จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วประตูจะเปิดให้แก่ท่าน (มัทธิว 7:7)
แม้ไม่ได้เป็นคริสต์ศาสนิกชน แต่ผมจดจำส่วนหนึ่งของคำสอนนี้ได้อย่างขึ้นใจ หลังจากรับรู้เรื่องราวการต่อสู้เพื่อสร้างธุรกิจของ พอลร์ ผู้พิชิตไพร

หนุ่มไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่เคยใช้ชีวิตอย่างโลดโผน แต่กลับเผชิญปัญหาสุขภาพที่ทำให้สูญเสียการมองเห็นทั้ง 2 ข้างในวัยเพียง 20 ต้น ๆ จนสิ้นหวังกับการมีชีวิต แต่เขาลุกขึ้นมาสร้างโรงงานและแบรนด์เนยถั่ว น้ำมันสกัดเย็น และสารพัดผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ผลิตให้แบรนด์ชั้นนำระดับประเทศ ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท พีเอยูแอล เทรดดิ้ง จำกัด’ ส่งตรงจากตำบลสบเปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จนมีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อปี
ไม่เพียงรอบรู้เรื่องธุรกิจแบบที่ตอบคำถามนักลงทุนในรายการShark Tank Thailand ได้อย่างหนักแน่น เขายังอธิบายวิธีทำงานของเครื่องจักรในการผลิตแต่ละตัวได้อย่างละเอียด และถอดประกอบชิ้นส่วนเอง นำเข้าเครื่องจักรเองจากต่างประเทศ ขยายโรงงานให้มีศักยภาพการผลิตที่หลากหลาย ดูแลกิจการมาจนมีอายุครบ 20 ปี ควบคู่ไปกับการดูแล ‘มูลนิธิการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต’ที่ส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกล สานต่อความตั้งใจต่อจากคุณพ่อ ผู้เป็นมิสชันนารีที่ก่อตั้งมูลนิธินี้
ธุรกิจของพอลร์ยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ผลักดันให้คนเห็นคุณค่าของวัตถุดิบไทยที่เขาเชื่อว่าไม่แพ้ใครในโลก
แม้มองไม่เห็น แต่วิสัยทัศน์ หัวใจนักสู้ และการลงมือทำ เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขาก้าวข้ามอุปสรรคและข้อจำกัดทางกายภาพมาได้ถึงทุกวันนี้
หากใครกำลังท้อ หมดกำลังใจ ขอให้เรื่องราวนี้ได้มีส่วนช่วยให้พบหนทาง และเปิดประตูบานใหม่ให้แก่ท่าน

เหตุผลของการมีชีวิตอยู่
“ตอนเป็นวัยรุ่น ผมชอบการขับรถมาก” พอลร์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตผู้ประกอบการ เขาหลงใหลในการทำงานของเครื่องยนต์ ถึงขั้นฝึกประกอบด้วยตัวเอง และขับขี่จักรยานยนต์คู่ใจตระเวนไปไหนต่อไหน
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อตัวเขาประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้ารับการผ่าตัด
“จากอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณพ่อยึดกุญแจรถไปและบอกว่า ถ้าอยากได้คืนต้องหาเงินมาคืนค่าใช้จ่ายรวมหมื่นกว่าบาท แม่เลยชวนผมทำขนมปังและเบเกอรีขาย เพราะเรามีสูตรจากตอนที่เคยทำให้มิสชันนารีที่เข้ามาทำงานกับชุมชนอยู่แล้ว
“ผมเห็นว่าเราอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนประจำที่มีนักเรียนกว่า 200 คน น่าจะมีลูกค้าอยู่ เลยเริ่มนวดขนมปังขายเอง จนหาเงินมาคืนพ่อได้สำเร็จใน 1 ปี แต่สิ่งที่เหนือกว่าเรื่องเงินคือเรารู้สึกมีความสุขที่ขายของได้ เลยทำต่อมาเรื่อย ๆ และขยับมาซื้อขายมอเตอร์ไซค์มือสองด้วย
“บางทีก็โดนลูกค้าด่านะ ตอนเด็ก ๆ เรายังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเครื่องยนต์เท่าไร ทำไปได้กำไรไม่เยอะ แต่ช่วงเวลานั้นสอนให้เราต้องเรียนรู้การทำงานของเครื่องยนต์โดยละเอียดและรู้จักวิธีค้าขาย”

ชีวิตของพอลร์ดำเนินไปอย่างราบรื่น ใน พ.ศ. 2541 เขาเดินทางมาศึกษาระดับปริญญาตรีต่อที่กรุงเทพฯ โดยยังคงหัดปรับแต่งเครื่องยนต์และฝึกทำอาหาร เป็น 2 ทักษะที่เขาหลงรัก
แต่จู่ ๆ ความผิดปกติบางอย่างเริ่มเกิดขึ้นกับร่างกายเขา สายตาที่เคยมองเห็นได้ชัด กลับค่อย ๆ พร่าเลือน จนใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบาก
พอลร์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่พบได้ยากอย่างโรคเบเช็ต (Behçet’s Disease) หรืออาการหลอดเลือดอักเสบเรื้อรัง ทำให้ระบบภูมิต้านทานทำงานผิดปกติ จนเขาสูญเสียการมองเห็นทั้ง 2 ข้างโดยสมบูรณ์ในเวลา 2 ปีเศษ และต้องพักการเรียน กลับมาพักรักษาตัวที่เชียงใหม่
“จากที่เคยมองเห็นและทำอะไรได้เอง ผมรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหน อยู่แค่ห้องนอนกับห้องน้ำ เพื่อนฝูงมาเยี่ยมเราก็ไม่อยากเจอ เพราะเพื่อนเริ่มมีงานทำกันแล้ว แต่เรารู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีอนาคตเลย
“ผมเป็นแบบนั้นอยู่ 2 ปี จนวันหนึ่งพ่อได้รับเชิญให้ไปรับตำแหน่งสำคัญที่ใครที่ทำงานตรงนี้คงอยากไปให้ถึง แต่พ่อเลือกปฏิเสธเพื่อมาอยู่ดูแลผม เป็นปีที่เขาใกล้ถึงช่วงจะเกษียณแล้ว เท่ากับว่าเขายอมทิ้งตำแหน่งนั้นไปเลย
“พ่อบอกว่าช่วงที่ผ่านมาเขาทำงานมาตลอด ไม่ค่อยได้ใช้เวลากับลูก ๆ ตอนนี้ขอมาใช้เวลาดูแลลูกดีกว่า ผมถึงได้สติและคิดว่าต้องดิ้นรนกลับมามีชีวิตให้ได้ เพื่อตอบแทนบุญคุณนี้ของพ่อแม่ มากกว่าเป็นภาระของท่าน”
ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว พอลร์ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอีกครั้ง กลับไปเรียนปริญญาตรีที่เชียงใหม่ ควบคู่การทำงานเสริม เช่น นวดไทยเป็นเวลา 3 ปี เพื่อหาเลี้ยงชีพไปด้วย จนสำเร็จการศึกษาในวัย 29 ปี
เขาลองสอบบรรจุ ยื่นสมัครงานในตำแหน่งที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ที่มองไม่เห็น แต่แม้สอบได้คะแนนดีอย่างไร เขาก็ไม่ได้รับโอกาสจากข้อกังวลเรื่องความสามารถในการทำงาน
เมื่อประตูที่มีไม่เปิด พอลร์จึงตัดสินใจสร้างทางเดินใหม่ของตัวเอง
“พ่อแนะนำให้ผมลองเริ่มทำธุรกิจ เพราะเห็นว่าเราชอบค้าขายอยู่แล้ว ผมอยากลองดู เลยไปหาเครื่องจักรเก่า ๆ ในห้องเก็บของมาเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง”
พ.ศ. 2549 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ PAUL Foods


เห็นโอกาสทำเนยถั่วไทยให้ดีที่สุด
“ผมดูตลาดแล้วรู้สึกว่าเนยถั่วในไทยมีแต่แบรนด์จากต่างประเทศ ทั้งที่บ้านเราปลูกถั่วที่ดี มีคุณภาพตั้งเยอะแยะ เราน่าจะทำแบรนด์ของไทยเอง” พอลร์เล่าเหตุผลที่เลือกเนยถั่วเป็นผลิตภัณฑ์แรกเมื่อ 20 ปีก่อน
ไม่เพียงเพราะเล็งเห็นช่องว่างในตลาด อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการคนนี้มุ่งมั่นกับเนยถั่ว คือเขาเข้าใจธรรมชาติของผลิตภัณฑ์นี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว
“ตอนเด็กผมมีโอกาสต้อนรับมิสชันนารีชาวต่างชาติที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาเยอะ หนึ่งในสิ่งที่พวกเขาอยากกินคือเนยถั่ว แต่เราอยู่พื้นที่ห่างไกล ไม่ได้มีขายทั่วไป และสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีไฟฟ้าใช้ ด้วยความที่พ่อแม่สอนว่าเวลาผู้ใหญ่ทำอะไรเราควรไปช่วย ผมเลยได้เป็นลูกมือ ไปหาเครื่องบดมือหมุนของพ่อมาลองปรับแต่งใหม่เพื่อทำเนยถั่วให้พวกเขา จนได้สูตรที่คนบอกกันว่าอร่อย”
ครั้งนี้เขาทำแบบเดียวกัน พอลร์ลงมือปรับเครื่องโม่หินเก่าของพ่อ ร่วมกับชาวสวนที่เป็นผู้ช่วย โดยอาศัยความเข้าใจในหลักการแบบเดียวกับการทำงานของเครื่องยนต์ จนบดถั่วได้ความละเอียดตามต้องการ
“สมัยที่เราแต่งรถ ถ้าอยากให้วิ่งเร็วทางเรียบหรือวิ่งขึ้นดอย เราต้องปรับจูน Sprocket ให้เหมาะสม เครื่องนี้ก็เหมือนกันตรงที่ต้องดูว่าปรับ Pulley อย่างไรให้เหมาะสม ลองปรับไปมาก็ได้ความละเอียดที่เนียนกริบ เสียค่าใช้จ่ายไม่กี่ร้อย” เขาอธิบาย
ส่วนองค์ประกอบสำคัญอย่างวัตถุดิบ พอลร์เลือกจะร่วมเดินทางไปค้นหาถั่วลิสงจากเกษตรกรถึงที่แปลงเพื่อให้ได้คุณภาพตามต้องการ
เมื่อทดลองจนเป็นที่พอใจ ได้สูตรที่หอมอร่อยโดยไม่ต้องเติมสารสังเคราะห์ ไม่ต้องแต่งสี-แต่งกลิ่นใด ๆ เขาเริ่มวางขายเนยถั่วในตลาดใกล้เคียงและได้รับแรงสนับสนุนจากชุมชน จนพร้อมขยายต่อไปในสนามที่ใหญ่ขึ้น

“ผมใช้วิธีแบบยุค 90 เลย ติดต่อ 1133 เพื่อหาเบอร์บริษัทต่าง ๆ ขอเข้าไปนัดเจอฝ่ายจัดซื้อเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะตกใจที่เรามองไม่เห็น แต่โชคดีที่คนไทยมีน้ำใจ ให้โอกาสเรา และผมเริ่มให้คนช่วยทำเว็บไซต์ด้วย เวลาบริษัทเข้าไปหาข้อมูล เขามักนึกว่าเราเป็นบริษัทใหญ่ ทั้งที่โรงงานเราเล็กและอยู่ไกลมากเลย” พอลร์เล่าอย่างถ่อมตัว
ด้วยความมุ่งมั่นและความเข้าใจที่เล่าได้ทุกรายละเอียดของการผลิต ร้านค้าปลีกอย่างริมปิงและ Lemon Farm เริ่มตอบรับให้นำไปวางขายและจ้างผลิต ทำให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีโมเดิร์นเทรดยักษ์ใหญ่ติดต่อมาว่าอยากจ้างผลิตเนยถั่วให้กับแบรนด์ของเขา
คงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เชื่อว่าเป็นเพราะแนวทางการทำธุรกิจที่พอลร์ยึดถือมาโดยตลอด
“ผมได้รับการติดต่อครั้งนี้จากเพื่อนคู่ค้าคนหนึ่ง เขาเคยติดต่อมาขายอุปกรณ์ด้านอาหารกับผม ต่อมามีคนรู้จักผมที่ตามหาอุปกรณ์นี้อยู่ ผมเลยแนะนำให้รู้จักกัน ทำให้เขาขายสินค้าได้สำเร็จ ภายหลัง เขาช่วยแนะนำผมให้กับห้างแห่งนี้ เรารีบติดต่อเข้าไปเสนอ จนวันนี้ยังผลิตเนยถั่วให้อยู่ และผมยังเป็นเพื่อนกับเขาคนนี้ ติดต่อปรึกษาเรื่องสูตรอาหารกันมาตลอด ทั้งที่เคยเจอกันตัวเป็น ๆ แค่ 2 ครั้งเอง
“ผมเชื่อเรื่องการสร้างมิตรและแบ่งปันข้อมูลความรู้ หลาย ๆ ครั้ง มันไปได้ไกลกว่าที่เราคิด” พอลร์เล่า เขาถึงขั้นเคยได้รับเครื่อง Spray Dryer มูลค่าเกือบ 4 ล้านบาทจากเจ้าของที่เขาเคยไปช่วยแนะนำการปรับแต่งเครื่องบีบน้ำมัน โดยให้ผ่อนจ่ายคืนเมื่อไหร่ก็ได้ และเครื่องนี้ช่วยให้เขาผลิตผงจากสมุนไพรขายและผ่านพ้นวิกฤตใหญ่อย่างโควิด-19 มาได้ เป็นผลจากการสร้างความสัมพันธ์อันดี
ด้วยความตรากตรำไม่ยอมแพ้ จากเครื่องจักรเก่า 1 ตัว และเงินทุนเริ่มต้น 35,000 บาท วันนี้ PAUL Foods ขยับขยายจนผลิตสินค้าหลักอย่างเนยถั่วทั้งแบบบดละเอียดและบดหยาบ รสหวานและรสจืด รวมราว 50,000 กิโลกรัมต่อปี


เห็นความเป็นไปได้ในสิ่งที่ทำ
“ผมสนุกกับการทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ทุกวันนี้ที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ คงเพราะใช้ไปลงทุนขยายงาน ซื้อเครื่องจักร หาเครื่องตัวอย่างมาลองปรับแต่ง” ผู้ประกอบการที่มีจิตวิญญาณของนวัตกรอยู่เต็มเปี่ยม เล่าพลางหัวเราะ
ต่อจากเนยถั่ว พอลร์เดินหน้าผลิตอีกหลายอย่าง ทั้งเนยอัลมอนด์ น้ำมันสกัดเย็น ผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป ผงสมุนไพร อาหารเสริมบรรจุแคปซูล เบเกอรีและขนมอย่างข้าวพอง งาดำตัด กราโนลา โดยในการผลิตแต่ละอย่าง เขาจะศึกษาให้เข้าใจอย่างละเอียด เช่น ใช้เวลาพัฒนาการผลิตช็อกโกแลตอยู่ 3 ปี เพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อที่เนียนตามต้องการ


“การผลิตส่วนใหญ่จะเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง เช่น น้ำมันสกัดเย็น สมัยก่อนคนจะบอกว่าตลาดเล็ก ไม่น่าทำ แต่ผมเห็นว่ามีลูกค้าที่ต้องการ อยากรู้ด้วยว่าเราทำได้ไหม เลยลองทำดู ตอนแรกไม่ได้มีเงินเยอะ ลองพยายามดัดแปลงเครื่องเอง แต่ติดปัญหาหลายอย่าง วันนั้นความรู้เรายังไม่พอ สุดท้ายต้องไปซื้อเครื่องที่เขาทำสำเร็จมาแล้ว”
“เวลาดูเรื่องเครื่องจักร แม้เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่หลักการเบื้องหลังส่วนใหญ่ยังตั้งอยู่บนวิธีคิดแบบเดิม แล้วเรามาปรับให้เหมาะกับงาน ทำงานร่วมกับน้องที่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนเราพยายามคิดตามเครื่องให้ได้ว่ามันทำงานอย่างไร ต้องตั้งค่ารอบการทำงาน ระยะใบมีดเท่าไร ธรรมชาติของพืชแต่ละตัวที่จะนำมาใช้เป็นอย่างไร เช่น ถ้าบีบน้ำมันจากมะพร้าวจะต้องใช้ความเร็วสูงมาก ไม่อย่างนั้นเครื่องอาจไหม้ ส่วนถั่วกับงา เราใช้เครื่องจักรตัวเดียวกันได้ แต่ต้องเปลี่ยนหัวอัดและใบมีด เพราะอัตราการคายกากไม่เท่ากัน” พอลร์อธิบายการทำงานของเครื่องจักรได้เป็นฉาก ๆ
จากการกล้าทดลอง ต่อมา น้ำมันสกัดเย็นกลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์หลักที่เขาผลิตได้ปริมาณมากและมีลูกค้าเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมาจ้างผลิต
ทุกวันนี้ PAUL Foods มีโรงงานผลิตอยู่ 5 หลังที่ได้รับรองมาตรฐานระดับสากล พร้อมด้วยเครื่องจักรและการทำงานที่เป็นระบบ ผลิตสินค้าส่งลูกค้าอุตสาหกรรมและร้านอาหาร รวมถึงผลิตภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เพื่อค้าขายและเป็นตัวอย่างให้ลูกค้าเห็นว่าโรงงานของเขามีศักยภาพด้านใดบ้าง
แม้ไม่ได้มีกำลังการผลิตเทียบเท่ากับรายใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาต่อสู้ในตลาดนี้ได้ คือการวางแผนทรัพยากรและการผลิตให้ดี
“หลักของผมคือถึงเราผลิตน้อย แต่เราวางแผนการบริหารให้สู้เรื่องคุณภาพกับราคาได้ไม่แพ้รายที่ผลิตเยอะ เราทำผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายและพยายามหาจุดร่วมในการผลิต ตัวไหนผลิตพร้อมกันได้ จัดเรียงการทำงานของเครื่องจักรให้ผลิตได้ต่อเนื่อง ราคาอาจสูงกว่าในตลาดเล็กน้อย แต่จุดขายเราคือเรื่องคุณภาพและความสดใหม่ ลูกค้าบางรายเคยนำเข้าเนยถั่วจากจีนปริมาณมาก แต่กว่าจะมาถึง ความหอม ความสดใหม่ หายไปแล้ว แต่เราทำเนยถั่วแบบเนื้อเต็ม ๆ และหอมมากส่งให้ได้เลย”
นอกจากผลิตสินค้าได้อย่างมืออาชีพ ในฐานะคู่ค้า สิ่งที่พอลร์พยายามทำไปด้วย คือเสนอแนะและผลักดันการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ

“ตอนทำเนยถั่ว ผมเริ่มด้วยแนวคิดที่อยากให้เป็นสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ แต่พอเป็นลูกค้าอุตสาหกรรม พวกเขามักมีความต้องการบางอย่างเพื่อให้ได้มาตรฐานที่ตั้งไว้ แต่ในการผลิตอะไรที่เราแนะนำได้ เราพยายามเสนอทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้บริโภค เช่น สูตรที่ไม่ใส่สารเติมแต่งเลย ซึ่งบางแบรนด์รับฟังและปรับเปลี่ยนด้วย”
ช่วงนี้พอลร์และทีมกำลังซุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรกับสุขภาพจากวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยอยู่ด้วย ขอชวนติดตามและสนับสนุนกัน
ดูแลเพื่อนมนุษย์
ปัจจุบันบริษัทของพอลร์เติบโตจนมีพนักงานกว่า 40 คน
ส่วนหนึ่งเป็นพนักงานที่เติบโตมาพร้อมกับการดูแลของมูลนิธิการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตที่คุณพ่อของเขาก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ทำหน้าที่อุปถัมภ์ ส่งเสริมทักษะและอาชีพให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล รวมแล้วมากกว่า 1,000 ชีวิต
“ตั้งแต่เกิดมา ผมเห็นพ่อดูแลเด็ก ๆ มาโดยตลอด หลายคนเกิดบนดอย แทบไม่มีโอกาสในชีวิต จนวันนี้พวกเขาอายุ 60 ปีกว่าแล้ว เติบโตมามีชีวิตที่ดี ส่วนพ่อผมอายุ 80 ปีแล้ว เขายังคงเป็นห่วงมูลนิธิและฝากฝังเราไว้ตลอด”
“สมัยเด็ก ผมเคยไม่ชอบอุดมการณ์ของพ่อนะ บางทีเราตั้งคำถามว่าทำไปทำไม แต่พ่อบอกเสมอว่าเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ประทานโอกาสให้เราไม่ยากลำบากเกินไป และมีโอกาสได้ทำอะไรให้ผู้อื่น พอโตขึ้น สิ่งที่เขาปลูกฝังให้ช่วยเหลือคนอื่นก็ซึมซับเข้ามาเป็นนิสัยของเรา ทุกวันนี้ที่ทำธุรกิจ ส่วนหนึ่งก็เพื่อสนับสนุนรายได้ให้มูลนิธินี้อยู่ได้และได้ดูแลคนอื่น ๆ ต่อไป”


ในการทำงาน เขายังใช้หลักการที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตและการทำมูลนิธิร่วมด้วย นั่นคือการเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์
“เมื่อก่อนผมมั่นใจในตัวเองสูงมาก พยายามทำเองทุกอย่าง แต่พอเรามองไม่เห็น เราใช้อีโก้ไม่ได้อีกแล้ว ต้องถ่อมตัว มองหาความสามารถในตัวคนอื่น ๆ เพื่อช่วยผลักดันเขา”
“ผมเคยมีน้องที่เรียนจบแล้วมาขอทำงานฆ่าเวลา ยังไม่รู้จะไปที่ไหน ผมเห็นเขาเป็นคนช่างสังเกต คิดว่าเขาเป็นช่างได้ ให้เขาลองดู ปรากฏว่าเขาทำได้ดีมาก ซ่อมเครื่องจักรได้หมด ทำหม้อสเตนเลสได้เอง ลดต้นทุนจากการต้องไปซื้อเองได้เยอะ และพอมีคนทำเป็น เพื่อน ๆ ก็อยากมาช่วยกันทำ กลายเป็นว่าตอนนี้ทีมเราผลิตอุปกรณ์หลายอย่างเองได้แล้ว ส่วนผมมีหน้าที่สนับสนุนพวกเขาว่าอยากได้อะไรเพื่อทำงาน เราจะช่วยหาให้”
“ผมเชื่อเรื่องการให้โอกาสคนและให้อิสระในการคิด เวลาเรามอบหมายงานอะไรแล้ว เราจะไม่คิดแทน ให้เขาได้ลองแก้ปัญหาหน้างานควบคู่ไปกับการช่วยแนะนำ เช่น ผู้จัดการฝ่ายผลิตของเราจบมัธยมปลาย แต่ผมเชื่อว่าเขาบริหารงานได้เก่งไม่แพ้คนจบ MBA เลย เขาเริ่มจากตำแหน่งเล็ก ๆ เก็บประสบการณ์ ทำมาทุกตำแหน่งจนเข้าใจระบบ วางแผนแก้ปัญหาเป็น และดูแลทีมได้ดีจนคนที่เรียนจบมาสูงกว่าให้เกียรติเขา เราก็ช่วยผลักดันเขาเต็มที่”
“ผมบอกเสมอว่าให้น้อง ๆ ทำเต็มที่ ถ้ามีอะไรผิดพลาด พี่รับผิดชอบเอง เช่น เคยมีพนักงานปิดวาล์วไม่แน่นจนเนยถั่วไหลเต็มห้อง หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดความสูญเสียเยอะ น้อง ๆ เคยขอให้หักเงินเดือน แต่ผมรู้ว่าเวลาเกิดความผิดพลาดที่เขาไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นความทุกข์ของเขาอยู่แล้ว เราไม่ได้ว่าอะไร หลังจากนั้นน้อง ๆ ไม่เคยทำงานพลาดอีกเลย”
พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นดั่งพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้สำหรับทุกคน

อยู่เพื่อคนที่รัก
“ทุกวันนี้ ตามไม่ทันจริง ๆ เรามองภาพไม่ออก” พอลร์เล่าถึงความพยายามในการปรับตัว ในยุคที่วิธีทำการตลาดเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนอย่างมาก
“แต่ผมไม่เคยหยุดเรียนรู้นะ ให้น้อง ๆ ช่วยเล่าให้ฟัง และติดตามข่าวสาร สถานการณ์บ้านเมืองตลอด ทุกวันนี้เราไม่ได้มองอนาคตไกลมาก ทำในทุก ๆ วันให้ดี
“อาจมีเหนื่อยและท้อบ้าง แต่เรามีวิธีดูแลตัวเอง ตื่นเช้าขึ้นมาอธิษฐานหรือไปสนุกกับการนั่งรถเก่าคันโปรดกับน้อง ๆ ในทีม ให้ความคิดล่องลอยบ้าง ไปนั่งคุยกับช่างที่อู่ซ่อมรถ เรียนรู้ว่าเขาคิดกันยังไง บางทีก็เอากลับมาใช้กับงานที่ทำได้ด้วย”

นอกจากทีมงานและมูลนิธิที่เป็นแรงผลักดันของเขาแล้ว อีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือภรรยา ลูกสาว ลูกชาย 2 คน และคุณพ่อ คุณแม่
“หลังจากแต่งงานเกือบ 10 ปี ผมเพิ่งมีลูก ชีวิตเปลี่ยนไปมากเลย พอเราอายุใกล้ 50 ปีแล้วแต่ลูกยังเล็กอยู่ ผมต้องวางแผนกับภรรยาว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จากที่เมื่อก่อนภรรยาดูเรื่องบัญชีเป็นหลัก ไม่ได้ดูเรื่องเครื่องจักร ผมชวนให้เขามาเรียนรู้หลายอย่างขึ้น เช่น การสั่งซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศที่เมื่อก่อนเราทำกับน้อง ๆ เพื่อเตรียมไว้เผื่อวันหนึ่งเราอาจเป็นอะไรไป จะได้มีคนดูแลธุรกิจนี้แทนเรา”

“ครอบครัวเป็นกำลังใจที่ดีที่ทำให้ผมรับผิดชอบและใส่ใจกับชีวิตมากขึ้น และเราเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ตอนที่ดูแลเรามากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะรู้นะ แต่ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง วันนี้เราเข้าใจและรักท่านขึ้นมาก
“พ่อผมอายุ 80 ปี ส่วนแม่อายุ 78 ปีแล้ว ผมคิดว่าท่านหมดห่วงในตัวผมและภูมิใจที่เห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ และดูแลงานของท่านต่อได้ด้วย จากเดิมที่แค่คิดว่าไม่อยากเป็นภาระของพ่อแม่ ถ้ามองย้อนกลับไป ผมคิดว่าผมมาไกลกว่าที่ตั้งเป้าไว้เยอะมาก ๆ เลย” พอลร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
Facebook : PAUL Foods Brand

