เมื่อพูดถึง Menswear ผู้ชายหลาย ๆ คนคงเหมือนกับเราที่จบลงที่การไปเดินห้างสรรพสินค้า เดินหาแบรนด์สักชิ้นที่ราคารับได้และมีคุณภาพที่ดี
ท่ามกลางแบรนด์เหล่านั้น มีเสื้อผ้าอยู่ยี่ห้อหนึ่งที่ดูมีลุคที่แตกต่าง มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลึกซึ้ง มีความเป็นผู้ดีสากล เรานึกว่าเป็นแบรนด์นอกหรู ราคาแพง จนเห็นป้ายว่า Proudly Made in Thailand
แบรนด์แบรนด์นั้นชื่อว่า ‘WARDROBE MINISTRY’
วันนี้เราจึงมีนัดหมายกับ ณัฐ สุริยะฉันทนานนท์ Creative Director ของ WARDROBE MINISTRY อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขานำศักยภาพของช่างเสื้อผ้าไทยมาสร้างเป็นแบรนด์ที่น่าหลงใหล จนขึ้นห้างเคียงคู่แบรนด์นอกได้

ก่อร่างสร้างตัวตน
ก่อนที่ WARDROBE MINISTRY จะก่อตั้งขึ้น ณัฐเป็นเหมือนวัยรุ่นทั่ว ๆ ไปคนหนึ่งที่มีเรื่องหลงใหลไปตามแต่ละยุคสมัย
“ความชอบเสื้อผ้าของผมมีมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ผมชอบแนวคลาสสิกอเมริกัน เพราะเขาเก่งเรื่องทำให้เสื้อผ้าใส่ง่าย เช่น กางเกงชิโน เสื้อโปโล เป็นความชอบที่เรารู้สึกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ไปดูเสื้อผ้า ได้สัมผัส ได้เลือก มันทำให้เรามีความสุข”
เมื่อพูดถึงความชอบ ความสนใจ ถ้าต้องค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น ในยุคนี้หลายคนคงนึกถึงเพจหรือกลุ่ม Facebook, Instagram, หรือ TikTok
“ในยุคนั้นมีอินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่มี Social Media มีแค่การเปิดนิตยสารหรือค้นหาในเว็บบอร์ด หรือบล็อก”
การเขียนบล็อกในสมัยนั้นจึงเปรียบเสมือนการที่ผู้คนที่สนใจในเรื่องราวเดียวกันได้มาติดตาม สื่อสาร พูดคุยกัน
“ช่วงตอนใกล้เรียนจบ มีเวลาว่าง เลยเริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับเสื้อผ้าเพื่อแบ่งปันว่าเราชอบสิ่งนั้น เขียนว่าไอวี่สไตล์ กางเกงชิโน กางเกงยีน Selvedge ผ้าออกซฟอร์ด คืออะไร
“ตอนเริ่มเขียนไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจน เราแค่อยากเขียนเพราะอยากแบ่งปัน เผื่อว่ามันจะไปดึงดูดคนที่ชอบอะไรเหมือนกับเรา”
หลังเรียนจบ ณัฐได้ทำงานในสายงานวิจัยตลาดและ E-commerce ในขณะที่งานอดิเรกก็ยังเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ


เริ่มจากกางเกงที่อยากใส่
หลังจากเริ่มเขียนบล็อกมาได้ระยะหนึ่ง ณัฐเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการ เริ่มมีลูกค้าที่ต้องการให้รีวิวโฆษณาสินค้าต่าง ๆ
“ตอนนั้นเว็บไซต์เริ่มมีลูกค้าแบรนด์เสื้อผ้าที่เห็นผลงานว่าเราถ่ายทอดเรื่องราวได้ดี จากนั้นก็มีลูกค้าในหมวดอื่น ๆ ตามเข้ามา เราจึงตัดสินใจเขียนคอนเทนต์ที่รอบด้านมากขึ้น”
จุดเริ่มต้นของ WARDROBE MINISTRY คือสื่อที่ให้คำแนะนำด้านการแต่งกายและการใช้ชีวิตสำหรับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม เมื่อเสื้อผ้าที่ตรงดังใจนั้นหาได้ยาก ณัฐจึงเปิดโปรเจกต์พิเศษเพื่อออกแบบเสื้อผ้าในใจเหล่านั้นขึ้นมา
“ตอนนั้นผมหากางเกงตามห้างในแบบที่ต้องการไม่ได้เลย ขนาดแบรนด์เมืองนอกก็ยังแทบไม่มี ยังไม่ต้องพูดถึงราคาและไซซ์ที่เข้าถึงได้ง่าย
ผมเลยทำกางเกงออกมา เป็นกางเกงทรงเอวสูง ขาเทเปอร์ มี Side Adjuster ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง ไม่ได้ล็อตใหญ่ แต่ว่ามันก็บอกอะไรบางอย่าง”
แม้ว่าโปรเจกต์พิเศษเหล่านี้จะไม่ได้เป็นธุรกิจหลัก แต่ผลตอบรับเหล่านี้ทำให้ณัฐเห็นโอกาสในตลาดที่ยังมีความต้องการสำหรับเสื้อผ้าผู้ชายที่ใส่แล้วดูดีและคุ้มค่า จนกระทั่ง…

from Blogger to Entrepreneur
พอเกิดวิกฤตการณ์โรคโควิด-19 ระบาด จากที่ทำเป็นโปรเจกต์เล็ก ๆ จึงเป็นโอกาสให้ณัฐเปิดร้านเสื้อผ้าอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการพึ่งพารายได้ในวงการสื่อ
“ตอนนั้นเหมือนเราได้รีเฟรชตัวเอง โดยใช้ฐานผู้ติดตามและลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่ไว้วางใจเราเป็นทุนตั้งต้น”
สิ่งที่ณัฐตัดสินใจทำ คือปรับทิศทางธุรกิจ โดยเปลี่ยนจากธุรกิจสื่อมาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่เคยทดลองตลาดไว้
เสื้อผ้าของ WARDROBE MINISTRY ทุกชิ้นถูกคิดอยู่บนพื้นฐานของการใช้งานจริงของคนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคนที่กำลังมองหาเสื้อผ้าทางการใส่ไปงานสำคัญ หรือวันสบาย ๆ ก็ Mix and Match ได้ ไม่ต้องกังวลว่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปจะเข้าไม่ได้กับคอลเลกชันในอนาคต ในขณะเดียวกันก็พาย้อนอดีตไปกับกลิ่นอายของความคลาสสิกและวินเทจ ยิ่งถ้าคนที่ศึกษาและหลงใหลในเสื้อผ้าผู้ชาย จะยิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจน
“ถึงแม้ผมไม่ได้เรียนจบแฟชั่นหรือออกแบบมาโดยตรง แต่พอจะมีพื้นฐานด้านการศึกษาเรียนรู้ตลาด เข้าถึงความต้องการและรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยของผู้คน ยิ่งไปกว่านั้นคือการรู้จักกลุ่มลูกค้าของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง ข้อมูลเหล่านี้เป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญในเชิงธุรกิจ”


เสื้อยืดตัวสำคัญ
สินค้าแรกของ WARDROBE MINISTRY คืออะไร
เสื้อสูทหรือกางเกงสแล็ก คงเป็นคำตอบที่หลาย ๆ คนคิดอยู่ในใจ แต่นั่นคือคำตอบที่ผิด
“เสื้อยืด”
เสื้อยืดเป็นทั้งสินค้าแรกและสินค้าที่ขายดีที่สุดของ WARDROBE MINISTRY ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร
“ตอนนั้นทุกคนถามว่า ในตลาดใคร ๆ ก็ขาย ทำไมถึงทำเสื้อยืด
“ผมบอกทุกคนว่า ไปใส่ดูก่อน กว่าเราจะทำเสื้อยืดตัวนี้ออกมาได้ยากมาก เพราะนอกเหนือจากที่ผมอธิบายให้ฟังได้ทีละข้อแล้วว่า ทำไมคอต้องเป็นแบบนี้ ทำไมต้องแขนต้องเต่อ ทำไมต้องสั้นยาวเท่านี้ ทำไมต้องเป็นตะเข็บเดี่ยว หรือ Single Stitch แบบโบราณ ก็คือเรารู้จักลูกค้า โดยเฉพาะผู้ชาย”


ณัฐให้ความรู้เพิ่มเติมว่า เสื้อยืดสมัยก่อนเย็บด้วยตะเข็บเดี่ยว พอยุค 90 โรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตแบบแมสเริ่มหันมาเย็บแบบตะเข็บคู่ให้คงทนมากขึ้น แต่ก็ทำให้เสน่ห์ของตะเข็บเดี่ยวหายไป เมื่อ WARDROBE MINISTRY นำกลับมาจึงได้กลิ่นอายของโลกเก่าในเสื้อใหม่
มากไปกว่านั้น ด้วยลักษณะคอและแขนที่ยกสูงขึ้น เสื้อยืดเหล่านี้จึงมีลุคที่แตกต่างจากเสื้อยืดทั่วไป ทำให้ช่วงบ่าและไหล่ของผู้ชายดูสง่าผ่าเผยมากยิ่งขึ้น

ความคุ้มค่าใหม่ของ Ready-to-Wear
การเลือกทำเสื้อผ้าแบบ Ready-to-Wear ทำให้เกิด Economies of Scale ส่งผลให้กระบวนการทำเสื้อผ้าแบบที่ประณีตในทุก ๆ ขั้นตอน และขายในราคาที่จับต้องได้
“กางเกงหนึ่งตัวไม่ได้ใช้ช่างแค่คนเดียว เราใช้การตัดเย็บแบบแบ่งแผนก เช่น คนหนึ่งทำหูเข็มขัด คนหนึ่งเย็บปากกระเป๋า คนหนึ่งเขียนแพตเทิร์น เวลาคนเราทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำ ๆ ก็จะทำได้เก่งและเร็วมากขึ้น ดังนั้น Scale ของการผลิตจึงเกิดความเชี่ยวชาญและมาตรฐานที่นิ่งกว่าการทำทีละตัว”
ณัฐเลือกใช้โรงงานหลากหลายแห่ง ตามความถนัดของแต่ละโรงงาน ว่าถนัดในการตัดเย็บเสื้อผ้าประเภทไหน ทำให้เสื้อผ้าทุกชิ้นและทุกส่วนมาจากโรงงานที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นจริง ๆ
นิยามของ WARDROBE MINISTRY จึงไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ร้านเสื้อสูทหรือร้านเสื้อผ้าทางการ และไม่ใช่ร้าน Fast Fashion ทั่ว ๆ ไป

“เราจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่นำเสนอคุณภาพที่เป็นเลิศ คุ้มค่า และให้การสนับสนุนช่างฝีมือในไทยด้วย”
Brand Pillars ของ WARDROBE MINISTRY มีอยู่ 3 ข้อ
- Uncompromising Quality – ให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานการทำเสื้อผ้าและจะไม่ยอมลัดขั้นตอน เพียงเพราะมัน ‘ง่าย’ หรือ ‘ลูกค้าไม่รู้’ เป็นอันขาด ซึ่งการทำเช่นนั้นจะส่งผลเสียกับคุณภาพผลิตภัณฑ์
- Fair Price – ราคาที่ยุติธรรม คนผลิตมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และลูกค้ามีความสุขที่จ่ายในราคาที่สมเหตุสมผล
- Human Touch – สร้างประสบการณ์การซื้อให้มีความเป็นมนุษย์ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งตอนขายหรือหลังการขาย
“มีหลาย ๆ อย่างที่เราอาจลัดขั้นตอน หลับตาข้างหนึ่งได้ แต่เราจะไม่ทำ ยกตัวอย่างเช่นกระดุมที่ใช้ ผมจะใช้กระดุมพลาสติกแทนกระดุมหอยมุกก็ได้ แต่ว่าเราไม่ทำ เพราะกระดุมหอยมุกมาจากธรรมชาติและให้ความสวยงามแบบที่กระดุมพลาสติกเลียนแบบไม่ได้”


ภูมิใจ (ในฝีมือช่าง) ไทย
ทำไมต้อง Proudly Made in Thailand – เราถามถึงคอนเซปต์ที่ณัฐวางไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
“จริง ๆ คนไทยกับการเย็บผ้าอยู่คู่กันมานานแล้ว และเขาก็มีฝีมือ เราผสานจุดเด่นของแต่ละฝ่ายเข้าไป ช่างฝีมือเขามี Know-how ส่วนเราในฐานะแบรนด์ก็มีมุมมองเชิงศิลป์”
เมื่อเราพูดถึงอิตาลี หลาย ๆ คนคงนึกถึงความเป็นศิลปิน ความสวยงาม
เมื่อเราพูดถึงญี่ปุ่น หลาย ๆ คนคงนึกถึงความละเอียด ความประณีต
และช่างไทยเองก็มีจุดเด่นไม่แพ้ชาติอื่นเช่นกัน
“ช่างไทยเอง จริง ๆ มีจุดเด่นคือความใจเย็น นอบน้อม และมีฝีมือ เราเลยอยากเป็นเสียงให้ว่าเราภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศเรา”
สำหรับณัฐ ช่างไทยเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแรงงาน แต่ช่างเหล่านี้เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทีมที่คอยขับเคลื่อนแบรนด์นี้เคียงคู่ไปกับเขา
“เราจะไม่เรียกช่างเหล่านี้เป็นเบื้องหลังหรือว่าเป็นเหมือนกับเงาที่ไม่มีหน้า แต่เขาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ หนึ่ง คือเราไม่ได้ให้เขาเป็นบุคคลนิรนาม และสอง คือเราไม่ได้ไปกดค่าแรงเขา เพราะฉะนั้นลูกค้ามั่นใจได้ว่าใครเป็นคนทำ และคุณกำลังช่วยเหลือ เป็นแรงผลักดันให้ช่างเหล่านี้
“การที่เราไม่ต้องไปจ่ายภาษีนำเข้า ทำให้เราซื้อเสื้อผ้าที่ราคาคุ้มค่ากับคุณภาพได้ และยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมช่างตัดเย็บของคนไทยด้วย”
ถ้าหากพูดถึงความฝันในอนาคต เป้าหมายของ WARDROBE MINISTRY เป็นมากกว่าเพียงยอดขาย แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ตั้งใจที่จะเติบโตไปพร้อมกับช่างไทยและชุมชน
“ฝันไกล ๆ ของผม คือให้คนในชุมชนทําเสื้อผ้าของเรา เราจะมีฐานการผลิตที่เป็นโรงงานของของตัวเอง และก้าวเข้าไปสู่การเป็น Top of Mind ของคนไทยให้ได้”


