ท่ามกลางกระแสวิ่งเทรลที่เติบโตอย่างคึกคักในบ้านเราเวลานี้ ไม่รู้ใครกันช่างคิดแต่งตั้งให้เชียงใหม่เป็น ‘เมืองหลวงแห่งการวิ่งเทรล’
มานั่งตรองดูก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย เพราะคงมีไม่กี่เมืองหรอกที่ออกจากสนามบินนานาชาติสัก 20 นาทีก็กดนาฬิกาแล้วเคาะเท้าเข้าเส้นทางธรรมชาติได้ทันที ทั้งยังเป็นเมืองที่มากด้วยป่าเขา ยอดภูสูงชัน เช่นเดียวกับบริการที่กินที่พักพร้อมรองรับนักวิ่งได้เป็นพัน ๆ

นอกเหนือจากนิเวศที่เกื้อกูล ปฏิเสธไม่ได้ว่าจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ต่อภาพลักษณ์เชียงใหม่ให้สมคำกล่าว คือชื่อเสียงโด่งดังของสนามแข่งขันอันท้าทายระดับตำนาน เช่น Pong Yaeng Trail และ CM6 ที่ถือกำเนิดโดย หนำ-น้ำเพชร พรธารักษ์เจริญ อดีตนักไตรกีฬาแนวหน้าของไทย และ นที ทองศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ควบตำแหน่งนายกสมาคมวิ่งเทรลไทย (Thai Trail Running Association)
ทั้งคู่คือสองผู้ก่อตั้ง ‘Goodiebox Company Limited’ ธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังการจัดงานแข่งขันวิ่งเทรลรายการใหญ่ในเชียงใหม่มากกว่า 10 ปี รวมทั้งปลุกปั้นเทรลแคมป์ที่ประหนึ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชาเทรล สอนโดยผู้เชี่ยวชาญและนักวิ่งแถวหน้า บ่มเพาะนักวิ่งหน้าใหม่ให้แข็งแกร่งและพัฒนานักแข่งฝีเท้าจัดจ้านมากมาย
1
Goodiebox ไม่ได้ตั้งต้นมาจากแรงปรารถนาทำธุรกิจ หากเป็นผลทางอ้อมจากการหาเพื่อนซ้อมวิ่งที่ทั้งสองทำมาตลอด นับตั้งแต่หนำโยกย้ายชีวิตมาปักหลักอยู่ตีนดอยสุเทพ
นทีรู้จักหนำจากชื่อเสียงในวงการไตรกีฬา เข้าไปดูดวิชาความรู้ที่เธอเขียนลงเว็บบอร์ดอยู่บ่อยครั้ง จนมีโอกาสได้เจอกันในรายการแข่งขัน สิงห์เก่ง แกร่ง กล้า (Singha Obstacle Trail) หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ติดต่อกันเรื่อยมา จนเมื่อหนำพิชิตสนามแข่งขันในฝันของนักไตรกีฬาได้เป็นคนแรกของหญิงไทย เธอก็กลับมาเชียงใหม่เพื่อซ้อมต่อ โดยมีนทีและเพื่อนรุ่นน้องร่วมทาง เธอสมัครลงงานแข่งขันวิ่งเทรลสนามแล้วสนามเล่า และพิชิตสนามแข่งเทรล 100 กิโลเมตรแรกของเมืองไทย แต่ไม่ว่าจะสนามไหนก็ไม่เคยทำให้หนำรู้สึกอิ่มล้น
ท้ายสุดจึงจบลงด้วยความคิดที่ว่า ต้องสร้าง ‘สนามในฝัน’ นั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง

2
ในรายการ Pong Yaeng Trail ที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ กลางเดือนตุลาคม มีนักวิ่งตบเท้าเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดกว่า 1,380 ชีวิต ห่างลิบลับกับ 10 ปีที่แล้ว ในยุคที่การวิ่งเทรลยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ช่วงนั้น Goodiebox กำลังตั้งไข่ก่อร่างภาพฝันของหนำกับนที
“เพราะว่าเราแข่งมาเยอะตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ไปมาแล้วหลายสนามทั้งในประเทศ ต่างประเทศ แล้วก็ติดใจเทรล 100 กิโลเมตรด้วย แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าสนามแข่งในบ้านเรายังไม่ใช่สนามที่เราใฝ่ฝันอยากจะวิ่ง หรือมีคุณภาพการจัดการที่น่าประทับใจดังที่เคยได้ไปสัมผัสมา” หนำบอกเล่าแรงบันดาลใจที่ทำให้เธออยากลองมาเป็น Race Director ดูบ้าง
ก่อนนทีจะช่วยยกตัวอย่างสนามแข่งที่พวกเขาอยากวิ่ง อย่างแรกคือต้องเป็นสนามที่ระบุข้อมูลรายละเอียดชัดเจน อาทิ เวลาปล่อยตัว จุดเติมน้ำ เติมอาหาร จุดปฐมพยาบาล หรือการบอกความสูงชันและระยะห่างในเส้นทางที่เชื่อมโยงกันทุกจุด
“พวกเราจะไม่ไป 100 กิโลเมตรโดยไม่รู้อะไรเด็ดขาด ทุกครั้งก่อนอื่นใดเราต้องเข้าเว็บไซต์นั่งไล่ศึกษากฎกติกาของสนาม เดินทางยังไง ยากไหม หรือต้องพักตรงไหน แต่ยุคนั้นสนามในบ้านเราแทบไม่มีใครทำ”
ความตั้งใจดังกล่าวผสมกับบรรยากาศผืนป่าเขียวสะพรั่ง อากาศเย็นฉ่ำชื่นใจของเส้นทางสายสะเมิงที่หนำใช้ซ้อมปั่นจักรยานเป็นประจำ เธอจึงปักหมุดและทำคลอดสนามแข่งในฝันแห่งแรกขึ้นที่นี่
“4 ปีแรกของการบุกเบิกงานวิ่งเทรลเป็นช่วงที่ยากลำบากมาก” หนำพูด “เราเคยถืออาร์ตเวิร์กของงาน Pong Yaeng Trail ไปโฆษณาตามงานวิ่งถนน แล้วเจอฝรั่งต่อต้านบอกว่าวิ่งเทรลไม่ดี ทำลายธรรมชาติ ส่วนคนนี้ก็เคยเกือบโดนตีหัวตอนไปคุยกับชาวบ้าน เจ้าหน้าที่อุทยานก็แทบไม่รู้เลยต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ยังไง
“แต่พอ อบต. เข้ามาช่วยเจรจาสื่อสารให้ชาวบ้านฟังปัญหาทุกอย่างก็ราบรื่น โดยตอนแรกเราจะตั้งชื่องานนี้ว่าม่อนแจ่มเทรลนะ เพราะม่อนแจ่มดังแล้วคนส่วนใหญ่น่าจะนึกภาพบรรยากาศออก แต่ทางชุมชนขอให้ใช้โป่งแยง เพื่อจะได้โปรโมตชุมชนเขาบ้าง เราก็ยินดีเลย จึงได้ชื่องาน Pong Yaeng Trail ที่ในตอนนั้นคนยังอ่านกันผิด ๆ ถูก ๆ เปียงยางบ้าง เปียงแยงบ้าง โป่งยางบ้าง” นทีเล่ากลั้วหัวเราะ


3
Pong Yaeng Trail เปิดตัวสนามแข่งขันใน พ.ศ. 2558 ด้วยตัวเลขนักวิ่งเข้าร่วมหลักร้อย สปอนเซอร์น้อยจนเหมือนไม่มี หนำ นที และหุ้นส่วนอีกสองจำต้องควักกระเป๋าลงขัน กระทั่งเหรียญรางวัลสำหรับเหล่าฟินิชเชอร์ก็ต้องบรรเลงประดิดประดอยเองแบบ DIY ทุกชิ้น
“เรากับเพื่อนเคยลงเงินกันคนละ 5,000 บาท จัดงานแข่งขันทวิกีฬา 5 ครั้งต่อเนื่อง มีคนสมัครทั้งหมด 6 คน ซึ่งก็คือเพื่อนกันเองล้วน ๆ” นทีหัวเราะร่วน
จำนวนคนหรือสปอนเซอร์น้อยไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวัง เมื่อการจัดสนามแข่งครั้งนั้น รวมถึง Pong Yaeng Trail ไม่ได้จัดวางผลกำไรเป็นสมการหลักมาตั้งแต่ต้น
“ใช่” หนำสำทับ “ตอนทำกันวันแรก เราไม่สนใจว่าจะกำไรหรือขาดทุน เราทำเพราะอยากจะวิ่งสนามแบบนี้ แต่ในเมื่อมันไม่มีก็จัดเองแล้วเราจะได้ไปวิ่ง”
แล้วก็คงไม่เกี่ยวกับโชคหรือบังเอิญดวงดีที่ในปีที่ 2 จะมีนักวิ่งแห่มาสมัครกันกว่า 700 ชีวิต
“มันปากต่อปากเลย เขามาเพราะเพื่อนเค้าบอกว่าดี ฉะนั้นทุกคนเลยมาพร้อมกับความคาดหวัง ถ้าเราเอาไม่อยู่ก็เตรียมตัวเจ๊ง แต่ถ้าทำได้ดีมีต่อแน่นอน ปีที่ 2 ของ Pong Yaeng Trail จึงเป็นปีพิสูจน์และตัดสินได้เลยว่าเราจะอยู่หรือไป ซึ่งเราต้องทำงานกันหนักมากในงบประมาณที่จำกัด” หนำพูด
ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ผู้อ่านคงทราบจากการสปอยล์เนื้อหาไปจนหมดเปลือก แต่อะไรกันล่ะที่ทำให้ใครต่อใครต่างตกหลุมรักสนามนี้และมีนักวิ่งอยากมาสัมผัสเพิ่มมากขึ้นทุกปี
“ธรรมชาติสวย บรรยากาศดี และเป็นสนามที่วิ่งชิลล์ ไม่ชันและ Technical มาก เนื่องจากวิ่งในเส้นทางสัญจรของชุมชน จากหมู่บ้านไปอีกหมู่บ้านเชื่อมต่อกันภายใน 3 อำเภอ คืออำเภอแม่ริม อำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอหางดง” นทีเฉลย
“แล้ว Pong Yaeng Trail ก็เป็นสนามเดียวที่มีประวัติศาสตร์ให้นักแข่ง“ หนำเติมต่อ

“เพราะเรามี Bib ติดหลัง ถ้าหากใครเคยมาวิ่งแล้วก็จะได้ประดับสัญลักษณ์ดาวไว้บน Bib หรือถ้าได้แชมป์ด้วยก็จะเป็นสัญลักษณ์มงกุฎ ให้เหล่านักวิ่งสายแข่งรู้ว่าคนนี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ”
4
3 ปีให้หลังของการแจ้งเกิดสนามแข่งเทรลแรกที่พิสูจน์ฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา Goodiebox ก็ผุดสนามแข่งขันต่อมา ซึ่งยกระดับสนามให้กลายเป็นหนึ่งในมาตรวัดความฉกาจของผู้ที่อยากได้ชื่อว่านักวิ่งแถวหน้า
“จุดเด่นของงาน CM6 คือขึ้นสุด ลงสุด ไม่มีทางราบให้วิ่ง เป็นสนามที่ท้าทายและมีการแข่งขันสูงมาก ใครที่ได้ TOP 10 นี่ถือว่าเก่ง” นทีเผยความโหดหินของสนามที่ที่มีระยะทางไกลสุดราว 130 กิโล และการไต่ระดับความสูงเกือบ 7,000 เมตร
“ความพิเศษอีกอย่างคือ CM6 เป็นสนามที่ได้คะแนน iTRA (คะแนนที่นักวิ่งต้องสะสมเพื่อนำไปใช้ลงแข่งสนามระดับโลก อย่าง UTMB หรือ UTMF) เยอะโดยไม่ต้องวิ่งไกลมาก เช่น ระยะ CM4 วิ่งประมาณ 75 กิโลเมตรได้ละ 4 คะแนน แต่ถ้าไปวิ่งสนามอื่นอาจต้องวิ่งเป็น 100 กิโลเมตร”
จากนักวิ่ง 700 สู่ 3,000 คนในช่วงก่อนโควิด-19 และยืนระยะ 2,000 คนมาจวนจะเข้าสู่ปีที่ 10 นี่คือหลักฐานที่แสดงว่า CM6 ถูกบรรจุอยู่ในเช็กลิสต์ของนักวิ่งเทรลมาทุกยุคทุกสมัย
นอกจากนี้ยังมี The Westwind Trail งานแข่งที่มีคอนเซปต์ออกเดินทางท่องเที่ยวเชียงใหม่-ปาย ด้วยสองเท้า โดยความน่ารักของสนามนี้คือจะมีตู้ไปรษณีย์ให้นักวิ่งหย่อนเก็บบันทึกความประทับใจทันทีที่เข้าเส้นชัย

รวมถึง Pocari Sweat Trail Thailand หรือ AIA One Billion Trail งานวิ่งสัมผัสธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ของ 2 ดอยสำคัญเชียงใหม่ จากดอยอินทนนท์ถึงดอยสุเทพ ซึ่งผลตอบรับดีงามไม่แพ้สนามรุ่นพี่
กุญแจความสำเร็จทั้งหมดนี้ล้วนมาจากกระบวนการทำงานเข้มข้นที่หัวเรือใหญ่ทั้ง 2 คน เรียกว่า ‘Athletes’ Journey’
5
“งานที่พวกเราต้องทำคือทุกสิ่งที่นักวิ่งต้องรู้และต้องได้รับเมื่อมาสมัครแข่งขัน ตั้งแต่ข้อมูลประกาศรับสมัคร อำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อยในวันแข่ง กระทั่งแข่งเสร็จทุกคนกลับบ้าน ถ้ามีนักวิ่งคนใดลืมของเราก็ต้องส่งคืน จนถึงดาวน์โหลดรูปวิ่งเสร็จสรรพนั่นแหละคือจบงาน เราเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า Athletes’ Journey”
หนำเล่าต่อว่าในกระบวนการสร้าง Athletes’ Journey ของ Goodiebox นั้นเธอเน้นให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก คือข้อมูล ความปลอดภัย และความสนุก
“เราไม่เคยทำภาพโฆษณาสนามแบบอลังการหรือโชว์แบบเสื้อสวย ๆ ก่อนเปิดรับสมัคร แต่ให้ความสำคัญกับข้อมูล” หนำพูดต่อ
“งานเราถ้าบอกปล่อยตัว 6 โมง มันปล่อย 6 โมงแน่นอน เราไม่มีการเชิญนายก อบต. มากล่าวแล้วปล่อยตัวสาย เวทีใหญ่ ๆ มอบถ้วยโต ๆ ก็ไม่มีหรอก” นทีเสริม
ในเรื่องความปลอดภัยของนักวิ่ง หนำเปรียบเทียบให้ฟังว่าถ้าในงานหนึ่งมีนักวิ่ง 2,000 คน นักวิ่งทั้งหมดก็เหมือนลูก ๆ ที่ Goodiebox จะต้องดูแลให้ปลอดภัยที่สุดจนกว่าทุกคนจะกลับบ้านเรียบร้อย
“เรามี Aid Station ที่มีทีมปฐมพยาบาล รถพยาบาล ทีมโมโตครอส และเจ้าหน้าที่อุทยานแขวนเปลประจำการในเส้นทาง พร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มีแม้กระทั่งไฟฉายสำรอง ผ้าอนามัย ไปจนถึงห้องอาบน้ำเพื่อความสบายเนื้อสบายตัว“ นทีกล่าว
ขณะที่ความสนุก หนำคิดคำนึงมาจากประสบการณ์ส่วนตัว เวลาเจอสนามที่วิ่งไม่สนุก เธอก็พร้อมเลิก
“ทุกวันนี้เรา 2 คนยังต้องเดินมาร์กเส้นทางวิ่งเองทุกเส้น เพราะว่าเราต้องการมั่นใจว่าทุกคนไปถูกทาง วิ่งไม่หลง วิ่งเจอทางแยกแล้วไม่ต้องชะงัก เพราะเราเป็นนักวิ่งที่ไม่ชอบเดิน พอเจอบางสนามที่ติดริบบิ้นห่าง มองเห็นยากจนต้องหยุดเดินหาแบบนี้เราจะหมดสนุกทันที” หนำพูด
“หรืออย่างอาหาร เรามีทั้งไข่พะโล้ ข้าวเหนียวมะม่วง เฉาก๊วย ชานมไข่มุก หรือไอติมกะทิเป็นถัง ๆ ให้ตัก จนมีนักวิ่งทักมาถามว่า Aid Station มีอะไรกินบ้าง ซึ่งมันคงไม่มีสนามแข่งไหนแล้วที่คนจะทักมาขอดูเมนูอาหารก่อนลงแข่ง” นทีเล่าอย่างอารมณ์ดี


6
“อยากรู้จริงเหรอ” หนำถามอย่างมีเลศนัย “7 คน”
เราเผลออุทานจนทำให้เธอหลุดขำ ใครกันจะไม่ทึ่งถ้าหากได้รู้ว่าสมาชิกทีม Goodiebox ที่อยู่เบื้องหลังการจัดงานแข่งขันวิ่งเทรลระดับต้น ๆ ของประเทศมีจำนวนไม่ถึง 1 โหล
“ที่อื่นอาจจัดงานเดือนละหนเพื่อให้บริษัทเขาอยู่ได้ ตรงกันข้าม เราจัดแค่ 3 – 4 สนาม แต่ต้องใช้เวลาเตรียมการกันทั้งปี
“พอมันเป็นสนามแข่งระยะทางไกล ใช้เวลาวิ่งข้ามวันข้ามคืน เท่ากับเราต้องคิดเยอะ คิดล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งโชคดีที่เรามีทีมหลังบ้านที่แข็งแกร่งและรู้มือกันพอสมควร” นทีอธิบาย ไม่ว่าจะเป็นแอดมิน กราฟิกดีไซเนอร์ หรือคนสำรวจเส้นทางทำแผนที่ ทว่าทุกคนต่างรู้รายละเอียดของงานเกือบเท่ากันหมด
“สไตล์ของ Goodiebox คือถ้าเราทำงานเราทำจริงจัง เล่นเราก็จริงจัง ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรของเราก็คือทุกคนต้องเล่นกีฬา ดังนั้นทุกเช้าเราจะพากันไปออกกำลังกาย กลับมาตอน 9 โมง แล้วก็แยกย้ายกันทำงาน บางครั้งก็พาไปลงแข่งขัน เพื่อให้ทุกคนได้ซึมซับความเป็นนักกีฬาและเข้าใจในสิ่งที่นักกีฬาต้องการด้วย”

7
ใครอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกว่าอยากลองวิ่งอัลตราเทรลสักสนาม แต่ยังไม่ชัวร์ว่าร่างกายจะไหวเหมือนใจหรือเปล่า Goodiebox ก็มีเทรลแคมป์สำหรับฝึกฝนทักษะ พัฒนาฝีเท้า และเตรียมความพร้อมให้ทุกคนมั่นใจก่อนออกไปพิชิตเป้าหมาย
โดยจุดเริ่มต้นของเทรลแคมป์เกิดจากการที่หนำสังเกตเห็นว่าในยุคแรกของการจัด Pong Yaeng Trail ระยะทาง 100 กิโลเมตรนั้น มีนักวิ่งหลายคนที่บาดเจ็บ ถอนตัวระหว่างแข่งขัน และจบไม่ทันเวลา Cut off (เวลาวิ่งที่ผู้จัดงานกำหนด)
“ยุคนั้นการวิ่ง 100 กิโลเมตรเป็นเหมือนแฟชั่นนะ คือทุกคนพากันแห่กันลงทั้งที่บางคนเพิ่งจะเริ่มวิ่ง ซึ่งเราเองไม่อยากให้แฟชั่นของการข้ามระยะเร็วเกินไปนี้ทำให้นักวิ่งบาดเจ็บและรู้สึกเฟล เทรลแคมป์ยุคแรกจึงเป็นการปรับ Mindset ของนักวิ่งใหม่ ว่าทำไมคุณถึงยังไม่ควรวิ่ง 100 โล ถ้าเพิ่งเริ่มวิ่งยังไม่ถึง 3 ปี ควบคู่กับการปรับท่าวิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงแนะนำวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเจอได้ในการลงแข่ง”
ภายใน 5 วันของการเข้าแคมป์ หนำจะจัดแบ่งเลเวลของลูกแคมป์ด้วยการทำ Fitness Test เพื่อแบ่งกลุ่มซ้อมตามศักยภาพทำให้ทุกคนได้เรียนรู้และพัฒนาอย่างเหมาะสม ไม่ฝืนจนบาดเจ็บ แต่ละปี Goodiebox ยังเชิญนักวิ่งแนวหน้ามาเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น เจ-จันทรบูรณ์ เกรียงชัยไพรพนา, ป้อม-สัญญา คานชัย, รัชชี่-ไพรัช วราสินธุ์, จ๊อบ-ธนพงษ์ จันทร์กระจ่าง, เสก-เสกสรร จักรแก้ว หรือ จักษ์-ประจักษ์ สุมทุม
เธอยังบอกเราอีกว่า อายุเฉลี่ยของลูกแคมป์มีตั้งแต่ 21 – 60 ปี มาไกลสุดเห็นจะเป็นจากยะลา ปัตตานี และแต่ละปีมีศิษย์เก่ากลับมาทบทวนวิชา พร้อมพุ่งเป้าฝึกพัฒนา Performance กว่า 40%


กระนั้นก็ตามเทรลแคมป์ก็เป็นกิจกรรมที่มีต้นทุนสูงและหาสปอนเซอร์ยากยิ่ง กระทั่งในที่สุดสปอนเซอร์ขาดช่วง เธอจึงจัดสรรปันส่วนรายได้จากการจัดงานแข่งมาบริหารแคมป์เองเต็มตัวในชื่อ HOP Trail Running Camp ที่บ่มเพาะนักวิ่งฝีเท้าดุดันกวาดรางวัลในหลายสนาม ก่อนปัจจุบันจะเปลี่ยนมาเป็น No Nonsense Trail Running Camp ตามชื่อสปอนเซอร์รายใหม่ที่โผล่เข้ามา
“ตอนนี้แคมป์ของเราได้รับการสนับสนุนจาก No Nonsense เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวน้องใหม่ ซึ่งเป็นแบรนด์ของเราเอง” หนำหัวเราะร่วน ด้วยความเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายทำให้ต้องสระผมบ่อย แต่ผิวดันแพ้ง่าย
“ผลิตภัณฑ์ของเราไม่ใส่สารให้โฟมและให้ฟอง ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่อัดแก๊สให้ความเย็น และไม่มีสารอันตรายใด ๆ ตามชื่อเลย No Nonsense ซึ่งก็เป็นคอนเซปต์เดียวกับการทำสนามแข่งขัน คืออะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องใส่มันลงไป”
8
‘สนามแข่งเยอะกว่าคนวิ่ง’
เป็นอีกประเด็นที่หนำแชร์กับเราถึงสถานการณ์ปัจจุบันของวงการเทรลไทย ซึ่งในแง่หนึ่งส่งผลกระทบให้บางสนามที่จัดอย่างตั้งใจแต่สายป่านไม่ยาวจำต้องยกธงขาวพ่ายแพ้ไป จึงชวนคิดต่อว่าท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ Goodiebox มีวิธีรับมือเพื่อให้บริษัทอยู่รอดอย่างไร
“เราต้องมีวินัยในการใช้เงิน” นทีเสริมต่อว่า “ธุรกิจของพวกเราอาจต่างจากธุรกิจอื่นตรงที่พวกเราไม่ต้องลงทุนก่อน คล้ายกับการทำสินค้าแบบเปิดให้พรีออร์เดอร์ การเปิดรับสมัครก็เหมือนกับการพรีออร์เดอร์สินค้า
“Goodiebox มีหน้าที่นำเงินนั้นมาบริหารจัดการเพื่อสร้างสนามแข่งเป็นผลิตภัณฑ์ส่งมอบลูกค้าช่วงปลายปี โดยเราก็จะใช้เงินในการเตรียมการสิ่งต่าง ๆ แต่ต้องมั่นใจว่ามันจะไปสู่สนามแข่งหลัก หมายความว่าเงินของ CM6 ก็จะใช้กับ CM6 เท่านั้น แล้วรายได้ที่เกิดจากการจัดงานแต่ละครั้งมันก็จะวนกลับเข้ามาเพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสนาม
“ถามว่าทำไมเราถึงอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้ ตรง ๆ เลยก็คือการที่ยังมีคนสมัครอยู่และการที่คนยังสมัครก็ย่อมมาจากเขายอมรับในคุณภาพและไว้วางใจในสนามแข่งขัน สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษามาตรฐานและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้สนามมีชื่อเสียงและขายตัวมันเองได้”

9
ไม่เพียงถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพงาน หาก Goodiebox นำรายได้ส่วนหนึ่งมาสนับสนุนชุมชนในพื้นที่จัดงานมาอย่างต่อเนื่อง
“ทุกครั้งที่เราจัดการแข่งขัน เราจะมอบหมายให้กลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านช่วยดูแล Aid Station จัดการเรื่องอาหารการกิน และน้ำดื่มสำหรับนักวิ่ง ซึ่งมันก่อให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้สู่ที่พักและโฮมสเตย์ของชุมชนด้วย” นทีพูดต่อว่า นอกเหนือจากช่วงจัดงานแข่ง ตลอดทั้งปี Goodiebox เชื่อมโยงเครือข่ายกับชุมชนและเจ้าหน้าที่อุทยานในการเป็นกำลังและตัวกลางหาสปอนเซอร์เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันไฟป่า ตลอดจนระดมทุนสร้างอาคารเรียน ‘หนูน้อย CM6’ ให้แก่โรงเรียนศรีเนห์รูในชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่จัดการแข่งขัน CM6 อีกด้วย
“จริง ๆ มันคือการทำงานร่วมกันกับชุมชน เพราะเราต่างพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันเรา เราเข้าไปใช้พื้นที่เขาจัดงาน ส่วนเขาก็ดูแลเส้นทางและรักษาป่า” นทีกล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นทีพูดมาดูจะขัดกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มักลงความเห็นว่า นักวิ่งเทรลนี่แหละคือหนึ่งในตัวการสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศของผืนป่า
“เรามองว่าการวิ่งเทรล มันคือการวิ่งผ่านป่าซึ่งใช้เวลาน้อยและกระทบกับทรัพยากรป่าน้อยกว่ากิจกรรมที่ไปนอนค้างอ้างแรมเสียอีก หรือถ้าเราเคยเห็นพื้นที่ป่าที่มีนักวิ่งเทรลวิ่งผ่านหลักพัน เชื่อไหมว่าอาทิตย์หนึ่งผ่านไปบอกไม่ได้แล้วว่าเคยมีคนวิ่งผ่านจำนวนมาก เหมือนเรามาสัมผัสเขาเบา ๆ แล้วเราก็ไป” นทีแลกเปลี่ยน
หนำเสริมต่อว่าทุกงานของ Goodiebox มีทีมเก็บกวาดหลังการแข่งขันที่ตระเวนกวดขันและเก็บกวาดขยะในพื้นที่อย่างจริงจัง
10
พ.ศ. 2566 นทีได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้นายกสมาคมวิ่งเทรลไทย (Thai Trail Running Association) และมีหนำเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ทำให้ทั้งคู่มีโอกาสต่อเติมฝันให้ขยายใหญ่ขึ้นด้วยการตั้งเป้ายกระดับวงการวิ่งเทรล ทั้งในระดับนักวิ่ง การแข่งขัน และคุณภาพของสนามแข่งเทรลไทย
โดยสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว คือการบุกเบิกงานแข่งขัน Thai Trail Running Championships เพื่อผลักดันศักยภาพวงการวิ่งเทรลไทยสู่เป้าหมายระดับนานาชาติ
“ถือว่าเป็นอีกก้าวที่เพิ่มขึ้นมาของพวกเราแล้วก็เป็นก้าวที่เราอยากจะเห็น เพราะว่าเรามีความสุขที่ได้อยู่ในวงการนี้และได้เห็นทั้งวงการกำลังเดินไปในทางที่ดีขึ้น”
แม้จะเพิ่งเข้าสู่วงการเทรลกับเขาได้ไม่เท่าไร แต่จากการพูดคุยกับหนำและนทีวันนี้ทำให้รู้สึกว่า อนาคตวงการวิ่งเทรลไทยน่าจับตามองและมีความหวัง ในเมื่อมันได้มาอยู่ในมือของผู้บริหารและคณะทำงานที่คัดสรรจากความเชี่ยวชาญ มุ่งมั่น และนับว่าถูกฝาถูกตัวอย่างแท้จริง

Facebook : CM6, Pong Yaeng Trail

