เธอเป็น ‘สาวซุกซน’ ที่มีความมั่นใจ สดใส สนุกกับการลองผิดลองถูก อยู่ในวัยกำลังค้นหาตัวตนอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
นี่คือคำนิยามตัวตนของ ‘PASAYA Lifestyle’ แบรนด์น้องใหม่ที่ โต้ง-รติยา จันทรเทียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็กซ์ไทล์ แกลลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสิ่งทอและเครื่องนอนแบรนด์ PASAYA ตั้งใจปลุกปั้นขึ้น เพื่อเป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่ให้เข้าถึงจิตวิญญาณของ PASAYA อย่างมีชั้นเชิง
ผ่านการชวนคนทุกแผนกมารวมพลังระดมสมอง ฟูมฟัก ‘น้องสาวคนเล็กที่แสนซุกซน’ คนนี้ด้วยความตื่นเต้น ตั้งแต่ฝ่ายการตลาดไปจนถึงช่างเย็บผ้าในโรงงาน จนกลายเป็นวิถีการทำงานที่ทำให้คนในองค์กรได้ใกล้ชิดกันยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
แม้จะพกความซุกซนมาเต็มกระเป๋า PASAYA Lifestyle ณ ทรงวาด ยังต่อยอดจากแบรนด์แม่ PASAYA ที่เน้นมาตรฐานกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภคและช่างทอผ้าในโรงงาน การถือกำเนิดของแบรนด์นี้จึงเป็นการชุบชีวิต ‘เศษวัสดุผ้าทอ’ ที่เคยถูกมองข้าม รวมถึงการใช้วัสดุรีไซเคิลผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็น Limited Edition ที่น่ารัก กุ๊กกิ๊ก โดนใจคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวในราคาเข้าถึงง่าย
กระเป๋าทรงบ๊ะจ่าง ทรงขนมไทย หมวก ผ้าพันคอ และเครื่องประดับต่าง ๆ ได้พลิกโฉมภาพจำเดิม ๆ ที่มีความเนี้ยบ มีระดับ พิถีพิถันกับทุกรายละเอียด สู่พลังงานที่สดใหม่ เข้าถึงง่าย ใช้ได้ทุกวัน แถมยังถักทอเรื่องราวของเมืองไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย ตั้งแต่อนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ไปจนถึงการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ย่านเมืองเก่าได้อย่างลงตัว
ใครจะไปรู้ว่าการได้เจอใครสักคนที่ ‘ต้องชะตา’ ของพี่โต้ง จะกลายเป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของ PASAYA ไปตลอดกาล

จังหวะที่ใช่
“ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ทำนะคะ เราทำมาตลอด แต่มันยังไม่เกิด” พี่โต้งหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ช่วงที่ห้างสรรพสินค้ายังปิดเงียบเพราะโควิด-19 พี่โต้งบังเอิญรู้จักกับกลุ่ม Made in Song Wat ผ่านทาง อุ๊ย-เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม ในจังหวะที่ทาง PASAYA กำลังนำศิลปะผ้าทอบุผนัง (Textile Wall Mural) จัดแสดงต่อจากคุณอุ๊ยพอดีที่ไอคอนสยาม
การเจอกันครั้งนั้นทำให้เธอมีโอกาสได้มาเดินสำรวจย่านทรงวาดในวันที่ร้านรวงยังไม่หนาแน่นเท่าปัจจุบัน เธอรู้สึกตกหลุมรักกับพื้นที่ ‘บ้านย่า’ อาคารเก่าแก่ที่มีอายุกว่าร้อยปีเข้าทันที และรีบกลับไปบอกทีมงานด้วยความตื่นเต้นราวกับเจอขุมทรัพย์


“เราเคยล้มเหลวกับโปรเจกต์ไลฟ์สไตล์มาหลายครั้งจนเกือบจะถอดใจ ตั้งแต่การทำกระเป๋าสารพัดรูปแบบ เคสโน้ตบุ๊ก ชุดนอน ไปจนถึงเสื้อสูทที่ทำจากการอัปไซเคิล เหมือนเราจับทางยังไม่ถูก เราเชี่ยวชาญเรื่องการทำ ‘วัสดุ’ มาก ๆ แต่ยังจับทางเรื่อง Product Design ไม่ค่อยได้ แต่ครั้งนี้เราเลือกที่จะเปลี่ยนใหม่ พี่เลือกเอาความคาดหวังว่า ‘ต้องทำแล้วสำเร็จทันที’ แล้วเปลี่ยนมา ‘ทดลองและเรียนรู้จากความผิดพลาด’ แทน”
ก้าวต่อไปของ PASAYA ในโลกของสินค้าไลฟ์สไตล์ จึงไม่ใช่แค่การผลิตของใช้ออกมาเพิ่มขึ้น แต่คือการนำความเชี่ยวชาญในวัสดุที่สั่งสมมา ผสานเข้ากับการออกแบบที่เข้าใจวิถีชีวิตผู้คน เพื่อพิสูจน์ว่าจากผืนผ้าที่เคยอยู่บนเตียงหรือฝาผนังบ้าน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในทุก ๆ มิติได้อย่างยั่งยืนและสง่างาม


พื้นที่เด็กซน
“เราเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เจ้าแห่งวัสดุ’ เพราะมีวัสดุผ้าทอคงเหลืออยู่เยอะมาก โจทย์คือจะทำอย่างไรให้วัสดุเหล่านี้ บวกกับความคิดสร้างสรรค์ กลายเป็นประโยชน์ต่อผู้คน ลูกค้ามักจะติดภาพว่า PASAYA สวยนะ แต่แพง เราอยากให้ที่นี่ลบภาพนั้นทิ้งไป ให้คนรู้สึกว่าที่นี่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์สนุก ๆ ใครอยากจะมาลองทำอะไรแปลกใหม่ สร้างสรรค์ มาคุยกันก่อน ถ้าน่าสนใจ เราทำเลย เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ผลกำไรทางธุรกิจ แต่คือการขยายแนวคิดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การลดขยะ และความยั่งยืน”
ทิศทางของ PASAYA Lifestyle วางไว้อย่างชัดเจนและเรียบง่าย ภายใต้คอนเซปต์ Creative Living, Every Day ที่ต้องการบอกว่าศิลปะและการสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ในทุกวัน เปรียบเสมือน ‘สนามเด็กเล่น’ ของเหล่าเด็กซนที่เปิดโอกาสให้เป็นพื้นที่แห่งการทดลอง
สินค้าที่นี่จึงมีตั้งแต่ผ้าห่อของขวัญหรือกล่องข้าว (Furoshiki) ผ้าโพกผม กระเป๋าเหรียญใบเล็กที่ทำจากเศษผ้าแท้ ๆ ไปจนถึงกระเป๋าทรงแปลกตาที่ดึงดูดสายตาคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว


“เราตั้งราคาน่ารักที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณเริ่มต้นความสนุกได้ตั้งแต่หลักสิบบาท สำหรับชิ้นส่วน DIY เล็ก ๆ ไปจนถึงกระเป๋าใบเล็กราคา 90 บาท ส่วนกระเป๋ายอดฮิตที่ผู้คนนิยมซื้อก็มีราคาเพียง 300 – 500 บาทเท่านั้น แม้แต่งานระดับพรีเมียมอย่าง Woven Art Bag ที่ทอจากขวดพลาสติกรีไซเคิล 100% ที่มีความทนทานสูง ก็ยังมีราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่ากับการใช้งานไปอีกหลายปี”

พี่โต้งเล่าต่อว่า เป้าหมายถัดไปของ PASAYA Lifestyle ในย่านทรงวาด คือการสร้างพื้นที่เวิร์กช็อปเล็ก ๆ ที่อบอุ่น เพื่อเป็นศูนย์รวมของ 2 แนวคิดหลัก คือ
Recreate การนำวัสดุที่มีอยู่มาสร้างชีวิตใหม่ให้เกิดประโยชน์
Co-create พื้นที่เปิดกว้างสำหรับใครก็ตามที่มีความคิดสร้างสรรค์เจ๋ง ๆ แล้วอยากมาคุยกับแบรนด์เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน
PASAYA Lifestyle จึงกลายเป็นเหมือนสนามปล่อยของที่ไม่ใช่แค่ของคนในทีม แต่รวมถึงลูกค้าและศิลปินจากข้างนอกด้วย


พันธกิจเขียวเข้ม
เป็นที่รู้กันดีว่า PASAYA ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ใช้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพราะพี่โต้งบอกกับเราว่า PASAYA ทำเรื่อง ‘ยาก’ มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่การนำขวดพลาสติกมาหลอมเป็นเส้นใยเพื่อทำเสื้อสูท กระเป๋า และพรม โดยเน้นย้ำความจริงจังเรื่องการป้องกัน Greenwashing หรือการฟอกเขียว
“เราต้องมั่นใจว่าเส้นใยที่ซื้อมามาจากขยะจริง ๆ แม้ต้นทุนจะสูงกว่าปกติ 10 – 15% เพราะกระบวนการเก็บและทำความสะอาดขยะให้กลายเป็นวัสดุเกรดพรีเมียมนั้นยากมหาศาล ส่วน PASAYA Lifestyle เราอยากให้คนเห็นว่าเศษวัสดุทำอะไรได้มากกว่าที่คิด โดยไม่ต้องมาจาก PASAYA ก็ได้
“ความฝันของเราคืออยากให้โลกน่าอยู่มากขึ้นจริง ๆ เหมือนวันที่คนไทยตื่นตัวเรื่องไม่รับถุงพลาสติก ถ้าเราสร้างวัฒนธรรมการใช้ของให้คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด หรือการนำของกลับมาใช้ใหม่ได้ (Upcycling) ให้เป็นเรื่องปกติของคนทุกรุ่นได้ มันคงจะดีมาก เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไป สู้ต่อ แม้เศรษฐกิจจะไม่เป็นใจ เพราะความยั่งยืนรอไม่ได้ค่ะ”

20 วันแห่งปาฏิหาริย์
ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดคือตอนที่ร้านต้องเลื่อนวันเปิดออกไป 20 วันเพราะการตกแต่งร้านไม่เสร็จตามกำหนด แต่นั่นกลับกลายเป็น ‘เวลาทอง’ ที่ทำให้ทีมงานผลิตของทันวางขาย
“เชื่อไหมว่าในช่วงเวลานั้น เราเกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ที่แทบไม่เคยเห็นใน PASAYA มาก่อน”
พี่โต้งเล่าอย่างตื่นเต้นถึงภาพการระดมสมองของ 5 แผนกหลักจากออฟฟิศกรุงเทพฯ ที่ยกขบวนกันไปราชบุรีเพื่อคลุกวงในกับโรงงานเย็บผ้า เลือกผ้ากับมือ และขึ้นตัวอย่างสินค้าให้เสร็จภายในวันเดียว เพราะกุญแจสำคัญของ PASAYA Lifestyle คือการออกสินค้าให้เร็ว โดยเฉพาะการขออนุญาต ชเล วุทธานันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PASAYA ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบระดับสมบูรณ์แบบ ให้ลองเปิดพื้นที่สำหรับการทดลองนี้
“เราขอท่านเลยว่า สำหรับสินค้าที่ทำจากเศษผ้าขอให้พวกเราทำเอง ลุยเอง โดยที่คุณชเลไม่ต้องเข้ามาคุมความเนี้ยบตั้งแต่ต้น เพราะเรารู้ดีว่าถ้าต้องผ่านสายตาที่เนี้ยบระดับ PASAYA Bedding ทุกอย่างจะช้าลงและเราอาจจะไม่กล้าลองอะไรใหม่ ๆ เลย”
ผลลัพธ์ของการปฏิวัติการทำงานที่เน้นความเร็วและความสนุก ปรากฏให้เห็นในรูปแบบของสินค้าที่ ‘ไม่ได้ตั้งใจขาย’ อย่างเช่นเสื้อยืดลาย PASAYA Lifestyle ที่ตอนแรกตั้งใจทำมาให้พนักงานใส่เล่น ๆ แต่กลับมีลูกค้ามาขอซื้อจนหมดร้านภายในเดือนครึ่ง จึงเป็นคำตอบว่า
“ถ้าเราทำด้วยความอินและใส่ใจจริง ๆ พลังเหล่านั้นจะส่งไปถึงลูกค้า”

พลังของคนเบื้องหลัง
ความสำเร็จของร้านในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ‘กระเป๋าบ๊ะจ่าง’ และ ‘กระเป๋าพลีต’ ที่ขายดีจนน่าตกใจ รวมถึงโซน DIY บนชั้น 2 ของ PASAYA Lifestyle ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สร้างสรรค์พวงกุญแจในสไตล์ของตัวเอง ทั้งหมดนี้เกิดจากไอเดียที่ช่วยกันคิดของคนหลายฝ่าย
“ผู้จัดการแผนกที่ดูแลร้านนี้เป็นคนคิดและไปช้อปปิ้งของตกแต่งเองทั้งหมด เขาดูหลายร้าน แต่ร้านนี้เขาดูแลเป็นพิเศษหน่อย เหมือนเป็นลูกสาวคนใหม่ที่เพิ่งเกิด สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในโปรเจกต์นี้ คือบรรยากาศการทำงานที่เปลี่ยนไปของคนในองค์กร แผนกต่าง ๆ หันมาคุยกันมากขึ้น ทุกคนใส่ไอเดียกันเต็มที่ เพราะไลฟ์สไตล์คือความคิดสร้างสรรค์ แจกไอเดียกันออกมาก่อน ทำได้หรือไม่ค่อยว่ากัน”


ไม่ใช่แค่คนในออฟฟิศกรุงเทพฯ แต่บรรดาป้า ๆ ช่างทอในโรงงานที่ราชบุรีที่อยู่กับแบรนด์มานานหลายสิบปีก็ได้เชิญมา ‘เปิดหูเปิดตา’ ที่ย่านทรงวาดด้วย
“พอป้า ๆ ช่างทอเห็นบรรยากาศร้านที่ทรงวาด เขาก็เริ่มส่งไอเดียเข้ากลุ่มไลน์ว่า อันนี้เข้ากับร้านเรานะ หรือลองเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ดูไหม จากคนที่เคยทำตามสั่งเพียงอย่างเดียว ตอนนี้พวกเขากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ ทำให้พวกเขาสนุกกับงานที่ทำมากขึ้นไปอีก” พี่โต้งเล่าต่อ

Limited Edition
“เราไม่อยากเรียกเขาว่าเศษวัสดุเลยค่ะ คำว่าเศษฟังดูเหมือนไม่มีค่า พี่อยากเรียกเขาว่า ‘บุคคลที่ยังไม่ถูกมองเห็น’ มากกว่า
“ผ้าบางชิ้นนอนนิ่งอยู่ในคลังมานานนับสิบปี เป็นผ้าปลายไม้ที่มีดีไซน์สวยงาม แต่เหลืออยู่เพียงไม่กี่หลาจนนำไปขายในระบบอุตสาหกรรมปกติไม่ได้”
ด้วยความพิเศษของลายผ้าที่มีจำนวนจำกัด พอนำมาทำเป็นกระเป๋า ของใช้ไลฟ์สไตล์ จึงกลายสินค้า Limited Edition ที่มีคนเห็นคุณค่า ผ้าที่เคยถูกลืมเหล่านั้นกลับแปลงเป็นสินค้าน่ารัก กุ๊กกิ๊กที่มีคนรับไปดูแลต่อด้วยความเต็มใจ และเมื่อขายหมด ความสนุกในการทำงานก็คือการออกของใหม่ทุก ๆ เดือนครึ่งหรือ 2 เดือน ไม่ว่าจะเป็นลายผ้าใหม่หรือรูปทรงใหม่ โดยเฉพาะงานจากเศษวัสดุที่ต้องหมุนเวียนตลอดเวลา แม้จะเป็นแบรนด์ที่เน้นการทดลอง แต่ยังคงรักษาคุณภาพและความเนี้ยบอยู่เสมอ
“เราทำไป เก็บข้อมูลไป ปรับไป อย่าง Hero Product ที่เราซุ่มทำอยู่ 3 เดือนเพราะต้องใช้เวลาปรับแบบ ขึ้นแบบใหม่ไม่รู้กี่ครั้ง จนได้กระเป๋าที่สมบูรณ์แบบที่สุด และกำลังจะเป็นคอลเลกชันใหม่ที่จะออกมาสร้างสีสันเร็ว ๆ นี้”
ภารกิจเสือป่า
ในพื้นที่เล็ก ๆ ของร้านไลฟ์สไตล์แห่งนี้ การสื่อสารเรื่องความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในป้ายสินค้า แต่คือการ ‘ยิงปืนนัดเดียวให้ได้นกทั้งฝูง’
ที่ PASAYA Lifestyle พยายามถักทอเรื่องราวของวัสดุรีไซเคิล การอนุรักษ์สัตว์ป่า และการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
หนึ่งในโปรดักต์ไฮไลต์ที่กำลังสื่อสารกับนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่ คือกระเป๋าคอลเลกชัน Woven Bag ‘สัตว์ตระกูลเสือในป่าประเทศไทย’ ที่มีเบื้องหลังมาจากฝีมือของ คุณครูไพศาล คำหอม ประธานวิสาหกิจชุมชนเด็กรักษ์ทุ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
“เขาตั้งใจวาดรูปเสือ 9 ชนิดที่เป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ของเมืองไทย เพื่อนำไปประมูลหาเงินช่วยเด็กๆ เราเห็นความสวยงามและอุดมการณ์นั้นเลยขอซื้อลิขสิทธิ์มาทำสินค้าต่อ ทั้ง ‘เสือปลา’ และ ‘เสือกระต่าย’ ที่มาอวดโฉมอยู่บนผืนผ้าที่ทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล”


นี่คือวิธีที่ PASAYA Lifestyle ค่อย ๆ ป้อนข้อมูลให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารับทราบว่าสินค้าชิ้นนี้ไม่ได้มีดีแค่วัสดุรีไซเคิล แต่ยังมีเรื่องราวการอนุรักษ์ธรรมชาติและการสนับสนุนผู้พิทักษ์ป่าที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมานาน ด้วยความตั้งใจที่อยากให้รายได้เหล่านี้ส่งไปถึงหน่วยพิทักษ์ป่าในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ


สะพานเชื่อมใจ
ก้าวถัดไปของ PASAYA Lifestyle อยากขยายไปอยู่ในที่ที่ใช่ และมีจิตวิญญาณที่สอดคล้องกัน โดยมองไกลไปถึงหัวเมืองในต่างจังหวัด โดยทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อมใจ’ ให้คนรุ่นใหม่รู้จักแบรนด์ PASAYA มากขึ้น เริ่มต้นจากของชิ้นเล็กที่จับต้องง่าย เพื่อนำพาเขาไปสู่โลกของเครื่องนอนและไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
“แผนในปีนี้คือการมองหาพื้นที่ที่เหมาะสม อาจจะเป็น 5 หรือ 10 แห่งที่จะนำ Success Model จากทรงวาดไปทดลองขยายผลดู ความสนุกคือเราอยากปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นจริง ๆ เช่น ถ้าไปเปิดที่เชียงใหม่ มันก็ต้องเป็น Lifestyle แบบเชียงใหม่ มีลวดลายหรือสีสันที่คนที่นั่นอิน แม้โครงสร้างแบรนด์จะไม่เปลี่ยน แต่รายละเอียดข้างในต้องขยับตามบริบทของพื้นที่นั้น ๆ”
พี่โต้งเสริมกับเราว่า สำหรับลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดคือความเป็นไทย (Authentic) จึงรักษาจุดยืนของ PASAYA Lifestyle ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาซื้อให้ได้ ด้วยการพัฒนาสินค้าที่แสดงถึงวัฒนธรรมไทย มีเสน่ห์แบบไทยร่วมสมัยที่เขาตามหา
Trial and Error
สิ่งสำคัญที่ทำให้ PASAYA Lifestyle ประสบความสำเร็จ คือทัศนคติที่มีต่อ ‘ความผิดพลาด’ เป็นสิ่งที่พี่โต้งและทีมงานนักออกแบบได้เรียนรู้ตลอดระยะการทำงานที่ผ่านมา
“เราถอดบทเรียนมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ว่าอย่าไปกลัวความผิดพลาด ไม่มีใครในโลกเกิดมาแล้วไม่เคยทำผิด พี่เองก็โดนคอมเมนต์ ทุกคนโดนหมด แต่หัวใจสำคัญคือต้องยอมรับเพื่อที่จะได้แก้ไข ถ้าเราไม่ยอมรับ เราจะไม่มีวันพัฒนาอะไรได้เลย”
Pasaya Lifestyle ในวันนี้จึงเป็นเวอร์ชันที่ ‘ซุกซน สนุก สร้างสรรค์’ ที่สุดของ PASAYA เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้ทีมงานได้ทำผิดพลาด เพื่อที่จะเรียนรู้และทำให้ดีขึ้นในทุกวัน โดยมีหัวเรือใหญ่อย่างคุณชเล คอยเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความภูมิใจ และปล่อยให้ ‘สาวซุกซน’ คนนี้ได้โลดแล่นตามจินตนาการอย่างเต็มที่
“เราอยากให้ทุกคนเข้ามาช่วยกันลองผิดลองถูก มาเป็นกำลังใจและให้คำแนะนำกับเราได้ทุกเรื่องค่ะ ที่นี่เปิดรับทุกความคิดเห็น เพราะเราอยากเติบโตไปพร้อมกับความสุขของทุกคน” พี่โต้งกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

Facebook : PASAYA

