18 พฤศจิกายน 2025
3 K

PLERN DU CRAFT’ คือของแต่งบ้านที่เราแทบไม่เห็นโพสต์ขายบนโซเชียลมีเดีย ออกบูทเพียงไม่กี่ครั้ง แต่กลับขายดิบขายดี จนบางทีลูกค้าอาสามาเป็นพนักงานช่วยขายก็มี ยิ่งช่วงใกล้ปีใหม่ ยิ่งมีคิวจองยาวเหยียดจน อ้อ-ปาริชาติ ศรีธัญญา เจ้าของแบรนด์ทำแทบไม่ทัน 

ความพิเศษของ PLERN DU CRAFT คือของแต่งบ้านที่ไม่ได้วางประดับธรรมดา ๆ แต่เป็นโมเดลบ้านจำลองทำจากเศษไม้และหินมวลเบาเหลือทิ้งจากการก่อสร้าง แถมเราจะได้สนุกกับการเลือกหยิบของแต่ละชิ้นมาก่อร่างสร้างบ้านของตัวเองราวกับต่อเลโก้ 

ล่าสุดยังการคอลแล็บกับ Candle An ทำเซตของแต่งบ้านจิ๋วคู่กับน้ำมันหอมระเหยหยดลงบนหินมวลเบา กลายเป็นงานชิ้นใหม่ที่ให้ความสุนทรีย์ลึกไปจนถึงกลิ่นหอมผ่อนคลาย

แต่ PLERN DU CRAFT ไม่ใช่อาชีพแรกและไม่ใช่แบรนด์แรกของอ้อ เธอผ่านเส้นทางอันยาวไกล และการตกตะกอนหลายสิ่งกว่าจะมาถึงวันนี้

เรื่องบ้านบ้าน

อาชีพหลักของอ้อคือสถาปนิก เธออยู่ในแวดวงออกแบบภายใน รีโนเวตบ้าน และออกแบบแลนด์สเคปมากว่า 30 ปี ซึ่งทุกวันนี้เธอก็ยังทำงานสถาปนิกควบไปด้วย

แต่ก่อนจะมาทำ PLERN DU CRAFT เธอเคยทำแบรนด์ Iam Plant ที่นำรากสารภีมาจัดแจกัน คล้ายสวนเซนขนาดย่อมที่มองไปแล้วสงบใจ แม้ช่วงนั้นจะขายดิบขายดี แต่วันที่ไม่มีคนหาวัสดุหลักอย่างรากสารภีอีกต่อไป กิจการจึงหยุดชะงักตามไปด้วย

ภาพ : Facebook Iam Plant 

เธอแบ่งปันบทเรียนคราวนั้นว่า งานคราฟต์ควรคำนึงถึงแหล่งวัสดุที่ไม่หายากเกินไปและหาได้ด้วยตัวเอง กิจการถัดมาจึงใช้วัสดุใกล้ตัว ทั้งเศษไม้ปาร์เกต์จากการรีโนเวตบ้าน เศษไม้เต็งจากโรงงานประตูหน้าต่าง หรือหากโชคดีก็มีเศษไม้สักหรือไม้แดงมาด้วย ซึ่งส่วนมากเศษไม้พวกนี้จะถูกขนไปทำถ่าน บ้างก็ถูกทิ้งเป็นขยะกองโต รวมทั้งอิฐมวลเบาที่ทำบ้านแต่ละครั้ง เหลือเศษเล็ก ๆ เยอะขนาดที่ต้องใช้รถหกล้อมาขน หากไม่นำไปใช้ถมที่ ส่วนมากก็กลายเป็นขยะด้วยเช่นกัน ไอเดียการทำบ้านจิ๋วจากเศษเหลือของบ้านหลังใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น

ปลูกเรือน (จิ๋ว) ตามใจผู้อยู่

อ้อเหลาเศษไม้ให้กลายเป็นรูปทรงต้นไม้และบ้านหลังน้อย หน้าตาคล้ายกับภาพสเกตช์ก่อนทำบ้านจริง และนำอิฐมวลเบามาขัดเป็นหินก้อนเล็กสุดเกลี้ยงเกลา ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ง่ายนัก เพราะไม่มีใครสอนหรือบันทึกไว้ในตำรา เธอจึงค้นหาวิธีใกล้เคียงจากยูทูบแล้วลองผิดลองถูกไปเรื่อย จนในที่สุดก็ได้ของที่พร้อมวางขาย แต่แทนที่จะจัดวางตามสไตล์นักออกแบบ อ้อกลับให้ลูกค้าออกแบบกันเอง 

เธอใช้วิธีคิดเดียวกับตอนทำงานสถาปนิกที่จะไม่เลือกให้ลูกค้าไปเสียทุกอย่าง แต่จะคอยถามถึงความต้องการผู้อยู่อาศัยไปด้วย 

“ถ้าเป็นไอเดียเราทั้งหมดก็ไม่ใช่บ้านของลูกค้าสิ คุณจะต้องมีสิ่งที่คุณเลือกอยู่ในบ้านของคุณด้วย” เธอเอ่ย ก่อนเล่าต่อถึงเหตุผลอีกข้อ

“ช่วงที่เราทำบ้าน 2 – 3 หลัง เราสังเกตว่าค่าสวนก็หมดไปหลายตังค์นะ แต่ส่วนมากเรากลับใช้ชีวิตในบ้าน ต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน เราจึงอยากทำงานเกี่ยวกับบ้านไว้ในบ้านอีกที และอยากให้ผู้คนได้ใช้เวลาทำสิ่งนี้ด้วยกัน ไม่ใช่ของที่วางตั้งไว้เฉย ๆ เลยทำหมู่บ้านที่ทุกคนรื้อถอนมันได้ แล้วก็ประกอบเข้าไปใหม่ได้ มันเพลินเหมือนชื่อแบรนด์นี่แหละ เลยเปลี่ยนจาก Iam Plant มาเป็นชื่อนี้”

อ้อเล่าว่าช่วงออกบูทกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยใหม่ ๆ เธอใจฟูกับภาพต่างคนต่างมาเลือกชิ้นที่ชอบแล้วนั่งจัดวางกันเพลิน ๆ 

“ขายดีมากเลย ตอนนั้นเราทำฐานเป็นที่วางโทรศัพท์ พอเห็นพ่อแม่ลูกมาด้วยกัน แล้วมาช่วยกันเลือก ช่วยกันเรียง เรารู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว (ยิ้ม)”

บ้านที่มีกลิ่น

เราไม่ค่อยเห็น PLERN DU CRAFT โพสต์ขายสินค้าบนโซเชียมีเดีย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเน้นประสบการณ์ที่ได้หยิบจับเลือกสรรแต่ละชิ้นด้วยตัวเอง แถมแต่ละชิ้นไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว หากโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย การจัดการสต็อกจะซับซ้อนขึ้นไปอีก ดังนั้น ลูกค้าส่วนมากจึงมักจะมาพบกันตามบูทในงานต่าง ๆ ซึ่งอ้อมองว่าไม่ใช่อุปสรรคของ PLERN DU CRAFT

“เราว่างานศิลปะหรืองานคราฟต์แนวนี้ยังโตได้อีก เพราะของแมสอาจจะต้องแข่งกับจีน แต่งานคราฟต์มีความรู้สึกบางอย่างอยู่ในงานที่คนรับรู้ได้ หลายคนที่มาเจอชิ้นงานจริง ได้หยิบจับ เขาเลยยอมจ่าย”

นอกจากลูกค้าจะยอมจ่ายแล้ว ช่วงที่ขายดี ลูกค้าบางคนถึงขั้นผันตัวมาช่วยขายอีกต่างหาก 

“เราเคยไปออกบูทคนเดียว งานนั้นขายดีจนลูกค้าก็ขายกันเองด้วย เขาบอกว่าคุณเลือกเลย อันนี้ราคาเท่านี้นะ คอยตอบคำถามลูกค้าคนอื่นให้ แล้วก็หันมาบอกเราว่า คุณน่ะห่ออย่างเดียวได้เลย เดี๋ยวพวกเราช่วยขาย” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

อ้อแบ่งปันเคล็ดลับการทำธุรกิจอย่างหนึ่งว่า การมีผองเพื่อนในแวดวงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เช่น เศษหนังที่ใช้ตกแต่งตุ๊กตาอิฐมวลเบาได้มาจากเพื่อนที่ขายโซฟาอีกที หรือแม้แต่น้ำมันหอมระเหยสำหรับใช้หยดลงบนอิฐมวลเบา ก็มาจากอดีตลูกค้าที่ทำแบรนด์ Candle An มาทำงานร่วมกัน จนกลายเป็นคู่หูที่ออกบูทด้วยกันบ่อย ๆ แถมยังช่วยทำการตลาดให้กับ PLERN DU CRAFT อีกแรง ทั้ง 2 แบรนด์จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทีเดียว

มองแล้วเพลินใจ

“ถ้าบางวันคุณเครียด มีเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน บางครั้งมันก็หนักเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว บางทีก็อยากนั่งร้องไห้ แต่ถ้างานของเราไปวางอยู่ในตำแหน่งที่เขามองเห็นแล้วรู้สึกว่าได้พักใจ เพลินกับมันบ้างสักเล็กน้อย แบ่งเบาความหนักหน่วงในใจได้ เราก็ดีใจแล้ว” เธอเอ่ยถึงความตั้งใจ 

แต่หลังจากทำธุรกิจนี้มาสักพัก ดูเหมือนว่าบ้านหลังจิ๋วจะทำหน้าที่มากกว่านั้น

“เราเจอลูกค้าที่บอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่เคยเดินถนนแบบเดิมอีกเลย เขามองหาของริมถนนหนทางว่ามีเศษอะไรที่เอาไปแต่งบ้าน แต่งสวนได้ไหม บางคนกำลังก่อสร้างบ้านอยู่ เหลืออิฐมวลเบาเต็มเลย เขาเลยมาเรียนรู้ เราให้กระบวนการทำงานเขาตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อไปลงมือทำเองเลย พอบ้านคุณเสร็จก็ลองทำออกมาสัก 1 – 2 ชิ้นไปวางประดับบ้าน จากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างบ้านตัวเอง”

ขณะเดียวกัน งานนี้ก็ให้อะไรกับอ้อมากกว่าเม็ดเงินและความสุข

“มันเป็นเหมือนสัจธรรมบางอย่าง การนำเศษอิฐมวลเบาที่ถูกทิ้งไปมาวางใหม่แล้วค่อย ๆ ขัด ตัดทอนรายละเอียดลงจนเกิดบางสิ่งที่ดูงดงามขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น เหมือนชีวิตมนุษย์เรา ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องราวใด เมื่อเราเปลี่ยนทัศนคติต่อเรื่องนั้น มุมมองที่เราเห็นก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย”

ประเมินราคาและคุณค่าทางใจ

อ้อออกตัวว่าวิธีตั้งราคาของเธอไม่ควรเลียนแบบนัก โดยเฉพาะคนที่ทำงานคราฟต์เต็มตัวและรายได้หลักมาจากสิ่งนี้ เพราะเธอไม่คิดค่าแรงของตัวเอง 

ทว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไป อ้อเล่าย้อนว่าสมัยก่อนราคาเคยสูงแตะหลักพัน แถมยังขายดิบขายดีอยู่แล้ว จนกระทั่งวันที่เธอได้เจอสามีภรรยาคู่หนึ่ง 

“ครั้งหนึ่งเราไปออกงานที่เมืองทอง มีผู้หญิงกับผู้ชายเดินมาดูงานเรา เดินไปสักพัก ผู้ชายคนนั้นก็เดินกลับมาไม่รู้กี่รอบ มาหยิบจับดู ถามราคา ชิ้นนั้นเป็นเซตหมู่บ้านใหญ่เลย ราคาประมาณ 1,800 บาท เราจำได้ดีเลย เพราะงานจะเลิกแล้วเขาก็ยังวนกลับมา จนผู้หญิงที่เป็นภรรยาเดินมาหา บอกเราว่าคุณช่วยลดให้เขาหน่อยเถอะ เขาอยากได้มันมากเลย ราคานี้เขาก็อยากจ่ายนะ แต่อาจจะแพงไปสำหรับเขา สุดท้ายเราก็คิดราคา 1,000 บาทแทน ตอนนั้นเกือบจะให้ฟรีแล้ว เพราะเรารู้สึกว่าเขารักงานเราจริง ๆ ยังรู้สึกประทับใจอยู่เลย หลังจากนั้นเลยเริ่มปรับราคาลง 

“คนเราบางทีก็แค่อยากมีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กับบางสิ่ง ได้ชื่นชมของบางอย่าง แต่ชีวิตเขาก็มีค่าใช้จ่ายหลักหลายอย่างเยอะแยะไปหมด ทำไมเราจึงเข้าถึงความสุขเล็ก ๆ เหล่านี้ได้ยากนัก เราเลยเปลี่ยนแนวคิดเรื่องราคา ดังนั้น คนที่มาซื้อทีหลังจะต้องขอบคุณคู่สามีภรรยานั้นแล้วล่ะ (หัวเราะ)”

อ้อย้ำว่าเธอทำเช่นนี้ได้ด้วยเงื่อนไขที่มีอีกงานรองรับ ส่วนเธอมีความสุขทุกกระบวนการ ซึ่งแน่นอนว่าการขายได้เยอะเป็นความต้องการพื้นฐานของคนทำธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแต่ยอดขายถล่มทลายและกำไรอู้ฟู่ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด 

“เราชอบมากเวลาลูกค้าเก่ามาเราแล้วบอกว่าเขาใช้ของที่เราทำตลอดเลย มันวางอยู่ในที่ที่เขามองเห็นตลอดเวลา ทั้งห้องนอน ที่ทำงาน ถ้าเขามองแล้วมีความสุข เราว่าเราประสบความสำเร็จแล้วล่ะ“

Facebook : PLERN DU CRAFT

Lessons Learned

  • เมื่อศิลปะกลายเป็นธุรกิจ ควรคำนึงถึงแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอ
  • หากสินค้านั้นสร้างประสบการณ์ที่โลกออนไลน์ให้ไม่ได้ ลูกค้าจะมาตามหาเอง
  • การต่อยอดจากความถนัดเดิม อาจสร้างมุมใหม่ที่ต่างออกไปได้

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

โชคนิธิ คงชุ่ม

ช่างภาพที่ชอบ Setting ด้วยการ ‘รอ’ ให้ธรรมชาติ เหตุการณ์ และผู้คน ปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ