมันเกิด เมืองก็ต้องการแรงงานจากคนรุ่นใหม่มาช่วยในภาคบริการ อาจจะไม่ถึงกับมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับมาบ้านเกิด แต่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ตอนเริ่มทำธุรกิจที่พักในหุบเขาอิยะ มีคนรุ่นใหม่กลับมาช่วยทำแค่ 4 คนเท่านั้น แต่น่ารักตรงที่ต่อมา 2 คนในนั้นเขาแต่งงานและมีลูกด้วยกัน นั่นคือเด็กแรกเกิดคนแรกในรอบหลายปีของหมู่บ้านเลยนะ ซึ่งนั่นล่ะ ถ้าคุณทำโครงการนี้ในชุมชนได้สัก 2 – 3 หลัง มันช่วยเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเมืองได้ เมื่อผู้คนเห็นคุณค่าในความงามของบ้านเก่า เขาก็เริ่มคิดถึงภาพรวมอื่น ๆ เช่น นำป้ายเก่า ๆ ที่เกะกะหรือไม่มีประโยชน์แล้วออก หรือย้อนกลับมาทำให้บ้านตัวเองสวยงาม หน่วยงานรัฐก็พร้อมเข้ามาช่วยทำให้ภาพรวมของเมืองดูดี
จากงานเขียนในหนังสือของคุณที่นำไปสู่การบูรณะบ้านในหุบเขาอิยะ มันกระจายไปยังเมืองอื่น ๆ ได้อย่างไร
ก่อนชิอิโอริจะสำเร็จ ผมเริ่มทำแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรมที่เกียวโตก่อน ช่วงทำงานที่ Oomoto Foundation ผมเริ่มสังเกตเห็นว่าบ้านเก่าในเกียวโตทั้งที่เป็นโคมิงกะ (Kominkan – บ้านเดี่ยว) และมาชิยะ (Machiya – ตึกแถว) ถูกทิ้งร้างไว้ไม่น้อย ทีนี้ก็มาหาข้อมูลในภาพรวม พบว่าในเวลานั้นญี่ปุ่นมีบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างไว้มากกว่า 50,000 หลังทั่วประเทศ ส่วนในเกียวโตนี่ถูกรื้อไปหลายพันหลัง เนื่องจากรูปแบบบ้านเดิมไม่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตสมัยใหม่แล้ว
แล้วผมก็กลับไปมองที่หลายเมืองในยุโรป ทำไมพวกเขายังรักษาภูมิทัศน์ของเมืองเก่าไว้ได้ เพราะพวกเขาเลือกฟื้นฟูพื้นที่ภายในบ้านให้สะดวกสบาย พร้อมกับรักษาโครงสร้างและฟาซาดดั้งเดิมไว้ และพวกเขาก็ใช้งานตึกเก่าเหล่านั้นจริงในชีวิตประจำวัน ผมจึงนำแนวทางนี้มาปรับใช้ โดยเริ่มจากปี 2004 ผมเปิดบริษัท Chiiori Co. Ltd. พร้อมนำความคิดนี้ไปเสนอนักลงทุนให้มาช่วยกันรีโนเวตบ้าน
เริ่มจากบ้านเก่าทั้งหมด 10 หลัง ศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรม ประเมินคุณค่า และหาวิธียกระดับฟังก์ชันภายใน หัวใจสำคัญคือการฟื้นฟูบ้านเก่าให้เป็นบ้าน ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ เรามีพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเยอะแล้ว แต่มีบ้านเก่าที่อยู่ได้จริงร่วมกับวิถีชีวิตสมัยใหม่น้อยมาก
ผลตอบรับเป็นยังไงบ้าง
เกินคาด ตอนแรกคนเกียวโตส่วนหนึ่งไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะเขามีความอนุรักษนิยมอยู่ คือถ้าจะบูรณะบ้านก็ควรอนุรักษ์รูปแบบและวัสดุดั้งเดิมไว้ทั้งหมด แต่ไป ๆ มา ๆ จากที่คาดการณ์ไว้ว่าแขกที่เข้าพักบ้านเหล่านี้น่าจะเป็นชาวต่างชาติเป็นหลัก กลายเป็นว่า 80% เป็นคนญี่ปุ่น พวกเขาโหยหาการได้อยู่ในบ้านที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ และผมพูดได้เต็มปากว่านี่คือโครงการบูรณะบ้านเก่าครั้งแรกในเกียวโต หลังจากนั้นก็มีคนอื่นเริ่มทำบ้าง รวมถึงในเมืองอื่น ๆ ซึ่งจากการรีเสิร์ช ผมพบว่าหลังจากบูรณะบ้าน 10 หลังนี้เสร็จ มีบ้านอีก 994 หลังในเกียวโตที่ทำตามผม ซึ่งผมดีใจมากที่เป็นแบบนั้น
คุณฟื้นฟูบ้านคนอื่นที่เกียวโตก่อนบ้านคุณเองที่ชิอิโอริ
ตอนอยู่ที่คาเมโอกะ ผมก็บูรณะบ้านหลังหนึ่งอายุ 400 กว่าปีที่อยู่ติดกับศาลเจ้าเทนมันกุ เป็นบ้านที่ผมเช่าอยู่ โดยผมตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า Tenmangu House และเขียนถึงเรื่องราวของมันไว้ใน Lost Japan หลังจากนั้นโครงการบูรณะบ้าน 10 หลังในเกียวโตแล้วเสร็จ ผมก็ได้รับข้อเสนอในการบูรณะบ้านชิอิโอริในปี 2010 มีการติดกระจกหนา 2 ชั้นเพื่อกันความหนาว ใส่ระบบฮีตเตอร์ไว้ใต้พื้น ติดตั้งสุขภัณฑ์สมัยใหม่ และเครื่องอำนวยความสะดวก หากก็ยังรักษาเตาอิโรริ (Irori) ที่อยู่กลางบ้านแบบดั้งเดิมไว้ รวมถึงเสื่อทาทามิ และที่สำคัญคือหลังคามุงฟางแบบดั้งเดิม พอชิอิโอริเสร็จ รัฐบาลก็ชวนผมบูรณะบ้านในหุบเขานั้นต่ออีก 8 หลัง ซึ่งมันเปลี่ยนให้หมู่บ้านที่ถูกลืมอย่างอิยะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ได้เลย


คุณตั้งใจวางเบ็ดไว้ในหนังสือหรือเปล่าเนี่ย
ไม่เลย (หัวเราะ) ผมเล่าถึงความตั้งใจในการเขียนหนังสือให้คุณไปแล้ว การที่รัฐบาลยื่นมือมาช่วยเป็นผลพลอยได้ที่ผมยินดีมาก ๆ
ในเมื่อรัฐบาลมาช่วยบูรณะบ้านที่จะเปิดทำธุรกิจที่พัก แล้วคุณจัดการผลประโยชน์กับเขายังไง
ผมเป็นเจ้าของบ้านหลังเดียวคือชิอิโอริที่ซื้อมา เมื่อผมไม่ได้อยู่ที่อิยะ ผมจะเปิดให้นักท่องเที่ยวจองเข้ามาพักและรายได้ก็เข้าบริษัทผม ส่วนรายได้จากการเข้าพักในบ้านอีก 8 หลังที่เหลือเป็นของชุมชน อย่างไรก็ดี ผมเปิดบริษัทอีกแห่งชื่อ Chiiori Alliance ที่ฝึกผู้คนในท้องถิ่นให้เข้าใจธุรกิจบริการ เพื่อมาสนับสนุนกิจการของบ้านทั้ง 8 หลัง และในปี 2007 ก็ร่วมกับผู้คนที่นั่นก่อตั้ง Chiiori Trust องค์กรกลางที่ทำหน้าที่รวบรวมเงินจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดในเมือง เพื่อเป็นงบสำหรับบำรุงรักษาบ้านเก่าทั้งหมด
แล้วคุณยังนำโมเดลนี้ไปทำที่เมืองอื่น ๆ ด้วย
ใช่ พอปี 2010 ผมเดินทางไปทั่วเลย เพราะชิอิโอริอยู่ตัวแล้ว ส่วนเกียวโตก็มีคนทำเยอะมากแล้ว และเมืองเป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้วด้วย แต่เมืองในชนบทอื่น ๆ แทบไม่มีคนมาเยือน
ผมจึงคิดว่าถ้าเราทำแบบนี้มันน่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้
คุณรีโนเวตบ้านมาแล้วกี่หลัง
ประมาณ 45 หลัง ผมทำงานเหมือนโปรดิวเซอร์ที่ทำหน้าที่ประเมินคุณค่า ก่อนจะร่วมกับสถาปนิก ผู้รับเหมา และช่างฝีมือในการเลือกวิธีการบูรณะ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือเราแทบไม่แตะโครงสร้างบ้าน การแบ่งห้อง รวมถึงฟังก์ชันการใช้งานภายในเลย เพราะบ้านเก่าเหล่านี้แข็งแรงอยู่แล้ว ภูมิปัญญาของช่างฝีมือดั้งเดิมประกอบไม้เข้าด้วยกันโดยไม่ใช้ตะปูและฝังเสาลงดินให้ลึกมาก โครงสร้างจึงแข็งแรงมาก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อย แต่บ้านเก่าเหล่านี้ก็อยู่ข้ามกาลเวลามาได้อย่างน่าทึ่ง
หลังจากบูรณะแล้วเสร็จ Chiiori Alliance จะทำหน้าที่ฝึกคนท้องถิ่นให้เป็นผู้จัดการโครงการและสร้างบุคลากรภาคบริการ ตอนนี้ทีมงานด้านการบริหารจัดการเรามีด้วยกัน 15 กลุ่มทั่วประเทศ ทั้งหมดล้วนเป็นคนท้องถิ่นในภูมิภาคนั้น ๆ
ผลตอบรับจากเมืองอื่น ๆ เป็นยังไงบ้าง
ผมพูดได้ว่าประสบความสำเร็จเกือบหมด เพราะมันปลุกกระแสการท่องเที่ยวในชุมชนตามพื้นที่ที่กระทั่งคนญี่ปุ่นเองหลายคนอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน ขณะเดียวกัน การมาถึงของโซเชียลมีเดียก็ช่วยได้เยอะ กลายเป็นว่านักท่องเที่ยวเปิดเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมแล้วอาจเห็นโพสต์บ้านเหล่านี้ ซึ่งอาจจะตั้งอยู่กลางแหล่งธรรมชาติสวย ๆ หรือย่านเมืองเก่า เมื่อรูปถ่ายเหล่านี้แชร์ออกไป มันก็ดึงดูดให้คนเลือกที่จะไปเที่ยวได้ โดยพวกเขาอาจยังไม่รู้จักเมืองเหล่านั้นมาก่อน
นอกจากช่วยเปลี่ยนทิศทางการท่องเที่ยวในภาพรวม ความที่ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวที่ชาวต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศได้ กระแสนี้จึงดึงดูดชาวต่างชาตินิยมซื้อบ้านเก่ามาบูรณะ ตอนนี้บริษัทผม (Chiiori Ltd.) กำลังบูรณะตึกแถวในเกียวโตให้ลูกค้าที่ทำงานในซิลิคอนวัลเลย์อยู่หนึ่งโครงการ และอีกโครงการเป็นนายธนาคารซึ่งเป็นเพื่อนเก่าที่ออกซฟอร์ด กำลังจะเริ่มทำเร็ว ๆ นี้ ชาวต่างชาติเหล่านี้ส่วนใหญ่ซื้อไว้เป็นบ้านพักตากอากาศและเปิดให้นักท่องเที่ยวเช่าตอนที่ไม่ได้อยู่ในญี่ปุ่น ซึ่งการเปิดให้เช่าบ้านเนี่ยก็ต้องการแรงงานภาคบริการจากคนท้องถิ่นอีก
ผมเคยฟังบรรยายของคุณใน TEDx Chiang Mai และพบว่าคุณไม่ได้ทำแค่การฟื้นฟูบ้านอย่างเดียว
ใช่ บ้านคือแพลตฟอร์มที่ดึงดูดคนมาเยือนในเมือง และเมื่อเมืองต่าง ๆ มีที่พักประเภทนี้มากยิ่งขึ้น คุณจะทำกิจกรรมอะไรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำได้
เช่น หลายปีก่อนผมร่วมกับหน่วยงานรัฐท้องถิ่น ทำโครงการด้านอาหารในเมืองอุจิโกะ (Uchiko) ภูมิภาคชิโกะคุ ซึ่งเป็นเมืองที่มีบ้านที่ผมบูรณะไว้แล้ว ผมชวนเชฟมิชลินสตาร์มาทำเวิร์กช็อปอาหารเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับนักท่องเที่ยว เปลี่ยนเมืองเก่าทั้งเมืองเป็นห้องรับแขก นักท่องเที่ยวเข้าพักในบ้านหลังต่าง ๆ ในเมืองเก่า และมาทำกิจกรรมร่วมกัน ตกเย็นปิดถนนและกางโต๊ะอาหาร นั่งดินเนอร์ชมการแสดงด้วยกัน หรือเมืองทาเกตะ (Taketa) ในคิวชูที่เปลี่ยนบ้านร้างให้เป็นสตูดิโอของศิลปินร่วมสมัยจากนานาชาติ และทำอาร์ตทัวร์ (Art Tour) ชวนนักท่องเที่ยวมาเดินดูงานศิลปะในบ้านหลังต่าง ๆ
ซึ่งนั่นล่ะ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ท้องถิ่นสร้างสรรค์ขึ้นไม่ใช่แค่การทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักเมืองของพวกเขามากยิ่งขึ้น แต่ช่วยฟื้นฟูให้เมืองมีชีวิตชีวา ศิลปวัฒนธรรมของชุมชนก็ได้รับการขับเน้นและดึงดูดให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตในเมืองเหล่านี้ได้

ไทยศึกษา
ดังที่เล่าไว้ในตอนต้นว่า อเล็กซ์ เคอร์ ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในบ้านทั้งหมด 4 หลัง
หลังแรกคือชิอิโอริในหุบเขาอิยะ หลังที่ 2 คือเทนมันกุ บ้านเช่าที่เขารีโนเวตในเมืองคาเมโอกะ นครเกียวโต ส่วนบ้านอีก 2 หลังที่เหลืออยู่ประเทศไทย – อะพาร์ตเมนต์ที่เก็บหนังสือและคลังสะสมงานศิลปะในย่านสุขุมวิท กรุงเทพฯ ที่เขาเช่าอยู่ และหลังล่าสุดที่เขาเพิ่งสร้างร่วมกับคนรักชาวไทยในย่านแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่
ทุกวันนี้อเล็กซ์ในวัยนำหน้าด้วยเลข 7 ยังคงใช้ชีวิตไป-มา ทำงานฟื้นฟูบ้านเก่าและศิลปวัฒนธรรมสลับกับการเขียนหนังสือในบ้านที่ญี่ปุ่นและเมืองไทย
อะไรทำให้คุณตัดสินใจใช้ชีวิตอีกครึ่งที่เมืองไทย
ต้องย้อนกลับไปเกือบ 40 ปี ช่วงปลายยุค 80 ผมมีโอกาสมาเที่ยวเมืองไทย และนั่นเป็นครั้งแรกที่พบว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของประเทศนี้เลย
ต้องเล่าอย่างนี้ ที่ญี่ปุ่นเขาจริงจังกับชื่อตำแหน่งในการทำงานมาก ๆ ในตอนนั้นผมมีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเอเชียตะวันออก ซึ่งผมเชี่ยวชาญในศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน และเกาหลี แต่ของชาติอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นกลับไม่รู้อะไรเลย นั่นทำให้ผมเริ่มศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นแห่งแรก ก่อนจะไปศึกษาเมียนมา ลาว และกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ผมประทับใจในศิลปะไทยมากที่สุด มีโอกาสไปเรียนโขน กับ ครูไก่-สุรัตน์ จงดา ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครูบิ๊ก-พีรมณฑ์ ชมธวัช ครูสอนบัลเลต์ที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องแต่งกายนาฏศิลป์โบราณ และได้ขึ้นเชียงใหม่ไปรู้จักกับ อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา อาจารย์ใหม่-วิลาวัณย์ เศวตเศรนี ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นกระบอก และท่านอื่น ๆ
เพื่อนใหม่เหล่านี้ทำให้ผมอยากใช้ชีวิตที่เมืองไทย กระทั่งปี 1997 หลังจากโครงการของผมที่ Oomoto Foundation เสร็จสิ้น เลยตัดสินใจมาเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่ที่กรุงเทพฯ และเริ่มโครงการออริจิน (Origin Asia Co.,Ltd.) เปิดคอร์สสอนศิลปวัฒนธรรมไทยและล้านนาให้ชาวต่างชาติ
ชีวิตในกรุงเทพฯ ดูจะแตกต่างจากที่คาเมโอกะที่คุณอยู่พอสมควรเลย
ใช่ อะพาร์ตเมนต์ผมอยู่สุขุมวิท ซอย 16 ซึ่งพลุกพล่านไม่ต่างจากนิวยอร์ก แต่ขณะเดียวกันละแวกนั้นก็มีทุกอย่างครบ เป็นเรื่องแปลกดี พอย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ผมกลับมีเวลาเขียนหนังสือมากขึ้น ต้นฉบับหนังสือ Bangkok Found (ปี 2010) และ Hidden Japan (ปี 2023) รวมถึงอีกหลายเล่ม ก็เขียนจากที่นั่น ขณะอยู่ญี่ปุ่น ผมจะยุ่งกับกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและโครงการบูรณะบ้านมากมาย
ผมพบว่าญี่ปุ่นและไทยมีหลายอย่างที่คล้ายกันมาก ที่เห็นได้ชัดคืออัธยาศัยไมตรี ทำไมคนต่างชาติถึงชอบมา 2 ประเทศนี้ เพราะพวกเขารู้สึกได้รับการต้อนรับจากคนท้องถิ่นดีมาก ๆ ศิลปะของ 2 ประเทศนี้ก็มีความซับซ้อนและงดงาม ขณะเดียวกันก็ผสมผสานกับความดั้งเดิมอย่างลงตัว กระทั่งบ้านเรือนแบบดั้งเดิมก็มีลักษณะร่วมที่น่าสนใจ เป็นบ้านไม้เปิดโล่ง แทบไม่มีการใช้กำแพงกั้นห้อง และไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์เหมือนกัน ในขณะที่ญี่ปุ่นมีรากวัฒนธรรมร่วมกับจีนและเกาหลีจากพื้นเพประวัติศาสตร์ แต่ในอีกเลเยอร์หนึ่ง ญี่ปุ่นก็มีวัฒนธรรมหลายอย่างที่คล้ายไทยอย่างไม่ตั้งใจ
ทำไมจึงเลือกปลูกบ้านอีกหลังที่เชียงใหม่
อย่างที่บอกว่าผมตกหลุมรักศิลปะล้านนา รวมถึงชอบธรรมชาติของที่นี่ และที่สำคัญ พาร์ตเนอร์ที่ทำงานด้านศิลปะการแสดงล้านนาร่วมสมัยก็อยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อ 7 ปีก่อนผมบังเอิญไปเจอที่ดินริมลำห้วยเชิงดอยสุเทพ แล้วชอบมันมากเลยซื้อเก็บไว้ เพิ่งมาปลูกบ้านร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว
คุณมีแผนจะทำโครงการบูรณะบ้านแบบที่ทำในญี่ปุ่นที่เมืองไทยบ้างไหม
ผมหวังไว้ แต่เอาเข้าจริงทุกวันนี้มีโครงการบูรณะบ้านเก่าในเมืองไทยที่ทำไว้อย่างดีมาก ๆ หลายโครงการแล้ว และกระแสนี้ก็เกิดขึ้นในเมืองไทยมาหลายปีแล้วด้วย
คุณยังมีแผนจะเขียนหนังสือเล่มใหม่อีกไหม
มีสิ ผมมีแผนอยู่ 3 เล่ม ตอนนี้กำลังเขียนต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นถึงความงามของบ้านเก่าหลังต่าง ๆ ในญี่ปุ่น เล่มที่ 2 คือภาคต่อของ Hidden Japan ที่ไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งคนญี่ปุ่นอาจมองข้ามหรือยังไม่รู้ ส่วนอีกเล่มคือประวัติศาสตร์ล้านนาในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ โดยยึดโยงกับมุมมองของ อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ซึ่งผมวางแผนจะสัมภาษณ์อาจารย์วิถีในช่วงเวลาต่าง ๆ ถึงบทบาทของการฟื้นฟูศิลปะล้านนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นหลากชาติพันธุ์ที่เขาทุ่มเทมาตลอดหลายทศวรรษ
แล้วโครงการบูรณะบ้านในญี่ปุ่นล่ะ
ก็ยังทำอยู่ นอกจากอยู่ระหว่างบูรณะบ้านให้ชาวต่างชาติ 2 หลังดังที่บอกไปแล้ว ยังมีโครงการในอิวามูระ (เมืองเอนะ จังหวัดกิฟู) ที่นั่นเป็นเมืองที่มีปราสาทอิวามูระเป็นศูนย์กลาง และรายล้อมด้วยบ้านเก่าเกือบ 300 หลัง ผมร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นในการบูรณะบ้านจำนวนหนึ่งในพื้นที่เพื่อทำเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาและหาวิธีฟื้นฟูพวกมัน
คุณอายุ 70 ปีแล้ว เอาเรี่ยวแรงจากไหนมาทำงานขนาดนี้
ผมไม่คิดจะเกษียณเลย ทุกงานที่ผมทำคืองานที่ผมรักน่ะ ผมจึงสนุกกับมันตลอดเวลา
คำถามสุดท้าย ไม่แน่ใจว่าคุณเคยได้ยินข่าวหรือไม่ว่ารัฐบาลไทยกำลังผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ซึ่งในบางโครงการก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจผิดฝาผิดตัว ในฐานะที่ทำงานคลุกคลีกับศิลปวัฒนธรรมของประเทศที่เป็นหัวหอกด้านซอฟต์พาวเวอร์อย่างญี่ปุ่น คุณคิดว่าอะไรควรจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทย
ผมทราบข่าวมาบ้าง และก็เห็นว่าซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่เกิดจากศิลปวัฒนธรรมหรืออาหารการกินก็ดี มีความแข็งแรง และเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกอยู่แล้ว แต่คิดว่าสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้ต้นทุนเหล่านี้ไปได้ไกลกว่านั้น น่าจะเป็นการสนับสนุนและลงทุนในพื้นที่ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น
คนทำงานศิลปะอย่าง คุณพิเชษฐ กลั่นชื่น หรือ คุณอภินันท์ โปษยานนท์ กระทั่งพาร์ตเนอร์ของผม (รณรงค์ คำผา ผู้ก่อตั้ง ‘คำผา แดนซ์’ คณะช่างฟ้อนร่วมสมัย) เหล่านี้คือกลุ่มคนบางส่วนที่พยายามขับเคลื่อนต้นทุนด้านศิลปวัฒนธรรมด้วยความแปลกใหม่และร่วมสมัย พวกเขาคือภาพสะท้อนของพลวัตทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งการที่มรดกเก่าแก่ยังเชื่อมโยงกับวิถีสมัยใหม่ได้ และมีพลังสร้างสรรค์ที่ไม่ตายตัวและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ผมว่านี่แหละ ซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริง

ติดตามผลงานอื่น ๆ ของ อเล็กซ์ เคอร์ ได้ที่ alex-kerr.com
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านชิอิโอริ : www.japan.travel/en/luxury/detail/chiiori
หมายเหตุ : ภาพถ่ายบ้านชิอิโอริและเทนมันกุทั้งหมด ถ่ายโดย อเล็กซ์ เคอร์
