หลายคนอาจคิดว่าคนที่จะมาทำธุรกิจอาหารเฉพาะโรคได้นั้นจะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าไม่เป็นหมอก็ต้องเป็นนักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร หรืออย่างน้อยคงต้องเป็นเชฟ แต่ กบ-ชลกานต์ วิสุทธิพิทักษ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน แอนด์ ออแกนิค จำกัด ไม่ใช่สักอย่าง
“ก่อนหน้านี้เราอยู่ในธุรกิจตกแต่งภายใน มีลูกค้าเป็นโรงแรม ร้านอาหารไทยทั่วโลก และห้างสรรพสินค้า พอถึงช่วงโควิด-19 การดำเนินงานทุกอย่างชะงัก ทำให้เราต้องหันมามองหาหนทางในการกระจายความเสี่ยง ซึ่ง ณ ตอนนั้นเรามองว่าเรื่องเติบโตได้แม้เศรษฐกิจไม่ดี คือสุขภาพและการเกษตร”
กบจึงเริ่มต้นด้วยความคิดอยากปลูกผักออร์แกนิก ซึ่งเธอลงไม้ลงมือไปถึงขั้นที่มีโมเดลธุรกิจเรียบร้อย และเริ่มทำโฟกัสกรุ๊ป เธอแปลกใจไม่น้อยที่หลายคนในโฟกัสกรุ๊ปนั้นชื่นชอบในธุรกิจใหม่ของเธอ แต่กลับพ่วงท้ายมาด้วยคำขอที่ว่า
“ทำอาหารมาขายเลยได้ไหม ขี้เกียจทำเอง”
คำขอนี้อาจทำคนอื่นขยาด เพราะตลาดอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารผู้ป่วยนั้นทั้งเล็กและยาก
“แต่เราไม่รู้ว่ามันยาก เพราะส่วนตัวเราเป็นคนที่ดูแลอาหารการกินของตัวเองอยู่แล้ว เรานับโปรตีนในทุกมื้ออาหารเป็นชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น เมื่อได้มาศึกษาอาหารคนป่วย เราจึงรู้สึกว่าไม่ได้มีความยากเท่าไหร่ ถือว่าเป็นข้อดีของการข้ามมาทำอีกธุรกิจหนึ่งเพราะเรามองไม่เห็นความยาก เราเห็นแต่ความเป็นไปได้ เราจึงทำด้วยความสนุก”

เมื่อต้องช่วยชาติ
กบไม่ได้ทำธุรกิจแค่เพราะสนุกหรือเพราะกำไรส่วนตัวเพียงอย่างเดียว เธอสร้าง ‘Green & Organic’ เพื่อหวังจะช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่ต้นเหตุ
“องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า คนเราไม่ควรกินโซเดียมเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม แต่หารู้ไม่ว่าคนไทยกินเกินเป็นเท่าตัว การกินเค็มอันเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคไตนั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล การฟอกไตที่ทางรัฐให้เงินสนับสนุนอยู่ตกปีละ 150,000 บาทต่อคน”
ข้อมูลล่าสุดจาก สปสช. พบว่า มีคนที่เป็นโรคไตซึ่งรัฐดูแลอยู่ประมาณ 6 หมื่นกว่าคน คูณออกมาแล้วอยู่ที่ประมาณ 9 พันกว่าล้านบาท นี่แค่ต่อปีนะ
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงมีความพยายามในการลดการบริโภคโซเดียม แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการที่ยังไม่นำไปสู่ผลสำเร็จ
“เราจึงมองว่าถ้ามีอะไรที่ทำได้เราก็ควรจะทำ โดยเฉพาะการป้องกันและการดูแลภาคประชาชน เราอยากเป็นฟันเฟืองหนึ่งในระบบสาธารณสุข ที่ช่วยทำให้ค่าใช้จ่ายของภาครัฐไม่เลยเถิด ทำให้เรื่องของสุขภาพดีนั้นมีอยู่จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
“แทนที่จะไปลงทุนกับเทคโนโลยีการฟอกไต การปรับพฤติกรรมการกินนั้นยั่งยืนกว่าและเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เพราะหากปรับเรื่องอาหารได้ก็ไม่จำเป็นต้องไปฟอกไต คนหนึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐไปปีละ 150,000 บาท ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเราดูแลผู้ป่วยไตกว่า 10,000 ชีวิต”
หากมองในมุมผลกระทบทางสังคม ธุรกิจเล็ก ๆ แห่งนี้มีส่วนช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐจากการฟอกไตไปแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท

เมื่อข้อมูลคือหัวใจของการทำอาหาร
เมื่อกบเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าธุรกิจนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ตัวเธอเอง แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขระดับชาติ เธอจึงไม่รีรอที่จะกระโดดลงสนามธุรกิจอาหารเฉพาะโรคในทันที
เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของ Green & Organic กบจึงใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจ
“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรามักจะมีหลายโรค ต้องลดหวาน ลดเค็ม ลดมัน บางคนหมอไม่ให้กินเค็มเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม ไม่ให้กินน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชา คำถามคือที่คุณหมอพูดมานั้น อาหารหน้าตาเป็นอย่างไรหรือ ซึ่งนี่คือโอกาสทางธุรกิจของเรา
“เราทำอาหารจำเพาะสำหรับบุคคล โดยลูกค้าจะต้องนำผลเลือดล่าสุดมาให้เราประเมิน จากนั้นนักโภชนาการจะสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้เรานำความต้องการของลูกค้าแต่ละคนมาปรับแต่งสูตรอาหารตั้งต้นกว่า 200 เมนูที่เราคิดค้นขึ้นมาให้เกิดเป็น Meal Plan ที่เหมาะสมกับสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละคน”
หลายคนอาจจะมีภาพจำว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพมักจะไม่อร่อย กบจึงลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลบภาพจำนั้น
“เราสั่งเขียนโปรแกรมในการคำนวณสารอาหารทุกอย่างขึ้นมา เราจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้จืดไว้ก่อน เพราะเราคำนวณทุกส่วนผสมอย่างละเอียด ทำให้เราทำอาหารเฉพาะโรคให้อร่อยได้ หลายคนกินเข้าไปแล้วตกใจ ถามว่านี่อาหารคนป่วยจริงหรือ เพราะรสชาติเหมือนอาหารปกติ”
แต่เทคโนโลยีอย่างเดียวนั้นไม่พอ หากไม่มีคนคุณภาพมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีนั้น กบจึงให้ความสำคัญกับทีมงาน โดยเฉพาะเชฟและนักโภชนาการ ผู้ซึ่งทำงานร่วมกันภายใต้หลักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“เชฟของเราเป็นเชฟโรงแรมที่เราเทรนขึ้นมา เขาเก่งในเรื่องการชั่ง ตวง วัด และทำงานใกล้ชิดกับนักโภชนาการ โดยนักโภชนาการของเราทุกคนทำอาหารเป็น ไม่ได้เก่งแค่ทฤษฎีอย่างเดียว ทำให้เขาเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ลูกค้าทุกคนคุยกับนักโภชนาการได้โดยตรง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ทันท่วงที
“ด้วยระบบการทำงานที่ใช้ข้อมูลสุขภาพจริงจากผลเลือด ประกอบกับโปรแกรมคำนวณสารอาหารเฉพาะบุคคล ทำให้เรามีรูปแบบการดูแลโภชนาการที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานโรงพยาบาล แต่ต่างกันตรงที่ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลก็ได้รับคำแนะนำจากนักโภชนาการที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพ และรับอาหารที่ถูกออกแบบตรงตามภาวะสุขภาพถึงบ้านได้โดยตรง”
เพราะโมเดลธุรกิจของเธอนั้นมีต้นทุนสูง กบจึงใช้ระบบ Subscription โดยสมาชิกที่ซื้อแพ็กเกจอาหารจาก Green & Organic หากอยู่ในกรุงเทพฯ จะได้รับอาหารส่งถึงบ้านทุก 3 วัน แต่ถ้าอยู่ต่างจังหวัด จะได้รับเป็นอาหารแช่แข็งสัปดาห์ละครั้ง โดยอาหารแช่แข็งของกบไม่ใช่อาหารแช่แข็งอุตสาหกรรมแบบโบราณ คุณค่าของอาหารยังคงอยู่ด้วยเครื่อง Blast Freezer และไม่มีการใช้สารเคมีแน่นอน
นอกจากนี้ Green & Organic ยังขยายผลจากบริการอาหารเฉพาะบุคคลสู่การสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานสุขภาพในครัวเรือน’ หรือที่เธอเรียกว่า Health Infrastructure Provider ที่ช่วยให้คนไทยเริ่มต้นดูแลสุขภาพจากสิ่งเล็กที่สุดในบ้าน นั่นคือเครื่องปรุง

“เครื่องปรุงขายดีเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี เพราะคนอยากทำอาหารเองที่บ้าน เราจึงมองว่าจะทำอาหารเองทั้งที ก็ควรจะทำอาหารเพื่อสุขภาพไปเลยด้วยวิธีง่าย ๆ คือการเปลี่ยนเครื่องปรุง แค่ลดโซเดียมสุขภาพก็ดีขึ้นแล้ว ง่ายเบอร์นั้นเลย เราอยากเห็นทั้งคนประเทศหันมาใช้น้ำปลาลดโซเดียม ยี่ห้ออะไรก็ได้ เพราะสุดท้ายมันคือสุขภาพของคุณ”
เธอเล่าว่าจุดต่างของเครื่องปรุง Green & Organic อยู่ที่ ‘ความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ’ ที่มักถูกมองข้ามในตลาด เธอเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติและวิธีปรุงรสที่ลดเค็มแต่ยังคงรสกลมกล่อม ทำให้ทั้งคนทั่วไปและผู้มีโรคประจำตัวสามารถกินอร่อยและปลอดภัยได้ทุกวัน
“เราไม่เติมผงชูรสและไม่ใช้โพแทสเซียมแทนโซเดียม เพราะอยากให้ปลอดภัยกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตและหัวใจที่ต้องระวังเป็นพิเศษ”
ด้วยเหตุนี้ กบจึงเปิดสูตรอาหารให้ทุกคนได้เห็นและนำไปใช้ทำเอง “เราไม่หวง ทำให้มีลูกค้าหลายคนที่เปลี่ยนจากการซื้ออาหารของเรา ไปซื้อเครื่องปรุงของเราเพื่อทำอาหารเอง ซึ่งเราสนับสนุน เพราะมองว่าเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า”
เมื่ออาหารกลายเป็นการเยียวยา
แม้จะต้องลงทุนในทั้งเทคโนโลยี ทั้งคน แถมยังมีค่าดำเนินงานที่สูงกว่าอาหารปกติ เพราะอาหารเฉพาะโรคเป็นงานละเมียดและมีขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่สุดท้ายแล้ว Green & Organic ก็สามารถคืนทุนและเริ่มมีกำไรได้ เพราะผลลัพธ์ชัดเจน ทำให้ลูกค้ามีจำนวนมากขึ้น
ลูกค้าส่วนหนึ่งนั้นมาจากคุณหมอ เพราะผลเลือดที่ดีขึ้นของคนไข้ที่เป็นลูกค้าของ Green & Organic จึงปากต่อให้คนไข้คนอื่น ๆ รู้จัก
ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะ TikTok ซึ่งกบใช้เป็นเครื่องมือหลักในการบอกเล่าวิธีการกินที่ดีให้กับลูกค้า รวมไปถึงแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ และความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้ในการดำเนินชีวิตร่วมกับโรคร้าย
“มีลูกค้าคนหนึ่งที่ไม่เคยทำกับข้าวเอง และมักจะฝากท้องไว้กับร้านประจำ เขาจึงซื้อเครื่องปรุงจากร้านเรานำไปตวงใส่ตลับยา แล้วเอาไปให้ร้านประจำทำอาหารให้เขากิน สุดท้ายเขาก็ดีขึ้น
“มีอีกคนเป็นเซลล์ที่ต้องเดินทางประจำ ก็พกอาหารของเราใส่กระติกน้ำแข็งไป พอถึงร้านอาหารกลางทางที่ไหน ก็แค่ขอให้ร้านอุ่นอาหารให้ ซึ่งทุกร้านไม่มีปัญหา เพราะเขาเข้าใจว่าคนที่ไม่สบายจะมีข้อจำกัดทางด้านอาหาร”
กบมีลูกค้าทุกเพศทุกวัย และส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้สูงอายุ Green & Organic จึงอยู่แค่ออนไลน์อย่างเดียวไม่ได้
“เราทำ O2O หรือ Online to Offline บางทีผู้สูงอายุเห็นเราทางช่องทางออนไลน์และไปบอกลูกให้หาข้อมูล ลูกก็จะพามาที่ร้านเรา เราจึงต้องมีหน้าร้าน”
การมีหน้าร้านนั้นมีข้อดีมากมาย เพราะทำให้กบได้พบปะลูกค้า และเห็นกับตาว่างานของเธอสร้างอิมแพคอย่างไร
“มีลูกค้าคนหนึ่งที่เข้ามาหาเราวันแรก ๆ ตัวผอมซูบ หน้าหมอง เพราะเป็นโรคไตและวิตกกังวล ไม่กล้ากินอะไรเลย แต่พอได้มาคุยกับนักโภชนาการของเราและลองปรับอาหาร ตอนนี้เขาลั้นลา อารมณ์ดี ร่างกายสมบูรณ์ มีความสุข มี Cheat Day ด้วย เขาจะเข้ามาหาเราทุกเดือน มาอัปเดตชีวิตให้เราฟัง ถือเป็นเคสที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในเวลาไม่กี่เดือน
“บางทีก็มีคนเดินเข้ามาขอถ่ายรูปกับเรา เพราะก่อนหน้านี้ชีวิตเขามืดมนมาก แต่พอได้มาคุยกับนักโภชนาการของเรา ได้มาที่หน้าร้านของเรา ได้รับความรู้ ก็ทำให้อาการดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีเคสที่รอดพ้นจากการฟอกไตอีกมากมาย จนเรารู้หมดแล้วว่าถ้ามาทรงนี้ กินยังไงก็หายแน่นอน”

เมื่อธุรกิจสร้างคุณค่าให้ชีวิต
จากธุรกิจตกแต่งภายในสู่การทำแบรนด์อาหารสุขภาพ Green & Organic แต่กบไม่หยุดแค่นั้น เธอค่อย ๆ สร้างนวัตกรรมโภชนบำบัด สู่โมเดลธุรกิจต้นแบบที่เชื่อม ‘เทคโนโลยี + โภชนาการ + ความเข้าใจมนุษย์’ เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับสุขภาพของทั้งประเทศ
จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ต้องการกระจายความเสี่ยงทางรายได้ของตนเอง กบกลับได้ค้นพบว่า สิ่งที่มีความหมายมากกว่ารายได้ส่วนตัว คือความสุขที่เธอได้รับจากการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับชีวิตคนอื่น
“เราอายุ 40 กว่าแล้ว แต่ชีวิตเรายังไม่ได้สร้างความหมายหรือคุณค่าอะไรให้กับชีวิตของคนอื่นเท่าไหร่เลย ที่ผ่านมาทำธุรกิจเพื่อตัวเองมาตลอด ซึ่งแตกต่างจากคุณพ่อ ยังจำได้ดีในงานศพของคุณพ่อ ซึ่งจัดในช่วงโควิดที่มีการล็อกดาวน์ แต่คนมาร่วมงานหลายร้อย หลายคนร้องห่มร้องไห้เสียใจเพราะตลอดชีวิตของคุณพ่อแกได้ช่วยเหลือคนมากมาย อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มักจะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตคน เรื่องนี้ติดอยู่ในใจจนทำให้เรามาเริ่มต้นทำธุรกิจนี้
“ช่วงที่เปิดใหม่ ๆ มีลูกค้าหลายคนที่มาร้องไห้ขอบคุณ เพราะธุรกิจของเราช่วยชีวิตของคนในครอบครัวเขา โมเมนต์เหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข หลายอย่างเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับเราแต่กลับมีอิมแพคที่ยิ่งใหญ่กับชีวิตคนอื่น มันไม่ใช่แค่ธุรกิจที่เราได้เงิน แต่เราได้ช่วยชีวิตคน”

Website : www.greenandorganic.in.th








