หนักอึ้ง เหมือนไม่มีวันสิ้นสุด
ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็คงยากทั้งนั้น แต่อาจจะยากขึ้นอีกหน่อย ถ้าคุณทำธุรกิจครอบครัวหรือกงสีที่ความสัมพันธ์ภายในครัวเรือนชวนให้มัวหมองขุ่นใจทุกวี่ทุกวัน หรือเป็นทายาทที่รับช่วงต่อของตำนานรุ่นพ่อแม่ พร้อมแบกรับความคาดหวังของตัวเองและใครต่อใคร
คุณอาจเคยเห็นสถิติชวนกดดันเล่น ๆ ด้วยว่ามีธุรกิจครอบครัวไทยเพียง 30% ที่อยู่รอดถึงรุ่นสอง และประมาณ 10% เท่านั้นที่อยู่รอดถึงรุ่นสาม แล้วก็นึกสงสัยว่า เราจะอยู่ตัวเลขฝั่งมากหรือน้อยกัน
แต่โลกอาจไม่ได้โหดร้ายเกินไป ทุกปัญหามีคนเข้ามาช่วยเราคลี่คลายได้ระดับหนึ่งเสมอ
‘IdolPlanner Consulting’ หรือ IPC เป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ทำหน้าที่นั้น (ไม่ใช่บริษัทด้านบันเทิงแต่อย่างใด)
นำโดย ปภาสร แก้วกอบสิน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษีและการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว ทั้งการจัดตั้ง Holding Company การทำธรรมนูญครอบครัว วางแผนส่งต่อธุรกิจ และ Exit Plan ถือว่าค่อนข้างครบวงจรเรื่องการจัดการภายในองค์กร จนมีลูกค้าไว้วางใจ เรียกเธอเป็นเหมือนที่ปรึกษาประจำตระกูล

เป็นบริษัทขนาดเล็กที่ลูกค้าเชื่อใจ แม้ไม่มีทรัพยากรแบบที่บริษัทใหญ่ ๆ มีพร้อม
เป็นบริษัทที่ช่วยทำสิ่งที่ครอบครัวคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้นแล้วในชีวิตนี้ ให้เกิดขึ้น
“เราว่าธุรกิจครอบครัวมีเสน่ห์มาก และอยากทำให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่อย่างยั่งยืน มีการวางแผนบริหารจัดการดี ไม่ปล่อยให้ธุรกิจเป็นเรื่องชะตากรรม” ปภาสรพูดถึงภารกิจชีวิตด้วยความมุ่งมั่น
นั่นคงเป็นความตั้งใจของใครหลายคนเหมือนกัน คำถามคือทำอย่างไร และทำไมเราควรเปิดใจให้คนภายนอกมาช่วยจัดการเรื่องภายในครอบครัว
ธุรกิจที่ปรึกษาดำเนินการได้ด้วยคนเป็นหลัก ดังนั้น คำตอบที่ดีที่สุดอาจอยู่ที่ว่าคนคนนั้นเป็นคนอย่างไร ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง และมองโลกแบบไหน
อยากชวนคุณมารู้จักผู้หญิงคนนี้และ IPC ในเบื้องต้น เผลอ ๆ คุณอาจมีที่ปรึกษาประจำตระกูลคนใหม่

คนที่ศึกษาไม่สิ้นสุด
“ในสมัยก่อนครอบครัวคนจีนมีค่านิยมว่าลูกผู้หญิงไม่ต้องเรียนเยอะ แต่เราชอบเรียนเลขและทำได้ดี จึงตัดสินใจเรียนบัญชีและทำงานไปด้วยเลย ตอนเช้าเรียน ตอนบ่ายไปทำงานเป็นแคชเชียร์ที่โรงหนัง ไปช่วยเขาทำเรื่องบัญชี เป็นจุดเริ่มต้นของสายงานนี้” ปภาสรย้อนความไปวัยเยาว์ ด้วยชุดประสบการณ์ที่แตกต่าง ครอบครัวกับเราอาจมองโลกไม่เหมือนกัน ชวนให้เราต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
ด้วยนิสัยรักการเรียนรู้ เธอเลือกเรียนต่อปริญญาโทด้านภาษี ขยับมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านภาษีโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผู้คนประกอบการหลายคนอาจไม่สันทัด ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ปภาสรเล็งเห็นว่าเธอช่วยสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้
เพราะที่ใดมีปัญหา ที่นั่นย่อมต้องการคนช่วยแก้ไข
“เราชอบงานนี้ เพราะเวลาที่เราช่วยแนะนำให้ลูกค้ามองเห็นความเสี่ยงที่เขาอาจไม่รู้มาก่อน และช่วยจัดการได้ ประหยัดเงินแบบถูกหลักกฎหมาย มันเป็นความท้าทายที่มีความสุข และทำให้อยากพัฒนาขึ้นไปอีก”
การขวนขวายอย่างต่อเนื่องทำให้เธอเห็นว่าองค์ความรู้ที่สำคัญนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันแพร่หลายในสังคม เมื่อหลายสิบปีก่อนที่ยังไม่มีกูรูการเงินเต็มโลกอินเทอร์เน็ต ยังไม่ค่อยมีคนเขียนหนังสือที่ตอบคำถามของเธอได้ชัดเท่าไร และนั่นเป็นโอกาสของเธออีกครั้ง

“พอเราหาหนังสือที่อยากอ่านไม่ได้ เราเขียนเองเลย เล่มแรกชื่อ ภาษี… ง่ายนิดเดียว เป็นหนังสือแนะนำการวางแผนภาษีบุคคล ปรากฏว่าขายเดือนแรก พิมพ์ไป 3 รอบ ขายดีมาก และมีลูกค้าต่างจังหวัดรู้จักเราด้วย”
หลังจากนั้น ปภาสรเขียนหนังสือเพิ่ม 2 เล่มคือ รู้ภาษี SMEs มีกำไร และ มรดกชิลชิล จัดการได้ไม่ต้องรอรวย พร้อมจัดสัมมนาให้ความรู้คนเป็นระยะ และเรียนปริญญาด้านกฎหมายเพิ่ม เมื่อชั่วโมงบินมากขึ้น จึงตัดสินใจเปิดบริษัทของตัวเอง โดยมีฐานลูกค้าสำคัญอยู่แล้ว
“ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นธุรกิจกงสี ทำให้เราเห็นว่าธุรกิจส่วนใหญ่ เมื่อผู้ก่อตั้งไม่ได้ทำงานแล้ว มักไปต่อไม่ได้เพราะไม่ได้เตรียมการส่งต่อ ลูกหลานไม่ทำ เราได้เห็นปัญหาพี่น้องพ่อแม่ทะเลาะกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงของธุรกิจ และคงน่าเสียดายมากถ้าหลาย ๆ ธุรกิจไปต่อไม่ได้”
ปัญหาและโอกาสเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ผลลัพธ์เกิดเป็นบริการที่ปภาสรทำต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และเป็นอาชีพที่เธอภาคภูมิใจ

คนที่จัดระเบียบเป็นระบบ
บริการสำคัญที่ IPC ได้รับความไว้ใจจากลูกค้าเล็กใหญ่มากมาย คือการจัดตั้ง Holding Company หรือการจัดโครงสร้างองค์กรให้มีบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัทอื่น ๆ
บริษัทรูปแบบนี้มีรายได้เป็นเงินปันผลจากบริษัทลูก นำเงินนั้นมาบริหารต่อให้งอกเงยได้ โดยบริหารภาษีได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะลงทุนเพิ่ม เปิดธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมที่ต่างออกไป หรือจัดหาเงินทุนจากแหล่งอื่นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าบริษัทลูกแห่งเดียว เปรียบง่าย ๆ เหมือนมีแม่ที่คอยช่วยดูแลลูก ๆ
แต่ข้อดีไม่ได้มีแค่นั้น การจัดโครงสร้างแบบนี้ยังช่วยจำกัดความเสี่ยงหากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับบริษัทลูก จะไม่กระทบกับบริษัทอื่นมากนัก และช่วยให้เกิดกติกาทางกฎหมายที่ชัดเจนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริหารงานได้เป็นสัดเป็นส่วน เป็นรูปแบบบริษัทที่เหมาะกับการทำงานแบบวงศาคณาญาติ ถ้าเริ่มมีสัก 2 – 3 ธุรกิจ และมีผลกำไรที่เติบโต ก็อาจควรพิจารณาการทำสิ่งนี้
“ลูกค้าบางส่วนให้เราช่วยทำเรื่อง Holding Company เพราะเหตุผลทางภาษี ซึ่งโดยทั่วไป เราดูเรื่องนี้ให้อยู่แล้ว เหมือนอยู่ในสายเลือด แต่เราจะทำให้ลูกค้าเห็นด้วยว่าภาษีเป็นเหมือนของแถม สิ่งสำคัญกว่า คือความสัมพันธ์ของครอบครัวและความยั่งยืนของธุรกิจ
“หลาย ๆ ที่ เวลาจะจัดตั้ง เขาให้นักกฎหมายและบัญชีเป็นคนเดินเรื่อง แต่สำหรับเราต้องเรียกประชุมครอบครัวและคุยกันให้ละเอียดก่อนเลย เพราะเราอยากอธิบายให้ทุกคนรับทราบร่วมกันว่ากฎหมายวางหลักไว้อย่างไร ควรกำหนดโครงสร้างบริษัท คุณสมบัติของคนที่จะถือหุ้น และอำนาจของกรรมการบริษัทอย่างไรบ้าง

“ขั้นตอนนี้จะช่วยป้องกันความเสี่ยงของการผิดใจในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุ เช่น หย่าร้าง เสียชีวิตโดยไม่มีพินัยกรรม มีคนนอกเข้ามาบริหารงานต่อ ถ้าเราวางระบบพวกนี้ไว้ดี การดำเนินธุรกิจจะไม่ต้องห่วงหน้า พะวงหลัง”
เมื่อปัญหาความสัมพันธ์ของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเป็นเรื่องแสนละเอียดอ่อน อาจทำให้เกิดความร้าวฉานรุนแรงแบบที่เห็นกันบ่อยทั้งในละครและชีวิตจริง นอกจากจัดโครงสร้างทางธุรกิจและกฎหมายแล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยป้องกันปัญหาได้ คือธรรมนูญครอบครัว
เปรียบเหมือนกฎของบ้านที่กำหนดว่าเราจะอยู่ร่วมกันให้สมานฉันท์เช่นไร ไม่ว่าจะเป็นการบริหารทรัพย์สิน แบ่งปันผลประโยชน์ กำหนดสวัสดิการ วิธีทำงานร่วมกันและสืบทอดธุรกิจ
“ธรรมนูญครอบครัวเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น โดยปกติจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชัดเจนว่าใครดูแลฝั่งธุรกิจ ใครดูแลฝั่งครอบครัว ถ้ามีรุ่นลูกก็อาจมีคณะกรรมการที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้พวกเขามากที่สุดก่อนจะมารับช่วงต่อ รวมถึงการตกลงข้อกำหนดต่าง ๆ
“เช่น คู่สมรสเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวด้วยได้หรือเปล่า บางบ้านบอกว่าได้ บางบ้านไม่อนุญาตเลย พี่น้องจะได้หุ้นด้วยไหม บางบ้านพ่อแม่ให้หุ้นพี่น้องตัวเอง แต่ไม่ให้ลูก ก็เป็นปัญหากัน
“หรือเราจะวัดผลการทำงานของลูกหลานอย่างไรให้ยุติธรรม คนที่ทำงานควรจะเกษียณเมื่อไร ต้องถ่ายทอดงานอย่างไร พวกนี้เป็นรายละเอียดที่เราช่วยคิดให้หมด”
ผู้เล่นในสนามอาจต้องจดจ่ออยู่กับเรื่องประจำวัน จนทำให้ไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด สายตาและความคิดเห็นของโค้ชอย่าง IPC ที่จะเข้ามาช่วยจัดระเบียบ ชี้ทาง และพร้อมอยู่เคียงข้าง จึงมีความหมายอย่างยิ่ง

คนที่เห็นตัวเลขและตัวคน
“เราเริ่มจากการขอรู้จักคุณและครอบครัวก่อน” ปภาสรเล่าวิธีการเริ่มทำงานกับลูกค้า ในฐานะที่ปรึกษา
ไม่เร่งรัดไปที่การบอกว่าคุณควรทำอะไร แต่ขอรู้จักก่อนว่าคุณเป็นใคร
ทั้งสัมภาษณ์เดี่ยว กลุ่ม ให้คนมีพื้นที่เปิดใจ พยายามนัดสมาชิกมารวมกันให้ได้มากที่สุดเพื่อสานเสวนา รวมถึงเข้าใจโครงสร้างธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ก่อนช่วยออกแบบคู่มือสำคัญของครอบครัวที่จะอ้างอิงได้ทุกวาระ ใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือน หรือถ้ามีเรื่องให้ครอบครัวต้องไตร่ตรองร่วมกันมากก็อาจกินเวลาถึง 2 ปี
“เราจะลงรายละเอียดให้ได้มากที่สุด เช่น ปกติในธรรมนูญจะมีเขียนว่า ควรประชุมด้วยกันปีละกี่ครั้ง เราจะแนะนำให้ว่าแต่ละครั้งควรประชุมเรื่องอะไร วาระอะไรสำคัญสุด แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายบอกคุณอย่างเดียวว่าต้องทำอะไร
“ความตั้งใจของเรา คือหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย ไม่ใช่แค่เพียงเสียงส่วนใหญ่ด้วย เพราะเสียงข้างน้อยอาจต่อต้านในใจและกลายเป็นปัญหาในภายหลัง เราจะคิดไว้หลายทางออก เสนอให้ครอบครัวไปคุยกันว่าแบบไหนที่ทุกคนเห็นด้วยมากที่สุด แล้วลูกค้าเป็นคนมาบอกเราเองว่าควรเป็นแบบไหน
“แค่คิดตามก็ท้าทายแล้ว เพราะมีคนหลายรุ่น หลายความคิดที่ต้องพิชิตใจเพื่อหาบทสรุป บางบ้านมีความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงมายาวนาน จะทำอย่างไรให้พวกเขาคลี่คลายความเคลือบแคลงใจใด ๆ มาเห็นพ้องต้องกัน
“เราต้องค่อย ๆ ละลายพฤติกรรมด้วย เช่น มีเคสที่ให้พี่น้องนั่งบนเก้าอี้แล้วเอาเข่าชนกัน ผลัดกันชมแต่ละฝ่าย ห้ามติเลยนะ ซึ่งบางบ้านนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะชมอะไรกัน แต่กิจกรรมแบบนี้อาจทำให้เขานึกได้ว่าที่ผ่านมาเรามองหาจุดด้อยของแต่ละคนมาโดยตลอด เป็นต้นเหตุให้ความสัมพันธ์ไม่ดี บ้านไหนที่รุ่นสองทะเลาะกัน เราอาจถามด้วยว่าคุณอยากให้รุ่นสามเป็นอย่างไร ถ้าวันนี้คุณมีเรื่องทะเลาะกัน อยากเอาชนะ ต้องได้เยอะกว่า แล้วทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณคิดว่ารุ่นต่อไปจากพวกคุณจะเป็นอย่างไร

“ในบางบ้าน เราระบุในธรรมนูญเลยว่าให้ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดปีละครั้ง และช่วยกันคิดกิจกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้มากกว่าแค่กินข้าว นอนพักเฉย ๆ ซึ่งมีบ้านที่สมาชิกรวมรุ่นลูกหลานกว่า 30 คนบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้น ธุรกิจเขาเป็นโรงงานที่ไม่มีหยุด และรุ่นพ่อแม่ที่พอมีครอบครัว ก็ห่างจากพี่น้องกันไปแล้ว แต่เรายืนยันขอให้ลองสักครั้ง ถ้าคุณคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ มันจะเกิดขึ้น
“ผ่านไปครึ่งปี ลูกค้าส่งข้อความมา เป็นรูปครอบครัวที่ไปต่างจังหวัดด้วยกัน คุณพ่อที่อายุเยอะและไม่ได้ทำงานแล้วนั่งอยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยลูกหลาน เขาบอกว่าคุณพ่อฝากขอบคุณ ไม่คิดว่าภาพแบบนี้จะเกิดขึ้นในชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของพวกเขาก็ดีขึ้น มั่นใจว่าปีหน้าจะจัดแบบนี้อีก เราขนลุกเลย ภาพแบบนี้เหมือนได้วัดผลไปด้วยว่าเราทำงานสำเร็จ” ปภาสรเล่าด้วยความประทับใจ
ภาพนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องช่วยยืนยันผลงาน แต่ยังเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดตัวตนของ IPC ด้วยว่าพวกเขาเป็นใครได้ ในช่วงที่ตลาดยังมีเพียงแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ให้บริการนี้
ถ้าสู้เรื่องทรัพยากรไม่ได้ ก็ต้องเฉิดฉายในแบบของตน
“เรารับรู้จากลูกค้าที่เคยใช้บริการบริษัทใหญ่ เขารู้สึกว่าบริษัทเหล่านั้นมีความทางการสูง ปรึกษาได้เป็นเรื่อง ๆ พอจะปรึกษาเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องเปลี่ยนคนและเล่าเรื่องใหม่อีกรอบ เวลาต้องเป๊ะสุด ๆ การคุยหลายอย่างอยู่ในห้องประชุม บรรยากาศอึมครึม
“ลูกค้าบ้านหนึ่งที่ให้เราช่วยทำธรรมนูญครอบครัวบอกว่าเราไม่ได้เข้ามาแบบเป็นนักกฎหมาย มันสบายใจกว่าที่จะนั่งเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง และพอเราช่วยดูเรื่องภาษีและกฎหมายอื่น ๆ ได้ด้วยในที่เดียว เขารู้สึกว่าเราเป็นเหมือนที่ปรึกษาประจำตระกูล”
เป็นคนที่เห็นทั้งตัวเลขและตัวคน

คนที่จะไม่ปล่อยให้ไปตามยถากรรม
“ถ้าเราไม่มี Succession และ Exit Plan ธุรกิจเราจะกลายเป็นชะตากรรม”
ไม่ว่าผูกพันกับธุรกิจเพียงใด ทุกอย่างมีวันสิ้นสุด และอาจต้องส่งต่อให้ใครสักคนมารับหน้าที่ต่อ จะดีกว่าไหม ถ้าเราเตรียมวางแผนไว้แต่เนิ่น ๆ
เป็นที่มาของอีกหนึ่งบริการที่ IPC ช่วยธุรกิจครอบครัว คือการวางแผนส่งต่อ สืบทอดธุรกิจของทายาท รวมถึงแผนการเกษียณและการขายธุรกิจ
“เราเห็นปัญหามาเยอะ หลายบ้านทำธุรกิจ ส่งลูกเรียนสูง ๆ และโตมาในวันที่ธุรกิจค่อนข้างมั่นคง เขาไม่ได้มาเข้าใจว่าธุรกิจคืออะไร จู่ ๆ วันหนึ่งถามว่าลูกจะทำไหม ปรากฏลูกไม่ทำ หรือเขามาทำแล้ว ไม่ได้ทำให้เกิดการคุ้นชินกับคนข้างในก่อน เสนออะไรก็ไม่ได้การยอมรับ ไม่ได้ให้พื้นที่เขา รุ่นพ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องถ่ายทอดความรู้อย่างไร หรือบางบ้าน ลูกก็มาดูถูกคนรุ่นก่อนเสียเอง พอประกอบกับความเสี่ยงอื่น ๆ ที่มีมากในโลกธุรกิจทุกวันนี้ หลายธุรกิจล้มเป็นโดมิโนได้ง่าย ๆ เลย” ปภาสรเล่า เธอมองว่าโจทย์เหล่านี้ต้องอาศัยเวลาเตรียมการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ IPC ช่วยออกแบบวิธีให้ได้
“ถ้าเราอยากให้ลูกเข้ามารับช่วงต่อ เราต้องสร้างแรงจูงใจ แต่ไม่บังคับเรื่องการทำต่อ เช่น ช่วงปิดเทอม ให้เขาได้ลองมาทำงานให้คุ้นกับธุรกิจและพนักงาน ถ้าเขาคิดว่าชีวิตมีทางเลือกที่เหมาะกว่า เราว่าเป็นสิทธิ์ของเขา”
เพื่อไม่ให้คำแนะนำของตัวเองเป็นแค่แผน และปรับธุรกิจของตัวเองให้มีศักยภาพมากขึ้น ในวันที่ธุรกิจให้คำปรึกษาหลายแห่งหันมาทำเรื่องธุรกิจครอบครัวเช่นเดียวกัน เธอจึงวางแผนการส่งต่อ IPC ด้วย โดยมีลูกสาว เมธาวี ทวีกิจวาที มาเป็นผู้เรียนรู้จะรับช่วงต่อ ทำงานเคียงข้างคุณแม่มาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว

“เราเรียนจบบริหารธุรกิจด้านการเงิน ช่วงแรก ๆ ไปทำเรื่องวางแผนการเงินส่วนบุคคล ส่วนงานนี้เหมือนเป็นโอกาสในการดูแลการเงินของครอบครัว มีรายละเอียดที่เยอะและลึกมากขึ้น เราได้เจอกับเจ้าของธุรกิจเยอะ และการเรียนรู้จากพวกเขาก็สนุกมาก
“ตอนแรกสุดก็เข้ากันกับแม่ไม่ค่อยได้นะ น่าจะเหมือนหลาย ๆ บ้าน (หัวเราะ) ที่มุมมองการทำงานไม่เหมือนกัน แต่พอทำงานกันไปเรื่อย ๆ และได้เห็นธุรกิจครอบครัวที่หลากหลายด้วย เราพูดกันตรง ๆ และให้เวลาในการจูนกัน ทำให้เข้าใจกันมากขึ้น” เมธาวีเล่าความรู้สึกที่มีต่องานที่ทำและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน ที่มีผลต่อความสัมพันธ์แม่ลูก
“สิ่งที่เราได้เห็นจากแม่ คือความทุ่มเทในการทำงาน แม่เป็นคนที่ทำงานได้ตลอดเวลา บางทีไปเที่ยวกัน แม่ก็ขออยู่ในห้องนั่งทำงานบ้าง เป็นเพราะว่าเขารักในสิ่งที่ทำ”
นอกจากเมธาวีจะได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ปภาสรยังพยายามปั้นทีมงานให้ได้ฝึกปรือฝีมือ ทำงานกับลูกค้าด้วยเช่นกัน เป็นธุรกิจที่วางแผนการส่งต่อของตัวเอง เพื่อไปช่วยคนอื่นส่งต่อธุรกิจอย่างมั่นคง

คนที่มองไกลกว่าแค่ตัวเอง
“การวางแผน Exit ไม่ใช่การเตรียมเลิก แต่เป็นการวางกลยุทธ์สำหรับวันข้างหน้า เราเห็นในต่างประเทศเขาคิดเรื่องนี้กันตั้งแต่วันแรก ๆ ของการตั้งบริษัท และเป็นสิ่งที่เราอยากช่วยให้เกิดขึ้นในบ้านเรา เพื่อให้เกิดการส่งต่อ Legacy” ปภาสรพูดถึงฝันขั้นต่อไปอย่างมุ่งมั่น
เพื่อให้ภารกิจนี้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ปีนี้ IPC เพิ่งทำการขายหุ้นบางส่วนให้กับบริษัท Humanica หรือ บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) ที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการบริหารบุคลากรและองค์กร
“เราเชื่อว่างานนี้เป็นประโยชน์กับสังคม และอยากให้เติบโตขึ้น เลยมองหา Strategic Partner ที่ส่งเสริมกัน และมีโอกาสได้คุยกับ สุนทร เด่นธรรม ผู้บริหารของ Humanica ที่อยากพัฒนาบริการแบบที่เราทำเหมือนกัน” ปภาสรเล่าเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ IPC ที่เดิมมีพาร์ตเนอร์ด้านกฎหมายและการเงินอยู่แล้ว เข้มแข็งขึ้นไปอีกด้วยพันธมิตรที่ทิศทางความฝันตรงกัน
ส่วนในเชิงการตลาด บริษัทเตรียมรีแบรนด์จาก IdolPlanner เป็น IPC เพื่อความชัดเจนในการทำงาน และเดินหน้าพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ธุรกิจครอบครัวอย่างครบวงจร
หากคุณกำลังวางแผนเผื่อไว้สำหรับอนาคตของครอบครัว อยากคลี่คลายปัญหาความสัมพันธ์ที่มีผลต่อธุรกิจ ลองให้ที่ปรึกษาที่มีคุณลักษณะประมาณนี้ ช่วยคุณดูไหม
“การวางแผนที่ดีจะทำให้เกิดความยั่งยืน ธุรกิจที่ไปต่อได้และเติบโตจะมีศักยภาพการจ้างงาน เป็นการช่วยประเทศ ที่สำคัญคือทำให้สังคมครอบครัวมั่นคง มั่งคั่ง สามัคคี เป็นเรื่องที่ยิ่งทำก็ยิ่งอิน” ปภาสรปิดท้ายการสนทนา


