ไม่ว่าคุณจะมีรองเท้ากี่คู่
อย่างน้อยต้องมีรองเท้าแตะคู่หนึ่งเสมอ
เราใส่รองเท้าแตะในหลายสถานการณ์ แต่คงไม่มีใครคิดว่าจะใส่รองเท้าแตะวิ่งมาราธอนได้ วาที วิเชียรนิตย์ เชื่อและทำให้เห็น เขาคืออดีตโปรแกรมเมอร์ที่ผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจ ‘Ving’ (วันที่เราคุยกัน คำนี้อ่านว่า วี-อิ้ง) ขายรองเท้าแตะสำหรับวิ่งมาราธอนโดยเฉพาะ แน่นอนว่าคุณสมบัติบ้า ๆ แบบนี้ทำให้เขาโดนสบประมาท ไม่เชื่อ
แม้เขาจะขายรองเท้า 10 กว่าล้านบาทต่อเดือน มีทั้ง Flagship Store ของตัวเอง วางขายตามห้างสรรพสินค้า สินค้าที่เป็น ‘รองเท้าแตะวิ่งมาราธอน’ ก็ยังโดนมองว่าเป็น Fake News อยู่ดี
อันที่จริง Ving เป็นแบรนด์ที่ดัง วาทีออกสื่อมาไม่น้อย เคยได้รางวัลด้านนวัตกรรม ออกรายการ Shark Tank Thailand เหตุผลที่เราเขียนถึง Ving มีอยู่ 2 ข้อใหญ่
หนึ่ง การยืนระยะ นับตั้งแต่เปิดตัวปี 2019 ธุรกิจยังไปได้ดี มีรองเท้าร่วม 10 รุ่น ออกคอลแล็บกับช่อง คำโตๆ ของ บังโต-วีรชน ศรัทธายิ่ง มีวางขายทั่วประเทศ และเริ่มส่งออกไปต่างประเทศ
สอง วาทีเพิ่งปล่อยรองเท้าใหม่รุ่น NIRUN นี่คือรองเท้าแตะที่เสริมแผ่นคาร์บอน ตามเทรนด์รองเท้า Super Shoes ที่หลายแบรนด์ชั้นนำทำ (จะเรียกว่าเป็น Super Sandals) ก็ได้ วาทีจ้างนักวิ่งจากชาติที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกอย่างเคนยามาทดสอบ จนนักวิ่งคว้ารางวัลจากขอนแก่นมาราธอนที่ผ่านมา ดังเงียบ ๆ แบบที่คนทั่วไปอาจไม่รู้
อุตสาหกรรมไทยถูก Disrupt จากหลายปัจจัย ความสำเร็จของ Ving รองเท้าแตะที่ผลิตในไทย 100% บอกเราว่าโอกาสมีเสมอสำหรับคนไม่ยอมหยุดค้นหา
ทุกความสำเร็จมีที่มา วาทียินดีเล่ามันอีกครั้งในวันนี้

วิธีคิดโปรแกรมเมอร์
ก่อนมาทำรองเท้า วาทีเคยเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทแห่งหนึ่ง ทักษะโปรแกรมเมอร์ช่วยในการทำรองเท้าแตะอย่างไร วาทีบอกว่ามีผลหลัก ๆ 2 ข้อ
หนึ่ง คนทำซอฟต์แวร์ต้องเสกสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า
ก่อนทำซอฟต์แวร์ คนทำต้องสัมภาษณ์ลูกค้าก่อนว่า อยากได้อะไร ปัญหาของเขาคืออะไร แล้วค่อยทำซอฟต์แวร์ เช่น โรงพยาบาลอยากได้โปรแกรมบอกว่าคนไข้คิวไหนต้องจ่ายเงินที่ช่องอะไร โปรแกรมเมอร์จะถนัดการออกแบบเพื่อแก้ปัญหา คิด Common Sense เพื่อตอบโจทย์
สอง ซอฟต์แวร์ปรับปรุงได้ เวอร์ชันแรก ๆ หน้าตาอาจไม่สวยมาก โปรแกรมเมอร์จะพัฒนาให้ใช้ได้ แก้ปัญหาลูกค้าได้ แล้วค่อยปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นต่อไป
วาทีทำรองเท้าแตะด้วยวิธีคิดคล้ายการทำซอฟต์แวร์
จุดกำเนิด Ving มาจากวาทีเจ็บเท้าจากการวิ่ง ในงานบุรีรัมย์มาราธอน ปี 2019 เขาเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ จ่ายรองเท้าแตะราคาถูกเพื่อเดินเข้าเส้นชัย และพบว่ารองเท้าแตะแก้ปัญหาให้นักวิ่งได้ รองเท้าแตะทุกรุ่นของ Ving มีไว้เพื่อแก้ Pain Point ของลูกค้าแต่ละประเภทโดยเฉพาะ
รองเท้าแตะรุ่นแรก ELITE หน้าตาไม่สวยงามนัก เพราะวาทีไม่มีเงินจ้างดีไซเนอร์ รุ่นหลัง ๆ รองเท้าสวยขึ้นผิดหูผิดตา ระบบการขายดีขึ้น CI ชัดเจน ถ้าเขารอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนแล้วค่อยทำ Ving คงไม่เกิด
วาทีบอกว่า ความรู้ด้านการผลิตรองเท้าไม่มีใครสอน ภาคอุตสาหกรรมบ้านเราก็ย้ายไปอยู่เวียดนาม ไม่เหลือคนเก่ง ๆ ในบ้านเรา เขาต้องลองผิดลองถูก รับฟีดแบ็กลูกค้า ปรับปรุง แก้ไข จนได้วันนี้
“ถ้าเราทำเรื่องใหม่ มันมีโอกาสที่จะผิดมาก ๆ เลยนะ แต่ผิดแล้วทำไง ผิดเราก็แก้ แต่บางคนอาจจะรอให้เข้าใจทั้งหมดก่อน พร้อมแล้วค่อยทำ ของเราไม่พร้อมนี่แหละ ก็ทำไปเลย ผิดก็ตามแก้” วาทีเล่า

กลยุทธ์ด้นสด
Ving โตได้ด้วยกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนใครของวาทีและภรรยา
เขาเรียนคลาสธุรกิจมาบ้างก็จริง ศึกษามาก็น้อย แต่หลายกลยุทธ์ เขาคิดแบบด้นสดขึ้นมาเอง
วันที่เขาซื้อรองเท้าแตะมาใช้วิ่งจนเข้าเส้นชัย ยุคนั้นงานวิ่งกำลังบูม มีงานวิ่งทุกสัปดาห์ทั่วประเทศ 40 – 50 งาน ในงานวิ่งจะมีบูทขายสินค้า ค่าบูทไม่แพง ถ้าเรามีสินค้าที่เกี่ยวกับงานวิ่ง มาออกบูทแบบนี้ เท่ากับได้ทั้งออฟไลน์คู่กับออนไลน์ในราคาที่ไม่แพงนัก
ปี 2019 ในวงการวิ่งมีรองเท้าแตะที่มีคุณสมบัติใช้วิ่งได้อยู่แล้ว เป็นแบรนด์ในย่านเอเชีย แรกสุดวาทีคิดเรื่องการนำเข้ารองเท้าในฐานะตัวแทนจำหน่าย แต่ก่อนหน้านั้นภรรยาของวาทีทำเพจขายเสื้อผ้าออนไลน์ และมีประสบการณ์ว่านำเข้ารองเท้าถึงจุดหนึ่งก็ต้องเจอกับการขายตัดราคาจากสินค้าที่ราคาถูกกว่านำเข้า เขาจึงคิดเรื่องการทำแบรนด์ตัวเอง
ตัวเลือกแรก คือไปหาโรงงานผลิตที่จีน เขามีเพื่อนคนจีนและขอให้ช่วยติดต่อ ปรากฏว่าโดนหลอกและโก่งราคา วาทีเลยเข้าเว็บไซต์หาโรงงานผลิตในไทย ไล่โทรศัพท์หาทีละโรงงาน จนกระทั่งพบแหล่งที่ยินดีผลิตด้วยวัสดุที่เรียกว่า EVA
วาทีขนรองเท้าไปหลายคู่ ถามโรงงานว่าทำอะไรได้บ้าง MOQ (จำนวนผลิตขั้นต่ำ) เท่าไหร่ สรุปว่าต้องใช้เงิน 1,000,000 บาท จะได้แม่พิมพ์รองเท้า พร้อมสต็อก 4,000 – 5,000 คู่ เขาใช้ความเป็นโปรแกรมเมอร์ กำหนดสเปกของรองเท้าคู่แรก ต่อรองกับโรงงาน จนได้รองเท้าต้นแบบมาใส่ทดสอบ ใช้เงิน 100,000 บาท
เขาทดลองใส่รองเท้าแตะต้นแบบเดินเข้าห้างสรรพสินค้า หยิบรองเท้าคู่อื่นมาลองเหยียบ ถือเป็นการทำวิจัยตลาด Market Research ในตัว ผลลัพธ์ดีพอประมาณ ต้นทุนคู่ละ 150 บาท (เท่ากับราคาขายรองเท้าแตะปกติ) น่าจะขาย 700 กว่าบาทได้ ในขณะที่แบรนด์อื่นอาจจะขายถึงหลัก 2,000 บาท

จุดแข็งของรองเท้าเวอร์ชันแรกคือพื้นหนา ส้นสูง ต่างจากรองเท้าเพื่อสุขภาพในตลาดทั่วไป คุณภาพดีกว่ารองเท้าแตะทั่วไป แต่ราคาถูกกว่ารองเท้า Recovery เป็นช่องว่างให้ Ving ยืนอยู่ทั้ง 2 ตลาด
ในช่วงรอยต่อระหว่างผลิตรองเท้าแบรนด์ตัวเอง เขาและภรรยานำรองเท้าแตะวิ่งมาลองขายแบบซื้อมาขายไป ทำให้เขาสั่งสมความรู้และฟีดแบ็กเกี่ยวกับรองเท้าประเภทนี้ กลยุทธ์อีกอย่างในการขายช่วงนี้คือ เขาขายแบบพรีออร์เดอร์ ไม่เคยใช้เงินตัวเองออกไปก่อนเลย ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่เจ็บตัว
วาทีเริ่มทำต้นแบบเดือนเมษายน ต้นแบบเสร็จกันยายน ปัญหาคือหลังจากนั้นต้องหาเงิน 1,000,000 บาทไปจ่ายโรงงาน เขาคิดถึงการระดมทุนผ่านเว็บอย่าง Kickstarter แต่ตามกฎบริษัทต้องไปจดทะเบียนที่สิงคโปร์ เขาเลยเลือกวิธีอื่น

ยุคนั้นการวิ่ง Virtual Run เริ่มนิยม นักวิ่งวิ่งสะสมระยะผ่านแอปฯ ที่บ้านเพื่อเอามาแลกรางวัลได้ วาทีเลยทำบ้างโดยคิดกิมมิกเป็น Virtual Run รองเท้าแตะครั้งแรกของโลก ค่าสมัคร 1,000 บาท ได้เสื้อ เหรียญ และรองเท้าแตะ ถือว่าคุ้มมาก
งานนี้มีคนสมัครราว 1,000 คน พวกเขาคือฐานลูกค้าสำหรับ Ving ในวันแรก นอกจากนี้เขายังพยายามหาคนที่เป็นนักวิ่งใน Facebook (ซึ่งหาไม่ยาก ทุกคนตั้งภาพโปรไฟล์เป็นชุดนักวิ่ง) เพิ่มเพื่อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (5,000 คน) และชวนให้เข้ามาอยู่ในเพจของแบรนด์
ถึงจุดนั้น ยอดขายรองเท้าเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 – 300,000 บาทต่อเดือน Ving มีขายทั้งออนไลน์ และขายในบูทงานวิ่ง โชคดีที่ยุคนั้นการวิ่งกำลังบูม จากกระแสการวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว ของ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย วาทีประเมินว่าประเทศไทยมีนักวิ่งประมาณ 10 ล้านคน คนที่ Active ตามกลุ่มวิ่งประมาณ 1 ล้านคน เขาขอสัก 0.1% จากกลุ่มนี้ก็น่าจะทำให้ Ving อยู่ได้แล้ว
วาทีบอกว่าความโชคดีอีกข้อ คือยุคที่ Ving เกิด รองเท้าผ้าใบมีน้ำหนักมาตรฐานราว 300 กรัม ในขณะที่รองเท้าแตะประมาณ 100 กรัม เขาเลยชูจุดขายเรื่องน้ำหนักเบาได้ง่าย ถ้าเป็นยุคนี้จะยากขึ้นเพราะรองเท้าผ้าใบเบากว่าเดิมอยู่ที่ 200 กรัม ความต่างไม่มากนัก
Ving ยังทำการบ้านเรื่องราคามาดีมาก แม้จะแพงกว่าแบรนด์ไทย แต่ถูกกว่าต่างประเทศมากในรองเท้าเกรดเดียวกัน ที่สำคัญคือใส่สบายจริง
“ราคาต่างเยอะ เป็นเหตุผลให้ลูกค้าลอง adidas Ultraboost ตอนนั้น 7,800 เราขาย 650 บาท มันไม่ต้องคิดเลย”


เข้าใจนักวิ่ง
โมเดลธุรกิจของ Ving มีองค์ประกอบที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง คือการมีชุมชนนักวิ่งที่แข็งแรง จะช่วยให้วงจรชีวิตของรองเท้าอยู่ยาว
วาทีรู้จักธรรมชาติของนักวิ่ง และพยายามใช้จุดนี้ในการทำการตลาดให้กับแบรนด์
เขารู้ว่าเวลานักวิ่งลองอะไรใหม่ ไม่ว่ารองเท้าใหม่ Gadget ใหม่ จะโพสต์แชร์ ถ้าของดี เขาจะเขียนป้ายยา ฉะนั้น จงทำสินค้าให้คุณภาพดีไว้ก่อน นอกจากนี้วาทียังมีทริกเล็ก ๆ คือทำสีรองเท้า Ving ให้แตกต่างจากแบรนด์อื่น เวลาไล่เช็กจะสังเกตง่าย ทำ Market Research สะดวก และยังทำให้แบรนด์ถูกจำง่ายด้วย
“ธุรกิจอื่นไม่ได้มี Trophy ได้ทุกวัน ถ้าอยากได้เราต้องไปประกวด แต่กับนักวิ่ง ลูกค้าเราได้ถ้วย ได้เหรียญ มันจะมีธุรกิจอันไหนที่ดีกว่านี้อีก ลูกค้าเราใส่สินค้าเราพร้อมกับประกาศชัยชนะพร้อมข้อพิสูจน์ที่บอกว่าทำให้เขาบเขาบรรลุเป้าหมายได้จริง”
ช่วงโควิด-19 เขาปรับวิธีสื่อสารให้กว้างกว่าการวิ่ง ตอนนั้นคนนิยมทำอาหารที่บ้าน Ving เลยโปรโมตให้เป็นรองเท้าที่ใส่ยืนทำอาหารแล้วไม่เมื่อย เมื่อนักวิ่งหันมาวิ่งในคอนโด เขาก็ปรับ หาทางให้รองเท้าเข้ากับไลฟ์สไตล์
Ving ผ่านการล็อกดาวน์มา 2 ปี ธุรกิจโตขึ้น 4 – 5 เท่าต่อปี ต้นทุนน้อยเพราะทำกัน 2 คนในคอนโดมิเนียม 30 ตารางเมตร วาทีไม่ได้ให้สินค้าขายตัวเองอย่างเดียว เขาขยันทำคอนเทนต์เอง ไปออกรายการโทรทัศน์ โดยมีจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ คือวันหนึ่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ใส่รองเท้าแตะ Ving ลุยน้ำท่วม คนเห็นเลยแห่กันซื้อ
ขายได้เท่าไหร่ วาทีก็เอาเงินมาลงกับการ R&D ทำให้ปล่อยรองเท้ารุ่นใหม่ออกมาได้เรื่อย ๆ เขาเชื่อเรื่องการทำแบรนดิ้งโดยไม่ทิ้งเรื่องการส่งเสริมการขาย

เมื่อห้างสรรพสินค้าติดต่อให้ Ving ไปลองขายแบบ Pop-up และต่อยอดเป็นการวางตามสาขาทั่วประเทศ วาทีก็ลงมือจ้างคน สร้างระบบ สมัยขายเสื้อผ้าออนไลน์ครอบครัวนี้ขายของจนไม่ได้นอน เขานำบทเรียนนี้มาสร้างระบบตั้งแต่ได้รับโอกาสขยายสาขา
หนึ่งในศูนย์การค้าที่ติดต่อมาคือเซ็นทรัล เสนอขายรองเท้าแตะ 25 ที่ และแนะนำวาทีให้ขึ้นราคาจาก 750 เป็น 920 บาท การขายออฟไลน์ทำให้มูลค่าของแบรนด์ดีขึ้น เมื่อก่อนขายออนไลน์ วาทีเล่าว่าโดนต่อราคาแทบทุกรายแม้จะขายหลักร้อย แต่การขายในห้างต่อไม่ได้ ออฟไลน์ยังมีข้อดีอีกอย่าง คือลูกค้าอยู่กับรองเท้านานกว่า ทำคอนเทนต์ในออนไลน์ให้ดีแค่ไหนคนก็อยู่กับเราไม่ถึง 5 นาที แต่การวางขายออฟไลน์ อย่างน้อยลูกค้าได้เห็น ได้จับ ได้ลอง บางทีคุยไปร่วมครึ่งชั่วโมง
การวางขายห้างใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี อุปสรรคคือเงินทุน Credit Term ของห้างอยู่ที่ 90 – 105 วัน กว่าจะได้เงิน เมื่อมีโอกาสทำร้าน Stand Alone วาทีจึงไม่รอช้า แม้ต้องลงทุนไปก่อนแต่ลูกค้าดีกว่าประมาณ 3 เท่า แถมได้เงินสดกลับมา ทำให้ Cash Flow ดีขึ้น
จุดเด่นของ Ving ทำให้ลูกค้าหลายคนไม่ได้ซื้อไปใส่วิ่ง แต่ซื้อเพื่อเป็นของฝากให้ผู้สูงอายุ สินค้ามีข้อดีเรื่องสุขภาพโดยที่ไม่ได้พูดออกมา แก้ปัญหาสุขภาพเท้าได้ ทั้งการเป็นรองช้ำหรือคนที่หารองเท้าใส่ยาก บางคนซื้อเพื่อให้พ่อแม่ใส่ ท่านจะได้มีสุขภาพดี
แม้ตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพจะดูใหญ่กว่ารองเท้าแตะวิ่งมาราธอน แต่ก็มีคู่แข่งเยอะกว่า วาทีเล่าว่าสิ่งที่เหนือกว่าการมีสุขภาพดี คือความแข็งแรง ในแง่การสื่อสาร ถ้าเราวิ่ง 10 กิโลเมตรได้ ไม่เจ็บเท้า แสดงว่าเราแข็งแรง แต่ถ้าบอกว่าเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ คนต้องเจ็บเท้าก่อนถึงอยากใส่ ไปไหนต่อไหนลำบากเลยต้องซื้อ ถ้าพูดเรื่องความแข็งแรง Position จะสูงกว่า
“งบเราน้อย พูดเรื่องเดียวดีกว่า” เขาเปรียบเปรย วาทีบอกว่าลูกค้า Ving 80% คือคนที่ไม่ได้วิ่ง แต่ใส่ใจสุขภาพ ส่วนอีก 20% คือนักวิ่ง เขาใช้หลักการตลาดโฟกัสลูกค้า 20% เพื่อให้ได้ผลลัพธ์กับกลุ่ม 80% ด้วย

แตะไทยท่องโลก
วันหนึ่งมีคนตัดคลิปสมัยที่วาทีออกรายการ อายุน้อยร้อยล้าน ลง TikTok พูดถึง Ving ไม่รู้ท่าไหนคลิปนี้ไปแพร่ในกรุ๊ปไลน์ผู้สูงอายุ ทำให้แบรนด์ยิ่งดังในหมู่ สว. ยิ่งขึ้น
ในคลิปนั้น Ving ได้รางวัลในไทย วาทีบอกในคลิปว่าเขาอยากพาแบรนด์ไประดับโลก แต่คนฟังแล้วเข้าใจผิด คิดว่าเป็นรองเท้าแตะแบรนด์ไทยที่คว้ารางวัลระดับโลก
ความเข้าใจผิดนี้ทำให้วาทีจับจุดได้ข้อหนึ่ง Ving ขายความภูมิใจในนวัตกรรมคนไทย เป็นเหมือนตัวแทนของประเทศได้
อันที่จริง ตั้งแต่ Day 1 เขาคิดแผนธุรกิจว่า ยังไงก็ต้องพารองเท้าแตะไทยไป Global
เราดูเบารองเท้าแตะไม่ได้ จะให้เป็นแค่สินค้าทั่วไปเหรอ แทนที่มันจะสร้างนิยามใหม่ของวงการวิ่งได้ วาทีบอก
เขาเองก็ไม่เคยเชื่อว่ารองเท้าแตะจะใช้วิ่งได้ เคยเห็นเพื่อนใส่ แต่ไม่เชื่อ จนเจ็บเอง พอหาข้อมูลก็รู้ว่านักวิ่งทั่วโลกหลายคนเจ็บเหมือนกัน
รองเท้าแตะให้นักวิ่งใส่เพื่อ Recovery มีอยู่แล้ว แต่คู่ที่ทำเพื่อวิ่งเลยยังไม่มี ส่วนหนึ่งเพราะบริษัททุ่มงบและเทคโนโลยีใส่ในรองเท้าผ้าใบจนหมด รองเท้าแตะจึงเป็นช่องว่างที่น่าสนใจ
“รองเท้าแตะวิ่งเป็นอย่างเดียวเลยที่ผมคิดว่าถ้าทำเป็นธุรกิจ คนไทยมีโอกาสชนะฝรั่งได้ เพราะถ้าทำผ้าใบ เราไม่น่าจะสู้ได้ ฝรั่งไปไกลแล้ว ส่วนรองเท้าแตะ ลองไปนับแบรนด์ดูได้เลยว่าใส่เทคโนโลยีไปแค่ไหน มีแต่ Crocs แต่เขาก็ไปสายแฟชั่น ไม่ได้เชื่อในศักยภาพของรองเท้าแตะ เขามองรองเท้าแตะเป็น Pleasure ใส่หลังจากใช้รองเท้าผ้าใบหลังวิ่ง
“กลับกัน คนไทยกับรองเท้าแตะคู่กันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เรารู้จักความสบายมากกว่า เขาโตมากับความลำบาก เขาก็จะใส่รองเท้าที่แข็งหน่อย แต่ไม่ได้ลองรองเท้าที่นุ่ม ใช้วัสดุที่สบาย เอาเวลาไปทุ่มกับผ้าใบหรือรองเท้าที่มีชิ้นส่วนเยอะ ๆ มากกว่า
การสร้างรองเท้าสำหรับวิ่ง วาทีตั้งคำถามกลับกันว่า ถ้าเราทิ้งรูปแบบเดิม ๆ ดูแค่ฟังก์ชัน มีแค่หูคีบ รองเท้าของเราก็วิ่งได้แล้ว เบากว่าด้วย

“ถ้าเราศึกษาแบรนดิ้งและการทำ Commodity การที่จะให้ความรู้ ชวนคนหันมาใส่สิ่งนี้ดู มันน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเราเป็นธุรกิจจริงจังได้
“สอง คือน่าจะสร้างความภูมิใจของการเป็นสินค้าคนไทยที่มีโอกาสชนะฝรั่งได้ ถ้าแบรนด์ใหญ่เห็นเรากำลังโตขึ้นมา เห็นเราเป็นคู่แข่ง แบรนด์ใหญ่คงไม่คิดที่จะลดตัวเองลงมาแข่ง ทำผ้าใบดี ๆ จะมาทำรองเท้าแตะแข่งกับแบรนด์ที่โตจากรองเท้าแตะ ศักดิ์ศรีน่าจะค้ำคอ คนที่จะมาแข่งกับเราก็คงมีแต่แบรนด์ใหม่ ๆ เช่น จีนหรือเวียดนามมากกว่า ซึ่งคงสู้กันสนุกกับเกมนี้
“หนทางเดียวที่จะให้สินค้าวงการวิ่งของประเทศไทยไปแข่งกับฝรั่งได้ คือสร้าง Category ใหม่ขึ้นมาที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่โลก หรืออาจจะเคยเกิดขึ้นในเอเชียแต่คนมองว่าเป็น Niche แต่เรามองเป็นโอกาสใหม่ที่จะเกิดบนแผนที่โลกได้มากกว่า” วาทีเล่า
ความสำเร็จของรองเท้ารุ่นล่าสุด NIRUN รองเท้าแตะที่เสริมแผ่นคาร์บอนเป็น Super Sandals มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในหมู่นักวิ่งซีเรียส วาทีเล่าว่ามันเกิดจากการได้พบกับนักกีฬาโอลิมปิกที่มาเป็นทำงานเป็นโค้ชที่ไทย ชอบรองเท้าของ Ving วาทีเลยชวนมาเป็น Sport Director และหาทางเอารองเท้าให้นักวิ่งชาวเคนย่าทดสอบ
ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ที่ส่งสินค้าตัวเองให้นักวิ่งเคนยาทดสอบ ซึ่งมีหลายระดับตั้งแต่นักวิ่งอาชีพจนถึงสมัครเล่น วาทีไม่ได้ส่งรองเท้าไปทดสอบแล้วถ่ายรูปมาใช้อย่างเดียว เขายังชวนนักวิ่งมาแข่งที่งานขอนแก่นมาราธอนช่วงต้นปี สปอนเซอร์รองเท้าให้ ผลก็คือนักวิ่งที่ใส่รองเท้าแตะ Ving เข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 แซงนักวิ่งในรองเท้าผ้าใบแพง ๆ ไม่เห็นฝุ่น
ทีแรกข่าวนี้ดังแค่ในขอนแก่น แต่ในงานนั้นมี Influencer สายวิ่งชาวต่างชาติเข้าร่วม และถ่ายคลิปเห็นจังหวะที่นักวิ่งเคนยาใส่ Ving วิ่งแซงไปพอดี ถึงกับต้องมาหาในบูท Ving ว่ามันคือรองเท้าแตะแบบไหน วันนั้น Inbox ของ Ving ถาโถมไปด้วยข้อความ อันที่จริงกลยุทธ์นี้ไม่ได้ใหม่อะไรเลย แต่ยังใช้ได้ผลอยู่เสมอ
การเติบโตของ Ving มีหลายมิติที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ตัวตนของวาทีที่เติบโตจากการลองผิดลองถูก วงการวิ่งไทยมีเรื่องใหม่ที่น่าชื่นชม เป็นเคสธุรกิจไทยที่ไม่ได้เป็น Fake News แต่กำลังจะมีชื่ออยู่ในอันดับโลก
วาทีทิ้งท้ายว่า คุยกันรอบต่อไป แบรนด์ Ving อาจจะไม่ได้อ่านว่า วี-อิ้ง อีกแล้ว เขากำลังรีแบรนด์ให้แบรนด์นี้อ่านว่า วิ่ง เป็นภาษาไทย
“โลกรู้จักคำว่า ตุ๊กตุ๊ก และ ผัดไทย แล้ว ขอคำว่า ‘วิ่ง’ อีกคำแล้วกัน”


