28 พฤษภาคม 2024
3 K

เมื่อรองเท้าคู่ใจที่เก็บไว้เริ่มเก่า บางคราวเราอาจต้องตัดใจทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย แถมยังกลายเป็นขยะกองโตที่ใช้เวลาย่อยสลายนานกว่าเวลาที่เราใช้งานเสียอีก

แต่มีแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งที่นอกจากจะผลิตรองเท้าสวมใส่สบาย ดีไซน์แมตช์ง่ายกับหลายลุค ยังช่วยยืดอายุรองเท้าหนึ่งคู่ให้อยู่กับเราได้นานยิ่งขึ้น เพราะทั้งคงทนและส่งกลับไปซ่อมได้ฟรีแบบ ‘ไม่จำกัดครั้ง’ แถมยังทำมาจากวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแคมเปญ ‘ซื้อรองเท้า 1 คู่ = ปลูกต้นไม้ 1 ต้น’  

ที่เรากำลังพูดถึงนี้ คือ ‘Daybreak’ แบรนด์ไทยที่จำหน่ายตั้งแต่รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ และมีแผนจะขยับขยายมาจำหน่ายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายด้วยในอนาคต 

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้คือการดูแลสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการกำจัดขยะรองเท้า ทั้งยังตั้งเป้าไว้ว่าอยากจะเป็นแบรนด์ยั่งยืนระดับโลก

Daybreak เริ่มต้นจาก 2 สหาย คือ เมษ-คมชาญ ขุนเศษฐ และ ปลื้ม-ภัทรพงษ์ พัชรพุทธางกูร ผู้ไม่มีพื้นฐานด้านแฟชั่นและไม่ได้สนใจเรื่องความยั่งยืนมาก่อน 

“เดิมทีสินค้า Daybreak ไม่ได้หน้าตาแบบนี้ ตอนแรกเราเอาสินค้ามาลองขายออนไลน์ ทำการตลาดออนไลน์กันก่อน” เมษเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขา 

ในตอนนั้นทั้งคู่คือเศรษฐศาสตรบัณฑิต สาขาการเงิน ที่จับพลัดจับผลูไปทำการตลาดให้กับรองเท้า Daybreak ทว่ายิ่งเข้ามาคลุกคลีกับธุรกิจแฟชั่นมากเท่าไร พวกเขายิ่งเห็นปัญหาขยะจากอุตสาหกรรมแฟชั่นมากขึ้นเท่านั้น 

“เรามองว่า ถ้าเราไม่เริ่มขยับตั้งแต่วันนี้ ยังไงในอนาคตทุกคนก็ต้องมาในทางนี้อยู่ดี เพราะมันดีกับโลกมากกว่าและจำเป็นต้องเกิดขึ้นในอนาคต เราก็เลยคุยกันว่า งั้นหยิบปัญหาในอนาคตมาแก้ในวันนี้เลยแล้วกัน” 

เมื่อไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และมองเห็นทางแก้ที่ดีต่อโลก แถมยังเป็นโอกาสทางธุรกิจ พวกเขาจึงเริ่มรีแบรนด์ Daybreak สู่รองเท้าที่สวมใส่สบาย ดีไซน์น่าใช้ ที่สำคัญคือทำร้ายโลกให้น้อยที่สุด ภายใต้คอนเซปต์ ‘Made from Nature for Nature’

แม้ Daybreak เป็นแบรนด์น้องใหม่ในตลาด เพราะเพิ่งเดินทางมาได้เพียง 2 ปี แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยมุมมองและเรื่องราวน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เริ่มจากการเลือกสรรวัสดุ

“พวกเราไม่มีความรู้เรื่องรองเท้าเลย” เมษเกริ่น 

“เราเป็นแค่คนทั่วไปที่เคยซื้อรองเท้าจากหลาย ๆ ที่ เราไม่รู้ดีเทลว่าต้องออกแบบยังไง แต่สิ่งที่เรารู้และหาได้ คือวัสดุตัวไหนดีกว่าตัวเดิม เราเลยเริ่มที่รองเท้าดีไซน์เรียบง่ายไม่กี่รูปแบบ แต่เข้าถึงคนได้หลายประเภท แล้วทำให้ดีก่อน พอทำแล้วเวิร์กหรือดูเป็นไปได้ ค่อยขยับมาพัฒนาเรื่องการออกแบบให้ดูดีมากขึ้นและแตกต่างกว่ารองเท้าที่มีอยู่ในตลาด เราเลยไม่ได้เริ่มมาจากเราชอบดีไซน์แบบนี้ สีแบบนี้ แต่เริ่มจากทำรองเท้าที่คุณภาพดีที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้ แล้วค่อยขยับไป Identity แบรนด์” 

เมษเล่าถึงกระบวนการคิดที่ตั้งต้นมาจากการหาวัสดุและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าทั้งคู่ต้องทำการบ้านเรื่องนี้อย่างหนัก รู้ตัวอีกที การติดตามข่าวสาร อ่านงานวิจัย ไปงานสัมมนา กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทั้งคู่ไปเสียแล้ว

“สินค้าที่เราผลิตอาจไม่ได้ทำให้โลกดีขึ้นมากมายนัก แต่มันต้องดีกับโลกมากกว่าการผลิตรูปแบบเดิม ที่เราเคยทำมา ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสารเคมีน้อยลง ปล่อยคาร์บอนน้อยลง และไม่ทำลายธรรมชาติ”

หลังหาข้อมูลมาพักใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็ได้เจอวัตถุดิบที่ใช่ นั่นคือ ‘เส้นใยกัญชง’ ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องน้ำหนักเบา ความคงทนแข็งแรง แถมยังช่วยต้านแบคทีเรีย เหมาะกับการผลิตเป็นผ้าสำหรับทำรองเท้า นอกจากนี้กัญชงยังใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อยและใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกฝ้าย ส่วนที่นำมาผลิต คือบริเวณลำต้นของกัญชงซึ่งเดิมทีเกษตรกรมักจะนำไปทิ้ง เพราะไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากส่วนนี้มากนัก 

ตอนนี้วัตถุดิบหลักของเรายังเป็นกัญชง แล้วก็เพิ่มมาอีกตัว คือหนัง Bioleather ที่ใช้สารเคมีน้อยกว่าปกติ เพราะขั้นตอนการทำหนังปกติจะมีสารเคมีที่อันตรายต่อระบบนิเวศ ซึ่ง Bioleather จะช่วยลดขั้นตอนนี้ แล้วใช้ธรรมชาติเข้ามาฟอกหนังแทนที่จะเป็นสารเคมี” เมษเล่าถึงวัตถุดิบหลักที่ไม่ได้เน้นวัสดุธรรมชาติอย่างเดียว แต่กระบวนการต้องส่งผลกระทบต่อธรรมชาติให้น้อยลงไปด้วย

ออกแบบจากมุมมองของผู้ใช้งาน

เมื่อเลือกวัตถุดิบหลักได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการออกแบบให้สวมใส่สบาย ใช้งานได้นาน โดยอิงจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค

“คนใส่รองเท้าผ้าใบส่วนใหญ่มักใส่ไปออฟฟิศ เดินห้าง หรือไปเที่ยว ส่วนคนใส่รองเท้าแตะจะมีความลุยกว่ารองเท้าผ้าใบนิดหน่อย เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน รองเท้าแตะคู่เดียวไปได้หมด ดังนั้นรองเท้าแตะที่เป็นสีขาว เราจึงเน้นวัสดุที่ทำความสะอาดได้ง่าย เพราะต้องลุยได้มากกว่า” ปลื้มอธิบาย

นอกจากเรื่องการใช้งานแล้ว ทั้งคู่ยังรับฟังและหยิบเอาฟีดแบ็กจากลูกค้ามาปรับนิด เปลี่ยนหน่อยอยู่เสมอ “มีทั้งลูกค้าที่ส่งมาซ่อม ลูกค้าที่รีวิวเรา แม้แต่ลูกค้าที่ซื้อไปแล้วไม่ชอบใจเลยส่งมาคืนเราก็มี เราพยายามเก็บฟีดแบ็กจากลูกค้ามาให้ได้มากที่สุดว่าอะไรทำให้เขาเปลี่ยนใจ อะไรทำให้เขาชอบหรือไม่ชอบสินค้าของเรา เพื่อนำมาพัฒนาต่อ” เมษยกตัวอย่างเรื่องลิ้นรองเท้าผ้าใบที่ก่อนหน้านี้ลูกค้าหลายคนบอกว่าเจอปัญหาลิ้นรองเท้าเสียดสีกับเท้าอยู่บ่อย ๆ จนรู้สึกเจ็บเท้า

“รุ่นใหม่ที่เราทำมาทั้งหมดเลยเปลี่ยนวัสดุลิ้นรองเท้า จากหนังมาเป็นผ้ากัญชงเพื่อให้นิ่มขึ้น อาจจะไม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยเราอยากให้ลูกค้าพึงพอใจได้มากที่สุด”

ส่วนโจทย์ใหญ่ในขั้นถัดไปสำหรับคอลเลกชันใหม่ในครั้งหน้า คือการปรับดีไซน์เพื่อสร้างภาพจำของแบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น

“จากมุมมองของพวกเราและลูกค้าหลาย ๆ คนมักจะพูดว่าใส่สบาย ใส่ดี แต่ยังขาดเรื่องการออกแบบที่เป็นจุดในการจดจำแบรนด์” เมษกล่าว “ปีแรกเราพูดเรื่องความยั่งยืน เรื่องฟังก์ชันเยอะ แต่อาจขาดเรื่องความสนุกสนาน เราอยากเติมส่วนนี้เข้าไป เลยจะปรับดีไซน์ให้ดูแตกต่าง ไม่ให้คนรู้สึกว่าเราเป็นรองเท้ายั่งยืนที่น่าเบื่อ เพราะเรามองว่าอุตสาหกรรมแฟชั่น การออกแบบเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญอันดับต้น ๆ อาจจะเป็นอันดับ 1 ของบางคนด้วยซ้ำ เราอยากตอบโจทย์เรื่องนี้ เป็น Brand Identity เพราะถ้าเราออกแบบรองเท้าแบบทั่ว ๆ ไป จะขาด Identity ของแบรนด์” 

ส่งซ่อมได้ฟรีตลอดชีพ

หากซื้อรองเท้าแบรนด์ Daybreak แล้วสวมใส่ไปนาน ๆ จนรองเท้าเริ่มเก่า ก็ไม่ต้องห่วงว่ารองเท้าเหล่านี้จะกลายเป็นขยะในเร็ววัน เพราะ Daybreak มีการรับประกันตลอดการใช้งาน 

“เราพยายามทำให้มันใช้งานได้นานที่สุด คุ้มที่สุด เพราะเรามองว่าผู้ผลิตต้องมีความรับผิดชอบไม่ให้กลายเป็นขยะของโลก” เมษเล่าถึงที่มาของแนวคิดนี้

“ถ้าคุณเอาไปใส่แล้วมันเสียหายหรือใช้งานไม่ได้แล้ว ก็ส่งกลับมาให้เราซ่อมได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นรองเท้า เช่น เวลาเดินแล้วจะแง้มบ้าง ลูกค้าก็ส่งกลับมาให้โรงงานเราซ่อม”

“แต่ถ้าซ่อมไม่ได้ เราจะคุยกับลูกค้าว่าขอส่งสินค้าทดแทนให้ได้ไหม หรือให้เขาซื้อใหม่ในราคาพิเศษแบบมีส่วนลด แล้วเอารองเท้าคู่ที่ซ่อมไม่ได้ไปรีไซเคิลแทน ซึ่งอาจจะเลือกได้ 2 ทาง คือซ่อมบางส่วนแล้วบริจาคให้กับผู้ยากไร้ หรือถ้าซ่อมไม่ได้จริง ๆ เราจะให้โรงงานแยกประกอบ เพราะโรงงานพาร์ตเนอร์ของเราแยกชิ้นส่วนแล้วนำมา Upcycle ได้”

ทดแทนต้นไม้ที่หายไป

นอกจากจะยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุดแล้ว หากย้อนไปที่ต้นน้ำ เราจะพบว่าวัสดุหลักของแบรนด์มาจากธรรมชาติ ดังนั้น Daybreak จึงทดแทนต้นไม้ที่หายไปด้วยแคมเปญ ‘ซื้อรองเท้า 1 คู่ = ปลูกต้นไม้ 1 ต้น’

“เราไม่ได้ขาย 1 คู่แล้วปลูก 1 ต้นทันทีนะ แต่เราจะรวบรวมให้ได้จำนวนที่พอสมควรแล้วนำไปลงพื้นที่ปลูก ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเขาจะดูพื้นที่ป่าบริเวณนั้นว่าขาดอะไรอยู่ เพื่อให้เราเข้าไปเติมเต็มระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์”  

“หลาย ๆ คนอาจเข้าใจว่าการปลูกป่าเป็นสิ่งที่ดี แต่จริง ๆ แล้วการปลูกป่ามีมุมมองที่ไม่ดีต่อระบบนิเวศอยู่เหมือนกัน ถ้าเราไม่ได้ศึกษาพื้นที่นั้นก่อน ถ้าเอาต้นไม้หรือระบบนิเวศต่างถิ่น ต่างสปีชีส์เข้าไป มันจะกระทบระบบนิเวศเดิมที่เคยมีอยู่ เช่น ต้นไม้บางชนิดทำให้แมลงอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นไม่ได้แล้ว หรืออาจจะไปเบียดเบียนต้นไม้อื่นโดยรอบ ระบบนิเวศก็จะเปลี่ยนไป สิ่งที่เราทำเรียกว่า Forest Landscape Restoration คือการไปศึกษาพื้นที่ป่าก่อนว่าระบบนิเวศเดิมขาดอะไร แล้วค่อยเข้าไปเติมเต็มให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม”

อยากให้ซื้อเพราะใส่สบาย ออกแบบน่าใช้งาน

แม้จะทำเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง แต่ในมุมการตลาด พวกเขาอยากให้ลูกค้าจดจำ Daybreak ในฐานะแบรนด์รองเท้าที่ใส่สบาย ออกแบบน่าใช้มากกว่า “ไม่ต้องซื้อเพราะดีกับโลก แต่ว่าซื้อเพราะดีกับลูกค้าก็เพียงพอแล้ว” ปลื้มกล่าวพร้อมอธิบายว่า ความต้องการหลักของลูกค้าคือเรื่องการออกแบบและความสบายเป็นหลัก ส่วนเรื่องความยั่งยืนเป็นเหมือนของแถมและความรับผิดชอบของแบรนด์มากกว่า 

“Value ที่เราพยายามจะตั้งเป้าหมายกับลูกค้า ต้องจบตั้งแต่การออกแบบ ความใส่สบาย หรือฟังก์ชันให้ได้ ส่วนเรื่องความยั่งยืนให้มันเป็น Value-added ให้กับลูกค้า ให้กับเราเอง และให้กับโลกด้วย” เมษเสริม

แม้จะทำการตลาดรูปแบบนี้ แต่แบรนด์ก็ยังเนื้อหอมจนดึงดูดความสนใจของลูกค้าจากแดนไกลที่สนใจเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะลูกค้าจากฝั่งยุโรป

“มีติดต่อเข้ามาตลอด ตอนนี้น่าจะประมาณ 10 กว่าประเทศได้แล้วที่สนใจ แต่พวกเรายังอยากทำแบรนด์ให้แข็งแกร่งภายในประเทศมากกว่านี้ก่อน เพราะว่าเรายังเป็นธุรกิจขนาดเล็กอยู่ ถ้าเรามีความพร้อมมากว่านี้ เราก็จะมีช่องทางไปตลาดต่างประเทศได้” เช่นเดียวกับไลน์สินค้าของ Daybreak ที่ทยอยเพิ่มขึ้นทีละนิดตามความพร้อมและความแข็งแรงของแบรนด์

“ปัจจุบันเราเริ่มแตกไลน์สินค้าเป็นเสื้อผ้าเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าผู้ชายหรือเสื้อผ้าผู้หญิง แต่ตอนนี้ทีมงานคุยกันว่าเราจะปักธงเป็น Sneaker แบรนด์ไทยที่เป็นแบรนด์ยั่งยืนก่อน ส่วนเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์อื่น ๆ จะมีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่ใช้รองเท้าผ้าใบ เพื่อไปแต่งชุดให้แมตช์กับรองเท้าอีกที”

โจทย์ใหญ่แสนยาก คือการพัฒนาสินค้า

เมษเล่าว่าการจะทำให้แบรนด์แข็งแรงจนขยับขยายไปมากกว่านี้ได้ พวกเขาต้องฝ่าโจทย์ใหญ่อย่างการพัฒนาสินค้าไปให้ได้ก่อน ตั้งแต่การหาวัตถุดิบ ไปจนถึงการตั้งราคาให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ แต่ราคาต้องไม่โดดไปจากรองเท้าส่วนใหญ่ในตลาด

“เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาสินค้า เพราะกว่าเราจะได้รองเท้าสักคู่หนึ่งมีขั้นตอนเยอะมาก ความยากเลยอยู่ที่กระบวนการผลิตแล้วก็ต้นทุนที่จะสูงขึ้น เพราะเราเลือกเรื่องคุณภาพเป็นหลัก ตั้งแต่คนที่ส่งกัญชงให้เรา พัฒนาหนังกับเรา หรือว่าอื่น ๆ ในองค์ประกอบของสินค้าทั้งหมด จนถึงแพ็กเกจจิง ด้วยความที่แบรนด์ยั่งยืนมีความต้องการบางอย่างเพิ่มขึ้นมา เราก็จะมีความจุกจิกจู้จี้ อันนู้นอาจจะใช้ไม่ได้ เพราะมันไม่ยั่งยืน เราเลยจะต้องหา Supplier ที่ทำได้ตามคุณภาพที่เราต้องการและมองเรื่องคุณภาพเป็นหลัก”

“เรารู้ตัวว่ามันยังห่างไกลเป้าหมายนะครับ เรายังมีรายละเอียดอีกมากที่ลึกลงไป เรียกว่าตอนนี้เรากำลังเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำสินค้าให้ดีขึ้น ทำการสื่อสาร ทำการตลาดให้ดีขึ้น หรือเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย”

เติบโตไปในเป้าหมายเดียวกัน

ในวันที่เมษและปลื้มเปลี่ยนบทบาทจากเพื่อนร่วมคลาสมาเป็นเพื่อนร่วมงาน แถมทีมงานยังขยับขยายเพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้อีกโจทย์สำคัญนอกจากการพัฒนาตัวสินค้าคือเรื่องการบริหารจัดการทีม ซึ่งปลื้มและเมษบอกกับเราว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่แต่ละคนจะคิดเห็นต่างกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น หากทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน 

“ตอนที่เราคุยเรื่องทิศทางแบรนด์ เราเห็นว่าทุก ๆ คนที่อยู่ในออฟฟิศมีความแตกต่าง แม้แต่ผมกับปลื้มยังมีความเห็นบางเรื่องที่ต่างกัน แค่ตีความคำว่า ยั่งยืน บางทีอาจไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ แต่เรามองว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหมด ผมไม่แน่ใจว่าควรใช้คำว่าอะไร แต่น่าจะเป็น ‘ความจริงใจ’ ที่อยากจะทำให้ดีขึ้น สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดร่วมของ Daybreak คืออะไรก็ตามที่ทำแล้วดีขึ้น ไม่ว่าจะดีกับเราเอง ดีกับสังคม หรือดีกับลูกค้า เราก็อยากจะทำให้มันดีขึ้นในทุก ๆ วัน”

แม้ระหว่างทางจะมีหลายเรื่องราวให้ต้องก้าวผ่าน แต่ความยากทั้งหมดไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ถอดใจ ตรงกันข้าม พวกเขากลับมองเหมือนเกมระยะยาวที่ต้องก้าวผ่านไปทีละด่าน 

“ความสนุกคือเราแก้โจทย์ไปเรื่อย ๆ ถ้าเราทำได้ เราก็ภูมิใจ” ปลื้มกล่าวอย่างมีความหวังเช่นเดียวกันกับเมษ 

“ระหว่างทางของทุกธุรกิจมีการฝ่าฟัน แต่ความสนุกเกิดขึ้นตอนที่เราทำอะไรสักอย่างหนึ่งสำเร็จ เช่น เราพัฒนาสินค้าสำเร็จ เราจะรู้สึกว่ามันเจ๋ง หรือถ้าเราขยายหน้าสาขาได้ มันเป็นความสนุกระหว่างทางที่เราทำด้วยเหมือนกัน”  

แม้ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และเส้นทางไปสู่เป้าหมายยังอีกไกลแสนไกล แต่เรื่องราวทั้งหมด และผลตอบรับจากลูกค้าในปัจจุบันคงพอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการรีแบรนด์ของ Daybreak ในครั้งนั้นคือการตัดสินใจที่ถูกทิศทางแล้ว

อย่างน้อย ๆ อีกสิ่งที่ยืนยันได้ คงจะเป็นความรู้สึกนุ่มสบายของรองเท้า Daybreak ที่เรากำลังสวมใส่อยู่ในตอนนี้

Lessons Learned

  • หากไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มจากปัญหาที่อยากแก้มากที่สุดก่อน
  • มองให้ไกลว่าสิ่งที่ทำเกิดผลกระทบอะไรบ้าง แล้วพยายามปิดช่องว่างนั้น
  • ฟีดแบ็กจากทีมและลูกค้าล้วนมีคุณค่าต่อการเติบโตของแบรนด์

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์