‘อยากกลับบ้าน’
ใครจะรู้ว่าความรู้สึกนี้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วจะพาอดีตวิศวกรไอทีอย่าง โจ-ธราพงษ์ วงศ์วัฒนากิจ เดินทางมาไกล จนสร้าง ‘Gardener House’ สวนมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ ในตำบลสามเรือน อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ที่ปลอดภัยกับคนกิน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าจนแทบไม่เหลือขยะ (Near Zero Waste) แถมยังมีปลาตะเพียนและผึ้งชันโรงเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงานที่ช่วยกันดูแลสวนได้

กว่าจะออกมาเป็นสวนออร์แกนิกแท้ ๆ และเลี้ยงชีพได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ ‘ออร์แกนิก’ ไม่ได้มีแค่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ แต่ลงลึกไปถึงขั้นหาวิธีกันละอองเคมีที่ลมพัดพามาจากแหล่งอื่น ทั้งยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ปัญหาโลกร้อน ตลอดจนราคารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมที่ผันผวนเกือบทุกวัน
แต่โจรับมือได้อยู่หมัด รวมทั้งบริหารจัดการจำนวนผลผลิตให้พอดีกับความต้องการของลูกค้า โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี ไม่ต้องมีการโปรโมตหวือหวา ทุกอย่างดูเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ แต่ผ่านการทำการบ้านมาอย่างหนัก
เรื่องราวของ Gardener House จึงน่าสนใจ ทั้งในแง่มุมการทำเกษตรอินทรีย์ และวิธีคิดของคนที่อยากกลับบ้านมาสร้างธุรกิจของตัวเอง โดยดึงจุดเด่นของพื้นที่และทรัพยากรที่มีออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า

วิศวกรไอทีที่อยากกลับบ้าน
โจเป็นคนราชบุรี เขาเหมือนเด็กต่างจังหวัดอีกหลายคนที่เข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนหนังสือ พร้อมแบกความหวังขอพ่อแม่ว่าจะมีหน้าที่การงานดี ๆ
หลังเรียนจบ เขาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ พร้อมงานที่มั่นคงในฐานะวิศวกรไอที แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อได้กลับไปเยี่ยมบ้านพ่อและแม่ของภรรยาที่ทำการเกษตร ภาพวัยเด็กของเขาฉายชัดขึ้นมาในใจ จนเริ่มเกิดคำถามกับเส้นทางชีวิต
“พ่อแม่ก็เคยบอกบอกว่าตั้งใจเรียนนะ เรียนจบแล้วจะได้งานที่ดี แต่เขาไม่ได้บอกว่างานที่ดีอาจจะไม่ได้ทำงานที่บ้านก็ได้ ยิ่งเราแต่งงาน ยิ่งรู้สึกว่าเราต้องการเวลา เกิดคำถามว่าอนาคตเราอยากนั่งหน้าคอม ตอบอีเมลจนถึงอายุ 50 ปีเลยหรือเปล่า พอมาคิดดูแล้ว มันคงไม่ใช่วิถีชีวิตที่เราต้องการ เลยเลือกอาชีพเกษตรกรนี่แหละ”
แนวคิดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ยุคที่เรายังไม่รู้จักคำว่า Work from Home ตอนนั้นโจมองเห็นโอกาสบนที่ดินเปล่าของพ่อแม่ในจังหวัดราชุบรี ซึ่งเคยเป็นฟาร์มปศุสัตว์ที่ปิดตัวลงไปหลายปี

ด้วยความเสียดาย เขาจึงตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนดินผืนนี้ให้เป็นสวนมะพร้าวน้ำหอม เพราะราชบุรีเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมชั้นดีติดอันดับ 1 ใน 4 ของประเทศ และพืชชนิดนี้ใช้เวลาปลูกนาน 3 ปี กว่าจะให้ผลผลิต เขาจึงมีเวลาตั้งหลักด้วยรายได้จากงานประจำก่อน

แต่เมื่อเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง ทั้งคู่กลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย หากต้องทิ้งงานอันมั่นคงมาทำสวน
“สิ่งที่ทำได้ตอนนั้น คือบอกเขาว่ามี 2 ทางเลือกนะ ถ้าไม่ให้ผมกลับมาทำสวนที่นี่ ผมก็เลือกทำงานที่กรุงเทพฯ เราอาจจะต้องซื้อบ้าน สร้างครอบครัวที่นู่นเลย ซึ่งพ่อกับแม่เขากลับไปคิดระยะหนึ่งเลยนะ สุดท้ายเขาก็ยอมให้เรากลับมาทำ”
โจเริ่มต้นชีวิตเกษตรกร ทั้งที่ไม่เคยปลูกต้นไม้ ไม่มีประสบการณ์การทำสวนมาก่อน แต่เขามองเป็นข้อดี เพราะทำให้ศึกษาทุกอย่างแบบน้ำไม่เต็มแก้ว
แต่ขณะเดียวกัน ‘ความไม่รู้’ ก็พาเขาไปล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายหน
From Farm to Home
โจเริ่มต้นด้วยวิธีการพื้นฐานที่สุด คือการคำนวณว่าพื้นที่แห่งนี้ปลูกมะพร้าวได้กี่ต้น 1 ต้นปลูกได้กี่ลูก แต่ละลูกจะขายได้ราคาเท่าไร แล้วลงมือปลูกตามตัวเลขที่คำนวณไว้ แต่ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาง่ายแบบนั้น
“พอเราทำไปจริง มันไม่เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ มะพร้าว 120 ต้น ไม่ได้ให้ผลผลิตพร้อมกัน 10 ลูกทุกต้น ทำให้เราเรียนรู้ว่ามะพร้าว 1 ต้นมันค่อย ๆ ออกนะ ทะลายแรกอาจจะเหลือแค่ 2 ลูกต่อต้นก็ได้ และ 100 ต้นอาจจะออกไม่ครบเลยก็ได้”


นอกจากธรรมชาติจะไม่แน่นอนแล้ว ราคารับซื้อยังผันผวนแทบทุกวัน แถมราคามะพร้าวที่ปลูกแบบเคมีและอินทรีย์ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
“ก่อนหน้านี้สัก 10 ปี ราคามะพร้าวยังไม่ได้หนักเท่าทุกวันนี้ ตอนนี้ราคาผันผวนแทบจะวันต่อวัน ในเชิงธุรกิจมันกลายเป็นว่าเราคำนวณต้นทุนไม่ได้ เพราะราคาผันผวนตลอด เช่น ต้นทุน 10 บาท แต่เวลาเก็บเกี่ยวขายได้ลูกละ 8 บาท เท่ากับเราขาดทุน เพราะเราตั้งราคาเองไม่ได้”


เขาจึงแก้โจทย์นี้ด้วยการแปรรูป เพื่อขายให้ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งโจสังเกตว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ หลายคนอยากดื่มน้ำมะพร้าว แต่มีพื้นที่จัดเก็บน้อย เขาจึงเปลี่ยนจากการขายมะพร้าวลูกใหญ่มาบรรจุลงในขวดเล็ก ๆ แทน โดยช่วงที่ยังทำงานประจำ โจจะใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์ กลับบ้านไปเตรียมน้ำมะพร้าวใส่ขวดมาส่งให้เพื่อนร่วมงานและคนรู้จักที่กรุงเทพฯ ในวันจันทร์

เมื่อลูกค้ากลุ่มแรกคือคนใกล้ชิด เขาจึงอยากให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดกลับไป โดยตั้งใจจะไม่ใช้วิธีผ่านความร้อนหรือแช่แข็ง แต่จะจัดส่งแบบสดใหม่ทุกสัปดาห์เพื่อคงรสชาติและคุณประโยชน์จากน้ำมะพร้าวสดเอาไว้ ที่สำคัญคือไม่ใช้สารเคมีทุกกระบวนการผลิต
“เราจะพูดอย่างเต็มปากได้ยังไงว่า กินเถอะครับ ของมันดีมากเลย ผมฉีดยามาเมื่อวานนี้เอง เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราแนะนำให้เรา ครอบครัว และคนรอบข้างเรากิน มันต้องดีที่สุด เราถึงจะมั่นใจและกล้าบอกเขาได้ว่ามันดีจริง เพราะเราปลูกเอง ดูแลเอง”
ดูแลธรรมชาติ ด้วยธรมชาติ
จากความตั้งใจอยากให้คนรอบตัวได้กินอาหารปลอดภัย ค่อย ๆ สานต่อมาเป็นเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบจนขอใบรับรอง Organic Thailand จากกรมวิชาการเกษตรได้
“เราไม่อยากบอกเล่าแค่ความรู้สึกหรือเรื่องราวอย่างเดียว แต่อยากให้มีคนกลางตรวจสอบและยืนยันได้ว่าสิ่งที่เราบอกเล่าต่อผู้บริโภค เราทำจริงนะ”
ข้อกำหนดของเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่แค่การงดฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเท่านั้น แต่ละเอียดถึงขั้นต้องบอกลาสารเคมีทั้งดิน น้ำ และอากาศอย่างรอบด้าน ซึ่งแน่นอนว่า Gardener House ทำได้ครบถ้วน

เริ่มมาตั้งแต่แหล่งน้ำที่ไม่ใช่น้ำจากคลองสาธารณะหรือน้ำจากภายนอกโดยตรง เพราะไม่รู้ว่ามีสารปนเปื้อนมากน้อยแค่ไหน Gardener House จึงใช้บ่อบาดาลของตัวเอง ควบคู่กับบ่อพักน้ำที่ต้องบำบัดน้ำเสียก่อนนำมาใช้อย่างน้อย 15 วัน

เมื่อแหล่งน้ำสะอาด ขั้นต่อมาคือการรดน้ำด้วยสปริงเกิลแทนเรือรดน้ำ เพราะทั่วถึงและประหยัดน้ำมากกว่า ซึ่งต้องผ่านการคำนวณแรงดัน เวลาที่ใช้ และปริมาณน้ำให้พอดีกับที่ต้นมะพร้าวต้องการ ส่วนปุ๋ยบำรุงดินก็มาจากฟาร์มปศุสัตว์แบบอินทรีย์ในราชบุรีแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งมีตั้งแต่ขี้หมู ขี้แพะ ขี้ไก่ รวมทั้งเลี้ยงผึ้งชันโรงไว้ผสมเกสรตามธรรมชาติ แทนการฉีดพ่นฮอร์โมนให้มะพร้าว
เมื่อผืนดินชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่ตามมาคือวัชพืชน้อยใหญ่ หากอยู่บนบก เขาจะใช้เครื่องตัดหญ้ากำจัด แล้วนำหญ้าไปทำปุ๋ยพืชสดต่อ ส่วนหญ้าที่ร่วงหล่นลงในน้ำก็จะกลายเป็นอาหารปลาตะเพียนในร่องสวนต่อไป
“ปลาตะเพียนเรากินอาหารเม็ดไม่ได้ เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบอินทรีย์ เราใช้แต่หญ้าที่ตัดในร่องสวนและเนื้อมะพร้าวเท่านั้น เพราะเป็นปลากินพืช และปลาเหล่านี้ช่วยกำจัดวัชพืชทางน้ำได้ เช่น ผักบุ้ง ต้นกก ต้นธูปฤๅษี ซึ่งเราไม่ต้องลงแรงหรือใช้เวลากับส่วนนี้เยอะ เขาช่วยเราได้มากจนเหมือนเป็นพนักงานในสวนเราเลย
“เราเลี้ยงปลาตะเพียนเพื่อกำจัดวัชพืชทางน้ำ เพราะเป็นปลากินพืชและเขาไม่สร้างโพรง จึงไม่เซาะตลิ่งจนพัง เรื่องนี้เป็นความรู้จากบ้านแม่ภรรยา และปลาตะเพียนยังเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำได้ดี ถ้าน้ำเสียหรือปนเปื้อนสารเคมี เขาจะลอยขึ้นมาหรือเสียชีวิตทันทีเลย

“ด้วยความที่เราเลี้ยงแบบอินทรีย์ จึงมีคนติดต่อซื้อปลาเข้ามาเยอะ แต่เราต้องขอปฏิเสธจริง ๆ เพราะตอนก่อตั้ง Gardener House กับภรรยา เราคุยกันว่าเราจะไม่จับปลาในร่องสวนมาจำหน่ายถ้าไม่ถึงขั้นเดือดร้อนมาก ๆ จริง ๆ จนต้องไปเบียดเบียนชีวิตเขา เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาเพื่อเอาไปจำหน่าย”
นอกจากแหล่งน้ำแล้ว เหล่าศัตรูพืชบนบกก็กำจัดด้วยธรรมชาติเช่นเดียวกัน โดยใช้แตนเบียนบราคอนกำจัดหนอนหัวดำ และใช้เมธาไรเซียมกำจัดด้วงมะพร้าว แม้จะช้ากว่าสารเคมีสักหน่อย แต่ก็ปลอดภัยกว่าแน่นอน
ระบบในสวนมะพร้าวทั้งหมดยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะแม้ว่าสวนจะเป็นแบบอินทรีย์ แต่อาจมีละอองสารปนเปื้อนในอากาศพัดมาจากสวนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างออกไปได้เช่นกัน
“ดังนั้นเราต้องปลูกต้นไม้ที่เป็นกันชน (Buffer Zone) ป้องกันละอองนี้ เราจะมีสแลนดำก่อน 1 ชั้น ตามด้วยต้นโมก ต้นสัก เพื่อป้องกันละอองเคมี”
บังคับธรรมชาติไม่ได้ แต่วางแผนได้
เมื่อทำสวนอินทรีย์อย่างลงลึกและโปร่งใส ความมั่นใจของผู้บริโภคก็มากตามไปด้วย Gardener House จึงไม่จำเป็นต้องทุ่มงบโปรโมต
“พอเขาเชื่อใจเรา เขาจะเอาสิ่งที่ดีไปบอกคนรอบข้าง ซึ่งปกติเราจะเชื่อคนใกล้ตัวมากกว่าการรีวิวอื่น ๆ อยู่แล้ว บางคนก็ไปบอกร้านค้าที่เป็นคาเฟ่ เราเลยได้มาเจอกัน”
ปัจจุบัน Gardener House จึงมีทั้งลูกค้าที่สั่งไปทานเองที่บ้าน คาเฟ่ที่สั่งไปเป็นวัตถุดิบ และผลิตแบบ OEM ให้หลายแบรนด์ที่ขายในห้างสรรพสินค้าไปจนถึงโรงพยาบาล แม้ลูกค้าจะเพิ่มขึ้น แต่สวนของเขาไม่ได้กว้างขึ้นแต่อย่างใด
“การที่เราไม่ได้ขยายสวนเพิ่ม เพราะย้อนกลับไปเรื่องคุณภาพ ถ้าเราคุมคุณภาพไม่ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจอย่างเดียวโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ เลย”
ดังนั้นความยากจึงเป็นการหาสมดุลระหว่าง ‘ผลผลิตที่ได้’ กับ ‘ความต้องการของลูกค้า’ โดยไม่บังคับธรรมชาติด้วยสารเคมี เขาจึงแก้โจทย์นี้ด้วยการเก็บข้อมูลสถิติ
“เราเก็บสถิติจำนวนผลผลิต 1 ต้นต่อ 1 รอบ เพื่อให้รู้จำนวนมากที่สุดที่เขาทำได้ ซึ่งมีข้อดีตรงที่ เราย้อนกลับไปดูได้ว่าผลผลิตช่วงนี้น้อยกว่าปกติ มันเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ต้นเขาโทรมลงไหม หรือขาดธาตุอาหาร เราตรวจสอบย้อนกลับได้ ดูอัตราการเติบโตได้ เช่น ปีนี้มีผลกระทบทางสภาพอากาศ ผลผลิตเราหายไปจากปีที่แล้วสัก 70% ซึ่งค่อนข้างรุนแรงและไม่เคยเกิดมาก่อน

“การเก็บข้อมูลทำให้เราพบว่าปีที่แล้วผลผลิตต่ำสุดเท่านี้นะ ถ้ามันขยับขึ้นคือเรื่องดี ถ้าเสถียรอยู่ แสดงว่าภาวะโลกร้อน เอลนีโญ-ลานีญา ยังอยู่กับเรา แต่ถ้ามันต่ำกว่าแสดงว่ารุนแรงขึ้น มันอาจจะเป็นดัชนีชี้วัดที่บอกเราได้คร่าว ๆ ว่าเต็มที่น่าจะได้ผลผลิตประมาณไหน ช่วยให้เราวิเคราะห์และบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง
“พอมีข้อมูลส่วนนี้แล้ว ก็จะหยิบมาจับคู่กับจำนวนลูกค้าที่มี ซึ่งเราใช้เวลาประมาณ 2 ปีเพื่อเรียนรู้ระบบในสวนและจับคู่กับลูกค้า เช่น ช่วง High Season จะได้สัปดาห์ละ 1,000 ลูก แต่ช่วง Low Season ได้ไม่ถึง 100 ลูก จึงเป็นความท้าทายว่าแต่ละสัปดาห์ผมมีลูกค้าจำนวนเท่านี้ ช่วงที่ Over Supply จะทำยังไง หรือช่วงที่น้อยกว่าจะทำยังไง

“ช่วงที่มีมากไม่มีปัญหา เพราะได้ครบตามจำนวน แต่ช่วงที่มีน้อยจะมีปัญหา เราเลยแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่ม แล้วบอกลูกค้าว่า ผมขอให้กลุ่มนี้ไปก่อนนะ สัปดาห์ถัดไปถึงจะเป็นพี่นะครับ จนบางทีเราบอกเขาว่าสลับไปกินแบรนด์อื่นก่อนได้นะ ไม่อยากให้รอนาน มันเป็นข้อจำกัดของเรา ไม่ใช่ของลูกค้า เพราะเราตอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ได้ แต่ลูกค้าน่ารักมาก บางทีเขาบอกว่าไม่เป็นไร รอได้ มาเมื่อไรบอก เดี๋ยวพี่กลับมาใหม่
“ผมว่าสุดท้ายมันคือความจริงใจ ถ้าเรามองเรื่องธุรกิจอย่างเดียวมากเกินไป เราอาจจะไปหามะพร้าวที่ไหนก็ได้มาสวมเข้าไป เพราะลูกค้าไม่ได้เห็นว่าเราเอามะพร้าวมาจากสวนนี้จริง ๆ แต่แบรนดิ้งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าวันหนึ่งเขามาเจอในสิ่งที่เราทำและไม่ดี ผมว่าลูกค้าเขาจะเปลี่ยนแบรนด์แล้วไม่กลับมาหาเราอีกเลย ต่อให้เรารีแบรนด์ยังไงก็ช่วยไม่ได้แล้ว”
Near Zero Waste
นอกจากน้ำมะพร้าวแล้ว ยังมีเนื้อมะพร้าวน้ำหอมที่เขานำไปต่อยอดเป็นพุดดิ้ง วุ้นมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวแช่แข็งสำหรับร้านเบเกอรี โจอธิบายว่าเนื้อมะพร้าวส่วนนี้จะอยู่ในระยะเนื้ออ่อนกับเนื้อกลางที่ยังคงนุ่มอร่อย
แต่หากปล่อยให้มะพร้าวกลายเป็นเนื้อแข็งเมื่อไรก็จะแปรรูปต่อไม่ได้ เขาจึงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการจดบันทึกและวางแผนเก็บเกี่ยวทุกสัปดาห์ เพื่อให้ได้เนื้อมะพร้าวในระยะที่พอดี แต่หากมีลูกไหนตกหล่นจนกลายเป็นมะพร้าวเนื้อแข็งจริง ๆ ก็จะส่งต่อให้พาร์ตเนอร์อย่าง วีด้า-ภาวิดา กฤตศรัณย์ จากแบรนด์วัตถุดิบนิยม นำไปแปรรูปเป็นไบโคเกิร์ต และผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ‘แหนมมะ’ (FERCO) ที่วีด้าเป็นคนคิดโครงการและ เชฟโน้ต-อธิป สโมสร ช่วยคิดสูตร ออกมาเป็นแหนมจากมะพร้าวน้ำหอมเนื้อแข็ง ช่วยลด Waste ได้เกือบ 100%
ส่วนอินทรียวัตถุที่เหลือจากการแปรรูป เช่น ใบมะพร้าวแก่ เปลือกมะพร้าว ทะลายมะพร้าว จะถูกส่งไปรวมกันในพื้นที่ที่จัดแยกไว้ เพื่อเตรียมย่อยสลาย
“เราจะมีพื้นที่สำหรับทิ้ง ซึ่งสวนมะพร้าวส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่นี้ เพราะเขาขายเป็นลูกเขียว ส่วนล้งที่แปรรูปก็ต้องเอาเปลือกนี้ไปทิ้งที่อื่น บางทีแอบทิ้งในพื้นที่สาธารณะก็มี จนส่งกลิ่นเหม็นหรือน้ำเน่าเสียได้ เราจึงหาพื้นที่ให้ย่อยสลาย แต่ใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งในอนาคตเราอาจจะลงทุนเพิ่มเพื่อทำเครื่องบดและโรงเรือนจัดเก็บ ซึ่งเป็นแผนที่เรากำลังจะเดินทางต่อ
“เราคิดทุกองค์ประกอบเลย แม้แต่ขวดพลาสติก เราใช้สติกเกอร์แปะโดยไม่สกรีนสีลงไป เพื่อให้ดึงสติกเกอร์ออกแล้วรีไซเคิลต่อได้ 100% ส่วนขวดแก้ว เรารับซื้อกลับมาทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และเปลี่ยนฝาได้”
Learning Center
“สิ่งที่เราได้จากสวนนี้ หนึ่ง คือคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม บางทีมันวัดเป็นหน่วยไม่ได้ แต่ถ้าวันนี้เราไม่ทำอินทรีย์แล้วทำเคมี เราอาจจะป่วยก็ได้ เรารู้สึกว่าตอนนี้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น สอง คือเรามีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวตัวเอง ส่วนพนักงานเราไม่ว่าจะประจำหรือพาร์ตไทม์ เขามีรายได้จุนเจือครอบครัว และน่าจะยั่งยืน เพราะเราไม่ได้ทำแบบฉาบฉวยที่เทรนด์หายไปแล้วให้คนออก

“สาม ผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้า บางทีเป็นเรื่องความรู้สึกที่เขาบอกว่าอร่อยมาก สดมาก เราบอกความจริงให้เขารู้ว่ารสชาติแต่ละครั้งไม่เหมือนกันนะ เขาก็รู้สึกลุ้นไปด้วยว่ามันจะหวานมากหรือน้อยตามฤดูกาล เพราะถ้าเหมือนกันทั้งปี แสดงว่าผมเติมแต่งสารลงไปให้มันคงที่แล้ว เพราะผลไม้เป็นสิ่งที่ดูภายนอกมันตอบได้ยาก แต่ดูที่ความจริงใจของคนขายว่ามีมากแค่ไหน”

โจบอกว่าก้าวต่อไปคือการสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่กลั่นเอาประสบการณ์ตลอด 10 ปีของเขามาถ่ายทอดให้คนในชุมชนหรือกลุ่มคนที่สนใจนำไปปรับใช้ในแบบของตัวเอง
โจไม่หวงแหนโมเดลเกษตรอินทรีย์ที่ทำแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าในยุคนี้ คือการตลาดแบบฟอกเขียว (Greenwashing) ที่เชื้อชวนให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นผลผลิตออร์แกนิก แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ ซึ่งปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อสร้างการตระหนักรู้และความเข้าใจเรื่องกระบวนการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ไปจนถึงผลกระทบจากการใช้สารเคมี ทั้งในมุมผู้ผลิตและผู้บริโภค

Gardener House จึงเป็นมากกว่าสวนอินทรีย์ที่ผลิตอาหารปลอดภัย แต่ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมและไม่หยุดพัฒนาให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน ซึ่งนับว่าเดินทางมาแสนไกลจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อยากกลับบ้านมาอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

