4 พฤศจิกายน 2025
2 K

เราเดินข้ามสะพานคลองแสนแสบมายังฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ได้ยินเสียงกึกกักเป็นจังหวะเบา ๆ แว่วมาแต่ไกล

 “สมัยก่อนทุกบ้านต้องมีกี่ทอผ้าบ้านละ 1-2 หลัง” คุณลุงนิพนธ์ มนูทัศน์ ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งโรงทอผ้าไหมบ้านครัว เล่าย้อนความหลังว่า ชุมชนนี้เคยมีเสียงกี่ทอผ้าดังก้องประสานกันจนเป็นเอกลักษณ์ แม้กระทั่ง จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ยังฉงนใจจนเดินตามหาที่มาของเสียง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพบและพาผ้าไหมไทยไปอวดโฉมยังต่างแดน

ผ้าไหมในชุมชนบ้านครัวเหนือมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 130 ปี นับตั้งแต่ยุคทอผ้าขาวม้าและผ้าโสร่งใช้ตามธรรมเนียมชาวจาม ยุคที่ถักทอผลงานสุดประณีตส่งไปถวายในวัง จนถึงโรงทอผ้าไหมแห่งแรกของแบรนด์จิม ทอมป์สัน ก่อนจะเริ่มเลือนหายไปจนเหลือเพียงบ้านของคุณลงนิพนธ์ที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่เพียงเจ้าเดียว 

เรื่องราวของโรงทอผ้าไหมแห่งนี้จึงเป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์การทอผ้าของชาวจาม และเป็นหนึ่งในกิจการเก่าแก่ที่ทำให้เราเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของตลาดผ้าไหมในเมืองใหญ่ด้วยเช่นกัน 

ผ้าสามัญประจำบ้าน

รากเหง้าของของชุมชนบ้านครัวเหนือคือชาวจามที่อพยพจากริมแม่น้ำโขงมาอยู่ริมคลองแสนแสบ ชาวจามมีวัฒนธรรมการนุ่งโสร่งและผ้าขาวม้าเป็นทุนเดิม การทอผ้าจึงเป็นทักษะพื้นฐานของสตรีทุกบ้าน 

คุณลุงนิพนธ์ชี้ให้ดูภาพถ่ายบนฝาผนังแล้วเล่าให้ฟังว่า เอกลักษณ์ของผ้ายุคนั้นอยู่บนแพตเทิร์นลายตารางสีสันสดใสและเนื้อผ้าที่ละเอียดคงทน ลูกค้าส่วนใหญ่ในยุคแรก ๆ จึงเป็นชาวจามด้วยกัน ตลอดจนชาวมอญที่พายเรือมาซื้อโสร่ง บ้างก็ขนขึ้นเรือไปขายในย่านต่าง ๆ เช่น ปากคลองตลาด พื้นที่ติดริมคลองแสนแสบแห่งนี้จึงนับเป็นทำเลที่ดี ในยุคที่ยังสัญจรทางน้ำเป็นหลัก 

สู่งานทอผ้าไหมในวัง

ฝีมือทอผ้าไหมสุดประณีตของบ้านครัวเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ถวายงานในวังหลายหน นับตั้งแต่รุ่น คุณแม่สุรีย์ มนูทัศน์ หนึ่งในช่างทอไหมแสนชำนาญที่เคยถวายงานในกองทอ วังสระปทุม รับใช้สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า 

ต่อมาตระกูลมนูทัศน์ยังได้สนองพระราชเสาวนีย์ด้านกิจการทอผ้าไหมของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กิจการทอผ้าไหมในชุมชนนี้จึงรุ่งเรืองเรื่อยมา จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เสียงกี่ทอผ้าเงียบสงัดลงชั่วคราว 

จิม ทอมป์สัน กับการพบกันด้วยเสียงกี่ทอผ้า

เมื่อสงครามสงบลง ผู้คนจึงเริ่มกลับมาทอผ้ากันอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ แต่ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ จิม ทอมป์สัน เดินทางผ่านมาบริเวณนี้พอดี

เมื่อได้ยินเสียงกี่กระทบกันดังกึกก้องในชุมชน จิมจึงเดินเข้ามาสำรวจ แล้วพบผ้าขาวม้าและผ้าโสร่งเนื้อละเอียดสีสันสดใส จึงซื้อติดมือกลับไปขายที่สหรัฐอเมริกา แล้วค่อย ๆ กลายเป็นที่นิยมในแวดวงแฟชั่นระดับโลกในเวลาต่อมา 

หลังจากนั้น ใน พ.ศ. 2494 จิมก่อตั้ง บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด โดยมีชุมชนบ้านครัวเป็นโรงทอผ้าไหมแห่งแรกและเป็นเจ้าประจำ ก่อนที่ จิม ทอมป์สัน จะหายตัวไป 

คุณลุงนิพนธ์เล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ประมาณ 7 – 8 ขวบ เขาก็เห็นราชาผ้าไหมไทยท่านนี้แวะมาเยี่ยมเยือนที่บ้านแทบทุกวัน การทำงานร่วมกันครั้งนั้นไม่ใช่การสั่งทอผ้าธรรมดา ๆ แต่ได้พัฒนาเทคนิคและผลิตภัณฑ์ร่วมกันไปด้วย 

ชาวบ้านเริ่มทอผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งผ้าสไบ ผ้าพันคอ ไปจนถึงผ้าสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ แถมจิมยังชวนทดลองทอลวดลาย สีสัน และเทคนิคใหม่ ๆ 

“สมัยก่อนทอกี่กระทบมันช้า ไม่ทันการ อาทิตย์หนึ่งทอได้บ้านละ 1 – 2 ผืน คุณจิมเลยถามว่าทำยังไงให้เร็วขึ้นดี เคยมีคนจีนเอากี่กระตุกมาให้คุณแม่ผมก่อนคุณจิมเข้ามาอีก แต่คุณแม่ทอไม่ถนัดจึงเก็บเอาไว้ก่อน จนคุณจิมเข้ามา แม่ก็เอากลับมาฝึกทอใหม่ให้ชินมือ กลายเป็นต้นกำเนิดการทอแบบกี่กระตุกคนแรก ๆ ของประเทศ ใครมาถาม คุณแม่ก็คอยสอนให้”

ช่วงเวลานี้จึงนับเป็นยุครุ่งเรืองของบ้านครัวอีกยุคหนึ่ง เพราะแค่ในบ้านของคุณลุงนิพนธ์ก็มีกี่ทอผ้ามากถึง 40 ตัว มีออเดอร์ยาวเหยียด แม้กระทั่งวันที่จิมหายตัวไปอย่างลึกลับ ก็ยังใช้เวลาเกือบสิบปีหลังจากนั้นกว่าจะผลิตได้ครบจำนวนที่เขาสั่งเอาไว้

ภูมิปัญญาเดิมในยุคสมัยใหม่ 

โรงทอผ้าแห่งนี้เคยมีสัญญาใจกับ จิม ทอมป์สัน ว่าจะไม่ทำสินค้าแบรนด์ตัวเองขาย แต่เมื่อจิมหายตัวไป ชุมชนบ้านครัวยังคงทอผ้าไหมเพื่อส่งมอบตามคำสั่งซื้อของ จิม ทอมป์สัน ต่อเนื่องอีกกว่าสิบปีให้หลัง ก่อนที่ช่างฝีมือจำนวนมากจะเข้าร่วมทำงานที่โรงงานของ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด จึงถึงเวลาที่บ้านหลังนี้จะต้องปรับตัวอีกครั้ง โดยเริ่มสร้างแบรนด์และผลิตสินค้าในนาม ‘โรงทอผ้าไหมบ้านครัว’  

ทว่าท่ามกลางฟาสต์แฟชั่น เทรนด์การแต่งกายที่ผู้คนนิยมซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปมากกว่าผ้าสั่งตัด จำนวนโรงท้อผ้าในชุมชนจึงค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง ชุมชนบ้านครัวแห่งนี้จึงเหลือเพียงบ้านคุณลุงนิพนธ์เพียงเจ้าเดียวที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่

จากยุคแรกที่มีลูกค้าหลากหลาย ปัจจุบันกลายเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ก็นับเป็นจุดแข็งเช่นกัน เพราะไม่ง่ายนักที่จะพบเจอโรงทอผ้าไหมดั้งเดิมกลางกรุง ที่ยังคงอนุรักษ์เครื่องทอผ้าแบบกี่กระตุก ลวดลายเก่าแก่ เช่น ลายเกล็ดเต่าที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ รวมทั้งสัมผัสนุ่มลื่นที่ได้จากการทอมือเท่านั้น

ผ้าลายเกล็ดเต่า

โรงทอผ้าไหมบ้านครัวจึงยังมีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุน ทั้งกลุ่มเดิมที่คุ้นเคย กลุ่มนักท่องเที่ยว นักเรียนนักศึกษาที่อยากเรียนรู้เรื่องการทอผ้า และโรงแรมหลายแห่งที่ใช้ผ้าไหมเป็นของตกแต่งและสินค้าจัดจำหน่าย เช่น ปลอกหมอน ชุดที่นอน ผ้าคาดเตียง ชุดโต๊ะอาหาร เนกไท ผ้าพันคอ

นอกจากนี้ คุณลุงนิพนธ์และลูก ๆ ยังปรับตัวรับกับยุคใหม่สมัยใหม่ ทั้งการออกบูทตามอีเวนต์ต่าง ๆ มากขึ้น จนถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ในเว็บไซต์ www.phamaibaankrua.com  

Jim Thompson X Baan Krua

ทีมงานของ จิม ทอมป์สัน สะดุดตากับผ้าคลุมไหล่ของบ้านครัว จึงสืบสาวเรื่องราวในอดีต แล้วพบประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันมายาวนาน   

ในที่สุดทั้งคู่จึงกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในรอบ 50 ปี กับคอลเลกชัน Jim Thompson X Baan Krua ที่นำลวดลายและสีสันของผ้าขาวม้าชาวจามในยุคแรกเริ่ม มาอยู่ในเสื้อผ้าดีไซน์เก๋รับกับยุคสมัยใหม่ ทั้งกางเกง ผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้า เนกไท 

พร้อมจัดนิทรรศการบอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของ 2 กิจการที่พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน โดยจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งนับเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมในรูปแบบใหม่ที่น่าจับตาไม่น้อย 

เรื่องราวของผ้าไหมบ้านครัวจึงสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผ้าไหมแต่ละยุค รวมถึงการปรับตัวของกิจการเก่าแก่ที่ยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมเอาไว้ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในคุณค่าของผ้าทอมือไทยที่เครื่องจักรไม่มีวันทดแทนได้ 

Website : www.phamaibaankrua.com

Facebook : ร้านผ้าไหมบ้านครัว

Lessons Learned

  • การหาคุณค่าที่สินค้าอื่นไม่อาจทดแทนได้ ทำให้กิจการอยู่ได้ยาวนาน
  • การขายสินค้าที่ไม่ใช่กระแสหลัก ต้องรักษาลูกค้าเฉพาะกลุ่มให้เหนียวแน่น
  • สินค้าด้านภูมิปัญญาสามารถพลิกจุดแข็งให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ได้

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด