10 มีนาคม 2026
779

หากคุณชอบแกะกล่องของขวัญตอนเด็ก เปิดกล่องสุ่มตอนโต คุณต้องชอบเปิด ‘ถุงเซอร์ไพรส์’ จาก ‘Too Good To Go’ เป็นแน่

ถุงที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่มั่นใจได้ว่าเป็น ‘ของกินราคาเกินคุ้ม’ 

ผู้เขียนผ่านประสบการณ์เปิดถุงเซอร์ไพรส์มาไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง จึงขอเริ่มต้นเรื่องราวของเคสธุรกิจเปลี่ยนโลกเจ้านี้ ผ่านความทรงจำในบ่ายวันหนึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน

หลังเลิกเรียนจากมหาวิทยาลัยใจกลางกรุงลอนดอน เรานึกสนุกอยากออกไปเดินสำรวจเมือง พลางวางแผนในใจ หากกลับถึงบ้านดึกจะกินอะไรดี อยู่คนเดียวก็คร้านเข้าครัวทำอาหาร

คิดแล้วก็เปิดแอปฯ Too Good To Go เลือกย่านและช่วงเวลาที่กำลังจะเดินทางไป ท่ามกลางร้านในแอปฯ ที่ปักหมุดอยู่เต็มแผนที่ มีคาเฟ่แห่งหนึ่งเตะตา ได้รีวิวถึง 4.9 ดาว แสดงว่าทั้งอร่อยและคุ้มราคา ในแอปฯ ยังแจ้งว่าเหลือถุงเซอร์ไพรส์ใบสุดท้าย ให้รีบจองก่อนหมด เราจ่ายเงินผ่านบัตรเป็นอันสำเร็จ 

เวลา 17.45 – 18.15 น. เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ต้องแวะไปรับถุงก่อนร้านปิด เมื่อเดินเข้าไป พนักงานที่ง่วนกับการเก็บร้าน ทักทายผู้ใช้ Too Good To Go ด้วยความคุ้นเคย เพียงโชว์โค้ดให้ดู เขาก็หยิบถุงกระดาษใบใหญ่จากใต้เคาน์เตอร์ยื่นให้ มีลูกค้าอีก 2 – 3 คนเดินสวนเข้ามารับถุงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน 

เมื่อเดินออกมาหน้าร้านเพียงไม่กี่ก้าว เราส่องดูเบเกอรีในถุงทันที รอบนี้ได้ขนมมา 9 ก้อน ทั้งหมดราคา 2 ปอนด์ (ประมาณ 80 บาท) ซึ่งปกติ Pains aux Raisins ก้อนเดียวก็ราคา 3 ปอนด์เข้าไปแล้ว

“ลาภปากละเรา” นั่นแหละค่ะ ความสนุกของการได้ใช้แอปฯ Too Good To Go

นี่คือหนึ่งในโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มที่ทรงพลังที่สุดในโลก ตลอด 9 ปีของ Too Good To Go ไม่เคยผลิตอาหารเองเลยแม้แต่มื้อเดียว แต่ช่วยกอบกู้อาหารเหลือทิ้งไปแล้วกว่า 500 ล้านมื้ออย่างเป็นระบบ ด้วยผู้ใช้งานมากกว่า 120 ล้านคนทั่วโลกใน 21 ประเทศทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือ คิดเป็นการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1.3 ล้านตัน 

เบื้องหลังอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ คือแนวคิดที่เชื่อว่าขยะอาหารไม่ได้เกิดจากแค่ทำเหลือหรือกินเหลือ แต่เป็น ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ที่แก้ได้ด้วยกลไกตลาดที่เป็นธรรม และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยความเป็นมิตร

Win Win Win

ผู้ให้กำเนิดแอปพลิเคชันนี้คือ Lucie Basch ผู้ประกอบการสาวชาวฝรั่งเศส ช่วงที่เธอทำงานในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เธอสังเกตว่าร้านอาหารและบุฟเฟต์จำนวนมากต้องทิ้งอาหารที่ยังกินได้ เพียงเพราะถึงเวลาปิดร้าน เธอจึงรวมทีมผู้ร่วมก่อตั้งและเปิดตัว Too Good To Go ในปี 2016

แนวคิดของแพลตฟอร์มนั้นเรียบง่าย เพียงใช้แอปฯ เชื่อม ‘ร้านที่มีอาหารเหลือ’ กับ ‘ผู้บริโภคที่ต้องการของราคาถูก’

เธอพูดได้เต็มปากว่านี่คือ โมเดลธุรกิจแบบ Win-win-Win เพื่อผู้คน ผลกำไร และโลก 

ช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้จากอาหารส่วนเกิน

ช่วยให้ผู้บริโภคได้ทานอาหารดีในราคาคุ้มค่า

ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมจากอาหารเน่าเสีย

จุดแข็งที่ทำให้โมเดลนี้ขยายไปได้ทั่วโลก คือการทำให้ ‘การไม่ทิ้งอาหาร’ มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ร้านได้เงิน ผู้บริโภคได้ของถูก แพลตฟอร์มได้ค่าธรรมเนียม ไปจนถึงเทศบาลเมืองก็ไม่ต้องแบกภาระค่าจัดการขยะอาหาร

Too Good To Go ไม่ได้แค่เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังท้าทายความเชื่อเรื่องตัวเลขวันหมดอายุ ด้วยแคมเปญ Look-Smell-Taste ให้คนเชื่อมั่นในประสาทสัมผัสของตัวเอง ดูด้วยตา ดมด้วยจมูก ชิมด้วยปาก ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็ทานได้ และผลักดันเรื่องนี้ให้ขึ้นไปอยู่บนแพ็กเกจสินค้าตามห้างมากมายได้ โดยเฉพาะนม ชีส โยเกิร์ต

ถูกจนต้องอวด 

เบเกอรีอบสดใหม่ ใคร ๆ ก็ชอบ

คาเฟ่และร้านขนมปังจำนวนมากจึงอบขนมใหม่ทุกวันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ยอมกวาดเบเกอรีที่ขายไม่หมดลงถังขยะเมื่อสิ้นวัน

เทรนด์การกู้ชีวิตขนมปังจึงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ Too Good To Go แบ่งบานในยุโรป แต่ช่วงหลังก็มีร้านอาหารเอเชียมาเข้าร่วมไม่น้อย และมักถูกจองจนเต็มเร็วข้ามวันเสมอ เช่น ข้าวแกงกะหรี่ ซูชิ ชานมไข่มุก 

ซูเปอร์มาเก็ตหลายแห่งออกมาร่วมวง จัดแพ็กผักผลไม้ บางที่แถมช่อดอกไม้หรือกระถางต้นไม้ที่เหี่ยวเฉามาให้ด้วย รวมไปถึงโรงแรมที่บริการบุฟเฟต์อาหารเช้า หลัง 10 โมงเช้าที่ไม่มีแขกมาทานแล้ว ก็รวมมาให้ยกถุง

ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี การได้ซื้อของราคาถูกมันช่างน่าอวดให้โลกรู้ ถึงขั้นมีการรวมตัวของผู้ใช้ ชี้เป้าร้านที่จัดหนักจัดเต็ม โชว์ของในถุงเซอร์ไพรส์กันผ่านเฟซบุ๊กกรุ๊ป Too Good To Go Surprise Bag Reviews

ในปี 2023 Too Good To Go ขยายบริการไปยังอาหารแปรรูปที่มีวันหมดอายุข้างบรรจุภัณฑ์ชัดเจน ส่วนใหญ่มักเป็นคำว่า Best Before ‘ควรบริโภคก่อนวันที่ระบุเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด’ 

แต่ความจริง ควรมีประโยคต่อท้ายว่า ‘หลังจากนั้นก็ยังทานได้นะ แค่รสชาติหรือหน้าตาอาจไม่สดใหม่เหมือนเดิม’

บริการ Parcels เป็นการจัดกล่องรวมสินค้าใกล้หมดอายุจากโรงงานผู้ผลิต จัดส่งตรงถึงหน้าบ้าน ให้เราสั่งซื้อเหมาได้ในราคาต่ำกว่าครึ่ง พร้อมบอกวันหมดอายุตรงไปตรงมา และให้ความรู้เรื่องการใช้ประสาทสัมผัสก่อนตัดสินใจทานควบคู่กันไป

เจอ แจก ไม่จบ

หากสงสัยว่าปัญหาขยะอาหารส่วนเกิน ทำไมไม่แจกไปเลยจบ ๆ …เพราะมันไม่จบไง

โมเดลการแจกอาหารอย่างธนาคารอาหาร หรือ Food Bank ช่วยลดอาหารเหลือทิ้งและช่วยคนที่ไม่มีกำลังซื้อ พูดง่าย ๆ ว่าเป็นโมเดลใจบุญ แต่มันมีมิติที่ซับซ้อนกว่านั้น

มีเรื่องของคุณแม่คนหนึ่งในทีวีที่เรายังจำติดใจได้ถึงทุกวันนี้

ในช่วงที่ประเทศอังกฤษประสบปัญหาค่าครองชีพสูง ราคาพลังงานพุ่งโดยเฉพาะฤดูหนาว จนเกิดคำว่า ‘Energy Poverty’ ประชาชนกลายเป็นคนจน ต้องจ่ายค่าฮีตเตอร์จนไม่เหลือเงินซื้ออาหาร รัฐบาลจึงช่วยเหลือด้วยการให้คูปองรับอาหารฟรีที่ Food Bank 

คุณแม่ลูก 2 รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาต่อแถวรับอาหาร รู้สึกเสียศักดิ์ศรีมาก ทั้งที่ตัวเองยังแข็งแรง ทำงานได้ แต่จำใจออกมา เพราะมีอีกหลายปากท้องต้องดูแล” เธอพูดชัดเจนว่า หากสถานการณ์ดีขึ้น จะขอกลับไปเลือกซื้ออาหารเองแน่นอน

แม้โมเดล Food Bank จะมีประโยชน์อย่างมากและควรมีในทุกสังคม แต่เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายบ้านที่ไม่อยากรับความช่วยเหลือ ผ่านการแปะป้ายให้ตัวเองว่าเป็น ‘กลุ่มเปราะบาง’ 

ในขณะที่ Too Good To Go เติบโตได้ดีในเมืองใหญ่ ค่าครองชีพแพง เต็มไปด้วยผู้คนสู้ชีวิตทุกเพศทุกวัยที่อยากประหยัดเงินแบบเงียบ ๆ คนเหล่านี้เดินเข้าร้านสวย ๆ ไปรับถุงเซอร์ไพรส์ที่เต็มไปด้วยอาหารให้ทานไปได้อีกหลายมื้อ

รูปจากรีวิวผู้ใช้

เรายังจำร้านขนมเค้กข้างมหาวิทยาลัย LSE ได้เป็นอย่างดี คนขายใจดีให้เราเลือกเค้กใส่ถุงเซอร์ไพรส์ได้ถึง 3 ก้อนจากเคาน์เตอร์หน้าร้าน ร้านไม่ต้องเสียเวลาจัดแจง เราก็ได้ชิ้นที่ถูกใจ

‘อิสระของการได้เลือก’ ตั้งแต่เลือกของกินไปจนถึงเลือกใช้ชีวิตเอง ช่วยหล่อหลอมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจอันฝืดเคืองแบบที่เราไม่รู้ตัว

ถูกของเราไม่เท่ากัน

หลังกลับมาอยู่ไทย เราแอบดีใจที่มีผู้พัฒนาแอปฯ ด้วยโมเดลเดียวกันนี้ไม่ต่ำกว่า 3 เจ้า แต่กลับไม่เป็นที่นิยม เราจึงพยายามหาคำตอบอยู่ช่วงหนึ่ง ทั้งตระเวนอุดหนุน แอบคุยกับร้านต่าง ๆ สังเกตพฤติกรรมคนสั่ง สรุปได้ว่าวิถีเมืองไทยต่างจากยุโรป 2 ข้อใหญ่

หนึ่ง ลูกค้าคนไทยอ่อนไหวกับราคา

หากของชิ้นเดียวกันแต่ราคาลดลงเกินครึ่ง หลายคนยอมรอจนถึงสิ้นวัน ลูกค้าส่วนหนึ่งที่เคยซื้อในราคาปกติกลับเลิกอุดหนุนและมาซื้อผ่านแอปฯ แทน ทำให้ร้านรายได้ลดลง เผลอ ๆ ทำให้ของเหลือมากกว่าเดิม

ต่างจากยุโรปที่ลูกค้ามีกำลังจ่าย เน้นซื้อในช่วงเวลาที่สะดวก ไม่อยากเสียเวลารอถึงสิ้นวัน หลายครั้งที่ร้านค้าขายของหมดเกลี้ยงจนต้องยกเลิกออร์เดอร์ถุงเซอร์ไพรส์ (แน่นอนว่าทางแอปฯ คืนเงินให้ แม้จะกดจองและตัดบัตรไปแล้ว)

สอง ร้านค้ามองเป็นช่องทางการตลาดมากกว่ากำจัดอาหารเหลือ

“มันก็ไม่ถูกกว่าเดิมเท่าไหร่” นี่คือรีวิวหลักที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากการใช้แอปฯ ไทย

หลายร้านจัดเซตอาหารไว้อย่างตั้งใจและระบุราคาชัดเจนเหมือนกันทุกวัน ทำให้ประสบการณ์ใช้แอปฯ ไม่ต่างจากการสั่งดิลิเวอรีทั่วไป และราคาก็ไม่ได้ลดลงเกินครึ่ง ไม่ตอบโจทย์ความสนุกคุ้มค่าแบบถุงเซอร์ไพรส์ที่อะไรเหลือก็เอามารวม ๆ กัน

เมื่อผู้ใช้สัมผัสได้ว่า ร้านนี้ไม่ได้อยากกำจัดของเหลือจริง ๆ แต่ผลิตเพิ่มมาเพื่อดึงดูดลูกค้าในแอปฯ คนจึงก็เลิกใช้ไปโดยปริยาย

แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

แม้ Too Good To Go จะเติบโตได้ดี ล่าสุดเพิ่งขยายบริการไปที่ญี่ปุ่น ร่วมกับร้านสะดวกซื้อดังอย่างแฟมิลี่มาร์ท แต่ก็ยังไม่วายถูกวิจารณ์ว่า ‘แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ’ ไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะขยะอาหารจำนวนมากเกิดจากต้นทางของระบบผลิตอาหาร ตั้งแต่การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ขนส่ง ไปจนถึงแปรรูป 

แถมร้านค้าที่ร่วมกับ Too Good To Go อาจผลิตอาหารเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม เพราะรู้ว่ามีแพลตฟอร์มนี้คอยระบายของเหลือในสิ้นวัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Too Good To Go จึงพัฒนาโซลูชันใหม่ที่เรียกว่า ‘End-to-End Surplus Food Management Platform’ ช่วยธุรกิจจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ตอกย้ำว่า ‘ฉันจัดการขยะอาหารที่ปลายทางก็จริง แต่ฉันก็ทำจริงจังนะ’

ระบบนี้มีเครื่องมือหลัก 5 ส่วน ได้แก่ จัดการวันหมดอายุของสินค้าแบบดิจิทัล (Expiry Date Management) ให้คำแนะนำพนักงานให้รีบจัดการของ (Recommendations) ใช้ AI คำนวณส่วนลดที่เหมาะสม (Intelligent Discounting) ขายผ่านถุงเซอร์ไพรส์หากยังมีของเหลือ ไปจนถึงเชื่อมต่อการบริจาคอาหารให้กับองค์กรการกุศล

Lucie Basch ผู้ก่อตั้ง มองว่าปัญหาขยะอาหารไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของระบบอาหารและพฤติกรรมผู้บริโภค เธอมักพูดถึงแนวคิดนี้ว่า “การลดขยะอาหารไม่ควรเป็นแค่การทำบุญ แต่ต้องทำให้เป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน”

น่าสนใจว่าแม้เธอจะเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ในปี 2021 เธอตัดสินใจลาออก ในช่วงที่บริษัทกำลังขยายไประดับโลก หลีกทางให้ CEO ที่เชี่ยวชาญการบริหารองค์กรขนาดใหญ่มาดูแลแทน ส่วนเธอเลือกกลับไปเดินในวิถีนักบุกเบิก สร้าง Climate House ชุมชนของผู้ประกอบการ นักวิจัย และนักเคลื่อนไหวที่ทำงานเรื่องระบบอาหาร บนฐานความเชื่อเดิมว่าการแก้ปัญหา Climate Change ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบเศรษฐกิจและพฤติกรรมของสังคม

ฮีโร่เงินเหลือ

พฤติกรรมซื้ออาหารที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ทำให้เรากลายเป็น ‘ฮีโร่’ ซะอย่างงั้น นี่ไม่ได้คิดเอง แต่แอปฯ บอกเราเช่นนั้นในทุกครั้งที่กดซื้อ พร้อมกับคำนวณผลลัพธ์แบบเรียลไทม์ที่แสดงในบัญชีผู้ใช้ทุกคน 

จากวิธีการคำนวณตามรายงานของ Too Good To Go การช่วยกอบกู้อาหาร 1 มื้อ (1 กิโลกรัม) โดยเฉลี่ยจะเท่ากับ

หลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2.7 กิโลกรัม เทียบเท่าการชาร์จสมาร์ตโฟนเต็ม 598 ครั้ง

หลีกเลี่ยงการใช้น้ำ 810 ลิตร เทียบเท่าน้ำเต็มอ่างอาบน้ำเกือบ 5 อ่าง 

หลีกเลี่ยงการใช้ที่ดิน 2.8 ตารางเมตรต่อปี เทียบเท่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของโต๊ะปิงปอง

การใช้แอปฯ Too Good To Go กลายเป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่งของเรา เวลาได้ไปเยือนหลาย ๆ เมืองในยุโรป เหมือนเป็นไกด์นำทางให้ได้ลองของอร่อยราคาย่อมเยา ครั้งหนึ่งในมิวนิก เราได้ถุงเซอร์ไพรส์ของจริงจนอยากร้องไห้ เอาออกมากางได้ 3 จาน มีตั้งแต่ขนมปังเล็ก 10 ก้อน ขนมปังโฮลวีตเมล็ดฟักทอง 1 ก้อนโต เพรตเซล แซนด์วิช และอื่น ๆ ที่กินไปแล้วด้วย ทั้งหมดในราคา 5 ยูโร

ข้อมูลจาก WWF บอกว่า ร้านในเยอรมนีทิ้งขนมปัง 12 – 15% ที่ผลิตขึ้นมา หรือคิดเป็น 1.7 ล้านตันต่อปี แม้จะลดราคาตอนเย็น เอาไปทำเป็นเกล็ดขนมปังหรืออาหารสัตว์ ก็ยังช่วยชีวิตขนมปังไม่พอ สุดท้ายคนก็ยังชอบสัมผัสขนมปังอบสดใหม่อยู่ดี

ปัญหาคือขนมปังมันช่างอ่อนแอ โดนอากาศเย็นก็แข็ง โดนความชื้นหน่อยก็ราขึ้น วันถัดมาจึงต้องรีบเอาไปแจกเพื่อนร่วมงาน จนกลายเป็นภาระเพื่อนไปอีก

 อย่างที่ Too Good To Go บอกไว้ หากดม สัมผัส ชิมแล้วรู้สึกปกติทุกอย่าง ก็กินไปเถอะ อย่าคิดมาก 

Website : www.toogoodtogo.com/en-us

Theory of Change
behind
Too Good To Go

Problem

ระบบการผลิตอาหารเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน แต่อาหาร 1 ใน 3 กลับถูกทิ้ง

Activities

สร้างแพลตฟอร์มให้ร้านค้ารวบรวมอาหารเหลือสิ้นวัน ขายในราคาถูก

Outputs

ขายถุงเซอร์ไพรส์ไปแล้ว 500 ล้านมื้อ จากพันธมิตรธุรกิจกว่า 180,000 แห่ง (สิ้นปี 2025)

Outcomes

ธุรกิจจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีระบบ ผู้บริโภคมีทางเลือกซื้ออาหารถูกและดี

Impact

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากร เปลี่ยนวัฒนธรรมการทิ้งอาหารทั้งระดับบุคคลและธุรกิจ

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน