เมื่อ 5 ปีที่แล้วเราตัดสินใจทำเลสิกเพราะไม่ชอบใส่แว่นสายตาจริง ๆ ใส่แล้วปวดหัว แว่นก็ไม่พอดีหน้า เปลี่ยนแว่นแล้วเปลี่ยนแว่นอีกก็ไม่ชอบเสียที
แต่หลังจากที่ได้คุยกับ หมออ๊อบบี้-พญ.ชมพูนุท ภูมิรัตนประพิณ จักษุแพทย์เจ้าของร้านแว่นตา O33 และ หมอตั้ม-นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ หุ้นส่วนคนสำคัญของร้านและในชีวิตจริงแล้วรู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่ไปทำเลสิก และอยากจะมีโอกาสได้ใส่แว่นสายตาอีกสักอัน
O33 นั้นมีอะไรดี วันนี้จะมาเล่าให้ฟัง

3 in 1
จุดเริ่มต้นของ O33 มาจากความเชื่อที่ว่าแว่นตาเป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย อวัยวะนี้มีฟังก์ชัน 2 อย่างที่สำคัญ
ฟังก์ชันแรก คือการช่วยให้เรามองเห็นโลกอย่างชัดเจน
ฟังก์ชันที่ 2 คือการสะท้อนภาพลักษณ์และบุคลิกของเรา
เพราะฉะนั้น นอกจากขายแว่นแล้ว O33 มีจักษุแพทย์ประจำ นั่นคือหมออ๊อบบี้ ผู้ตรวจโรคตาได้อย่างครบวงจร ไม่ใช่แค่วัดสายตา ประหนึ่งยกแผนกตาที่โรงพยาบาลมาไว้ที่นี่
เนื่องจากการเลือกแว่นนั้นมีเรื่องของสไตล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่นี่จึงมีไฮไลต์สุดท้ายเป็น Styling Studio ที่จะช่วยหาว่าโทนสีประจำตัว (Personal Color) คืออะไร และวิเคราะห์รูปหน้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการคัดเลือกอวัยวะชิ้นที่ 33 ให้แก่ลูกค้า

ตรวจสุขภาพตา
เพราะมีหมอนั่งอยู่ตรงหน้า เราจึงขอถามถึงส่วนที่บอกว่ายกแผนกจักษุมาไว้ในร้าน หมออ๊อบบี้อธิบายว่า แท้จริงแล้วคนเราควรตรวจตาเป็นประจำ เหมือนการตรวจสุขภาพปีละครั้ง หรือการหาทันตแพทย์ทุก 6 เดือน แต่เรื่องนี้กลับไม่ค่อยมีคนรู้

“เรามองว่าคนไข้ที่มาตรวจตาหลาย ๆ ครั้งนั้นมาช้าไป เพราะเข้าใจว่าการตรวจตาที่ร้านแว่นนั้นเพียงพอ แต่นั่นเป็นเพียงการวัดสายตา ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ตรวจสุขภาพตาอย่างจริงจัง เนื่องจากเราเป็นหมอด้วย เลยรู้สึกว่าร้านควรทำได้มากกว่าแค่วัดสายตา” หมอตั้มแยกการวัดสายตาออกจากการตรวจสุขภาพตา เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่า O33 แตกต่างจากร้านแว่นที่อื่นอย่างไร
“สิ่งที่เราทำคือการเช็กอัปสุขภาพตา สมมติว่าเราเจอคนไข้ที่จะวัดสายตา แต่เขามีโรคอื่นทางตาที่ซ่อนอยู่ เราก็จะดูแลได้ เช่น หากเป็นต้อกระจก เราจะแนะนำให้ไปผ่าตัดก่อนแล้วค่อยมาตัดแว่น หรือถ้าเจอโรคบางโรคที่รักษาได้ เราก็ส่งต่อให้โรงพยาบาล หรือเราก็ดูแลเองได้เพราะเป็นหมอตาอยู่แล้ว”

Styling Studio
ทั้งคู่มองว่าการสร้างความแตกต่างและคุณค่าให้แก่ธุรกิจของพวกเขานั้น ควรจะมีมากกว่าแค่การตรวจสุขภาพตา O33 จึงตั้งตนเป็น Styling Studio เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในการซื้อแว่นคู่ตาสักอัน
“ไอเดียการช่วยเลือกแว่นให้กับลูกค้าเริ่มต้นมาจากประสบการณ์ของเราเอง เวลาเราไปร้านแว่น เราจะรู้สึกเหนื่อย และเราก็ไม่ได้มีความรู้อะไรขนาดนั้น สุดท้ายก็ได้แบบเดิม ๆ ใส่แล้วรู้สึกไม่มั่นใจ พอเรามารู้เรื่องศาสตร์เกี่ยวกับการทำสไตลิ่ง เราก็คิดว่ามันน่าสนใจและมีหลักการชัดเจน ถ้าเรามีความรู้ที่ดีน่าจะมีประโยชน์”
หมออ๊อบบี้ได้ไปเรียนเรื่อง Personal Color และการวิเคราะห์รูปหน้าเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเลือกแว่นโดยเฉพาะ เธอได้ออกแบบการเดินทางในร้าน O33 ไว้อย่างละเอียด เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้า
หากไปที่ร้านอื่น ลูกค้าเดินเข้าร้านมาก็จะลองแว่นไปเรื่อย ๆ แต่ที่ O33 นั้น จะเริ่มต้นด้วยการสัมภาษณ์อย่างจริงจัง เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานตาทั้งหมด

“เราจะต้องมานั่งคุยกันว่าแว่นที่จะได้ไปในวันนี้จะเอาไปทำอะไรบ้าง ให้ลูกค้าเล่ากิจกรรมของเขาตั้งแต่เช้ายันเย็นอย่างละเอียด เพื่อดูว่าเป็นแว่นที่ใส่ทั้งวันหรือไม่ ใส่ขับรถหรือไม่ ใส่มองจอคอมพิวเตอร์หรือมองโทรศัพท์เป็นหลัก หรือใส่ออกกำลังกายหรือไม่
“จากนั้นก็จะต้องถามคำถามที่สำคัญมากว่าคุณอยากได้บุคลิกแบบไหนจากแว่นที่เราเลือกให้ เช่น อยากดูน่าเชื่อถือ อยากดูใจดีเข้าถึงง่าย หรืออยากดูเป็นคนสบาย ๆ”

เมื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานของแว่นแล้ว หมออ๊อบบี้จะใช้ศาสตร์ที่เธอร่ำเรียนมา หาว่าลูกค้ามีสีผิวโทนใด เป็น Warm Tone หรือ Cool Tone และเหมาะกับสีทองหรือเงิน เริ่มจากการเช็กเส้นเลือดที่ข้อมือ และนำกรอบสีทองและเงินมาทาบบนใบหน้า เพื่อดูว่าสีไหนทำให้หน้ากระจ่างใสมากกว่ากัน
จากนั้นเธอก็จะเลือกกลุ่มสีที่เหมาะกับสีผิวว่าเป็นกลุ่มไหน ซึ่งมีทั้ง Spring, Summer, Autumn และ Winter และใช้โทนสีนั้นในการเลือกกรอบแว่น “โดยเราจะดูจากไรหนวดหรือขอบตาว่าโทนสีไหนทำให้หน้ากระจ่างใสมากกว่ากัน” เธอแนะเทคนิคเพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น

“ถัดมาเราก็จะวิเคราะห์รูปหน้าว่าเป็นคนหน้ากลม หน้ารี หรือหน้าเหลี่ยม มันมีศาสตร์ว่าคนหน้ากลมควรจะเลือกกรอบแว่นทรงไหน หรือหากมีโหนกแก้มควรจะเลือกกรอบแว่นอย่างไรที่ช่วยให้หน้าละมุนขึ้น”
เมื่อได้ข้อมูลครบ ลูกค้าจะถูกส่งขึ้นไปที่ชั้น 2 เพื่อทำการวัดสายตาอย่างละเอียดยิบ ในระหว่างนั้น หมออ๊อบบี้และทีมจะคัดเลือกแว่นที่เหมาะสมให้ทั้งหมด 9 อัน วางเรียงอย่างประณีตประหนึ่งโอมากาเสะ (จำนวน 9 อันมาจาก O33 หรือ 3 X 3 นั่นเอง)
“ใน 9 อันที่เราเลือกให้ มีทั้งแบบที่ Play Safe ยังไงก็ชอบ และแบบที่มีสีสันหรือรูปทรงแปลกตาออกไป แต่เรามั่นใจว่าเหมาะกับคุณให้ด้วย ซึ่งจากที่เราทำมา ลูกค้า 90% มักจะเลือก 1 ใน 9 อันที่เราคัดมาให้ หลายคนได้ลองแว่นแบบใหม่ ๆ ก็เจอว่าเจ๋ง เพื่อนทัก หรือโพสต์รูปลงในโซเชียลมีเดียแล้วคนมาทัก นั่นก็เป็นความภูมิใจของเรา” หมอตั้มเสริม
ไม่เพียงแค่ถูกใจผู้ใหญ่ O33 มีลูกค้าวัยเด็กด้วยเช่นกัน แม้ว่าหมออ๊อบบี้และทีมจะไม่ได้ถึงขั้นหา Personal Color หรือ วิเคราะห์รูปหน้าจริงจังเท่าผู้ใหญ่ แต่อย่างน้อยเธอก็จะดูว่าเด็กชอบสีโทนไหน สไตล์แบบไหน เพราะแว่นจะส่งผลต่อความมั่นใจ และสะท้อนตัวตนของเด็ก
“ถ้าเขาได้แว่นที่เขาไม่ชอบ เขาก็จะไม่ใส่ มันก็จะไม่ช่วยเรื่องสายตา” เธอมั่นใจ
ร้านขายแว่น
ส่วนสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการเป็นร้านขายแว่นของ O33 ซึ่งหมออ๊อบบี้รีบออกปากว่า O33 ไม่ได้เป็นร้านแฟชั่น แต่เป็น ‘ร้านฟังก์ชัน’ ที่ผสมผสานความเป็นแฟชั่น
“ด้วยความที่เราเป็นหมอตา ลูกค้าส่วนใหญ่อายุประมาณ 35 ปีขึ้นไปที่จะมาตัดแว่น Progressive ซึ่งอยู่บนหน้าทั้งวัน แว่นส่วนใหญ่ของเราจะน้ำหนักเบา ใส่สบาย ฟิตติ้งต้องพอดี และเน้นฟังก์ชัน เพราะถ้าขยับนิดเดียวก็จะทำให้สายตาเพี้ยน ใส่แล้วไม่สบายตา เพราะฉะนั้น แว่นแฟชั่น Oversize ตามเทรนด์คงไม่ใช่ทางของเรา เราจะเน้นแว่นที่ค่อนข้าง Timeless ใส่ได้เรื่อย ๆ”


หมออ๊อบบี้ตั้งใจคัดทุกแบรนด์เองกับมือ โดยเธอเน้นเลือกแบรนด์ที่มีบุคลิกชัดเจนและไม่ซ้ำกัน “Monoqool เป็นแบรนด์ที่ทำด้วย 3D Printing มีดีไซน์เก๋ กรอบ 6 เหลี่ยม 8 เหลี่ยม หรือทำเป็นรูปปาก และมีสีสันสนุก
“ถัดมาคือเป็น 999.9 เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีความเป็นคนญี่ปุ่นมาก ขนาดเล็ก ฟิตติ้งดี ออกแบบมาให้ขาแว่นและกรอบแว่นแยกออกจากกัน เวลาออกกำลังกายหน้าแว่นจะไม่ขยับ เหมาะกับแว่น Progressive
“หรืออย่างแบรนด์ Silhouette ที่โด่งดังเรื่องความเบา เป็นแบรนด์ที่หมอชอบ ส่วน LINDBERG ก็จะเป็นแว่น Top Tier ของโลกที่เล่นเรื่องความเบาและมินิมอล


“แบรนด์สุดท้ายที่ชอบมาก ๆ คือ Ørgreen เป็นแบรนด์เดนมาร์กที่เน้นเรื่องสีเป็นหลัก เหมาะกับร้านเราที่ทำเรื่อง Personal Color แว่นเขาสนุกมาก เล่นคู่สีเก่ง และเป็นแว่นที่ขายดีมากของร้าน เพราะลูกค้าจะได้พบว่าตัวเองใส่แว่นสีได้” เธอเล่าถึงแต่ละแบรนด์ด้วยความหลงใหล


ริเน็น
ฟังมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าหมออ๊อบบี้และหมอตั้มมีการลงทุน ลงแรง และลงเวลามากมายเพื่อทำให้ O33 นั้นแตกต่างและตอบโจทย์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพตา การศึกษาศาสตร์ใหม่ ๆ เพื่อเลือกแว่น การจ้างทีมเพิ่ม หรือการให้คำปรึกษากับผู้ปกครองเด็กสายตาสั้น
แต่หลายบริการพิเศษเหล่านี้กลับไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าสิ่งที่ลงไปนั้นให้ผลตอบแทนทางธุรกิจแก่ O33 หรือ

“เราอยากทำให้มันเป็นริเน็นของเรา” หมออ๊อบบี้ตอบอย่างภาคภูมิใจ เพราะหมออ๊อบบี้อินกับเรื่องนี้มาก แทนที่จะตั้งเป้าหมายเป็นกำไรหรือมองยอดขายเป็นหลัก เจ้าของร้าน O33 กลับเริ่มต้นทำธุรกิจจากการตั้งคำถามว่า ‘เราจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร’
เพื่อตอบคำถามนี้ เธอจึงมองหา Pain Point ของคนมีปัญหาสายตาและพบว่า
“โรงพยาบาลตรวจวัดสายตาได้ แต่ไม่ละเอียด เพราะหมอตามักไม่ใช่เซียนในการวัดแว่น ลูกค้าหลายคนเจอปัญหาว่า แว่น Progressive ที่ตัดมานั้นใส่ไม่ได้ ใส่แล้วมึนหัว ด้วยความที่แว่นมีหลายระยะ มันต้องเป๊ะ
สอง คือที่โรงพยาบาลไม่สนใจเรื่องสไตล์ แว่นที่ขายในโรงพยาบาลมีตัวเลือกเพียงเล็กน้อย ส่วนร้านแว่นตาก็ดูแค่สายตาอย่างเดียว ไม่ได้ดูว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่ มองไม่ชัดก็ให้ใส่แว่นอย่างเดียว ทั้งโรงพยาบาลและร้านขายแว่นก็ไม่มีใครจริงจังเรื่องสไตล์ เขามองแค่ว่าใส่แล้วสบาย ลูกค้าชอบก็ใส่ไปเถอะ หรือบางคนก็ขี้เกียจเลือกแว่น เลือกมาใส่แล้วไม่มั่นใจ เราเลยรู้สึกว่ามีช่องว่างในตลาดอยู่”
ช่องว่างนี้จึงเป็นโอกาสให้ O33 ดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่อายุ 35 ขึ้นไปและเริ่มมีสายตายาว ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือคุณหมอ

ในอนาคต พวกเขาอยากทำมากกว่าแว่นสายตาอย่างเดียว เช่น ตัดแว่นสำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะ หรือแว่นกันแดด Progressive
เป้าหมายสูงสุดของ O33 นั้นไม่มีอะไรมาก “เราอยากเห็นคนที่ประสบความสำเร็จใส่แว่นเราเยอะ ๆ เพราะเราอยากให้การมองเห็นชัดและโลกเห็นคุณชัดเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคุณ”
เท่านี้ก็ภูมิใจมากแล้ว

Website : www.o33vision.com

