ปลอกสวมดินสอ ที่ป้องกันไม่ให้ไส้ดินสอหัก
ตัวต่อดินสอ ที่ทำให้ใช้ดินสอสั้นกุดได้ต่ออย่างคุ้มค่า
ยางลบจากเปลือกหอยเชลล์ ที่เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหาร
ปฏิทินสารพัดประโยชน์ ใช้ดูวันที่ก็ได้ เก็บเครื่องเขียนก็ได้ วัดสายตาก็ได้ บางครั้งก็มีมิชชั่นสนุกๆ ประจำเดือนเพื่อฝึกการเป็น ‘ผู้ให้’ และกระชับความสัมพันธ์กับคนรอบตัว
นี่คือตัวอย่างสินค้าของ ‘GREY RAY STATIONERY’ แบรนด์เครื่องเขียนไทยอายุ 14 ปีของ ชาญฉลาด กาญจนวงศ์ ผู้เป็นทั้งนักออกแบบและผู้ก่อตั้ง
เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานของ GREY RAY ไม่ได้ตอบแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน แต่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยคอนเซปต์ Conscious Design หรือการออกแบบอย่างมีจิตสำนึก อธิบายอย่างง่ายก็คือ ไอเทมแต่ละตัวมาออกแบบให้เป็นมากกว่าเครื่องเขียนธรรมดา คิดเผื่อลูกค้าว่าเขาใช้แล้วได้อะไร ให้มากกว่าที่เขาคาดหวังได้ไหม มากกว่านั้นคือปลูกฝังจิตสำนึกบางอย่างลงไปผ่านสินค้าหน้าตาเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
ที่มาที่ไปของการออกแบบเครื่องเขียนอย่างมีจิตสำนึกเป็นอย่างไร คอลัมน์ The Entrepreneur รอบนี้พาแวะร้าน GREY RAY Café & More คาเฟ่เครื่องเขียนย่านราชปรารถ นั่งคุยกับชาญฉลาดถึงเบื้องหลังการทำแบรนด์เครื่องเขียนเจ้าของรางวัล Design Excellence Award (DEmark) และรางวัล GOOD DESIGN AWARD จากประเทศญี่ปุ่น

เครื่องเขียนของครูสอนศิลปะ
ชาญฉลาดคือนักสะสมเครื่องเขียนสไตล์วินเทจ ชอบเป็นชีวิตจิตใจแบบที่ไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องแวะร้านเครื่องเขียนให้ได้ จากความรักความชอบก็แปรเปลี่ยนมาสู่ธุรกิจ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ชาญฉลาดเปิดโรงเรียนสอนศิลปะชื่อ Arthouse School และมีแพลนจะขยายธุรกิจต่อ
“ขยายสาขาไม่ได้ เพราะ Know-how ของโรงเรียนคือคนสอน ผมจึงคิดอยากทำธุรกิจบางอย่างที่ต่อยอดมาจากสิ่งที่เห็นในโรงเรียนแทน นั่นก็คือเครื่องเขียน” เขาบอก
แต่ในโลกนี้มีเครื่องเขียนมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเขียนแนวเครื่องใช้สำนักงาน เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ หรือเครื่องเขียนที่มีหน้าตา-รูปทรงสวยงาม เน้นขายความน่ารัก
เครื่องเขียนของเขาจะเป็นแบบไหน
“เราเห็นเด็กในโรงเรียนใช้ดินสอ EE เป็นดินสอที่ยาวแต่ไม่ได้มีอะไรป้องกันหัวดินสอ ไส้ดินสอจึงหักง่าย เด็ก ๆ จึงใช้ทิชชูหรือหลอดไปสวมป้องกันไว้ เราเห็นโอกาสที่จะสร้างโปรดักต์นี้ขึ้นมา”
สุดท้ายเขาก็พัฒนาปลอกดินสอ EE Defender ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ไส้ดินสอหักง่าย สินค้าชิ้นนี้ถูกส่งไปประกวดเวที DEmark แล้วได้รางวัลชนะเลิศในปี 2012 แถมยังคว้ารางวัล GOOD DESIGN AWARD จากประเทศญี่ปุ่นมาอีก

ไอเดียจากดินสอยังไม่หมดเท่านั้น ชาญฉลาดต่อยอดเป็นสินค้าอีกตัว นั่นคือ ‘ตัวต่อดินสอ 2cm+’ แท่งพลาสติกพิเศษที่ใช้ต่อปลายดินสอสั้นกุดซึ่งอาจจะจับไม่ถนัดมือ ทำให้ผู้ใช้ใช้ดินสอได้นานขึ้น และใช้ดินสอแท่งนั้นต่อได้อย่างคุ้มค่ากว่าเดิม
“ถ้าเราทำให้เขาใช้อย่างคุ้มค่าได้ เขาจะไม่ต้องทิ้งดินสอและไส้กราไฟต์ที่มีความยาว 2 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราตั้งชื่อคอลเลกชันนี้ว่า 2cm+ เพราะเราอยากให้กราไฟต์ 2 เซนติเมตรนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับธุรกิจอื่น ๆ”

แนวคิดนี้เกิดขึ้นในวันที่หลายคนยังไม่ได้สนใจการใช้ของให้คุ้มค่าที่สุดเหมือนทุกวันนี้ด้วยซ้ำ นั่นทำให้ GREY RAY กลายเป็นแบรนด์ที่หลายคนอาจจำได้ฐานะแบรนด์เครื่องเขียน Eco-friendly แม้ไม่ได้ตั้งใจชูเรื่องนี้เป็นจุดแข็งมาตั้งแต่แรกก็ตาม

เครื่องเขียนของคนเกเร
เกเร ไม่ได้แปลว่าอันธพาลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือคนที่ไม่ยอมเดินตามขนบและมีวิธีคิดของตัวเอง
“สังเกตสิว่าคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนโลกนี้ส่วนใหญ่คือคนที่เกเร คำนี้แหละที่อยากให้เป็นตัวแทนของเราและแบรนด์มาตั้งแต่ต้น” เขาอธิบายความหมายเบื้องหลังชื่อแบรนด์
GREY RAY เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ Conscious Stationary หรือเครื่องเขียนที่ออกแบบอย่างมีจิตสำนึกมาตั้งแต่แรก
“เราใช้คำว่า Conscious Design คือการใส่จิตสำนึกลงไปในขั้นตอนการออกแบบสินค้า คำว่าจิตสำนึกคือค่อย ๆ ทำ ทำให้ดี ทำอย่างมีจิตสำนึก” ชาญฉลาดบอก แล้วยกตัวอย่างโปรดักต์หมายเลข 3 ให้เราฟัง
มันคือยางลบจากเปลือกหอยเชลล์
“ปกติยางลบในโลกนี้ทำจาก PVC ซึ่ง PVC มีผลต่อการสัมผัสสูดดม แถมยังเป็นสารตั้งต้นของโรคมะเร็งได้ เราจึงมองหาวัสดุทั่วโลก คิดว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะทำยางลบที่ไม่มี PVC เลย
“จนวันหนึ่งมีเพื่อนแนะนำว่า มีนักวิจัยญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งใช้สารแคลเซียมคาร์บอเนตในเปลือกหอยเชลล์มาทำยางลบ เป็นตัวทดแทน PVC ได้ ซึ่งเป็นเปลือกหอยเชลล์ที่เป็นขยะเหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารด้วย”
วิธีทำยางลบจากเปลือกหอยเชลล์ไม่ได้ยากหรือง่ายกว่าการทำยางลบธรรมดา อันที่จริงมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่พวกเขาก็เลือกที่จะทำ เพราะใส่ใจโลกและผู้ใช้มากกว่า นั่นคือนิยามของคำว่า Conscious Design
นอกจากนั้น ชาญฉลาดยังหยิบแรงบันดาลใจรอบตัวมาต่อยอดเป็นสินค้า อย่างปีที่แล้ว เขาเคยอ่านหนังสือเรื่อง Give and Take ของ Adam Grant แล้วประทับใจกับประโยค ยิ่งเราให้มากเท่าไหร่ ผู้ให้จะได้มากกว่า
“มันตรงกับคอนเซปต์สินค้าที่ใส่จิตสำนึกลงไป ประจวบเหมาะกับตอนนั้นผมได้งานออกแบบปฏิทินตั้งโต๊ะให้องค์กรหนึ่ง ผมสงสัยว่าสมัยนี้ยังมีคนใช้ปฏิทินตั้งโต๊ะอยู่หรือ คำตอบที่ได้คือใช้นะ บางคนให้กันเป็นของขวัญ ผมจึงอยากทำปฏิทินสักอันที่เป็นมากกว่าปฏิทิน”


ปฏิทินของ GREY RAY ไม่เหมือนปฏิทินแจกตอนปีใหม่ฉบับไหน แต่เป็นปฏิทินที่ชวนให้ชาวออฟฟิศตระหนักรู้เรื่อง ‘การให้’ มากขึ้น
ปฏิทินนี้นอกจากมีฟังก์ชันพิเศษอย่างช่องเก็บเครื่องเขียนและของกระจุกกระจิกได้ ในแต่ละเดือนบนปฏิทินยังมีภารกิจพิเศษเกี่ยวกับ ‘การให้’ ให้ลองทำ เช่น เขียนข้อความให้กำลังใจคนโต๊ะข้าง ๆ ทำสิ่งดี ๆ หาเวลาพูดคุยกับ รปภ. หรือแม่บ้านสัก 5 นาที
“แค่เราใช้ของของเรา แต่คนอื่นก็ได้ประโยชน์ด้วย มันเปลี่ยนแปลงทั้งตัวเรา เปลี่ยนแปลงคนรอบข้าง และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในที่ทำงานได้ด้วย”
ในปีนี้ ชาญฉลาดออกปฏิทินอีกเล่มที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการทำงานในออฟฟิศเช่นกัน แน่นอนว่าฟังก์ชันในการดูวันที่ยังเหมือนเดิม แต่มีเพิ่มเติมคือช่วย ‘ทดสอบสายตา’
“เวลาทำงานในออฟฟิศ คนทำงานบางคนชอบเหลือบมองกัน เราจึงอยากออกแบบปฏิทินที่ช่วยทดสอบสายตาคนที่มองให้เขาวัดได้ว่าเขามีภาวะสายตาเป็นยังไง ในทุก ๆ เดือนจะมีรูปภาพการทดสอบสายตาที่เปลี่ยนไป ทั้งการทดสอบสายตาเอียง สายตาสั้น-ยาว ตาบอดสี ภาพซ้อนทับ ตาขี้เกียจ จอประสาทตาเสื่อม ความไวต่อความคมชัด ฯลฯ เป็นปฏิทินที่ดูได้ทั้งวัน เดือน ปี และได้วัดสายตาไปพร้อมกันได้ด้วย”

เครื่องเขียนไทยที่อยากให้คนไทยภูมิใจ
ชาญฉลาดยังโชว์สินค้า GREY RAY อื่น ๆๆ ให้เราดูด้วยแววตาเป็นประกาย มีสมุดโน้ตรีฟิลที่ทำปกจากกล่องนม แพลนเนอร์สติกเกอร์ที่ลอกแล้วแปะใหม่ได้ Tote Bag ลายสวย ไปจนถึงสมุดที่ออกแบบมาเพื่อปากกา Copic โดยเฉพาะ

เท่าที่สังเกต ทุกชิ้นเป็นสินค้าที่สร้างสรรค์ขึ้นแบบตามใจดีไซเนอร์พอสมควร เราสงสัยว่ากว่าจะเป็นสินค้าแต่ละชิ้น เจ้าของแบรนด์คิดตั้งต้นจากอะไร
“อย่างแรก คือเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเกิดจากเราเห็นบางอย่างที่เป็น Pain Point แล้วอยากแก้ไข
“อย่างที่ 2 เราอยากทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก อย่างดินสอ ในตลาดโลกมีขายมากมายอยู่แล้ว จึงต้องขุดหาความจริงที่อยู่ลึกกว่านั้นว่าดินสอต่อยอดเป็นอะไรได้อีก แล้วค่อยพัฒนาเป็นโปรดักต์ขึ้นมา”
กฎในการผลิตสินค้าของ GREY RAY มีอยู่ 3 ข้อใหญ่ ๆ
หนึ่ง ทุกอย่างที่ผลิตออกมาแบรนด์ต้องมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและคนอื่น ๆ ในสังคม
สอง GREY RAY อยากเป็นแบรนด์ที่คนไทยภูมิใจ
“ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว เมืองนอกมีแบรนด์เครื่องเขียนที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ เช่น อิตาลีมี Moleskine เราก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง”
สาม อยากสร้างวัฒนธรรมเครื่องเขียนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
“เครื่องเขียนคือสินค้าที่จัดอยู่ในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย มีราคาแพง และเราไม่ได้มีวัฒนธรรมการให้เครื่องเขียนกันเหมือนคนญี่ปุ่นที่ให้เครื่องเขียนคุณภาพดีกันทุก ๆ วันปีใหม่ สิ่งนี้ปลูกฝังให้เด็ก ๆ ผูกพันกับเครื่องเขียน พอไทยไม่มีวัฒนธรรมนี้ เราจึงต้องนำเข้าเครื่องเขียน เครื่องเขียนจึงมีราคาแพง แต่พอมีคนใช้เยอะขึ้น คนที่อยากผลิตก็จะมากขึ้น ราคาก็จะดีขึ้น”

ถึงอย่างนั้น ชาญฉลาดก็ออกปากว่า GREY RAY ลงไปเล่นในตลาดที่เฉพาะกลุ่มพอสมควร
“คนชอบมองว่าเครื่องเขียนคือตลาดแมส แต่ถ้าเราไปทางแมส จะใช้เงินขยายธุรกิจค่อนข้างเยอะ เพื่อเพิ่มสาขาและทำต้นทุนการผลิตให้ถูกที่สุด ไม่มีทางที่คนตัวเล็ก ๆ อย่างเรา หรือคนที่ทำ SMEs จะไปสู้กับระบบที่ใหญ่ขนาดนั้นได้ แต่ถ้าเราทำความเข้าใจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้เขารักแบรนด์ให้ได้ เขาก็จะสนับสนุนเราเรื่อย ๆ ผมว่านี่น่าจะเป็นทางรอด
“สิ่งที่ทำให้ GREY RAY ยืนระยะมาได้ยาวนานกว่า 10 ปี เพราะมันคือแพสชันส่วนตัวและหล่อเลี้ยงการทำธุรกิจในทุกวัน ตอนแรก ๆ ที่เปิดแบรนด์ เราขายไม่ค่อยได้ คนไม่เก็ต แต่พอได้รางวัลก็มีคนมาซื้อมากขึ้น จนธุรกิจอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง ปีหนึ่งอาจจะออกโปรดักต์สักตัวหนึ่งก็ถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะเราอยากค่อย ๆ ทำ และทำให้ดีที่สุด”

ลงมือทำ ด้วย 2 ทำ
หากให้สรุปแนวคิดที่ชาญฉลาดใช้กับการทำธุรกิจของ GREY RAY มาตลอด เขาสรุปออกมาได้เป็น 2 ‘ทำ’
ทำแรก คือทำอย่างไม่กลัว
ทำที่ 2 คือทำอย่างต่อเนื่อง
“ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดับลง เราแค่ต้องไม่กลัวที่จะทำมัน อย่างปลอกดินสอ กว่าจะได้มาต้องใช้เงินทำโมเดลกว่าครึ่งล้าน ถ้ากลัวก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ในความไม่กลัวผมก็คุยกับทีมตลอดเรื่องความเหมาะสม จนรู้ตัวอีกทีก็ทำมาแล้ว 14 ปี และทำมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ออกสินค้ามาปีละตัว อย่างน้อยก็ทำให้วงการเครื่องเขียนเกิดความเคลื่อนไหวบางอย่าง
“คนเราทุกคนเกิดแล้วก็ต้องตาย สิ่งสำคัญคือเราฝากอะไรไว้บ้าง การทำ GREY RAY เป็นฟุตปรินต์อย่างหนึ่ง ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ผมเห็นรุ่นน้องหลายคนกล้าเปิดแบรนด์เครื่องเขียนของตัวเอง มีหลายคนทักมาบอกในเพจว่าเขากล้าทำธุรกิจเพราะเรา บางคนก็เปิดโรงเรียนศิลปะเหมือนผมเลย
“ผมทำธุรกิจมาแล้วหลายอย่าง ทั้งโรงเรียน เสื้อผ้า คาเฟ่ และเครื่องเขียน ในความเป็นจริงผมเคยเป็นคนที่ทำไม่เป็นเลยสักอย่าง แต่ผมไม่กลัว ผมทำเลย และเรียนรู้ไปไปเรื่อย ๆ” ชาญฉลาดเฉลยเคล็ดลับของนักสู้ทิ้งท้าย

Instagram : greyray

