13 มกราคม 2026
2 K

‘กล้วยป๊อป Krispy Preme’ ขนมขบเคี้ยวแบรนด์ไทยที่ทำจากกล้วยหอมทองทั้งชิ้น ไม่ผสมแป้ง ไม่ใส่น้ำตาล ไม่มีสารกันเสีย แต่ได้รสหวานธรรมชาติ พร้อมสัมผัสกรุบกรอบเหมือนป๊อปคอร์น จนกลายเป็นสินค้าไทยติดตลาดต่างประเทศ ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา 

ความเจ๋งของ Krispy Preme ไม่ได้มีเพียงความสำเร็จเชิงตัวเลข แต่ยังเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรไทยที่มีกล้วยหอมทองตกเกรดกว่า 30% 

ตกเกรดในที่นี้ คือผิวสัมผัสภายนอกไม่เนียนสวย แต่ภายในยังคงความอร่อยเช่นเดิม เมื่อไม่มีแหล่งรับซื้อราคาดี มีทางเลือกเพียงน้อยนิด เกษตรกรบางคนจึงอยากเลิกปลูก ทั้งที่สายพันธุ์นี้โดดเด่นเรื่องรสชาติ ทั้งยังปลูกได้ดีในบ้านเรา 

Krispy Preme พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไร เรานัดหมาย เฟิร์ส-ธนัญชย์ ธนทวี เจ้าของสตาร์ทอัพผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้มาพูดคุยกันตั้งแต่ภาพรวมตลาดกล้วยหอมทอง ไปจนถึงวิธีคิดนวัตกรรมและการขยับขยายไปยังตลาดต่างประเทศ

เรื่องกล้วย ๆ

‘กล้วยหอมทอง’ เป็นพืชที่ลงทุนปลูกไม่มาก กำไรค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น การปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ ได้กำไรประมาณ 50,000 บาทต่อปี แถมยังเป็นสายพันธุ์ที่ได้รสชาติหอมหวานกว่ากล้วยชนิดอื่น จนมีความต้องการในตลาดสูง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น

หลังการเก็บเกี่ยว กล้วยหอมทองจะคัดสรรเป็น 3 เกรด 

เกรด A คือผ่านมาตรฐานพรีเมียมส่งออกไปญี่ปุ่น โรงแรม และห้างสรรพสินค้าได้ 

เกรด B ส่งไปยังร้านสะดวกซื้อในบ้านเราได้

เกรด C ส่งขายปลีกไม่ได้ 

หากเป็น ‘กล้วยดิบ’ จะถูกแปรรูปเป็นกล้วยฉาบ แต่ข้อจำกัดคือหมดอายุไว ตลาดแคบ แถมยังมีคู่แข่งอย่างฟิลิปปินส์ที่กล้วยฉาบราคาถูกกว่า 

ส่วน ‘กล้วยสุก’ จะส่งต่อไปยังเล้าหมู ราคาตกเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 บาทเท่านั้น

แม้ปัจจุบันจะมีตลาดญี่ปุ่นที่รองรับกล้วยหอมทองจากไทยจำนวนมาก แต่ไทยกลับส่งกล้วยไม่ได้ถึงจำนวนโควตา เพราะมีกล้วยเกรด C มีมากถึง 30% ยิ่งบวกรวมกับปัญหาราคาเหวี่ยงขึ้น-ลงบ่อยครั้ง ‘โอกาส’ ที่มีก็เหมือนจะกลับกลายเป็น ‘วิกฤต’ ของเกษตรกรมากกว่า

เปลี่ยนกล้วยตกเกรดเป็นกล้วยสุดป๊อป

เฟิร์สเรียนจบภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และทำธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำแปรรูป เขาจึงคุ้นเคยกับธุรกิจส่งออกและแปรรูปเป็นทุนเดิม ทว่าสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กิจการต้องหยุดชะงักไป

จนกระทั่ง พ.ศ. 2565 เขาเข้าร่วมโครงการ AgTech Connext โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพของเฟิร์สได้จับคู่เกษตรกรปลูกกล้วยหอมทองที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พร้อมโจทย์คือต้องแปรรูปกล้วยหอมทองเกรด C ให้เป็นสินค้าราคาดี มีตลาดรองรับ 

การร่วมมือคราวนี้จึงมีทั้งเฟิร์สที่คุ้นเคยกับธุรกิจส่งออก ทีมนักวิจัยเดิมที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ส่งออกสัตว์น้ำแปรรูป เกษตรกรปลูกกล้วยหอมทองรสอร่อย และทุนวิจัยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) 

1 ปีผ่านไป ในที่สุดจึงออกมาเป็นนวัตกรรม ‘กล้วยป๊อป’ ที่ใช้ ‘กล้วยสุก’ ทอดแบบสุญญากาศออกมาเป็นขนมขบเคี้ยวคล้ายป๊อปคอร์น ได้รสหวานจากธรรมชาติโดยไม่ปรุงแต่งสี กลิ่น รส และเก็บรักษาได้นานถึง 1 ปี 

“เราใช้กล้วยที่สุกสุด ๆ นิ่มมากเลย แล้วนำเข้าไปในเครื่องทอดที่เราออกแบบกันขึ้นมา พอทอดเสร็จปุ๊บ มันจะกรอบฟู แล้วก็ต้องเอาน้ำมันออก เพราะต้องเก็บให้ได้ประมาณ 1 ปี ตรงนั้นคือจุดที่ยาก”

กล้วยป๊อปช่วยแก้จุดอ่อนเดิมของการแปรรูปเป็นกล้วยฉาบ เพราะไม่ต้องใช้กล้วยดิบ ไม่ต้องปรุงรส ตอบโจทย์ลูกค้าสายสุขภาพ ทั้งยังเก็บรักษาได้ยาวนาน จึงสต็อกสินค้าเพื่อส่งออกได้ดีขึ้นอีกด้วย

ป๊อปไกลถึงต่างแดน

เมื่อพัฒนาสินค้าตัวอย่างได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการทดลองตลาด เฟิร์สเล่าว่าจุดเริ่มต้นของการส่งออกคืองานจัดแสดงสินค้า THAIFEX ที่ทำให้พบลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ 

ในงานนั้นมีชาวเกาหลีใต้ที่ติดใจรสชาติกล้วยป๊อป Krispy Preme จนติดต่อมาขอนำเข้าสินค้า เขาจึงเห็นความเป็นไปได้ที่จะขยับขยาย แต่กว่าจะส่งได้ออกจริงใช้เวลานานถึง 2 ปี

“สินค้าเราเป็นนวัตกรรม ช่วงแรกผลิตได้น้อย ไปจ้างโรงงานผลิตเลยไม่ได้ ต้องออกแบบเครื่องจักรเอง จนปีถัดมาก็ได้เงินทุนสนับสนุนจาก NIA แล้วไปกู้ธนาคาร จึงทำโรงงานส่งออกได้เต็มกำลัง

“โชคดีที่ลูกค้าเรารอได้ คงเพราะเราผลิตได้ที่เดียว แต่ถ้าเราไปทำสินค้าที่มีขายในตลาดแล้ว แม้ผลิตไม่ยาก แต่สุดท้ายอาจจะขายยาก”

แหล่งทุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้ภาพฝันออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ดีขึ้น แต่หลังจากนั้นต้องอาศัยการวางแผนให้ธุรกิจให้เติบโตได้เองในระยะยาว

เฟิร์สย้ำว่าการหาตลาดก่อนเป็นเรื่องสำคัญ จากบทเรียนของธุรกิจเดิมที่เคยแปรรูปวัตถุดิบตกเกรดขาย แม้ผลิตออกมาได้จริงแต่กลับไม่มีตลาดรองรับ คราวนี้เขาจึงเริ่มจากการพัฒนาตัวอย่างสินค้าควบคู่ไปกับการทดลองตลาด เมื่อมั่นใจว่ามีลูกค้า แล้วค่อยขยายกำลังการผลิต พร้อมกระจายความเสี่ยง ด้วยการส่งออกต่างประเทศและวางขายใน 7-Eleven ไทย ในราคาซองละ 25 บาท 

“ถ้าขายในประเทศอย่างเดียวก็เสี่ยง หรือส่งออกไปต่างประเทศอย่างเดียวก็เสี่ยงเหมือนกัน แต่ถ้าขายทั้ง 2 ทาง เราเติบโตได้นิ่งกว่า แล้วค่อยขยายการรับซื้อวัตถุดิบตาม จากหนองเสือ ก็ขยับไปที่เพชรบุรี ชุมพร ในอนาคตเราอาจจะรับซื้อมะม่วง ทุเรียน มาแปรรูป เพื่อลดความเสี่ยงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน”

หาสมดุลของกำไรให้ทุกฝ่าย

ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น นอกจาก Krispy Preme จะเพิ่มทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรขายกล้วยตกเกรดได้แล้ว ราคารับซื้อยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย 

จากเดิมที่ขายกล้วยสุกได้กิโลกรัมละ 2 บาท เมื่อขายให้ Krispy Preme ราคารับซื้อก็ขยับมาเป็นกิโลกรัมละ 8 – 10 บาท ทั้งยังช่วยให้รับมือกับราคากล้วยที่เหวี่ยงขึ้นลงได้ดีขึ้น ช่วงไหนกล้วยขาดตลาด ราคาแพง อย่างตรุษจีน ปีใหม่ ไหว้เจ้า เกษตรกรก็ส่งขายปลีกได้เต็มที่ ช่วงไหนกล้วยล้นตลาดหรือกล้วยตกเกรดเยอะก็ผลิตกล้วยป๊อปตุนไว้ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ กล้วยป๊อปยังมีข้อดีคือแทบไม่มีคู่แข่ง เพราะผลิตภัณฑ์ในตลาดส่วนมากเป็นกล้วยฉาบจากกล้วยหอมดิบ หรือสินค้าแปรรูปจากกล้วยชนิดอื่น ๆ ดังนั้น ผู้บริโภคและผู้จัดจำหน่ายจึงมีทางเลือกใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบขนมขบเคี้ยวรสธรรมชาติ ไม่ผสมแป้งหรือวัตถุดิบปรุงแต่งชนิดอื่น

Krispy Preme จึงนับเป็นการแก้ปัญหาให้ทุกฝ่ายอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรต้นน้ำ นักวิจัย ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงผู้บริโภค จนเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เปลี่ยนกล้วยตกเกรดให้กลายเป็น ‘กล้วยป๊อป’ ได้อย่างแท้จริง

Facebook : Warich แปรรูปสินค้าการเกษตร

Lessons Learned

  • นอกจากวิจัยสินค้าใหม่ ควรวิจัยตลาดให้มั่นใจก่อนขายจริง 
  • คำนึงถึง Profit Sharing ไม่ตั้งราคาแบบเน้นขายได้จนต้องกดราคาเกษตรกร แต่ตั้งราคาสมน้ำสมเนื้อให้ทุกฝ่ายโตไปด้วยกัน
  • มองตลาดให้ไกลตั้งแต่วันแรก เพื่อคิดแผนรองรับการเติบโต 

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล