ตลาดที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อของ แต่หยิบของสภาพดีที่ไม่ค่อยได้ใช้งานมาแลกเปลี่ยนกัน
ทัวร์ตะลุยร้านลับของย่าน ด้วยการสวมบทเป็นสายลับและทุกคนต้องใช้ชื่อปลอมคุยกัน
แค่ฟังคำอธิบายสั้น ๆ ของกิจกรรมเหล่านี้ เราก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วยแล้ว ยิ่งเห็นชื่อเก๋ ๆ กับกราฟิกสุดน่ารัก ยิ่งชวนติดตามเข้าไปใหญ่ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังความสนุกเปี่ยมสาระทั้งหมดนี้คือ ‘ili’ บริษัทออกแบบสารพัดคอนเทนต์เกี่ยวกับความยั่งยืนและวิถีชีวิตที่ใส่ใจตัวเอง สังคม สิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Conscious Lifestyle รวมถึงเป็นผู้ปลุกปั้นเพจดีต่อใจอย่าง ili U อีกด้วย
เดิมที 3 ผู้ก่อตั้งอย่าง เต้-จิราภรณ์ วิหวา, บี-สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์ และ ซาร่า-รุ่งนภา คาน พบกันในแวดวงคนทำนิตยสาร a day ก่อนจะแยกย้ายกันไปเป็นฟรีแลนซ์ แล้วโคจรกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อก่อตั้ง ili กับเพจ ILI.U ไอแอลไอยู ขึ้นมา
เรื่องราวของทีมนี้จึงน่าสนใจทั้งในแง่การปรับตัวของกลุ่มคนที่เคยทำทั้งงานนิตยสารเล่ม คอนเทนต์ออนไลน์ อีเวนต์ On Ground และวิธีเล่าเรื่องความยั่งยืนฉบับใกล้ชิดชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่อยากมีส่วนช่วยให้โลกดีขึ้น
เช้าวันศุกร์ เราเดินทางไปเยือนออฟฟิศ ili ในย่านอารีย์ ภายในอาคารชั้นเดียวขนาด 1 คูหาตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีสดใส กับบรรยากาศอบอุ่นน่ารักเหมือนห้องรับแขกในบ้านใครสักคน
บีกับเต้ชวนเราชิมผลไม้ในจานใบจิ๋วเป็นการต้อนรับ ก่อนจะเริ่มเล่าย้อนไปยังโปรเจกต์แรกที่ทำให้ตัดสินใจเปิดออฟฟิศร่วมกัน

จากนิตยสารเล่ม สู่คอนเทนต์ออนไลน์
“ช่วงที่ทุกคนเป็นฟรีแลนซ์ เราชวนมาทําโปรเจกต์หนึ่งด้วยกัน จนเราเห็นความเป็นไปได้ว่าน่าจะทำออฟฟิศเพื่อรับงานได้นะ” เต้เกริ่น
“เพราะปกติเวลาทำฟรีแลนซ์ ต้องรอว่าเขาจะเลือกเราไหม มันก็จะมีงานที่สนุกกับงานที่ไม่ถนัดเลย แต่ถ้ารวมเป็นออฟฟิศ เราน่าจะมีทิศทางของตัวเองมากขึ้นว่าเราอยากทำงานประมาณไหน ซึ่งโปรเจกต์ที่ทำให้ตัดสินใจเปิดออฟฟิศตอนนั้นเป็นเรื่องที่เราสนใจพอดี คือเรื่องความยั่งยืนในมุมไลฟ์สไตล์ จับต้องได้ ซึ่งช่วงนั้นคนยังไม่ค่อยได้เล่าในมุมนี้เท่าไร เพราะส่วนมากพูดถึงความยั่งยืนในภาพใหญ่หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เราอยากเล่าว่าคนเมืองอย่างเราทําอะไรได้บ้าง
“ตอนแรกเราใช้ทักษะการทำนิตยสารมาทําคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดเหมือนกัน แต่คิดว่าต้องมีกึ่ง ๆ คอลัมน์ มี Content Pillar หรือมีอะไรที่ถูกคิดแบบนิตยสาร ข้อดีคือช่วยให้เรื่องออกมากลมมากขึ้น และเห็นว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องความยั่งยืนในมุมไหนได้บ้าง แล้วก็โชคดีที่เจ้าของโปรเจกต์คือทีม CreativeMOVE เขาเชี่ยวชาญเรื่องโซเชียลมีเดียมาก จึงค่อย ๆ ผลักให้ไปได้ค่อนข้างกว้าง จนเป็นที่รู้จักพอสมควร หลังจากนั้นก็มีลูกค้าที่เห็นว่าออฟฟิศนี้ทํางานนี้เหรอ แล้วติดต่อเข้ามาเรื่อย ๆ
“ช่วงนั้นเป็นช่วงตั้งไข่ของเรื่องความยั่งยืนพอดี คนยังสนใจไม่มาก ซึ่งมีแบรนด์ที่เขาทำอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้จะสื่อสารยังไงให้ไปถึงกลุ่มผู้บริโภค เราเลยได้รับงานที่เป็นคอมเมอร์เชียลมากขึ้น ไม่ใช่งานคอนเทนต์อย่างเดียว เลยเริ่มมีลูกค้าที่เข้ามาหาเราด้วยแง่มุมนี้มากขึ้น”

Imperfect Activist
ทำไมถึงชื่อ ili – เราเอ่ยถาม เพราะนึกอย่างไรก็เดาความหมายไม่ถูก
“พวกเราทํางานเล่าเรื่อง แล้วเราก็ถูกสอนมาให้คิดเรื่องไปพร้อมกับภาพอยู่แล้ว เลยคิดถึงตัวอักษรที่มีความเป็นกราฟิก แต่ยังเป็นตัวหนังสือ ซึ่งมี 2 ตัวในภาษาอังกฤษที่เป็นแค่จุดกับขีด พอลองเอามาเรียงกันดูเลยออกมาเป็นชื่อนี้ ซึ่ง ili เป็นบริษัทที่เรารับงานลูกค้า แต่พื้นฐานเราเป็นคนทํานิตยสาร มีเรื่องที่เราสนใจ มีเรื่องที่อยากเล่าเองอยู่แล้ว จึงเกิดเพจเล็ก ๆ ตามมา ชื่อว่า ili U หลักการตั้งชื่อเหมือนกับ ili ที่ไม่ได้มีความหมายพิเศษ แต่เพราะตัว U เป็นเส้นโค้ง
“ถ้าเข้าไปดูในเพจนี้ จะมีเรื่องสังคม เรื่องมนุษย์ เรื่องความเท่าเทียมอื่น ๆ ที่เราพยายามสื่อสารอยู่ เราเชื่อว่ามีคนอีกมากมายที่ยังเป็นมือใหม่เหมือนเรา มือใหม่ที่อยากจะใส่ใจโลกมากขึ้นในแง่มุมต่าง ๆ”
ดังนั้น สิ่งที่ ili เล่าจึงเป็นเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนที่แทรกซึมเรื่องความยั่งยืนเข้าไปอย่างเป็นมิตร
“เราจึงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนที่มากไปกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น ทําไมร้านเล็ก ๆ ตายจากไป ทําไมเราไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะให้ได้ไปใช้ชีวิตเลย นี่เป็นสิ่งที่พวกเราและน้อง ๆ ในทีมสนใจ มันคือคําว่า Conscious Lifestyle” เต้อธิบาย


“พอเราอายุมากขึ้นประมาณหนึ่ง เรารู้สึกว่าทุกอย่างไม่ได้สดใหม่ เราเริ่มเห็นว่าของที่เราเคยเห็น มันจะไม่เห็นแล้ว ของที่เราเคยรู้สึกเป็นธรรมดามันหายากขึ้น และเมื่อก่อนเราอาจจะต้องอยู่มา 20 ปีจึงจะเห็นมันเปลี่ยนแปลง แต่เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนได้ใน 5 ปีเลย ความรู้สึกนี้ทําให้เราใส่ใจและตระหนักกับเรื่องต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น
“วิถียั่งยืน มันไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือเรื่องของยุคสมัยอย่างแท้จริงด้วยแหละ” บีเสริม “ถ้าโลกเป็นแบบนี้ สังคมเป็นแบบนี้ คนเป็นแบบนี้ เราคงไม่สนใจเรื่องนี้ไม่ได้”
โดยจุดมุ่งหมายของการเล่าเรื่องราวทั้งหมด คือการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นวันละนิดไปพร้อมกับเหล่า ‘Imperfect Activist’ เพราะชาว ili ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
“Imperfect Activist คือคนที่อยากเปลี่ยนแปลง แต่อาจจะมีพลาดบ้าง มีวันที่เราทําไม่ไหว ขี้เกียจบ้าง เหนื่อยบ้าง หรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ไม่เอื้ออำนวยบ้าง แต่เราคิดว่าถ้ารวมคนกลุ่มนี้มาเจอกัน มันก็จะมีแรงฮึดว่า ทําสักหน่อยสิ พอทําด้วยกันเยอะ ๆ มันก็เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ หรือผลักดันให้รู้สึกว่าอยากจะทําต่อไป
“วันหนึ่งเขาอาจจะลองไปทำต่อเองก็ได้ หรืออย่างน้อยก็เข้าใจสิ่งที่เรากําลังสื่อสาร เช่น ก่อนซื้อของลดราคาครั้งหน้าอาจจะหยุดคิดแปบหนึ่งว่าจะได้ใช้ไหม ซื้อหรือไม่ซื้อดี ซึ่งจะซื้อก็ได้นะ แต่อย่างน้อยก็จะมีจังหวะหยุดคิดแล้ว”

ili on ground
นับแต่ปี 2017 ที่เริ่มก่อตั้ง แก่นหลักของ ili ก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมเรื่อยมา หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคงจะเป็นภาชนะหรือหีบห่อของเรื่องราวเหล่านั้น
“พอลูกค้าหลากหลายขึ้น เรามีโอกาสทําอะไรได้มากขึ้น วิธีเล่าอาจจะเริ่มเปลี่ยน เมื่อก่อนเป็นพรินต์เอาต์ เคยไปทํานิตยสาร ซีน ทําเพจให้กับแบรนด์ เสร็จแล้วเราพบว่ามันเป็น Quiz ก็ได้ มันเป็นกิจกรรมออฟไลน์ก็ได้ เป็นอีเวนต์ก็ได้ด้วย โดยที่แก่นเดิมยังคงอยู่”


ดังนั้น นอกจากตัวอักษรและภาพกราฟิก ili จึงมีกิจกรรมสนุก ๆ หลากหลายรูปแบบ อย่าง ‘Barter System Fair’ ตลาดนัดที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อของ แต่พกของสภาพดีที่ไม่ได้ใช้แล้วมาแลกกับคนอื่นแทน เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงเรื่อง Over Consumption มากขึ้น และได้ของชิ้นใหม่โดยไม่ต้องซื้อใหม่ หรือทัวร์แสนสนุกช่วง Bangkok Design Week ที่ชวนคนออกจากบ้านไปสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ พร้อมอุดหนุนร้านรวงท้องถิ่นในย่าน เช่น ‘ทัวร์กินในที่ลับ’ ที่พาไปตามหาร้านลับในย่าน กับธีมสายลับที่ต้องใช้ชื่อปลอมและบอกรหัสลับกัน ‘ทัวร์สุ่มสี่สุ่มให้’ ที่พาคนแปลกหน้ามาแบ่งกลุ่มด้วยคำถามสนุก ๆ คัดความสนใจร่วมกัน แล้วให้เที่ยวตามไกด์แมปที่ออกแบบมาให้ตรงกับความสนใจของคนกลุ่มนั้น
ซึ่งแน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้ล้วนผ่านการคิดมาอย่างหนักหน่วง ผ่านการเดินสำรวจมาหลายหน คุยกับคนมาหลายครั้ง ก่อนจะกลั่นกรองออกมาเป็นแต่ละเส้นทาง แต่ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือสมาชิกชาวทัวร์ทั้งสนุกและสนิทกันถึงขั้นนัดกันจัดทริปไปเที่ยวอีกหลายหน


“พอเราพูดออนไลน์ เนื้อความเดียวกันเลยนะ แต่คนอาจจะทําหรือไม่ทําก็ได้ แต่พอสร้างกิจกรรมให้เขาได้ลองทําแล้ว เขาทําต่อได้จริง ๆ มันก็เลยเป็นเป้าหมายว่า นอกจากเล่าเรื่องในออนไลน์แล้ว เรามาเปลี่ยนคนด้วยกันดีกว่า เราจึงอยากจะเจอคนเยอะขึ้น
“เพราะบางทีอยู่ในออนไลน์มาก ๆ มันก็เห็นกันแค่กดไลก์ คนแชร์ไป แต่พอเป็นสื่อออฟไลน์ ได้เจอมนุษย์จริง ๆ จํานวนคนอาจจะน้อยกว่าออนไลน์ แต่อิมแพกต์ที่มีต่อกันและประสบการณ์ที่สร้างให้กันมันอาจจะมากกว่า”

Neighbour Mart Bangkok
แม้จะปาดเหงื่อทุกโปรเจกต์ที่ต้องคิดและเริ่มใหม่อยู่ร่ำไป แต่ชาว ili ก็พร้อมลุยเสมอ และยืนยันว่ายังสนุกกับการทำสิ่งนี้ แถมล่าสุดยังขยับขยายไปถึงการเปิดร้านค้าที่ชื่อว่า Neighbour Mart Bangkok
“งานนี้เริ่มจากเราคุยกันเล่น ๆ บนโต๊ะว่าอยากมี ‘หนึ่งเขต หนึ่งผลิตภัณฑ์’ เหมือน OTOP กรุงเทพฯ เพราะเราว่าร้านอากง-อาม่าที่เราเคยชอบตอนเด็ก ๆ ค่อย ๆ ปิดหายไปจะด้วยวิกฤตโรคระบาด เศรษฐกิจ ไม่มีคนสานต่อ หรือด้วยอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่เรารู้สึกได้ คือพอร้านปิด เมืองมันเหงาไปเฉยเลย ไปเดินแล้วไม่สนุกเหมือนเดิมทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยเข้าไปในร้านนั้นด้วยซ้ำ ทำไงดีให้ร้านเหล่านี้อยู่ต่อไป นี่จึงเป็นโจทย์ของเรา

“เราอยากบอกคุณลุงคุณป้าว่า ยังมีคนที่ชอบและสนใจของในร้านนะ เราจะเอามาขายและเล่าเรื่องราวให้เอง เพราะเราว่าร้านที่อยู่มาได้จะร้อยปีต้องไม่ธรรมดาสิ เขามีคุณค่า มีเรื่องราวบางอย่าง และถ้าพูดในแง่เมือง เรื่องราวของร้านร้านหนึ่งบอกเรื่องราวของย่านหรือเมืองเมืองหนึ่งได้เหมือนกัน เราจึงเลือกข้าวของจากร้านเก่าแก่เหล่านั้นมาเล่าเรื่องราว เพื่อสื่อสารในร้านที่ชื่อ Neighbour Mart Bangkok ซึ่งสนับสนุนโดย CEA”
ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในไปรษณีย์กลางบางรักและเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยพวกเขาฝันใหญ่ว่าอยากให้ร้านนี้อยู่ได้ในระยะยาว ไม่ใช่ร้านที่เปิดชั่วคราวแล้วโบกมือลา โดยจำหน่ายสินค้าจากร้านท้องถิ่นในย่าน
โปรเจกต์นี้ช่วยเชื่อมเรื่องราวเก่าแก่ของย่านเข้ากับคนรุ่นใหม่แบบเหนียวแน่นยิ่งขึ้น และเมื่อเราผูกพันกับพื้นที่ไหน เราย่อมอยากจะดูแลสิ่งนั้นให้อยู่กับเราไปนาน ๆ Neighbour Mart Bangkok จึงไม่ได้เป็นเพียงการขายของ แต่ยังปลูกฝังให้ผู้คนอยากดูแลสิ่งแวดล้อม ย่าน และร้านรวงต่าง ๆ ไปทีละนิด

ธุรกิจที่แก่ไปด้วยกัน
แม้จะเล่าเรื่องราวมาหลายแบบ แต่เต้และบีก็ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจว่าในอนาคต ili จะค้นพบวิธีเล่าเรื่องราวที่แปลกใหม่ต่อไปได้เรื่อย ๆ ส่วนในมุมคนทำงาน ทั้งคู่ตั้งใจไว้ว่าอยากจะเป็นออฟฟิศที่เติบโตไปแบบพอดี ๆ พร้อมกับกลุ่มคนที่ร่วมงานกันไปอีกนานแสนนาน
“สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด คืออยากให้ ili เป็นออฟฟิศที่แฟร์กับทีมงาน แฟร์กับพาร์ตเนอร์ทุกคน ด้วยความที่เราเป็นออฟฟิศเล็ก ๆ เราต้องมีเพื่อน มีพันธมิตร ต้องมีคนที่มาช่วยเป็นฟรีแลนซ์ทั้งหลาย เราพยายามแฟร์เรื่องค่าจ้างงานเขียนและจ่ายเงินให้ตรงเวลา เราอยากสร้างและรักษามาตรฐานนี้ให้คนที่เราทำงานด้วย
“ออฟฟิศเราโตได้ไม่มาก แต่เราเลือกวิธีนี้นะ มันเป็นวิธีที่เราเลือก ไม่ได้เป็นข้อจํากัดเลย” เต้เอ่ยด้วยรอยยิ้มตามด้วยเสียงยืนยันจากบี

“เรายังอยากเป็นออฟฟิศเล็ก ๆ แต่ทํางานที่มันคราฟต์ได้อยู่ เพราะเราสนุกกับการขอคิดให้ดี ขอเล่าให้ครบ ลองทําท่าที่ชาวออนไลน์ไม่ทําดู ซึ่งแน่นอน บางทีก็ไม่ได้ประสบความสําเร็จเสมอไป แต่อย่างน้อยก็ได้ลอง และทุกครั้งเราจะคุยกับลูกค้าถึงตัวตนและเป้าหมายของเราตั้งแต่ต้น ลูกค้าก็จะเข้าใจ ก็จะไม่มานั่งคุยกันเรื่อง Engagement ขนาดนั้น เพราะเขาอยากเล่าเรื่องนี้ เขาให้คุณค่าแบบเดียวกัน ซึ่งการหาลูกค้าแบบนี้ก็ยากเหมือนกัน แต่พอเจอแล้วก็ทํางานด้วยกันไปยาว ๆ”
เมื่อถามถึงเหตุผลที่เลือกเส้นทางนี้ ทั้งคู่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป้าหมายชีวิตไม่ใช่การรีบร่ำรวยแล้วเลิกทำงาน แต่อยากทำสิ่งที่ทั้งหลงใหล เลี้ยงชีพได้ และมีความหมายกับผู้คนไปนาน ๆ
“เราอยากทําธุรกิจที่แก่ไปกับเราได้ ในอนาคตสิ่งนี้อาจจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่เราก็อยากจะแก่ไปกับงานที่ตัวเองทํา” เต้พยักหน้าเห็นด้วยกับบี
“พวกเราเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ดีใจที่ได้เล่าเรื่อง เป้าหมายพวกเราวนเวียนอยู่แค่นี้ คือการได้มีชีวิตที่พึงพอใจและเราอยากทําให้คนอื่นรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน มันก็เลย Humble และสร้างสรรค์ เล่นคำกุ๊กกิ๊กได้ แต่ว่าอีกแง่หนึ่ง คือเราเชื่อในสิ่งที่เราทำจริง ๆ” เต้กล่าวทิ้งท้าย


