22 กรกฎาคม 2025
3 K

“เดี๋ยวพ่อจะกลับมาทำเกษตร”

โปรเจกต์วัยเกษียณของพ่อ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรัง’ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ฟาร์มสเตย์ของพ่อแม่ลูกที่เริ่มจากความฝันของพ่อที่อยากใช้ชีวิตบั้นปลายในพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเอง ปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ปลูกผัก ทำไร่ และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

เซล-พงศ์ภูนาถ รุ่งเรือง ลูกชายคนเดียวของบ้านรุ่งเรือง อดีตสถาปนิกและผู้ช่วยนักวิจัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เซลเคยมีประสบการณ์ลงเก็บข้อมูลชุมชนในที่ต่าง ๆ คุ้นเคยกับการเข้าไปคลุกคลีทำงานกับชาวบ้านอยู่ประมาณ 2 – 3 ปี

เมื่อต้องมาช่วยพ่อแม่ทำสวนเกษตร หนุ่มคนนี้จึงกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญกับชุมชน ช่วยกันเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ามาปลูกพืชอินทรีย์ในแนวทางเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) จนฟื้นฟูดินเค็มให้ปลูกพืชได้ปกติ และพัฒนาพื้นที่เป็นศูนย์เรียนรู้ในชุมชน 

จากคนต่างถิ่นที่ย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่กันดารที่ไม่มีใครเยี่ยมเยือน กลายเป็นหัวหอกให้ชาวบ้านในชุมชนร่วมกันทำทริปท่องเที่ยว พัฒนาชุมชนให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรังจึงเป็นโมเดลที่น่าสนใจของคนที่อยากกลับบ้านและพัฒนาบ้านเกิดไปพร้อมกัน

มือใหม่อยากทำเกษตร

เมื่อ 8 ปีก่อน 3 คนพ่อแม่ลูกล้วนแล้วเป็นมือใหม่หัดทำเกษตรทั้งสิ้น ไม่มีใครในบ้านเคยทำเกษตรมาก่อนเลย จากที่ คุณพ่อพงศกร รุ่งเรือง เคยเปิดร้านอาหารมากว่า 15 ปี และเคยเป็นผู้จัดการขายบ้านจัดสรรอยู่ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ส่วน คุณแม่นงนาถ โคตรเศรษฐี เป็นพยาบาลมาทั้งชีวิต และเซลที่จบสถาปัตยฯ เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องมาจับจอบขุดดิน ในวันที่ตัวเองยังเป็นเด็กจบใหม่ ไฟแรง พร้อมที่จะเผชิญโลกกว้าง เตรียมแผนจะไปทำงานและอยู่ต่างประเทศ

หลังจากเป็นผู้ช่วยวิจัยประมาณ 2 – 3 ปี ทางบ้านก็เรียกตัวเซลให้กลับมารับช่วงร้านอาหาร เพราะคุณพ่อวัย 55 ปีในตอนนั้นกำลังเตรียมตัวเกษียณด้วยการเลิกทำร้านอาหารแล้วย้ายไปอยู่บ้านสวน เริ่มชีวิตใหม่ด้วยการเป็นเกษตรกร เซลเริ่มวางระบบร้านอาหารใหม่ทั้งหมดจนทุกอย่างเริ่มอยู่ตัว ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ในช่วงปี 2018 

พอเซลเซตระบบร้านอาหารเสร็จ ก็ตัดสินบอกพ่อแม่ว่า “เดี๋ยวบวชให้ปีหน้านะ”

การตัดสินใจบวชของเซลถือว่าเปลี่ยนมุมมองชีวิตของเขาไปเลย ด้วยความที่เป็นคนชอบคิดหาความหมายกับชีวิตอยู่แล้ว การบวชถือเป็นเรื่องสนุกที่ทำให้เซลในวัย 25 ปีได้เรียนรู้และใคร่ครวญกับตนเองในขณะที่เป็นพระ วันเวลาผ่านไป จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะบวชแค่เดือนเดียว พอบวชได้ 3 เดือนก็เริ่มได้เทศน์แทนเจ้าอาวาส และมีพระในวัดช่วยดันให้บวชต่อ วางแผนเสร็จสรรพกับเส้นทางการเป็นพระ พอถึงเดือนที่ 6 ก่อนที่จะเข้าพรรษา เซลตัดสินใจว่าจะบวชต่อหรือพอแค่นี้ จากที่ได้กลับมาทบทวนกับตัวเองถึงทิศทางชีวิต และพบว่าการสึกออกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่น่าจะได้บุญมากกว่า ทั้งที่เส้นทางการเป็นพระกำลังไปได้ดี พร้อมล้มเลิกการไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกไปโดยปริยาย

“ผมเลือกกลับมาอยู่กับพ่อแม่ที่ไร่คืนรัง ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นฟาร์มสเตย์เหมือนตอนนี้ ตอนที่ย้ายกลับมาใหม่ ๆ ผมเห็นความธรรมดาของชาวบ้าน หาปูหาปลา มันน่ามหัศจรรย์สำหรับเรามาก ก็ยิ่งเชื่อมโยงกับธรรมะและธรรมชาติที่ได้เรียนและศึกษามา เรายิ่งอินเข้าไปใหญ่ และที่ตัดสินใจกลับมาช่วยพ่อแม่เพราะเห็นว่า ‘ความสัมพันธ์’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต”

ธรรมชาติ คือครูที่ดีที่สุด

ก่อนบวช เซลมีโอกาสเข้าร่วมโครงการของ The Cloud ที่ชวนคนไปใช้ชีวิตในชุมชน ‘พึ่งพาตัวเอง’ กับ โจน จันใด อยู่ 2 สัปดาห์ ภาพแรกในหัวที่คิดถึงการทำเกษตรคือการปลูกผักสลัดแล้วก็เก็บขาย ดูเป็นชีวิตเรียบง่าย มีความสุข ตัดมาที่ความจริงที่เซลได้เรียนรู้

“เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ชีวิตเวอร์ชันเกษตรกร ตื่นเช้ามารีดนม ไปหาผักมาต้มกิน เหนื่อยก็นอนแล้วก็ไปทำบ้านดินต่อ ถ้าร้อนมากก็พัก 

“คำพูดของพี่โจนที่ผมใช้มาตลอด คือถ้าเหนื่อยมากแสดงว่ามันผิด เราทบทวนตัวเองตลอดว่าที่ทำอยู่มันเหนื่อยเกินไปไหม หมายถึงเหนื่อยใจ ถ้าฝืนมาก ๆ แสดงว่าเรื่องที่เราทำอยู่ต้องมีอะไรผิดปกติ”

เขาเล่าต่อถึงความประทับใจของคนในชุมชนที่ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล เชื่อมโยง และอยู่อย่างมีความหมาย ทุกคนรู้หน้าที่ตัวเองและพึ่งพากัน ทำให้เซลได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การทำเกษตรที่เกื้อกูลธรรมชาติ และได้ข้อสรุปในตอนนั้นว่า ธรรมชาติน่าจะเป็น ‘ครูที่ดีที่สุด’

ฝันสลาย เพราะดินเค็ม

ก่อนหน้าเหตุการณ์โควิด-19 สัก 2 – 3 เดือน เซลย้ายมาอยู่ที่ไร่คืนรังกับพ่อแม่อย่างเต็มตัว เริ่มช่วยพ่อทำสวนในที่ดินผืนเปล่ากับบ้านที่พ่อมาบุกเบิกสร้างไว้ 1 หลัง และพบกับความจริงที่ทำให้ภาพฝันของเขาดับสลายก็ตอนมารู้ว่าไร่ของเขาเป็น ‘ดินเค็ม’ ทั้งแปลง

“ผมเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด เพราะผมไม่รู้จักดินเลย ความฝันที่บอกว่าอยากปลูกผักสลัดต้องฝันสลาย ตั้งแต่พอเริ่มรู้ว่าดินเค็ม น้ำกร่อย เลยเป็นจุดที่ต้องไปเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ด้วยความที่เคยเป็นผู้ช่วยวิจัยอาจารย์มาก่อนเลยรู้ว่าจริง ๆ มีหน่วยงานภาครัฐที่มีคอร์สให้เรียนฟรีเยอะมาก ไปเจอกรมพัฒนาที่ดิน เกษตรอำเภอ เริ่มค่อย ๆ ปะติดปะต่อ และไปตามที่เขาบอก”

เพราะดินเค็ม จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เซลเข้ามาศึกษาเรื่องดินอย่างจริงจัง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของการเกษตรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ พืชพรรณที่เหมาะกับดินเค็ม การทำปุ๋ยหมัก ด้วยความมุ่งมั่นในตอนนั้นว่าอยากทำเกษตรเชิงพาณิชย์ จึงหาข้อมูลการแก้ดินเค็มอย่างจริงจังและดุเดือด

จนกระทั่งได้ดูสารคดีใน Netflix เรื่อง Kiss the Ground ที่พูดถึงการทำเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู หรือ Regenerative Farming เน้นดูแลสุขภาพของดินและระบบนิเวศองค์รวม แทนที่จะมุ่งเน้นที่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว เมื่อดูจบ เซลเหมือนได้เจอคำตอบแบบฟ้าประทาน

“ย้อนไป 7 ปีที่แล้ว ผมเริ่มพูดเรื่องเกษตรแนวฟื้นฟูผ่านการทำฟาร์มโดยไม่ไถพรวน บอกกับพ่อและพี่ ๆ ในชุมชนว่าต้องทำแบบไหน เริ่มออกตามหาจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่เป็นภูมิปัญญาของชุมชน เริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะทำอะไรได้เยอะ เราต้องเคารพในธรรมชาติ เคารพในจุลินทรีย์เล็กๆ ในดิน เพราะพวกเขาช่วยทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ได้มากที่สุด”

กลับสู่คืนถิ่น ดินผืนไร่

เซลใช้เวลาหลังจากนั้นนานถึง 5 ปีในการฟื้นฟูดินเค็มให้กลายเป็นดินที่สมบูรณ์ และมีคุณภาพดีขึ้นทุกปี เรียกได้ว่าเป็นการทำเกษตรที่มากกว่าเกษตรอินทรีย์ไปอีกขั้น และในระหว่างนั้นเขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยากทำเกษตรเชิงพาณิชย์อีกต่อไปแล้ว จึงเบนเข็มมาทำ ‘ฟาร์มสเตย์’ ในวันที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักคำนี้มากนัก 

ความน่ารักของชื่อ ‘ไร่คืนรัง’ มาจากชื่อแก๊งเพื่อนพ่อรุ่นราวคราวเดียวกันวัยประมาณ 50 ปลาย ๆ ถึง 60 ที่ชอบรวมตัวสังสรรค์ ก๊งเหล้า พูดคุยในเรื่องสัพเพเหระ ทั้งเรื่องชีวิต ปรัชญา และปลายทางของชีวิตที่จะกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมในนามของ ‘แก๊งไร่คืนรัง’

“ผมชอบชื่อ ‘ไร่คืนรัง’ เลยขอยืมมาตั้งชื่อฟาร์ม และตีความใหม่ว่าการคืนรังไม่ใช่การกลับบ้านเกิดหรือคืนถิ่นฐานเท่านั้น แต่เป็นการกลับมาหาผู้คนที่เรารัก ‘พ่อ-แม่-ลูก’ เปรียบเหมือนนก 3 ตัวที่อยู่ในโลโก้ของเรา เป็นการกลับมากินข้าวด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นการกลับบ้านในความหมายที่ลึกกว่าทางกายภาพ”

ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรัง จึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีเซลคอยดูแลภาพรวมของธุรกิจ การสื่อสารและการตลาด และช่วยงานในฟาร์มบ้าง คุณพ่อได้เป็นเกษตรกรอย่างที่ใจฝัน ดูแลสวน ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ส่วนคุณแม่ดูแลเรื่องอาหารการกินทั้งหมดในไร่

Slow down, see things around

พอเริ่มจัดทริปท่องเที่ยวชุมชนและเปิดบ้านให้คนมาพักใจ ใช้ชีวิตช้า ๆ เซลมักได้ยินลูกค้าพูดออกมาว่า “บ้านเราก็ทำได้นี่” กลายเป็นที่ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มาพัก กลับไปมองบ้านตัวเองใหม่ว่าอะไรคือ ‘การกลับคืนรัง’ ในนิยามของเขาเอง เป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย และอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้คน Do Nothing ได้จริง

ความตั้งใจและเป้าหมายของเซลคือการสร้างพื้นที่ที่เรียบง่ายและเงียบสงบ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีน้ำอุ่น มีแค่พัดลมและความธรรมดา คนที่มาพักที่นี่มักได้ตกตะกอนบางอย่างในชีวิต ทบทวนตัวเอง และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวตนที่แท้จริง บางคนมาพักที่นี่เพราะกำลังอกหัก บางคนกำลังจะเปลี่ยนงาน หรือบางคนแค่อยากถอยออกมาคิดอะไรเงียบ ๆ ปลีกวิเวก ไม่คุยกับใครเลยทั้งวันก็มี

นอกจากจะเปิดที่พักให้ชาวกรุงมาพักใจแล้ว ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรังยังมีกิจกรรมที่เซลเรียกว่า Creative Farm Workshop ชวนชาวบ้านในพื้นที่มาร่วมจัดกิจกรรมงานคราฟต์ของชุมชน เช่น การทำดอกไมหรือการทำเรซิ่น 

นอกจากนี้ เซลยังรับหน้าที่จัด School Trip โดยให้เด็ก ๆ จากโรงเรียนนานาชาติเข้ามาเรียนรู้การทำฟาร์ม จนทำให้ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรังสร้างรายได้ได้หลายทาง เป็นทั้งบ้าน พื้นที่แห่งการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และเชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

ทั้งหมดทั้งมวลถือเป็นการท่องเที่ยวแบบค่อย ๆ ช้า ๆ ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หรือ Slow Tourism จึงกลายเป็นจุดแข็งของฟาร์มสเตย์ไร่คืนรังที่ช่วยให้เซลชนะการประกวดแผนธุรกิจทั้งในและต่างประเทศมานักต่อนัก

ปั้นแบรนด์ผ่านเวทีประกวด

เหตุผลที่เซลส่งประกวดโปรเจกต์ไร่คืนรังมานักต่อนัก เพราะการประกวดคือทางเดียวที่ทำให้คนรู้จักฟาร์มสเตย์ไร่คืนรัง และได้อยู่บนพื้นที่สื่อฟรีแบบที่ไม่ต้องใช้งบโฆษณา เซลกล่าวว่า

“ครั้งแรกผมส่งประกวดโปรเจกต์ระดับนานาชาติเลย เราต้องคิดให้ไกลระดับโลกไว้ก่อน ผมส่งประกวดช่วงโควิด-19 ในโครงการ Social Entrepreneurship Tourism จัดโดยองค์กรจากเบอร์ลิน ปรากฏว่าได้เข้ารอบ Finalist เป็น 1 ใน 10 คน และเป็นคนไทยคนเดียวในรายการนั้น หลังจากนั้นก็ประกวดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) 

“เราใช้แนวคิด Slow Tourism เป็นแนวทางหลัก ซึ่งเริ่มทำให้คนเริ่มจับตามองว่าเด็กคนนี้คือใคร มาจากไหน เหมือนเราปั้นตัวตนผ่านเวทีประกวดจนเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงการท่องเที่ยวและการเกษตร การประกวดจึงกลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเราไปโดยปริยาย”

กิจการไร่คืนรังที่เน้นการท่องเที่ยวแบบ Slow Tourism กำลังไปได้สวยและอยู่ในช่วงขาขึ้น ทั้งเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และได้ความร่วมมือกับ ททท. มาส่งเสริม แต่ก็ต้องมาสะดุดแบบตั้งตัวไม่ทันจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่และยาวนานถึง 3 เดือนใน พ.ศ. 2564

“ตอนนั้นเหมือนฉากชีวิตถูกตัดจบทันที น้ำท่วมสูง 2 เมตร บ้านพักกลายเป็นแพกลางน้ำ พ่อแม่เครียดกันหมด ปลูกต้นไม้ไปแล้ว 1,800 ต้น ทั้งพันธุ์ไม้ป่าที่เราขอมาจากศูนย์เพาะกล้าไม้ ตั้งใจจะตอบแทนแผ่นดินด้วยการปลูกป่าฟื้นฟูผืนดิน สุดท้ายตายหมด ผมท้อมาก”

รอน้ำท่วมไม่ไหว ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นดีกว่า

เพราะน้ำท่วม พ.ศ. 2564 กลายเป็นจังหวะที่ทำให้เซลมองหาโอกาสใหม่ ๆ ด้วยการสมัครขอทุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นตัวแทนไปเรียนรู้เกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น 1 ปี ผ่านโครงการ JAEC (Japan Agricultural Exchange Council) เซลเลือกไปอยู่เมืองนาโกะ เกาะโอกินาวา เพราะภูมิอากาศคล้ายเมืองไทย ทั้งปลูกข้าว ไร่อ้อย และต้นกล้วย ที่สำคัญจะได้กลับมาใช้ที่ไร่คืนรังได้ด้วย

“ที่ญี่ปุ่น ผมอยู่กับครอบครัวเกษตรกรเหมือนเป็นลูก ทำงานก่อนแรงงานมาถึงและเลิกงานหลังคนอื่น เพื่อให้มีส่วนร่วมเต็มที่ ผมช่วยงานฟาร์มกระเจี๊ยบเขียว ตั้งแต่เก็บตอน 6 โมง – 3 ทุ่ม เรียนรู้ทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูก เก็บ ประเมินผลผลิต ไปจนถึงการจดบันทึกข้อมูล”

เซลได้เรียนรู้วิธีคิดและวัฒนธรรมการเกษตรแบบญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งมาก คนญี่ปุ่นเคารพธรรมชาติและเลือกกินตามฤดูกาล นิยมอุดหนุนผลผลิตในท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยโดยตรง มีระบบติดตามผลผลิตที่มีชื่อเกษตรกรติดอยู่บนผลผลิตโดยตรง เรียกได้ว่าโปร่งใสแน่นอน ที่สำคัญ เกษตรกรญี่ปุ่นวางแผนเหมือนทำธุรกิจจริง ๆ ตั้งเป้ารายได้ต่อเดือน วิเคราะห์ต้นทุน วิเคราะห์ฤดูกาล จดข้อมูลอย่างละเอียด

พอกลับมาที่ไร่คืนรัง เขาไม่รีรอที่จะนำประสบการณ์ความรู้ที่ได้จากการฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น มาปรับใช้ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง ‘การปลูกและการกินตามฤดูกาล’ ผ่านการสื่อสารกับลูกค้าว่า “เราเสิร์ฟตามฤดูกาล ตามที่ธรรมชาติให้มา”

เลี้ยงไก่ให้เป็นไก่

นอกจากการเปิดที่พัก ทำเวิร์กช็อป และ School Trip แล้ว เซลยังนำร่องทำโปรเจกต์ ‘ไก่ระบบสวัสดิภาพสูง’ ร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ที่ทดลอง ‘เลี้ยงไก่ให้เป็นไก่’ เอาใจไก่มาใส่ใจเราให้ได้มากที่สุด เช่น สร้างพื้นที่ให้เดินเล่น ปีนได้อย่างไก่ ให้อาหารแบบที่ไก่ชอบอย่างหนอนแมลงวันขนาดเล็กที่อุดมไปด้วยโปรตีน และไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีใด ๆ ซึ่งไก่ที่เลี้ยงจะเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างไก่เนื้อกับไก่บ้าน (เหลืองหางขาว) ทำการวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี รสชาติจะมีความหนึบแน่นกว่าปกติ

“ไก่ของเราได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดแล้ว และเมื่อถึงเวลา เราก็กินทุกส่วนด้วยความเคารพต่อชีวิตเขา ใช้ทุกส่วนให้คุ้มค่า มันคือความมั่นคงทางอาหาร ผมรู้ว่าทุกคำที่กินมาจากไก่ที่เลี้ยงเองและปลอดภัย 100%”

Trust in the Process

เซลทิ้งท้ายกับเราว่า “สิ่งที่ทำให้เราก้าวผ่านวิกฤตมาได้เสมอ คือ ‘ต้นทุนของครอบครัว’ เราเข้าใจกัน เดินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายนะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนมีจังหวะของตัวเอง จะโตช้าหรือเร็วไม่สำคัญ ถ้าเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ก็แค่เดินต่อไปในจังหวะของเรา ขอให้ไว้ใจธรรมชาติของชีวิต แม้จะเจอปัญหาหนักแค่ไหน พรุ่งนี้ค่อยลุกมาหาทางแก้ไขต่อ”

อ่านมาถึงตรงนี้ ความหมายของการ ‘คืนรัง’ ของหลายคนคงเปลี่ยนไป เพราะมันหมายถึงการกลับไปหาสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเรา ควบคู่ไปกับเชื่อมโยงคุณค่านั้นกับคนรอบข้าง ชุมชน และสังคม การคืนรังของคุณอาจไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพ แต่จะกลายเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนให้สังคมได้จริง

Facebook : ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรัง – Rkr Farmstay
ภาพ : Local Alike และ ฟาร์มสเตย์ไร่คืนรัง 

Lessons Learned

  • ศึกษาให้ลึก ทั้งเคสธุรกิจระดับโลกและในระดับชุมชน 
  • เกษตรคือเรื่องพื้นที่ ต้องลงมือทำ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง 
  • อย่าทำคนเดียว หาพี่เลี้ยงที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นมาช่วยเสริมแรง

Writer

ชลธาร นราตรี

นักหัดฟัง ผู้ชอบทำอาหารในบางเวลา ชอบกินเต้าหู้ นั่งมองแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าและยิ้มให้กับสายลมตรงหน้า ชอบถ่ายรูป เดินทักทายธรรมชาติ กอดต้นไม้ใหญ่ และอารมณ์ดีเมื่อได้กินไอติม