ความทรงจำวัยเด็กที่ ภาณุ มหัทธโนบล ยังจำได้ขึ้นใจ คือครั้งหนึ่งคุณพ่อเคยให้ไอศกรีมที่แปะโลโก้ NASA กับเขา
“มันคือไอศกรีม Freeze Dry เป็นไอศกรีมตัวเดียวกับที่ส่งขึ้นไปบนยานอวกาศเพราะมีน้ำหนักเบามาก สารอาหารครบ รสชาติไม่เสีย เก็บได้นานโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น
“ผมได้ไอศกรีมชิ้นนั้นตอนคุณพ่อซื้อเครื่องฟรีซดรายมาไว้ใช้ในโรงงานของเรา ซึ่งบริษัทที่เราซื้อเครื่องมาก็เป็นบริษัทเดียวกับที่ผลิตเครื่องให้กับ NASA นี่แหละ คุณพ่อเลยมองว่าธุรกิจนี้ก็เป็นธุรกิจที่น่าจะ Sunrise”
ธุรกิจที่ว่า คือ บริษัท พรีเซิร์ฟ ฟู้ด สเปเชียลตี้ จำกัด หรือ PFS ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2537 โดย คุณพ่อวรภาส มหัทธโนบล ที่อยากผลิตสินค้าแปรรูปแบบแห้งให้ลูกค้าซึ่งเป็นคนทำธุรกิจทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีการถนอมอาหารสมัยใหม่และครบวงจร
สินค้าของพวกเขามีตั้งแต่เนื้อกุ้งในซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซีเรียลผง ข้าวแช่แข็ง ไปจนถึงอาหารสัตว์เลี้ยงฟรีซดราย
มากกว่านั้น PFS ยังเปิดแบรนด์สินค้าของตัวเอง ทั้ง ‘ไทยเชฟ’ ซุปก้อนกึ่งสำเร็จรูป และ ‘เทสตี้ท็อป’ แบรนด์ผลไม้อบแห้งเอาใจคนจีน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ ‘คอฟฟี่ ดรีมมี่’ ครีมเทียมขนาด 1 กิโลกรัมที่เจ้าของคาเฟ่และร้านขายน้ำเล็กทั่วไทยต่างติดใจ
หลายปีหลังจากจากได้ชิมไอศกรีมฟรีซดรายที่คุณพ่อให้ ภาณุและพี่สาว ภาพร มหัทธโนบล ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมบริหาร เขา พี่สาว และคุณพ่อที่ยังไม่เกษียณจากการทำงานพาให้ PFS เป็นผู้นำทางด้านการฟรีซดรายหรือผู้นำทางด้านการแปรรูปอาหารแบบแห้ง ขยายเขตแดนทางธุรกิจไปทั่วโลกจนมีรายได้ปีล่าสุดกว่า 4,700 ล้านบาท และเติบโต 15 – 20% ทุกปี
รายได้เท่านี้ก็บ่งบอกความสำเร็จได้อย่างแน่ชัด แต่เบื้องหลังธุรกิจถนอมอาหารที่มีเลขสวย ไม่ได้พึ่งพาแค่การถนอมความสัมพันธ์กับคู่ค้าเท่านั้น แต่ภาณุยืนยันว่ายังมีส่วนผสมอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน

วัตถุดิบที่ดี
ช่วงแรกของ PFS ยังไม่ได้ผลิตสินค้าฟรีซดราย แต่พวกเขาเริ่มจากการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น
อาจเป็นความโชคดีที่ได้ทำงานกับประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะ มาตรฐานเรื่องการทำงานของ PSF จึงเป๊ะตั้งแต่วันแรก
เวลาต่อมา คุณพ่อวรภาสมองเห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์มากมาย เรามีทั้งสินค้าประมงสดใหม่ ปศุสัตว์คุณภาพดี และสินค้าเกษตรจำพวกน้ำมันปาล์มและพืชผักผลไม้ที่ไม่แพ้ต่างชาติ เขาจึงอยากนำสิ่งเหล่านี้มาแปรรูปส่งออกเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย
PFS เริ่มต้นจากการผลิตอาหารทะเลแบบฟรีซดราย หรือการทำอาหารให้แห้งโดยใช้ความเย็น ส่งออกวัตถุดิบไปสู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็คือเนื้อกุ้งในซองบะหมี่สำเร็จรูปนั่นเอง
“นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องมาตั้งโรงงานแถวมหาชัย เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดีมาก สมัยก่อนตรงนี้คือสะพานปลาที่ใหญ่ที่สุด ใกล้กับกรุงเทพฯ ที่สุด จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมต้องไปตลาดปลาตอนตี 4 เพื่อเหมากุ้งมาขาย นั่นคือยุคเริ่มต้น” ภาณุเท้าความ

แบรนด์ของตัวเอง
ต่อมาพวกเขาก็ขยับขยายมาสู่การทำสเปรย์ดราย (Spray Dry) หรือการอบแห้งแบบพ่นฝอยที่แปรรูปของเหลวให้เป็นผง PFS จึงหันมาจับตลาดครีมเทียมดูบ้าง
และครีมเทียมนี่แหละที่กลายมาเป็น Hero Product ขายดีเทน้ำเทท่า จากธุรกิจแบบ OEM ที่ผลิตให้แบรนด์อื่น PFS จึงอยากตั้งแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง จนกระทั่งครีมเทียม ‘คอฟฟี่ ดรีมมี่’ เกิดขึ้นในตลาด
ก่อนหน้านั้นแบรนด์ครีมเทียมในไทยจะเน้นขายแบบซองเล็ก ๆ หรือกระสอบใหญ่น้ำหนักหลายกิโลกรัมเพื่อให้ยี่ปั๊วไปแบ่งขายต่อ PSF เห็นช่องว่างในตลาดนี้ จึงผลิตครีมเทียมในไซซ์ 1 กิโลกรัมเป็นเจ้าแรก ให้พ่อค้าแม่ค้าเจ้าของคาเฟ่ไปจนถึงคนรักการกินชากาแฟได้ซื้อไปชงได้ง่าย ๆ ในราคาย่อมเยา
คอฟฟี่ ดรีมมี่ ผ่านการแปลงโฉมหน้าตาและรูปลักษณ์อยู่หลายครั้ง (ปัจจุบันหลายคนน่าจะจำได้ในฐานะครีมเทียมที่ เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ เป็นพรีเซนเตอร์) ทั้งยังแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกมาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิปปิงครีม ผงครีมชีส ผงโกโก้ และอีกมากมาย

ลูกค้าที่หลากหลาย
นอกจากฟรีซดรายและสเปรย์ดราย PFS ยังมีเทคโนโลยีถนอมอาหารแบบ Air Dry การอบแห้งแบบลมร้อน และ Drum Dry การทำให้แห้งโดยลูกกลิ้งร้อน ใช้กับการผลิตฟักทองผง มันฝรั่งผง ข้าวโพดผง และซีเรียล เพื่อบริการแก่ลูกค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีโจทย์อันหลากหลาย


ทางฝั่งลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป PFS เห็นโอกาสในช่วงทัวร์ศูนย์เหรียญที่มีนักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย พวกเขาจึงตั้งแบรนด์ ‘เทสตี้ท็อป’ ผลไม้อบกรอบ และ ‘ไทยเชฟ’ ข้าวต้ม ซุป และแกงกึ่งสำเร็จรูปเพื่อเอาใจชาวต่างชาติ
“ก่อนหน้านี้เราเคยทำซุปก้อนส่งออกให้ทางญี่ปุ่นปีละหลายล้านก้อน มีตั้งแต่ซุปมิโซะก้อนไปจนถึงหูฉลามก้อน มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามี Know-how เพราะเราพัฒนาสินค้ากับทางเขามานาน”
ถึงอย่างนั้น ภาณุก็ออกปากว่าลูกค้ากลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือเจ้าของธุรกิจคาเฟ่ ร้านขายน้ำรถเข็นเล็ก ๆ ร้านเบเกอรีที่เป็นลูกค้าประจำของ ‘ดรีมมี่’ มาตั้งแต่ก่อตั้ง และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
“ช่วงโควิด-19 คนเริ่มกลับไปอยู่บ้านกัน หลายคนไม่ได้กลับมาที่กรุงเทพฯ เพราะเขาไปเริ่มทำร้านกาแฟเล็ก ๆ และธุรกิจของตัวเอง ยิ่งทุกวันนี้ดิลิเวอรีเป็นที่นิยมมากขึ้น การมีหน้าร้านอาจไม่จำเป็น ทุกคนก็ขายออนไลน์ได้ง่ายขึ้น จึงมีการซื้อสินค้าของเราไปทำโปรดักต์อยู่ที่บ้าน
“เราอยากเป็น One Stop Service ให้กับร้านค้า อย่างน้อยก็ร้านขายน้ำ ส่วนลูกค้ากลุ่มร้านเบเกอรี เราก็มีสินค้า Pre-mixed พวกผงโมจิวาฟเฟิล เราปรุงให้เรียบร้อย แค่ซื้อผงของเราไปเติมน้ำเข้าเครื่องก็ขายได้เลย”
กลุ่มที่มาแรงรองลงมาคือลูกค้า OEM ซึ่งทั้งแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของญี่ปุ่นและไทย แบรนด์ชานมจากไต้หวัน แบรนด์ข้าวแช่แข็งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงแบรนด์ในแถบตะวันออกกลางและยุโรป

คุณภาพสินค้า
ด้วยจำนวนลูกค้าที่หลากหลายขนาดนี้ เราสงสัยว่าอะไรทำให้ PFS รักษาพวกเขาไว้ได้ในระยะยาว
“เรามีราคาที่สมเหตุสมผล ต้องยืนราคาให้กับเขาได้ในระยะหนึ่ง” ภาณุตอบตรง “แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณภาพที่ดี เราโชคดีที่ในจุดเริ่มต้นเราได้ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีมาตรฐานในการผลิตสินค้าสูง นี่น่าจะเป็นเหตุผลให้เราขายทุกเจ้ามาได้ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา”
นับแต่นั้น ไม่ว่าจะทำธุรกิจกับในประเทศหรือต่างประเทศ คุณภาพและการทำงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันคือสิ่งที่ PFS ให้ความสำคัญเสมอ
“ถ้าเราทำสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ต่อให้เราจะอยากสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีแค่ไหน สุดท้ายความสัมพันธ์นั้นก็จะแย่ ปัญหาที่คู่ค้าส่งเจออาจจะพอจัดการได้ แต่ถ้าของชิ้นไหนไปขึ้นชั้นวางแล้วผู้บริโภคเจอ แล้วมันเป็นปัญหาที่เกิดจากเรา มันยิ่งทำลายความสัมพันธ์มากขึ้นไปอีก
“เราอยากทำธุรกิจแบบนอนหลับฝันดีน่ะครับ ไม่อยากส่งของออกไปแล้วต้องมานั่งลุ้นว่ามีปัญหาไหม เพราะฉะนั้น คุณภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด”
เทคโนโลยี
จุดแข็งอีกข้อที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ PFS ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงงาน
พวกเขาบอกว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ทางเลือกที่เราจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ
“เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้ทันนะ” ผู้จัดการทั่วไปเน้นเสียง “ถ้าไปดูปัญหาในกระบวนการผลิต จะเห็นว่าส่วนใหญ่ปัญหาเหล่านั้นเกิดจาก Human Error ดังนั้น เราจึงพยายามเพิ่มเครื่องจักรเพื่อรักษาคุณภาพให้นิ่งที่สุด
“จากวันแรกที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ ธุรกิจเราโตขึ้นมา 5 เท่าในส่วนของยอดขาย แต่ 15 ปีที่ผ่านมา เราไม่ได้รับพนักงานเพิ่มเลย แม้ยอดขายจะโตขึ้นทุกปีแต่เราก็หาเครื่องจักรมาช่วย ยิ่งเราใช้เครื่องจักรที่ High Technology มากขึ้น ก็ยิ่งทดแทนคนได้เยอะขึ้น”
อีกอย่างคือเมื่อยุคสมัยผ่านไป ราคาวัตถุดิบก็ถูกปรับขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคาสินค้าอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปรับขึ้นตามไม่ได้ แม้จะขึ้นก็ขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประกอบกับค่าแรงของพนักงานที่สูงขึ้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผู้ผลิตต้องแบก จะขึ้นราคากับลูกค้าก็ไม่ได้ พวกเขาจึงต้องหาวิธีควบคุมต้นทุนในโรงงานให้ดีกว่าเดิม ซึ่งหนึ่งในวิธีแก้คือเทคโนโลยี
“เมื่อเราขึ้นราคากับลูกค้าไม่ได้ ก็ต้องปรับเรื่องเทคโนโลยี หาทางทำให้ต้นทุนกระบวนการถูกลง ยิ่งเราใช้เครื่องจักรเยอะเท่าไหร่ โดยเฉพาะในกระบวนการถนอมอาหาร ซึ่งใช้พลังงานความร้อนค่อนข้างสูง เราก็ต้องหาวิธีการลดต้นทุนพลังงานด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน” เขายกตัวอย่าง
“แม้บางครั้งการเปลี่ยนเทคโนโลยีจะใช้เงินลงทุนที่สูงมาก แต่ทุกการลงทุนไม่มีคำว่าแพงเกินไป ตราบใดที่ยังมีจุดคุ้มทุนที่เรารับได้”

การทำให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้น
“อย่างน้อยที่สุด มันเป็นสินค้าที่สะดวก มีคุณค่าทางอาหารที่ถูกรักษาไว้ผ่านการถนอมอาหารแบบต่าง ๆ มากกว่านั้นคือทำให้คาร์บอนฟุตพรินต์น้อยลง” ภาณุตอบ เมื่อเราถามถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีการถนอมอาหารที่มีต่อชีวิตคน
ถ้าเทียบกันระหว่างอาหารฟรีซดรายกับอาหารแช่แข็ง อย่างหลังจะต้องอยู่ในความเย็นตลอดกระบวนการที่สินค้าเดินทางจากโรงงานไปสู่ลูกค้า
ในทางกลับกัน ฟรีซดรายใช้ความเย็นแค่กระบวนการตั้งต้น หลังจากนั้นมันก็ถูกเก็บในอุณหภูมิปกติได้ เก็บได้นาน ผู้บริโภคก็ค่อย ๆ ทยอยหยิบออกมาใช้ ซึ่งตรงนี้ช่วยลด Food Waste ไปได้อีกส่วนหนึ่ง”
ชายหนุ่มเล่าต่อว่า หนึ่งในสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารฟรีซดราย คืออาหารกึ่งสำเร็จรูป (Instant Food) เหล่านี้เป็นของไม่ดี
“ถ้าพูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว Instant Food ที่เราเห็นของบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหลายมันถูกควบคุมค่อนข้างเยอะ เราไม่ได้จะมาใส่ผงชูรสมั่ว ๆ ซั่ว ๆ หรือสารปรุงแต่งมากมาย เราถูกกฎหมายกำหนดควบคุมไว้อยู่แล้ว ถ้าเทียบกันกับข้าวแกง ไม่ได้บอกว่าข้าวแกงไม่ดีนะ แต่ข้าวแกงไม่ได้มีการระบุปริมาณสารอาหารไว้ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างหรือมีโซเดียมเท่าไหร่”

การรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ
อยู่กับธุรกิจนี้มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ และได้เข้ามาช่วยเหลือและรับช่วงต่อมานานกว่า 15 ปี เราถามภาณุว่าอะไรคือสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุด
“ผมมีหัวเรี่ยวหัวแรงที่เริ่มมาด้วยกันคือพี่สาว ตอนเริ่มต้นเราตัวเล็กมาก คู่แข่งเราตัวใหญ่มาก ใหญ่ไม่พอ อยู่มาตั้งนานและขายแพงกว่าเรามาก ๆ ด้วย เขามีกำลังในการเล่นสนุกกับการตลาดได้เต็มที่ แน่นอนว่าตอนนี้เรายังห่างชั้นกับเขาอยู่ไกลมาก แต่ความภาคภูมิใจของเรา คือเราแชร์ส่วนแบ่งการตลาดจากยักษ์ใหญ่มาได้ และขึ้นมาเรื่อย ๆ ทุกปี
“ความท้าทายที่สุดในปัจจุบันคือเราต้องปรับตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะในยุคที่เราเจอกับภาวะโลกร้อน เรายังคงต้องทำงานกับสินค้าที่มาจากธรรมชาติ วัตถุดิบของเราเป็นของจากธรรมชาติ 98% ดังนั้น เมื่อสภาวะของโลกกำลังแย่ลง การจัดหาของเราจึงต้องหาให้กว้างขึ้น หาแหล่งในการซื้อที่แปลกใหม่ หาวัตถุดิบทดแทน
นั่นคือเหตุผลที่เราต้องเปิดโรงงานอีกแห่งที่เชียงใหม่หรือมีสวนของตัวเอง เพราะเราต้องการให้เกิดความยั่งยืนในธุรกิจของเรา” ชายหนุ่มทิ้งท้าย

Website : preservefood.net

