17 พฤศจิกายน 2025
906

The Yarn Story ตั้งอยู่ในตึกแถว 1 คูหาบนถนนกัลปพฤกษ์ มีเส้นใยสารพัดรูปแบบ แทบจะทุกวัสดุที่คุณจะนึกออก พร้อมเครื่องทอผ้าแบบที่เรามักเห็นตามสถานที่ท่องเที่ยวและร้านขายของที่ระลึกในจังหวัดที่มีสินค้าประจำท้องถิ่นเป็นผ้าทอ

แต่นี่ไม่ใช่ธุรกิจขายผ้าหรือเสื้อผ้า

The Yarn Story คือสตูดิโอออกแบบสิ่งทอ งานของพวกเขามีหลายรูปแบบ ตั้งแต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างสิ่งทอประกอบเฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึง Installation ขนาดใหญ่ในโรงแรมหรู ทำงานร่วมกับนักออกแบบภายใน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และอื่น ๆ อีกมากมาย

น้ำ-พิชาธร นวลได้ศรี คือผู้อยู่เบื้องหลังผลงานทั้งหมด จากเด็กที่ชอบจัดแต่งบ้าน มาเป็นนักศึกษาสาขาวิชาสิ่งทอ จนเป็นเจ้าของสตูดิโอแห่งนี้ เธอยังเป็นนักสะสมผ้าทอตัวยงแบบที่ไม่เคยตัดผ้าที่ซื้อมาเก็บไว้เลย 

เธอบอกว่าเวลาจะตัดมันเหมือนถูกกรีดหัวใจ

และนี่คือเรื่องราวของธุรกิจของเธอ

น้ำเรียนจบสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

“เราเป็นเด็กหาดใหญ่ โลกไม่ได้กว้าง แต่ชอบอะไรสวย ๆ งาม ๆ พอเข้ามากรุงเทพฯ ที่คณะมีให้เลือก 2 สาขาคือแฟชั่นกับสิ่งทอ เราไม่เก็ตแฟชั่น เราไม่ได้เป็นคนแต่งตัว แต่ชอบจัดบ้าน ชอบ Interior พอได้ไปเรียนก็พบว่ามีสิ่งที่เราเข้าใจได้ มีวิทยาศาสตร์ มีคณิตศาสตร์ เราต้องคำนวณโครงสร้างผ้า หรือการจะย้อมผ้าก็ต้องมีสัดส่วนเคมี มันจับต้องได้”

การเรียนการสอนในยุคนั้นมุ่งเน้นให้เด็กเป็นศิลปิน พูดภาษาศิลปะคือเน้น Conceptual มากกว่า Commercial 

“เราไม่รู้หรอกว่าเรียนจบจะทำเงินกับสิ่งนี้ได้ยังไง จนช่วงก่อนเรียนจบมีโครงการประกวดการออกแบบผ้าของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผู้ชนะ 3 อันดับแรกจะได้โอกาสไปร่วมงาน Maison&Objet ที่ปารีส”

Maison&Objet คืองานแสดงสินค้าตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์นานาชาติ เป็นศูนย์รวมเทรนด์ สไตล์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทั่วโลกต้องจับตามอง สำหรับนักศึกษาที่ไม่รู้ว่าวิชาที่เล่าเรียนมาจบไปจะทำอาชีพอะไรอย่างน้ำ ทริปนี้คือข้อพิสูจน์ว่าความรู้ที่เธอมี มีคนต้องการมากมายและสร้างมูลค่าได้จริง

ทันทีที่เรียนจบ น้ำทำงานกับกรมหม่อนไหม รับหน้าที่เป็นดีไซเนอร์เข้าไปช่วยนักวิชาการ แนะแนวทางให้คนท้องถิ่น

“ชาวบ้านเรียก อาจารย์น้ำ อาจารย์น้ำ ตอนนั้นเราเพิ่งอายุ 20 ต้น ๆ ความรู้และประสบการณ์ยังแคบมาก ไม่พอที่จะช่วยพัฒนาให้เขาขายของได้ เราคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้น เลยตัดสินใจไปเรียนต่อ”

แน่นอนว่าปริญญาใบที่ 2 ของเธอก็ยังเป็นสาขาสิ่งทออยู่ เธอตัดสินใจเดินทางไปสหราชอาณาจักรเพื่อเข้าเรียนที่ Chelsea College of Arts, University of the Arts London การเรียนครั้งนี้เปิดโลกของน้ำให้กว้างขึ้นไปอีก เพราะอุตสาหกรรมในยุโรปใหญ่กว่าบ้านเรามาก

“ตอนอยู่เมืองไทย พอบอกว่าเรียนสิ่งทอ คนจะทำตาเลิ่กลั่ก แม้แต่ครอบครัวเราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะประเทศเราเป็น OEM ผลิตตามออร์เดอร์ อาชีพดีไซเนอร์จึงไม่ค่อยได้รับความสำคัญมากนัก แต่ที่เมืองนอก ถ้าเราดูแบรนด์ใหญ่ ๆ ตำแหน่ง Textile Designer กับ Fasion Designer จะแยกกัน คนหนึ่งโฟกัสเรื่องทำเสื้อผ้า อีกคนดูเนื้อผ้าอย่างเดียว”

วิธีการทำงานเป็นได้ทั้ง 2 ทาง 

Fasion Designer เป็นคนออกแบบก่อน แล้วให้ Textile Designer ช่วยออกแบบเนื้อผ้าที่เหมาะสมตามความต้องการ 

หรือ Textile Designer จะปล่อยผ้าออกมาให้ Fasion Designer นำไปออกแบบต่อก็ได้

น้ำเล่าว่า Textile Designer ก็แบ่งความเชี่ยวชาญไปได้อีก 3 อย่างใหญ่ ๆ คือผ้าทอ (Woven) ผ้าถัก (Knitting) และผ้าพิมพ์ลาย (Printing)

“กลายเป็นว่าสิ่งที่เราเรียนมาไม่ใช่อาชีพลูกเมียน้อยอย่างที่เคยคิด” น้ำเล่าด้วยเสียงหัวเราะ “พอไปอังกฤษเลยได้รู้ว่ามันมีลู่ทางมากมาย จบมาไม่ต้องเป็นศิลปินอย่างเดียวก็ได้นี่”

หลังเรียนจบและได้ไปเยือน Maison&Objet อีกครั้งในมุมมองต่อโลกสิ่งทอที่กว้างขึ้นไปอีก เห็นการนำสิ่งทอไปใช้ในบริบทต่าง ๆ นอกเหนือจากเสื้อผ้า หญิงสาวที่ไม่ได้โตมาในบ้านศิลปิน มีพ่อเป็นวิศวกร และแม่เป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ เธอเริ่มใจชื้น ตั้งเป้าว่ากลับมาจะนำความรู้มาทำให้เป็นอาชีพให้ได้ และถ้าพ่อแม่ถามว่าทำอาชีพอะไร เธอจะตอบว่า “ทำผ้าสำหรับงานออกแบบภายใน”

น้ำกลับมาไทยในปี 2013 ในวันที่ศิลปะและงานออกแบบยังไม่ได้บูมมากในประเทศไทย เธอเริ่มจากการไปร่วมงานกับแบรนด์หนึ่ง ทำเวิร์กช็อปทอผ้าในวันสุดสัปดาห์ที่ห้าง Emporium เริ่มรับงานดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ให้แบรนด์ผ้าไฮเอนด์ที่ส่งขายลอนดอน ปารีส มิลาน ก่อนจะขอเซ้งกี่ทอผ้าจากแบรนด์นี้แล้วเริ่มทำสตูดิโอนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

เซ้งเครื่องไม้เครื่องมือมาได้ 2 เดือนก็เกิดวิกฤตโควิด-19 ลูกค้าสมัยแรกคือนักศึกษาวิชาสิ่งทอหรือแฟชั่นที่ต้องการผ้าทอสไตล์แปลกใหม่ พอสถานการณ์ดีขึ้น น้ำกลับมาเปิดเวิร์กช็อปให้นักศึกษาและคนทั่วไป ช่วงเดียวกับที่เริ่มมีโปรเจกต์เข้ามา

“มีเพื่อน Interior Designer ติดต่อให้ทำ Wall Art ให้โรงแรม InterContinental Bangkok เขามีโจทย์มาเลยว่าอยากได้ผนังสีทองแดง ใช้ทองแดงทอเลยได้ไหม ซึ่งเส้นโลหะก็เป็นสิ่งที่เราทออยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เราก็มีโปรเจกต์เล็ก ๆ มาเรื่อย ๆ เช่น ผ้าแต่งผนังโรงแรม เป็นต้น”

ธุรกิจเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง มีเงินหมุนเวียนแบบจับต้องได้ จากที่เคยรับเวิร์กช็อปในห้างทุกวันเสาร์-อาทิตย์ น้ำเปิดเวิร์กช็อปเต็มวันของตัวเอง รับงานโปรเจกต์ที่ได้รายได้เป็นก้อน

สิ่งทอที่เคยคิดว่าเป็นแค่งานศิลปะสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้เหมือนจะเป็นอาชีพที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เธอแสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ใส่ลงไปในผลงานอย่างภาคภูมิใจด้วย

น้ำและ The Yarn Story เข้าร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ในปี 2023 นับเป็นครั้งที่ 3 ที่เธอได้ไปเยือน Maison&Objet แต่คราวนี้ไปในฐานะผู้ประกอบการคนหนึ่งของ Thai Pavillion ได้เจอกับดีไซเนอร์มีชื่อเสียงที่ต่างประเทศ ได้ทำโปรเจกต์ร่วมกับเขา

มาในปี 2024 เธอตัดสินใจไปงานแฟร์อีกครั้ง และครั้งนี้เธอเช่าบูทของตัวเอง

“ครั้งแรกกับครั้งที่ 2 เราเหมือนไปเป็นผู้ชม ไปเปิดโลก ตาแตก ทุกอย่าง Possible อันนั้นก็ทำได้ อันนี้ก็ทำได้ ครั้งที่ 3 ก็ยังสนุกอยู่ เหมือนไปเที่ยว มีคนสนับสนุน มาครั้งล่าสุดเริ่มจริงจัง ซื้อบูทเอง จ่ายเอง ทั้งหมด เราต้องกระตือรือร้น ต้องเรียนรู้วิธีการคุยกับลูกค้า จะทำให้เกิดโปรเจกต์ร่วมกันยังไง

“เราพูดภาษาอังกฤษได้ ไม่มีปัญหา แต่ภาษาอังกฤษเพื่อการค้ามันอีกเรื่องหนึ่ง เราต้องเรียนรู้ว่าฝรั่งเขาทำงานกันยังไง เราโชคดีที่เริ่มต้นในช่วงที่ดีไซเนอร์ไทยมีชื่อเสียงในต่างประเทศแล้ว อย่าง พี่กรกต อารมย์ดี เขาก็ช่วยแนะนำหลายอย่าง”

การอยู่ท่ามกลางสตูดิโอออกแบบและผู้ผลิตทั่วโลกในงานแฟร์ที่ใคร ๆ ก็ต้องไปเยือน สิ่งที่ทำให้เธอได้รับความไว้วางใจจากพาร์ตเนอร์คืออะไร – เราถาม

“เราไม่มีข้อจำกัด เราไม่ยึดติด” เธอตอบทันที “เราจะไม่เริ่มจากอันนี้ทอไม่ได้ อันนั้นทอไม่ได้ อันโน้นมีปัญหา น้อง ๆ ช่างทอที่ทำงานกับเราจะรู้เลยว่าเราต้องทำตัวอย่างจนกว่าลูกค้าจะชอบ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ต้องทำ ทำฟรีก็ต้องทำ ต้องลอง”

คนมักจะคิดว่าผ้าทอต้องเป็นผ้าไหม ห้ามมีอย่างอื่นผสม แต่ไม่ใช่สำหรับ The Yarn Story ที่ชอบโลดแล่นบนเส้นใย ผสมผสานอะไรใหม่ ๆ อย่างการนำไหมมาทอกับผ้า Reflective หรือไหมกับขนสัตว์ ซึ่งทั้งหมดทำให้เกิดเท็กซ์เจอร์ใหม่ ๆ

“มีกฎอยู่ว่าเส้นใยบางเส้นใยทอด้วยกันไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะไม่สบายหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ากับแฟชั่น บางอย่างอาจจะทำไม่ได้ แต่พอเป็น Interior Design ข้อดีคือไม่ต้องซักล้างบ่อย เลยลบข้อจำกัดตรงนี้ไปด้วย ทำให้เราสร้างสรรค์ผ้าใหม่ ๆ ได้ไม่หยุด”

เราขอให้เธอเลือกมาสเตอร์พีซ 2 ชิ้นที่คิดว่าเป็นผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผลลัพธ์ การทำงาน หรือเป็นการเปิดโลกให้เธอในฐานะ Textile Designer และโปรเจกต์ที่อยากทำให้อนาคต

1. โรงแรม InterContinental Bangkok 

“นี่คือโปรเจกต์แรก ๆ ที่ The Yarn Story ได้ทำ เป็น Wall Art ความยาวประมาณ 100 กว่าเมตร สูงเกือบ 10 เมตร เราต้องทอเป็นแผง ๆ ความยากคือเราไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง และมันเป็นงานใหญ่งานแรก ๆ ที่เราเริ่มทำ เราทอผ้าด้วยทองแดง 90 เปอร์เซ็นต์ ไนลอน 10 เปอร์เซ็นต์ และต้องทอผ้าให้พอดีกับโครงสร้างที่ดีไซเนอร์ออกแบบมา ซึ่งผ้าที่ทอจากทองแดงตัดไม่ได้ เข้าจักรไม่ได้ พับไม่ได้ เราต้องทำงานกับผู้รับเหมา ทอออกมาให้เป๊ะ

“ความเป๊ะเป็นเรื่องยากมากของสิ่งทอ สมมติทอเท่านี้ พอเอาออกจากกี่มันจะหดลง 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ เราต้องทอเผื่อ เราได้เรียนรู้เยอะมาก ต้องดีลกับดีไซเนอร์ยังไง ดีลกับผู้รับเหมายังไง ดีลกับ Owner ยังไง เป็นการ Learning by Doing หลังจากนั้นก็มีโปรเจกต์เข้ามาเรื่อย ๆ

“งานนี้เป็นงานที่ทำให้นอนไม่หลับ แต่เราผ่านมาได้”

2. Dusit Central Park

“เราทำในส่วนของ Co-working Space โจทย์คือให้ตีความออกมาเป็นอะไรก็ได้จากพื้นที่ตรงนั้น เราเห็นวิวเป็นสวนลุมพินี ตรงริมน้ำ ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก มีสีเหลืองทอง ทองแดงผสมนิด ๆ แล้วก็มีท้องฟ้า ส่วนผ้าทอที่ใช้เป็น Mixed Media มีทั้งโพลีเอสเตอร์ ไนลอน ลูกปัด

“จริง ๆ เนื้องานไม่มีอะไรซับซ้อน แต่โปรเจกต์นี้เกี่ยวข้องกับคนหลายคน เขามี Project Manager มีคนที่ใหญ่กว่านั้น งานนี้ทำให้เราเรียนรู้ที่จะทิ้งตัวตน ทิ้งอีโก้ ในยามที่จำเป็น สมมติลูกค้าคอมเมนต์ให้ปรับตรงนี้ ใส่สีตรงนี้ เราจะรับฟังก่อนบอกว่าไม่ได้ เรียนรู้ที่จะประนีประนอม เราเป็นนักออกแบบ เขาเป็นลูกค้า ถ้างานเป็นแบบที่เราชอบ แต่ลูกค้าไม่ซื้อ สุดท้ายงานที่ทำก็สะท้อนอะไรไม่ได้เลย เมื่อคุณขายไม่ได้ก็ต้องแบกงานกลับบ้าน”

งานถัดไปที่จะได้เห็นจาก The Yarn Story คืออะไร – เราถามต่อ

“Milestone ต่อไปของสตูดิโอคือ Exhibition ของตัวเอง มีน้องที่เรียนสิ่งทอมาสมัครงานกับเราเยอะ เราเข้าใจ เหมือนเราเห็นตัวเองตอนเด็กที่ไม่รู้ว่าเรียนจบต้องทำอาชีพอะไร มันไม่ใช่อาชีพที่หางานง่าย และไม่ใช่อาชีพที่เข้าใจง่าย อยากให้พ่อแม่เขาสบายใจว่าลูกจะมีอนาคตที่ดีกับอาชีพนี้

“เราอยากทำ Exhibition ให้คนเห็นว่าสิ่งทอไม่ใช่แค่งานผ้าไหมไทย ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นงานออกแบบภายในที่มีมูลค่า ตอนนี้วงการสิ่งทอโตขึ้นเรื่อย ๆ Interior designer ที่โตมาพร้อมกับเราก็อยากทดลองสิ่งใหม่ ๆ สตูดิโอแบบเราก็มีขึ้นมาเรื่อย ๆ ตอนนี้ในวงการจึงเป็นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า คอยเกื้อหนุนกัน”

ถ้าวันนี้ต้องไปช่วยชาวบ้านเหมือนวันที่ทำงานกับกรมหม่อนไหม จะภูมิใจหรือยัง – เราถามก่อนจากกัน

“เราคงแนะนำเขาได้โดยไม่รู้สึกเฟก” น้ำว่าอย่างนั้น “สมมติเขาถามว่า อาจารย์น้ำ แบบนี้จะขายได้ไหม เมื่อก่อนที่เรายังเป็นเด็กจบใหม่ ไม่เคยขายของ ไม่เคยรู้จักตลาด ไม่เคยรู้จักฝรั่งเศส อังกฤษ แล้วตอบว่า ขายได้ค่ะ แต่ในใจไม่รู้หรอก คิดว่าขายได้เพราะเรียนมาแบบนั้น 

“ตอนนี้เราได้ทำงานกับลูกค้าใหญ่ ๆ ได้ไปเห็นโลก เรามีประสบการณ์ที่แนะนำได้เลยว่า ดีไซน์แบบยุโรปไม่เอานะแม่ แม่ต้องส่งไทม์ไลน์แบบนี้ ถ้ามีคนทักมาคุยต้องหนึ่ง สอง สาม สี่ เราจะตอบได้อย่างจริงใจและภาคภูมิใจกว่าวันนั้น”

เมื่อถามต่อว่าหลงรักอะไรในสิ่งทอถึงยังทำมาจนทุกวันนี้ น้ำบอกว่าเป็นคำถามที่ยากที่สุด คนมักมาชมที่เธอมีแพสชัน แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ว่านี่คือความรักหรือเป็นสิ่งที่ต้องทำ เธอเรียนเกี่ยวกับสิ่งทอมาตั้งแต่ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ต่อสู้กับความเข้าใจของคนรอบตัว และต่อยอดจนเป็นธุรกิจที่เลี้ยงครอบครัวได้ มันคือสิ่งเดียวที่เธอรู้จักและทำได้ดี

วันนี้ The Yarn Story ยังเปิดประตูต้อนรับคนทั่วไปและนักศึกษาที่สนใจเรียนรู้เรื่องการทอผ้า มีเวิร์กช็อปทั้งแบบขั้นพื้นฐานและระดับสูง และพร้อมรับโปรเจกต์ใหม่ ๆ แบบ ‘ไม่มีข้อจำกัดและไม่ยึดติด’ 

แม้เธอจะไม่แน่ใจว่าสตูดิโอนี้เกิดจากความรักหรือเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่เชื่อสิว่าคนที่ชอบสะสมผ้าทอและไม่เคยตัดผ้าเลยอย่างน้ำเพราะกลัวเสียลวดลายที่คนทอทอไว้ ไม่ได้ทำสิ่งนี้ขึ้นมาเพราะต้องทำหรอก

Website : www.theyarnstorystudio.com

Lessons Learned

  • งานสิ่งทอไม่จำกัดเพียงแฟชั่น แต่มีโอกาสอีกหลายแขนง 
  • งานออกแบบ บางแง่มุมคือการฝึกไม่ยึดติดกับตัวตน 
  • เคล็ดลับคือไม่ปฏิเสธงานจนกว่าจะได้ลองทำ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด