คุณเคยมีความทรงจำวัยเด็กที่อยากให้หวนกลับมาอีกครั้งหรือเปล่า
กอล์ฟ-ธนกร สดใส เติบโตมาในตระกูลช่างสิบหมู่ในจังหวัดราชบุรี เขาเล่าย้อนวันวานให้เราฟังถึงบรรยากาศในบ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นใบตองสด เสียงหัวเราะเบา ๆ ของผู้ใหญ่ที่นั่งล้อมวงกัน จับจีบใบกล้วยตานีทีละเส้นเพื่อทำบายศรีสู่ขวัญ พิธีกรรมที่ผูกโยงผู้คนให้กลับมาหากัน ด้วยความหมายของการต้อนรับ ความอบอุ่น และการเริ่มต้นใหม่ แม้พิธีกรรมเหล่านี้จะค่อย ๆ เลือนหายตามกาลเวลา
ทว่าความรู้สึกและบรรยากาศในวันเก่าซึมซับประทับลงในหัวใจ จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาหาวิธีพาสิ่งเหล่านี้หวนกลับมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเขาเอง หากเพื่อให้ผู้คนได้หวนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ใกล้จะสูญหาย
กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ‘ตานี สยาม’ กระเป๋าจากกาบกล้วยที่สร้างรายได้และอาชีพใหม่ แต่ยังคงใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ทั้งยังพัฒนาให้ดีขึ้น ผ่านการใช้สอยประโยชน์กล้วยตานีได้ทั้งต้น เพื่อลดการเผาและฝังกลบ รวมถึงสร้างนวัตกรรมวัสดุธรรมชาติที่ทนทาน ไม่ขึ้นรา ตอบโจทย์ลูกค้าจนขยับขยายไปจำหน่ายไกลถึงยุโรปและสหรัฐอเมริกา
แต่กว่าจะมาเป็นตานี สยาม กอล์ฟเองก็เคยหันหลังให้สิ่งเก่า จนภูมิปัญญาที่ว่าเกือบจางหายไปแล้วเช่นกัน


การจากลา ทำให้รู้ว่ารักสิ่งใด
ย้อนไปในช่วงวัยเรียนของกอล์ฟ ความนิยมของพิธีกรรมต่าง ๆ เริ่มเบาบางลง อาชีพที่เกี่ยวข้องจึงทยอยหายไป แทบไม่มีคนรุ่นใหม่มาสานต่อ เช่นเดียวกันกับกอล์ฟ
“เราตัดสินใจไปเรียนสายที่ตัวเองไม่ได้ชอบด้วยซ้ำ เพราะอยากหนีสิ่งที่เป็น” กอล์ฟเอ่ยถึงการเรียนต่อด้านเคมีสิ่งทอที่วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม แล้วต่อด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครอีก 2 ปี ก่อนจะดรอปเรียนมาหางานทำเพื่อจุนเจือครอบครัว
เขาลองทำสารพัดสิ่ง ตั้งแต่การเป็นเซลส์ขายของ พนักงานร้านสะดวกซื้อ ทำงานในโรงภาพยนตร์ โรงฟอกย้อมในห้องแล็บ ไปจนถึงช่วยงานละครเวทีและเปิดร้านขายเครื่องสักการะบายศรี จนกระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ กลายเป็นจุดพลิกผันให้เขาเดินทางกลับบ้าน
“เราเหนื่อยมากกับการไปข้างนอก พอเกิดวิกฤตแล้วไม่มีอะไรรองรับ ไม่แน่นอน ไม่เหมือนอยู่บ้าน หากเกิดอะไรขึ้นก็กลับมาได้ การเดินทางไปข้างนอกจึงทำให้เราอยากกลับบ้าน”
กอล์ฟกลับมาพร้อมความตั้งใจจะสานต่อสิ่งที่บรรพบุรุษสั่งสมมา จึงขออาศัยวัดสร้างศูนย์การเรียนรู้บ้านช่างสกุลบายศรี ในตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ใน พ.ศ. 2555 โดยรับทำบายศรี จัดดอกไม้ ทำพิธีกรรมทั้งงานแต่งงาน งานบวช ไปจนถึงงานศพ รวมทั้งมีน้อง ๆ เด็กพิเศษในชุมชนมาร่วมเรียนรู้และช่วยกันคนละไม้คนละมือ แถมได้ค่าขนมกลับไปเป็นการตอบแทน
เมื่อศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางชองชุมชน ใน พ.ศ. 2557 เขาจึงจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรีขึ้นมา

นวัตกรรมจากคำถามของเด็ก ๆ
“พวกเราคือคนที่ซน ชอบทดลองค้นหาทางใหม่ ๆ ยิ่งอยู่กับเด็ก ๆ เขาจะเอ๊ะนู่นเอ๊ะนี่ตลอด ทําไมอย่างนั้น ทําไมอย่างนี้ จนเรารู้สึกสงสัยตาม บางทีเด็ก ๆ ไปตัดต้นกล้วยมากรีด มาตาก เขาเห็นคุณยายคุณตาที่บ้านทำอยู่แล้ว แต่จากเดิมที่ทำเชือกกล้วยขาย ก็ลองเอามาทำกระเป๋าสานเชือกกล้วยแทน
“กระเป๋าใบแรก ๆ ขายในงานชุมชนได้เพียงไม่กี่ร้อยบาท ทุกใบเป็นงานทำมือ แต่สิ่งที่ตามมาคือเสียงสะท้อนของลูกค้าว่ากระเป๋าขึ้นรา เราจึงนึกถึงเรื่องเคมีสิ่งทอขึ้นมา เราลองผิดลองถูกมาเรื่อย ๆ เราคิดจาก Pain Point ของวัสดุธรรมชาติซึ่งมักจะเจอ 3 คำถาม คือป้องกันเชื้อราได้ไหม ทนทานพอจะใช้งานจริงได้ไหม และกันน้ำได้แค่ไหน เราพัฒนาจากคำถามเหล่านั้น จนออกมาเป็นวัสดุใหม่”


วัสดุที่ว่านี้คือกาบกล้วยที่มีคุณสมบัติเหมือนหนังทางเลือก ลวดลายแต่ละชิ้นแตกต่างกันไปตามฤดูกาล พร้อมคุณสมบัติทนทาน กันน้ำ ไม่ขึ้นรา แถมย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘ตานี สยาม’ อย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ใช่แค่แบรนด์ แต่เป็นเส้นทางที่บอกเราว่า การพัฒนาอาจเริ่มจากการฟังคำถามเล็ก ๆ และกล้าที่จะลงมือหาคำตอบ


ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นโซลูชัน
“ตานีไม่ใช่แฟชั่น ตานีคือโซลูชัน” กอล์ฟเอ่ย พร้อมอธิบายว่า ตานี สยาม เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา 2 มิติ
อย่างแรก เป็นเรื่องวัฒนธรรม คือพิธีกรรมและความเชี่ยวชาญของช่างท้องถิ่นในยุคสมัยนี้เริ่มเลือนราง หลายครอบครัวต้องละทิ้งฝีมือไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เพราะขาดโอกาสและอาชีพจากรากเหง้า
ฉะนั้น ตานี สยาม จึงพาช่างสารพัดความถนัดใน 30 ครอบครัวมารวมตัวกัน โดยมีทั้งช่างสิบหมู่ ช่างก่ออิฐ ช่างก่อปูน ช่างไม้ ไปจนถึงช่างเย็บตุ๊กตา
“คนที่มาออกแบบลายกาบกล้วยเป็นแผ่นต่อกันคือช่างที่เคยก่ออิฐ เขาเอาความชำนาญมาใช้กับชิ้นงานใหม่ หรือช่างที่ใช้มือแทงหยวกงานเครื่องสักการะ ปัจจุบันยังใช้มีดเดิม มือเดิม วิธีการเดิม ปาดกรีดออกมาเป็นแผ่นทีละเส้น แค่เปลี่ยนมุมมองใหม่ จากแทงหยวกมาเป็นงานกรีดกล้วยทําหนังทางเลือก งานที่พับจับจีบบายศรีเครื่องสักการะก็กลายเป็นการพับจับจีบทำกระเป๋าแทน”


นวัตกรรมนี้จึงเป็นส่วนผสมของงานหัตถกรรมดั้งเดิม ทรัพยากรท้องถิ่น รวมทั้งความรู้ด้านเคมีสิ่งทอสมัยใหม่ ซึ่งนอกจากแก้ปัญหาในมิติวัฒนธรรมแล้ว ยังช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
เพราะโดยธรรมชาติ กล้วยตานีไม่ใช่กล้วยที่ปลูกเอาผล ผู้คนจึงขายแค่ใบกล้วย แล้วตัดส่วนที่เหลือประมาณ 80% ทิ้งไป เพื่อให้ต้นเล็กงอกขึ้นมาใหม่ ตานี สยาม จึงนำกล้วยทุกส่วนมาใช้สอยอย่างคุ้มค่า เพื่อลดมลภาวะจากการเผาและฝังกลบ รวมทั้งสร้างรายได้ให้กับชุมชน
“ต้นกล้วยในชุมชนที่ต้องตัดทิ้งมีประมาณ 600 ตันต่อปี หรือ 10,000 ต้นต่อปี ตานีสร้างโมเดล ‘เรื่องกล้วย กล้วยช่วยชุมชน’ ให้แต่ละครอบครัวปลูกกล้วยตานี 1 ไร่ สร้างรายได้เสริม 12,500 บาทต่อรอบการตัด และช่วงปิดเทอม วันเสาร์-อาทิตย์ เด็ก ๆ ใน 30 ครอบครัวก็มาทำงานพาร์ตไทม์ บางคนก็ทํางานประจําแล้วก็รับรายชิ้นอีก จึงมีรายได้จากหลายช่องทาง


“จากบายศรีที่มีไว้เพื่อบูชาธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเป็นงานศิลปะหรือกระเป๋าเพื่อเคารพธรรมชาติ เราไม่ใช้เครื่องจักรเพราะเคารพมือคน เราเคารพช่างสิบหมู่ ครูบาอาจารย์ทั้งมีตัวตนและไม่มีตัวตน เรายังเก็บรักษาวิชาต่าง ๆ แล้วส่งต่อ เราเคารพต้นกล้วย ดิน น้ำ แม้กระทั่งคนถือ ฉะนั้น ตานี สยาม คือสัญลักษณ์ของการเคารพและโซลูชันร่วมสมัยที่เยียวยาทั้งวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”


ตานีไทยในยุโรป
เมื่อเป็นทั้งนวัตกรรมที่ใช้เวลาคิดค้นและงานฝีมือคนที่ใช้ความประณีตสูง กระเป๋าตานีแต่ละใบจึงสะท้อนคุณค่าของเวลาและแรงงานที่แท้จริง โดยใช้เวลาตั้งแต่ 50 ชั่วโมงไปจนถึงมากกว่า 300 ชั่วโมงต่อใบ
จากความตั้งใจในชุมชนเล็ก ๆ ตานีได้เดินทางข้ามทวีป สู่การเปิดช็อปในต่างประเทศแล้ว 4 แห่ง ทั้งสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และดูไบ โดยมีศูนย์กลางที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
“ถ้าสังเกตดูว่าองค์กรยูเอ็น องค์กรสิ่งแวดล้อม หรือองค์กรนานาชาติ มักตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และลูกค้าเป็นกลุ่มที่เข้าใจประเด็นสิ่งแวดล้อม พูดถึงเรื่องความยั่งยืน ที่นั่นจึงเป็นตลาดที่ตอบโจทย์”
กลุ่มลูกค้าตานี สยาม จึงมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยในต่างประเทศที่ยังคิดถึงบ้านหรือความเป็นธรรมชาติ เพราะผิวสัมผัสมันวาวสีขาวยังคงความเป็นกาบกล้วยตานี ไม่มีการย้อมสีแต่งแต้ม แถมยังมีลวดลายแตกต่างกันออกไปตามแต่ธรรมชาติจะสรรสร้างขึ้นมา


ช้าเพื่อเร็ว หยุดเพื่อเดินต่อ
แม้พิธีกรรมเก่าแก่จะไม่ได้เฟื่องฟูอีกต่อไป แต่การจักสานกระเป๋าใบเก๋เหล่านี้ แท้จริงแล้วยังคงแฝงแก่นหลักเดิมเอาไว้ไม่เคยเปลี่ยน
“พิธีกรรมคือกุศโลบายแห่งชีวิต มนุษย์สร้างพิธีกรรมขึ้นมาเพื่อเป็นเสมือนเชือกที่ผูกใจไว้กับความหมายบางอย่าง เป็นที่พักให้สติได้กลับคืน และเป็นประตูที่เรียกขวัญกลับมาอยู่กับตัว เช่น พิธีบวช หมายถึงการหยุดทางโลกเพื่อเข้าทางธรรม พิธีแต่งงานหมายถึงการหยุดใช้ชีวิตปัจเจกเพื่อเข้าสู่ชีวิตคู่ ดังนั้น ‘พิธีกรรม’ สำหรับผม คือการหยุด…แต่ไม่ใช่การหยุดเฉย ๆ หากคือการหยุดอย่างมีเจตนา เพื่อจะเดินต่อไปด้วยความเข้าใจที่ลึกขึ้น”
การหยุดแล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง เพื่อก้าวไปข้างหน้า จึงเป็นปรัชญาที่แฝงอยู่ในตานี สยาม เสมอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกอล์ฟที่หยุด เพื่อกลับมาหาความสุขในวันเก่า วิธีการทำงานที่กลับมาฟังร่างกาย ผ่านงานที่ต้องกรีดรีดด้วยมือคน รวมถึงแนวคิดที่แฝงในการออกแบบ เช่น คอลเลกชันโคคูน สื่อถึงผีเสื้อทุกตัวที่ต้องผ่านช่วงนิ่ง สงบ และปลอดภัยภายในรังไหม ก่อนจะโผบินออกไปได้อย่างงดงาม
“การหยุดในแบบของตานี สยาม คือการเว้นจังหวะเล็ก ๆ เพื่อกลับมาอยู่กับตนเอง เพื่อฟังเสียงที่มักถูกกลบหายไปในความเร่งรีบ และเพื่อมองเห็นเส้นทางที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและอ่อนโยน”
และนั่นคือเหตุผลที่โลโก้ของตานี สยาม มีสัญลักษณ์ ‘อุณาโลม’ เป็นสัญลักษณ์ของความสงบและการกลับคืนสู่ตัวตน รวมทั้งเน้นตัวพยัญชนะ ‘ต’ และ ‘น’ เป็นพิเศษ เพราะหากถอดสระออกจากคำว่า ตานี ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘ตน’ นั่นเอง


“โลโก้ตานี สยาม จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมาย แต่คือรหัสลับที่ชวนให้เราหยุด กลับมาเคารพและมองเห็นตนเอง”
ส่วนเจตนาของตานีสยามนั้นลึกลงไปกว่าการพยายามรื้อฟื้นสิ่งเก่าขึ้นมา แต่เป็นการกลับไปทำความเข้าใจแก่นหลักและ ‘เจตนา’ ของพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อสืบสานให้คงอยู่ในรูปแบบใหม่ ทั้งยังพัฒนาให้ดีขึ้นตามยุคสมัยและความถนัดของตนเอง
“การพาต้นกล้วยต้นในอดีตกลับมาอยู่บนเวทีที่ทุกคนยอมรับได้ในปัจจุบัน การเปลี่ยนจากพิธีกรรมและการบูชาธรรมชาติมาเป็นนวัตกรรมที่เคารพธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้แหละคือความภูมิใจที่สุดของผม”

Facebook : Tanee Siam

