7 ตุลาคม 2025
942

“ผมสะดวกตอน 8 โมงเช้าครับ” จีน-ธนดล สิริจันทกุล ตอบมาในอีเมลที่เราส่งไปขอนัดสัมภาษณ์ ซึ่งสารภาพตามตรงว่า เราอยากขอต่อรองเวลาให้สายกว่านี้อีกสักนิด แต่จีนให้เหตุผลว่า “พอดีผมมีงานประจำ ส่วน ‘mychildartbook’ เป็นโปรเจกต์ที่ทำพาร์ตไทม์ครับ”

ชักน่าสนใจแล้วสินะ 

จีนคือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาอายุเพียง 25 ปี แถมยังไม่มีลูกสักคน แต่กลับแบ่งเวลาจากงานประจำมาทำ ธุรกิจนิทานเด็กชื่อว่า mychildartbook ได้น่าสนใจ จนคอลัมน์ The Entreprenuer ต้องขอคิวล่วงหน้าหลายเดือน 

จีนและ mychildartbook มีอะไรดี มาติดตามกัน

mychildartbook มีจุดเริ่มต้นอย่างไร

ก่อนหน้านี้ผมทำธุรกิจสตาร์ทอัพและได้ไปงานที่ต่างประเทศเมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ ChatGPT เพิ่งเข้ามา ผมเจอคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งนำเทคโนโลยีนี้มาใช้สอนลูก เขานำรูปลูกมาใส่ในบริบทต่าง ๆ แล้วพรินท์ออกมาเป็นเล่ม ผมถามเขาว่าทำไมไม่ทำเป็นเรื่องล่ะ เขาบอกว่าน่าจะยากนะ ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง 

เรื่องนี้ติดอยู่ในใจมาตลอด พอกลับมาผมเลยลองศึกษาและลองทำหนังสือนิทานเอง พอทำออกมาเป็นเล่มได้ก็รู้สึกว่าน่าจะขายได้ เลยออกมาเป็น mychildartbook ครับ

ทั้งที่ตัวเองไม่มีลูกและอายุยังน้อย ทำไมถึงสนใจการทำหนังสือนิทาน

ผมอ่านหนังสือเยอะ ตอนเด็ก ๆ เริ่มจากอ่านการ์ตูน ผมชอบอ่านซ้ำ ๆ ดราก้อนบอล นี่อ่านจบไป 5 – 6 รอบ พอเห็นไอเดียนี้เลยคิดว่าน่าจะเจ๋งดี ถ้าเราเป็นเด็กแล้วเห็นหนังสือที่มีหน้าตัวเองคงจะอยากอ่าน เลยลองทำดู

คุณอยากให้คนจดจำธุรกิจนี้ว่าอะไร

ตอนแรก ๆ คิดกันหลายอย่างว่าจะสื่อสารออกไปว่ายังไง เป็นหนังสือนิทานหน้าลูก หรือเป็นของขวัญชิ้นเดียวในโลก แต่คิดไปคิดมามันก็ไม่ใช่ขนาดนั้น ผมกับทีมคิดกันหนักมาก จนมาเจอคำหนึ่งที่น่าจะนิยามตัวตนของเราได้ดีที่สุด คือ ‘Makes Dreams Tangible’ ทำให้ความฝันจับต้องได้ เพราะเรื่องราวในนิทานของเราอาจอยู่แค่ในความฝัน แต่เราทำออกมาเป็นรูปเล่มได้ เด็ก ๆ สัมผัสตัวหนังสือได้ อ่านได้

ในทีมมีใครบ้าง

มีกัน 3 คน ผมเป็นคนริเริ่มธุรกิจและดูแลเรื่องการดำเนินงาน ส่วน นนท์-นนทกร จิตรชิรานันท์ เป็นคนที่ไปเจอไอเดียนี้กับผมที่งานสตาร์ทอัพ ซึ่งเขาเป็นสายเทคโดยตรง เวลามีไอเดียอะไร เขาก็จะลงมือทำให้เป็นจริง ส่วน โบ-สุชาดา เจริญกิตติธรรม ชอบเล่าเรื่อง นอกเหนือจากการทำการตลาด เขาจึงเป็นคนแต่งเรื่องราวในหนังสือของเราทั้งหมด 

ตอนนี้มี 3 เรื่องหลัก ๆ ภาพประกอบของแต่ละเล่มวาดโดยศิลปินที่เราเลือกมาว่าเหมาะสมกับเนื้อหาของเรื่องนั้น ๆ

ที่เราเลือกใช้วิธีนี้ เพราะผมว่ามีบางอย่างเกี่ยวกับงานศิลปะที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ เราส่งเรื่องราวให้ศิลปินหลายคนลองวาดตัวอย่างกลับมา แล้วก็เอามาคัดเลือกว่าคนไหนตีความเรื่องราวของเราออกมาเป็นภาพในรูปแบบที่ทำงานกับเราต่อไปได้ 

เห็นว่า mychildartbook เป็นธุรกิจเสริม คุณทำงานประจำที่ไหน

ผมเป็น Banker อยู่ในบริษัทหลักทรัพย์จากต่างประเทศ จริง ๆ โปรเจกต์นี้เริ่มในช่วงที่ผมย้ายที่ทำงาน จึงมีเวลาว่างมากหน่อยที่จะออกมาทำธุรกิจ แต่พอ mychildartbook พิสูจน์แล้วว่าออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ มีหลังบ้านและกระบวนการทำงานชัดเจน หลังจากนั้นก็หาคนมาช่วยทำ และผมก็กลับไปทำงานประจำได้

ทักษะหรือประสบการณ์จากงานประจำของคุณ มีส่วนช่วยในการทำโปรเจกต์นี้อย่างไรบ้าง

ช่วยเยอะนะ ปัจจุบันผมดูแลการลงทุนของ Ultra High Net Worth (บุคคลผู้มีความมั่งคั่งสูงเป็นพิเศษ) ซึ่งการบริการที่เขาควรได้มีความจำเพาะบุคคลมาก เราจึงนำ Service Mind จากตรงนั้นมาใช้กับงานนี้ เพราะนิทานของเราก็มีความจำเพาะมาก

คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวของลูก เป็นห่วงว่ารูปจะออกมาเหมือนหรือไม่ มีคำถามเยอะมาก คนอื่นอาจจะหงุดหงิด แต่ผมเข้าใจเพราะเคยเจอมาก่อน จึงมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ผมไม่รู้สึกเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ถ้าอะไรที่ลูกค้ามีความสุข เราจะทำ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมว่ามีส่วนมาก คือการกำกับดูแล หรือภาษาทางการเงินเรียกว่า Control สมมติว่าจะทำกิจกรรมหนึ่งต้องมีกระบวนการว่าทำอย่างไร และมีการกำกับดูแลมาคุมอีกทีหนึ่งว่าทำถูกไหม แนวคิดของ Banker อย่างผมจะรู้สึกว่าทุกอย่างต้องมีการกำกับดูแล เวลาออกแบบระบบขึ้นมา เราจึงคิดตลอดว่าจะกำกับดูแลอย่างไรให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด การดำเนินงานของเราจึงมีข้อผิดพลาดน้อย ถ้ามี ก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไรและแก้ไขได้

ในการสร้างหนังสือนิทานแต่ละเล่ม อะไรคือความเชี่ยวชาญพิเศษที่คุณคิดว่าแตกต่างจากนิทานที่ทำคล้าย ๆ กัน

คนอื่น ๆ เน้นทำเรื่องที่ขายได้ง่ายเพื่อใช้เป็นของขวัญในวันพิเศษ เช่น เรื่องราวของลูกกับแม่เพื่อใช้เป็นของขวัญวันแม่ แต่เราเริ่มจากความคิดว่าจะทำอย่างไรให้เป็นหนังสือนิทานที่ดี คิดเรื่องภายใต้ความตั้งใจที่อยากให้เด็กได้จินตนาการต่อจากเรื่องราวในนิทาน เส้นเรื่องของเราจะจริงจัง ซึ่งผมว่ามันเป็นการเพิ่มคุณค่าให้นิทานมากกว่ามีลูกเล่นแค่เปลี่ยนหน้าตัวละครเป็นหน้าลูก

ยอมรับตามตรงว่าเราไม่ได้มีประสบการณ์หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อเรื่องขนาดนั้น เราจึงไปขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งทำสื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับหนังสือนิทานเด็กโดยตรง คำแนะนำจากอาจารย์ทำให้เราต้องกลับมาแก้ไขเรื่องราวเยอะพอสมควร แต่ผมแปลกใจที่เขาเปิดรับไอเดียของเราขนาดนี้นะ ทีแรกกลัวว่าอาจารย์จะต่อต้านการใช้ AI แต่กลับได้รับความช่วยเหลือเต็มที่ เพราะเขามองว่า AI เป็นนวัตกรรมที่ทำให้หนังสือนิทานมีพัฒนาการ

อีกมุมหนึ่งเราคิดถึงเรื่องพัฒนาการเด็กด้วย ล่าสุดเราร่วมมือกับโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ ส่งหนังสือของ mychildartbook ให้กุมารแพทย์พิจารณาว่าสิ่งที่เราทำมีประโยชน์ต่อเด็กมากน้อยแค่ไหน เด็กจะได้เรียนรู้จากหนังสือนิทานของเราหรือไม่ แล้วเราก็รับความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับปรุง

mychildartbook แตกต่างจากหนังสือนิทานทั่วไปตรงไหน

ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือนิทานทั่วไปเยอะ ผมว่ามันสนุกนะ บางครั้งอ่านแล้วกลับมาถามตัวเองว่า เราทำไปทำไม เพราะหนังสือนิทานทั่วไปก็ดีอยู่แล้ว 

สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า นิทานของเราไม่ได้จะแทนที่นิทานทั่วไป เราเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นิทานของเรามีเรื่องราวและบริบทที่เกี่ยวกับเด็กคนนั้น ๆ โดยตรง เราไม่ได้บอกเด็ก ๆ ว่าเขาควรเป็นอะไร แต่บอกว่าเขาทำอะไรได้บ้าง มีทางเลือกอะไรในชีวิตบ้าง

มีอะไรบ้างที่คุณตั้งใจจะไม่ทำ เพราะอยากรักษาโฟกัสของแบรนด์

อย่างแรก ไม่ทำ E-book แน่ ๆ มันขัดมาก เพราะอยากทำให้ความฝันจับต้องได้

อย่างที่ 2 มีพ่อแม่ถามว่ามีหนังสือที่เป็นเรื่องราวของพี่น้องไหม ซึ่งเรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากสำหรับผม ตอนแรกมีคำถามในหัวถึงขั้นว่า รู้ได้ยังไงว่าน้องอยากจะมีเรื่องราวกับพี่ ผมเข้าใจเรื่องนี้ดีเพราะผมเองก็มีพี่สาว ผมว่าถ้าอยากทำให้ฝันของเด็กเป็นจริง ให้ทุกอย่างเป็นจินตนาการจริง ๆ แต่ถ้าเอาเศษเสี้ยวหนึ่งของโลกความเป็นจริงเข้าไป อาจกลายเป็นการกำหนดกรอบว่า ฝันได้นะ แต่ต้องคิดถึงความเป็นจริงด้วย ซึ่งผมว่ามันขัด ถ้าอยากบอกลูกว่าฝันได้ ก็ควรให้เขามีโลกอีกใบหนึ่งไปเลย

ความท้าทายที่สุดในการทำให้หนังสือทุกเล่ม ‘Personalized’ สำหรับแต่ละครอบครัวคืออะไร

ด้วยความที่เรื่องราวมัน Personalized คนก็จะคาดหวังให้ฉากในหนังสือนั้น Personalized ด้วย ตอนคิดเรื่องจึงสนุกมาก เพราะมีคำถามมากมาย เช่น ผู้ชายผมยาวได้ไหม เปลี่ยนเครื่องแต่งกายได้ไหม สรรพนามเปลี่ยนจาก He/She ได้ไหม หรือถ้าในเรื่องมีพ่อแม่ จะทำยังไงกับเด็กโตมาในครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว 

ความท้าทายของเราจึงเป็นการเลือกทำหรือไม่ทำบางอย่าง เพื่อให้นิทานของเราเชื่อมโยงกับทุกครอบครัวได้อย่างครอบคลุมที่สุด เช่น ไม่ทำเรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่โดยตรง หรือเครื่องแต่งกายก็ออกแบบให้เหมาะกับทุกเพศ 

ตอนนี้ทุกอย่างยังไม่ได้ดีที่สุดหรอก มีความท้าทายเข้ามาตลอด แต่ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้สื่อสารให้เด็กทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและได้รับการยอมรับจริง ๆ 

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไหน อะไรคือแรงจูงใจหลักที่ทำให้ตัดสินใจสั่งหนังสือ

ลูกค้าหลักคือคุณพ่อคุณแม่ ญาติ ๆ หรือว่าเพื่อนของคุณพ่อคุณแม่ ล่าสุดมีสถานประกอบการเกี่ยวกับเด็ก เช่น โรงเรียนเด็กเล็กหรือโรงพยาบาลเด็กติดต่อเข้ามาและอยากซื้อจำนวนมากเพื่อนำไปเป็นของกำนัล เราจึงทำเป็นรูปแบบ Voucher ให้เขาไปแจก

ผมมองว่าลูกค้าทุกคนกำลังมองหาของขวัญที่จริงใจสำหรับโอกาสต่าง ๆ มีลูกค้าคนหนึ่งซื้อไปแล้ว 60 เล่มได้ ซื้อไปแจกคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง แต่ก็มีลูกค้าอีกส่วนที่ซื้อเพราะอยากได้จริง ๆ และมีหลายคนที่ซื้อไปแล้วกลับมาซื้อใหม่ เราถามเขาว่าทำไมถึงกลับมาซื้อ ไม่น่าเป็นแค่เพราะมีหน้าเด็กในหนังสือ เขาก็ตอบกลับมาว่า ลูกชอบ หรือบางคนก็อยากได้เรื่องราวต่อเนื่องจากเรื่องแรก 

mychildartbook มีลูกค้าในสหรัฐอเมริกาด้วย ต่างจากลูกค้าในไทยไหม

คนไทยสนใจว่าลูกเขาจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ แต่คนอเมริกันให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพของหนังสือและลงรายละเอียดลึกมาก เคยเจอคำถามว่า ทำไมตัวหนังสือถึงชิดขอบกระดาษจังเลย บางทีก็ดูไปถึงภาษาที่ใช้ เช่น มีประโยคว่า He wasn’t just … เขาคอมเมนต์ว่าไม่อยากให้ใช้รูปปฏิเสธ เห็นชัดเลยว่าคนอเมริกันให้ความสำคัญกับเรื่องรายละเอียดมาก 

ผมรู้สึกขอบคุณมากนะที่ลูกค้าคอมเมนต์กันละเอียดขนาดนี้ เราทำเองก็คิดว่าดีแล้ว แต่ลูกค้าเป็นคนที่ได้รับสินค้า เขารู้ดีที่สุด

ช่องทางการตลาดหรือการสื่อสารใดที่ได้ผลที่สุดในการเข้าถึงลูกค้า

วิธีที่ได้ผลดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาคือการบอกต่อปากต่อปากจาก User-generated Content เรามีกลยุทธ์ว่า ถ้าซื้อหนังสือแล้วรีวิวจะได้เงินคืน 5% คนส่วนมากอยากรีวิวอยู่แล้ว การให้ส่วนลดช่วยให้เขาตัดสินใจทำรีวิวง่ายขึ้น กลยุทธ์นี้ทำให้มีลูกค้ารีวิวสินค้าให้เราแทบทุกสัปดาห์ 

นอกจากนี้ยังขายได้จาก Social Media Shop ทำแคมเปญทุกครั้งที่มีหนังสือออกใหม่ และใช้ KOL ด้วย 

mychildartbook จะเติบโตไปในทิศทางไหน

ผมเพิ่งไปสหรัฐอเมริกาและได้คุยกับคนเยอะ ได้วิจัยตลาด คุยกับคนที่ทำ Branding และ Marketing ได้ข้อสรุปมาว่า แบรนด์และการสื่อสารของเรายังไม่แข็งแรงขนาดนั้น จึงอยากแก้ตรงนี้ก่อน หลังจากนั้นอยากตีตลาดสหรัฐอเมริกาให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของปีหน้า 

ในอนาคตถ้าพัฒนากระบวนการทำงานให้ร่วมงานกับศิลปินได้มากขึ้น ผมอยากเปิดรับศิลปินมาทำนิทานด้วยกัน เป้าหมายของเราคือการทำเรื่องให้ดี ส่วนฝันสูงสุดคือการได้ร่วมงานกับศิลปินที่ผมชอบนิทานของเขา ถ้าทำได้ผมจะดีใจมากเลย

อยากให้ mychildartbook เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัวแบบไหนในระยะยาว

อยากเห็นว่าบนชั้นที่หลายบ้านชอบวางรูปภาพ มีนิทานของเราเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาเก็บสะสม สำหรับผม นิทานเล่มนี้คือความทรงจำว่าเด็กคนหนึ่งเติบโตมายังไง และนิทานของเราช่วยหล่อหลอมเขายังไง

Website : www.mychildartbook.com/th

Lessons Learned

  • เริ่มต้นจากสิ่งที่รัก แม้ไม่ตรงสายงานก็ทำได้
  • รับฟังผู้เชี่ยวชาญและลูกค้าเพื่อพัฒนางาน
  • นวัตกรรมเป็นตัวช่วย แต่คุณค่าของเรื่องราวคือหัวใจของนิทาน

Writer

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน ออกกำลังกาย และกำลังตามหางานอดิเรกใหม่ ๆ

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง