28 มกราคม 2025
2 K

ก่อนอ่านบทความนี้ เราอยากชวนคุณเล่นเกมเล็กน้อย

ลองวางมือถือ มองไปรอบข้าง คุณเห็น ‘ร้านล้างรถ’ อยู่ใกล้ตัวบ้างมั้ย แบบที่อยู่ในปั๊มน้ำมันหรือร้านที่อยู่เดี่ยว ๆ ก็ได้ 

เดินไปที่ร้าน มองไปที่ป้ายราคา เริ่มต้นที่เท่าไหร่ จำตัวเลขนั้นไว้ ถ่ายรูปก็ได้ถ้าเขาไม่ห้าม มองไปอีกที คุณเห็นห้องกระจกไว้สำหรับ ‘เคลือบเซรามิก’ หรือเปล่า 

ร้านนี้มีพนักงานกี่คน มีรถใช้บริการอยู่กี่คัน จำเลขนั้นไว้

เปิดมือถือ อ่านบทความนี้ต่อ 

ถ้าราคาล้างรถดูดฝุ่นธรรมดาเริ่มที่หลัก 100 – 200 กว่าบาท ไม่มีห้องกระจก ไม่มีธุรกิจอื่นรองรับ ร้านนี้จะอยู่ไม่นาน ไม่ว่าจำนวนรถเข้าจะมากแค่ไหน ร้านแบบนี้จะไปต่อได้ ถ้าราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 800 บาทขึ้นไป 

ถ้าร้านนี้มีห้องกระจก พร้อมบริการเคลือบที่ราคาสูงกว่าการล้างปกติหลายเท่า พนักงานไม่เยอะมากเกิน 5 คน ร้านนี้ไปต่อได้

แต่การล้างรถก็เหมือนธุรกิจอื่น มีเบื้องหลังมากมายที่เรามองไม่เห็น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญกับการทำธุรกิจทั้งสิ้น

เหมือนเรามองรถยนต์คันหนึ่ง คนอื่นเห็นแค่ว่ารถสีอะไร คนรักรถมองเห็นวัสดุ สี และสิ่งที่เคลือบอยู่ 3 ชั้น นักธุรกิจที่เจนจัดจะมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น

คนที่สอนผมเรื่องนี้ ไม่ใช่นักธุรกิจ

แต่เป็นนักดนตรีที่จับพลัดจับผลูมาทำธุรกิจล้างรถ ผ่านร้อนผ่านหนาว จนมาจบที่การเปิดบ้านบริการล้างรถด้วยตัวเอง

ล้างรถ 101

Darren Thompson home detailing’ คือ Car Detailling บริการดูแลรถแบบพรีเมียมที่มากกว่าการล้างรถธรรมดา

Detailling คือการทำความสะอาดอย่างละเอียด และทำให้รถดีขึ้น “ดีในที่นี้หมายถึงทำให้รถคงทน ใส สว่าง มีภาพสะท้อน (Reflect) ที่ดีขึ้น โดยเน้นทำทุกส่วนของรถที่เป็นเปลือกทั้งหมด ทำให้กลับมาสะอาดที่สุด โดยไม่ทำลายพื้นผิว

การล้างรถแบบนี้มี 2 ส่วน คือล้างภายนอกและภายใน ซึ่งจะรวมห้องเครื่องด้วยก็ได้ การล้างแต่ละแบบทำงานกับวัสดุไม่เหมือนกัน การล้างภายในโฟกัสที่ไวนิล ผ้า พลาสติกบริเวณหน้าปัด แลกเกอร์จากการพ่นสีหรือเคลือบอยู่บนคาร์บอน พลาสติกใส ส่วนภายนอกทำงานส่วนใหญ่กับแลกเกอร์ที่เรียกว่า Clear Coat ส่วนห้องเครื่องทำงานกับเหล็ก สายไฟ พลาสติก มอเตอร์ วิธีการล้างจะแตกต่างกัน

เมื่อคุณซื้อรถ มองไปที่สี จะมีวัสดุ 3 ประเภทซ้อนทับเป็นชั้น เหล็กคือตัวถัง จากนั้นเป็นสีรองพื้น สีรถ และแลกเกอร์ Clear Coat โรงงานผลิตรถแต่ละแบรนด์มีระดับการใส่วัสดุ 3 ชั้นนี้ไม่เหมือนกัน เวลาเรามองไปที่รถสีรถยนต์ ใบหน้าของเราจะกลายเป็นคลื่น ไม่ราบเรียบเหมือนมองกระจก เพราะสีรถจากโรงงานพ่นมาไม่เรียบทำให้ภาพสะท้อนไม่ชัด

การล้างรถ Detailling จะทำงานกับแลกเกอร์อย่างละเอียด คนทำจะ ‘เจียร’ ชั้นสีด้วยความร้อนจากอุปกรณ์พิเศษ ขัดอย่างนุ่มนวล เพื่อให้รอยจากการใช้งานที่ติดอยู่บนชั้นนี้ออก ทำ 1 ตารางฟุตใช้เวลาราว 15 นาที ถ้าทำขั้นนี้ได้ เวลาเรามองสีรถ ภาพสะท้อนจะเห็นกระทั่งสิ่งที่อยู่ในดวงตาของเราชัดขึ้น นอกจากนี้สีของรถแต่ละแบรนด์ยังแบ่งเป็นระดับ นิ่ม กลาง แข็ง ไม่เหมือนกัน ต้องใช้อุปกรณ์ น้ำยา และแรงในการขัดไม่เหมือนกัน 

เมื่อขัดเสร็จ ถึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการเคลือบต่อไป การเคลือบจะขึ้นอยู่กับการใช้น้ำยา มีทั้งแบบ Soft Coat และ Hard Coat ประเทศญี่ปุ่นและโซนเอเชียเรียกว่าการเคลือบแบบนี้ว่า Glass ส่วนยุโรปเรียกว่า Ceramic ในบ้านเราเห็นชื่อการเคลือบทั้ง 2 แบบ ความหมายจริงไม่ต่างกันมาก 

ที่ต้องเล่ายาวหน่อย เพราะทุกวันนี้เราเห็นบริการล้างรถที่แปะป้าย Car Detailing เยอะ แต่บริการที่ตรงความหมายของ Car Detailing  จริง ๆ มีน้อย และบางคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมการล้างรถแบบนี้ถึงราคาแพง (รวมเบ็ดเสร็จอาจสูงถึงหลักหมื่น) แต่สำหรับคนรักรถ Car Detailing คือบริการที่ตอบโจทย์จิตใจ ความสุขของคนรักรถนั้นเรียบง่าย เพียงได้ดูและทำความสะอาดรถก็ยิ้มไม่หุบ เหมือนที่เจ้าของร้านและรู้สึกและทำให้กลายเป็นธุรกิจจริง ๆ

ความสุขของการล้างรถ

หาใน Google คุณจะพบชื่อ เช่-อัครวิชญ์ พิริโยดม ในงานด้านดนตรีมากกว่าล้างรถแน่ ๆ

เขาคือมือเบสวง The Richman Toy จากค่าย smallroom และเป็นอาจารย์สอนดนตรีอยู่ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เช่ทำงานเป็นอาจารย์มาร่วม 15 ปี ทำวงมานานพอกัน ชื่อเสียงที่มีต่อเขาจะอยู่ฝั่งโลกดนตรีมากกว่า

แต่ใครรู้จักเขาลึก ๆ จะรู้ว่าเช่รักรถก่อนดนตรี มันเริ่มมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กกับครอบครัวที่มีเศรษฐกิจลุ่ม ๆ ดอน ๆ เมื่อใดที่ครอบครัวเริ่มมีเงิน พ่อจะออกรถมาขับ พาครอบครัวออกไปกินข้าวนอกบ้านในเย็นวันเสาร์ เมื่อเช่เห็นรถ เขาจึงเห็นทั้งความสุขในการได้ไปกินข้าวร้านโปรด และได้รู้ว่าครอบครัวเริ่มกลับมามีเงินเลี้ยงตัวเองมากขึ้น

“ประสบการณ์บนรถของผมดี พ่อชอบพาไปต่างจังหวัด ไปเป็นครอบครัว นั่งรถ Mitsubishi Station Wagon มีความสุขมาก เรารู้สึกอินเรื่องการสร้างครอบครัวมากเลย” เช่เล่า “พ่อไปต่างประเทศ พอเขากลับมาได้ เราจะออกไปกินข้าวกัน มันเลยเป็นโมเมนต์ที่ฝังใจมาก การมีรถเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง เมื่อก่อนเราไม่เคยมีรถแล้วมี ได้ไปเที่ยว ไปห้างด้วยรถคันนี้ สมัยนั้นไม่เหมือนยุคนี้ที่มีซูเปอร์มาร์เก็ตมากมาย ตอนนั้นเราไปแต่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า นั่งรถเป็นครอบครัว กินข้าวตอนเย็นวันเสาร์ บรรยากาศดีมากเลย” 

เช่เริ่มสนใจรถจากการขอพ่อซื้อหนังสือรถ ไปงาน Motor Show ซึ่งสมัยนั้นยังจัดที่สวนอัมพร เด็กชายเช่จึงได้เปิดโลกรู้จักสินค้าและอุปกรณ์รถแบบใหม่ ๆ วันหนึ่งพ่อสั่งน้ำยาเคลือบรถจากต่างประเทศ กล่องเล็ก ๆ แต่ทาแล้วทำให้รถลื่น สร้างความรู้สึกมหัศจรรย์ให้กับเด็กชายรักรถมาก หลังจากนั้นเขาก็ชอบล้างรถมาก ล้างบ่อยจนพ่อดุเพราะกลัวลูกทำรถเป็นรอย เขาหยุดล้างรถจนกระทั่งเข้าสู่มหาวิทยาลัย ได้ทำงานดนตรี เลี้ยงตัวเองจากการเล่นดนตรีตามโรงแรม จนกระทั่งมีเงินซื้อรถตัวเองถึงได้กลับมาล้างรถเองอีกครั้ง

“คนที่ชอบล้างรถ ส่วนใหญ่ไม่มีเงินแต่งรถ แต่อยากทำอะไรสักอย่างกับรถ สิ่งที่ซื้อได้ทุกเดือนก็คืออุปกรณ์ล้างรถและเคลือบสีนั่นแหละ” เขาเล่ายิ้ม ๆ

“คนชอบรถส่วนใหญ่จะชอบล้างรถ เพราะเราจะอยู่กับรถแบบทิ้งตัวกับมันได้ เป็นงานอดิเรกเหมือนอ่านหนังสือ ลองคิดดูว่าถ้ามีรถสักคันที่ชอบ มีวงล้อหรือเครื่องบางอย่างที่พิเศษ เป็นรูปทรงที่เราชอบ ขณะเดียวกันเราก็สัมผัสได้ว่าสมรรถนะดี ตอนที่เราไปวิ่งลุยโคลนแล้วกลับมาค่อย ๆ ล้างมัน นั่นเป็นโมเมนต์ที่ดีมาก แต่คนที่ชอบรถด้วยความแรง ส่วนมากรถจะเน่า ไม่ค่อยดูแล คือเขาอาจจะไม่ได้ชอบรถ แต่ชอบความเร็ว คนละแบบกัน” 

เช่ชอบสเกตช์ภาพรถ หลงใหลรูปทรง รักงานออกแบบที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรม เป็นเสน่ห์ที่ยากจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจ 

วันหนึ่งเมื่อได้วาระเหมาะสม เขาก็หาเวลาว่างจากอาชีพอาจารย์และนักดนตรี แล้วเปิดร้านล้างรถของตัวเองที่ถนนพุทธมณฑลสาย 3

ทำธุรกิจ มีเรื่องอื่นนอกจากแพสชัน

Fixed Cost ร้านล้างรถของเช่อยู่ที่ราว 120,000 บาท

พนักงาน 7 – 8 คน มีห้องเคลือบ โชคดีที่ทำเลดี ร้านของเช่มีลูกค้าไม่น้อย หาเงินมาหมุนรายจ่ายบรรทัดแรกไม่ยาก

เรื่องเดียวที่เขาพลาด คือดูเรื่องสัญญาน้อยไป พื้นที่เป็นการเช่าช่วง วันหนึ่งเจ้าของที่ดินตัวจริงมาบอกว่าทำไมไม่จ่ายค่าเช่า ทั้งที่ร้านจ่ายตรงทุกเดือน พอเขาปรับมาจ่ายค่าเช่าตรงกับเจ้าของที่ดินก็โดนเงื่อนไขเช่าปีต่อปี ไม่นานนักเจ้าของก็ประกาศขายที่ 

เช่ย้ายร้านอีกครั้ง เปลี่ยนพื้นที่อาคารธนาคารสาขาเก่าให้เป็นร้านล้างรถ หน้าตาสวยงาม แต่ทำเลไม่ดีเท่าร้านแรก เขาต้องควักเงินถมรายจ่าย หมุนไปสักพักก็เจอโควิด ธุรกิจจึงต้องปิดตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

โชคดีที่ยังมีงานอาจารย์และงานดนตรีอยู่ พอกลับมามีเงินก้อนเล็ก เช่กลับมาเปิดร้าน สานต่อความรักรถด้วยตัวเองคนเดียวที่บ้านย่านศาลายา จังหวัดนครปฐม 

ไม่เข็ดเหรอ เช่ตอบคำถามนี้ด้วยการบอกว่าไม่มีอะไรจะเสีย บ้านก็เป็นของเขาเอง ลูกค้าเก่าก็ยังมี เช่ยังมีรุ่นน้องจากร้านเก่ามาช่วย เขายกเปอร์เซ็นต์รายได้ให้รุ่นน้องเยอะจนแทบจะเป็นเจ้าของร้าน เมื่อเช่ว่างจากสอนดนตรีก็จะมาล้างรถด้วยตัวเองอีกครั้ง

เช่กล้าพูดว่าเขาบริหารร้านเก่าไม่เป็น เพราะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถนัด แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของทุกคนต้องทำ

“อย่างที่คนทำคอนเทนต์ธุรกิจพูดกันว่า ‘เจ๊งในกระดาษ’ เป็นเรื่องจริง มันคือเรื่อง Data ทำธุรกิจมีเรื่องอื่นนอกจากแพสชัน บางทีเราต้องวางแพสชันไว้เลย ไม่ต้องไปเพิ่มแล้ว ต้องสร้างความละเอียดในการทำธุรกิจด้วย เคี่ยวกับตัวเลข ไม่ใช่ว่ามีอะไรก็ไม่คิดเลย”

เช่วิเคราะห์ให้ฟังว่า ความยากของธุรกิจนี้คือ Fixed Cost วัฒนธรรมการล้างรถของไทยมาจากการล้างรถแท็กซี่ คนจึงฝังใจว่าการล้างรถต้องราคาหลักร้อย ทั้งที่จริงนี่คือธุรกิจบริการที่มีค่าแรงงาน ต้องมีราคาสมเหตุสมผลจึงจะรอด

ลองไปถามเจ้าของร้านล้างรถทุกร้าน ถ้าราคาพร้อมเคลือบ 350 บาท หรือล้างธรรมดา 150 – 180 บาท ต่อให้มีรถเข้าวันละ 30 คัน ล้างแทบตายก็ไม่เหลือเงิน ทุกร้านไม่เหลือเงินติดกระเป๋า เช่รู้เรื่องนี้มาจากการเอาเงินเดือนพนักงานทั้งหมดมาหาบัญญัติไตรยางศ์ว่า เฉลี่ยวันหนึ่งคุณต้องล้างได้เท่าไหร่ จึงจะเห็นต้นทุน ถ้าราคานี้บวกลบคูณหารช่วง Low Season ยิ่งไม่เหลือ 

เคาะตัวเลขใหม่ ราคาล้างรถธรรมดาควรจะอยู่ที่ราคา 800 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง เจ้าของธุรกิจจึงเลือกไปทำเรื่องเคลือบเซรามิก ติดฟิล์ม หุ้มสี เล่นกับนวัตกรรมดูแลรถ คนจึงจะยอมจ่าย ถ้ามาทางนี้ก็ต้องมีห้องกระจกไว้ทำงานบริการพิเศษ Margin ของธุรกิจจะอยู่ที่ห้องนี้เป็นหลัก

ความฝันที่มั่นสุดท้าย

Darren Thompson home detailing เวอร์ชันเจ้าของล้างเอง พนักงาน 1 คน รักษา Margin ไว้ได้ ราคาแพงหน่อยแต่สมเหตุสมผลกับความรู้และประสบการณ์ของเจ้าของร้านที่รักรถแต่เด็ก นอกจากนี้เขายังได้ทำงานแบบสวนทางตลาด เช่น ล้าง Car Detailing ที่เน้นเรื่องภายในรถ ทำความสะอาดละเอียดเพื่อรักษาวัสดุให้อยู่ไปนาน ๆ 

แม้ลูกค้าน้อยคนจะเข้าใจเรื่อง Car Detailing แต่เช่ไม่อยากป่าวประกาศว่าเขาเห็นคุณค่าของ Car Detailing จึงมาเปิดธุรกิจ คอนเทนต์นี้อยากเล่าเรื่องจริงว่าบางทีเขาแค่มีทางเลือกไม่มากนัก แค่ทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญ อยู่กับรถมานานมากพอ สื่อสารบ่อย ๆ ความน่าเชื่อถือก็เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องพยายามมากมาย 

ในทางกลับกัน ถ้าธุรกิจไหนสงสัยว่าทำไมลูกค้าถึงไม่เชื่อ อาจมีเหตุผลง่าย ๆ ว่าเราอยู่กับมันไม่นานพอ เข้าใจมันไม่มากพอ หากแก้ตรงนี้ได้ ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

ฝันใหญ่ต่อไปของอาจารย์ดนตรีผู้รักรถ คือการสร้างรถของตัวเอง ฟังดูใหญ่มาก แต่ด้วยเทคโนโลยีทำให้ฝันนี้มีโอกาสเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ การล้างรถที่ Darren Thompson home detailing อาจเป็นทางผ่านของสิ่งที่ใหญ่กว่าก็เป็นได้

ชีวิตบางครั้งก็มีทางเลือกไม่มาก ภาระมากมาย เช่มองว่าเขาแค่ปรับตัวตามชีวิตที่เป็น ไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องพิเศษกว่าใคร การเปลี่ยนบ้านตัวเองให้เป็นที่ล้างรถเป็นเพียงธุรกิจหนึ่ง แต่สิ่งที่มอบให้ชีวิตเขา คือได้อยู่กับรถที่รัก ได้ใช้ทักษะที่ทำมานาน ได้มีความสุข และถ้าลูกค้าเจ้าของรถยิ้มไม่หุบเมื่อเห็นรถเพิ่งล้างเสร็จ เขาก็ดีใจ

หลักการพื้นฐานของธุรกิจบริการ คือทำให้ลูกค้ามีความสุข

สุขใจ เหมือนที่เช่เคยรู้สึก เมื่อได้ออกไปกินข้าวนอกบ้านในเย็นวันเสาร์ด้วยรถ Mitsubishi Station Wagon ในความทรงจำคันนั้น

Lessons Learned

  • อย่าสนใจแต่แพสชัน ดูตัวเลขด้วย คิดต้นทุนดี ๆ
  • ถ้าราคาตลาดไม่สมเหตุสมผล ทางออกคือเพิ่มบริการที่พรีเมียมขึ้น ในราคาที่คนยอมจ่าย ธุรกิจอยู่รอด 
  • ระวังการเช่าช่วง ดูสัญญาดี ๆ แม้จะเป็นคนสนิทกันก็ตาม

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล