23 มิถุนายน 2025
2 K

เราเป็นคนแบบไหน ก็จะดึงดูดคนแบบเดียวกันเข้ามา ธุรกิจก็เช่นกัน

เรานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาระหว่างการสนทนากับ เอิร์ท-พลานนท์ จันทร์เซียน ผู้ก่อตั้ง ‘Curve Studio’ ที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันที่เครียดจากงานประจำ จึงหาอะไรทำเป็นงานอดิเรกใหม่ แล้วค้นพบสิ่งที่ใช่ กลายเป็นชิ้นงานลายเซ็นชัด จนดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่คล้ายกันเข้ามาได้อย่างเหนียวแน่น

ลายเซ็นที่ว่ามาจากแนวคิด ‘Perfectly flawed, Naturally detailed.’ การยอมรับธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ว่างดงามในแบบของมันเอง สวนตู้ของเขาจึงไม่เน้นดัดแปลงให้สวยอย่างใจ แต่จัดแต่งด้วยความเข้าใจธรรมชาติ ทั้งสวนขวด ตู้กระจกจำลองป่าขนาดย่อม ไปจนถึงระบบนิเวศจำลองที่เป็นบ้านของสัตว์เลื้อยคลานได้ ซึ่งมีทั้งบริการรับทำและจัดเวิร์กช็อป ไปจนถึงการทำ Artificial Plant สำหรับเช่าตกแต่งสถานที่ แถมยังมีลูกค้าบินไกลจากต่างแดนมาเรียนที่นี่อีกด้วย

Curve Studio จึงนับว่าเป็นกรณีศึกษาของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่เติบโตด้วยความสุขและความเข้าใจตัวเอง แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็ผ่านชีวิตที่เป็นมนุษย์เป็ดมาอย่างยาวนาน

ค้นพบความชอบ จากความกลัว

ตั้งแต่สมัยเรียนจนทำงาน เอิร์ทลองผิดลองถูกมาหลายอย่าง ทั้งคอมพิวเตอร์ ถ่ายภาพ ทำกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ ก็ยังไม่พบงานที่ใช่ ยิ่งเปลี่ยนบทบาทไปเป็นพนักงานออฟฟิศยิ่งรู้สึกห่างจากความเป็นตัวเองเข้าไปใหญ่

“เราเป็นคนขี้เบื่อ” เอิร์ทให้เหตุผลที่เขาอึดอัดกับงานประจำ ยิ่งเจอความเครียดจากการทำงานมากเท่าไหร่ เขายิ่งอยากวิ่งหนีไปหาสิ่งใหม่มากเท่านั้น เอิร์ทจึงลองหางานอดิเรกเผื่อจะต่อยอดไปเป็นงานประจำได้ ตั้งแต่เรียนทำกาแฟ ปั้นดินเผา เหลางานไม้ แต่ยังรู้สึกว่า ‘ไม่ใช่’ จนในที่สุดก็ลองทำในสิ่งที่เคยไม่ชอบอย่าง ‘การจัดสวนขวด’

ก่อนหน้านี้เขาไม่อยากแตะต้องต้นไม้เพราะกลัวสัตว์เลื้อยคลาน แต่เมื่อได้ลองทำสวนขวด สัมผัสสัตว์เลื้อยคลาน ศึกษาเรื่องธรรมชาติรอบตัว ก็พบว่าความกลัวนั้นเป็นเพียงความคิดมาตลอด แถมยังสนุกกับการจัดสวนขวดมากขึ้นทุกวัน

จากงานอดิเรกจึงค่อย ๆ ขยับขยายมาทำขายให้คนรู้จัก บวกกับช่วงนั้นมีเจ้าใหญ่ในตลาดไม่มากนัก จึงพอมีช่องว่างให้ได้ขายตามบูทในงานต่าง ๆ เมื่อเห็นความเป็นไปได้ เอิร์ทจึงตัดสินใจโบกมือลางานประจำมาทำสวนขวดอย่างเต็มตัว

ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

สวนตู้ของ Curve Studio ในยุคแรก ๆ คือสวนขวดใบจิ๋วสะอาดสวยที่เราเห็นได้ทั่วไป แล้วค่อย ๆ ศึกษาอย่างลงลึกขึ้น

จากดูยูทูบสู่การลงคอร์สเรียน จากสวนขวดใบเล็กขยายมาเป็นตู้ใบใหญ่

และในที่สุดก็ค้นพบสไตล์ของตัวเอง

“เราไม่ชอบให้มันเนี้ยบ” เอิร์ทเอ่ยถึงจุดตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง จากเดิมที่พยายามทำความสะอาด จัดแจงให้สวย พยายามกำจัดและป้องกันแมลง แต่เขากลับรู้สึกว่านั่นไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต แม้กระทั่งตัวเขาเอง

เอิร์ทจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากการขายสวนขวดแบบเดิมมาเปิดสตูดิโอเล็ก ๆ ของตนเองที่มีทั้งบริการรับทำและจัดเวิร์กช็อปที่เน้นความเข้าใจธรรมชาติและลงลึกมากขึ้น โดยมีทั้งสวนขวดและตู้เลี้ยงต้นไม้ (Terrarium) ตู้จำลองพื้นที่ที่มีทั้งบนบกและในน้ำ แต่สัดส่วนน้ำน้อยกว่าดิน (Paludarium) และตู้จำลองที่ใส่สิ่งมีชีวิตเข้าไปด้วย (Vivarium)

“ในความคิดเห็นของผม Vivarium รูปแบบ Bioactive 100% เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดแล้ว เพราะในตู้ต้องมีตั้งแต่เชื้อราไปยันห่วงโซ่อาหารสุดท้าย ให้วนเวียนเกิดอยู่ในนั้นด้วยตัวเอง ซึ่งผมกำลังพยายามศึกษาให้ถึงจุดนั้น โดยงานของผมบางชิ้นก็มีติ่ง Vivarium แบบ Bioactive เช่น ในกรณีที่เลี้ยงกบก็มีการจัดพื้นที่หลบซ่อน ที่อยู่อาศัย อุณหภูมิ ความชื้น ให้เหมาะกับชนิดของกบ แล้วใส่สิ่งมีชีวิต เช่น Springtail, Isopod เพื่อกินขี้กบ ซากใบไม้ เปลือกไม้ที่ย่อยสลาย จึงลดการดูแลได้โดยไม่ต้องหนีบออก” เอิร์ทอธิบาย

เมื่อเราเปลี่ยน ลูกค้าก็เปลี่ยน

เมื่อตัดสินใจเปลี่ยนทิศ วิธีทำธุรกิจจึงเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เอิร์ทเลิกทำสวนขวดจิ๋วไปออกบูท เพราะไม่ถนัดการสต็อกของจำนวนมาก จากที่เคยสื่อสารกับลูกค้าว่าดูแลง่าย ก็เปลี่ยนมาสื่อสารว่าควรพร้อมดูแลในระดับหนึ่ง

“บางทีการใช้ขอนไม้ในสวนตู้มีโอกาสเกิดเชื้อรา 80 เปอร์เซ็นต์แต่เราเลือกเพราะชอบ ซึ่งก็ต้องหาวิธีแก้ด้วยระบบนิเวศของมันเอง เช่น เอาแมลงบางชนิดใส่ลงไปเพื่อกินเชื้อรา ใบไม้ที่มันเน่าเสีย ซึ่งเราบอกลูกค้าก่อนอยู่แล้ว”

เส้นทางนี้ทำให้กลุ่มลูกค้าเก่าของ Curve Studio ค่อย ๆ หายไป แต่ก็ทำให้มีกลุ่มใหม่ ๆ ที่หลงใหลสวนตู้ที่ไม่สมบูรณ์แบบและพร้อมจะดูแลในระยะยาว

“สวนตู้แบบ Made to Order ชุดมาตรฐาน เรามีวิดีโอส่งให้ทุกคนเลยถ้าคุณอยากจะทำเอง ทั้งวิธีเปลี่ยนต้นไม้ วิธีทำความสะอาดตู้ หยิบออกยังไง แต่ถ้าคุณไม่พร้อม ผมก็เปลี่ยนให้ในราคา Made to Order เราช่วยทำให้ลูกค้าได้ เพราะทำอะไรลงไปเราก็ต้องรับความเสี่ยงตรงนั้นด้วยตัวเอง แต่ส่วนมากตู้ที่ส่งให้ลูกค้า เราปล่อยให้มันเซตอัปตัวเองอย่างน้อย 2 – 3 สัปดาห์ก่อน จึงต้องเป็นกลุ่มลูกค้าที่เขารอได้

“พอเส้นทางลึกลงมาเรื่อย ๆ เลยบีบให้ลูกค้าน้อยลง ค่อย ๆ เป็นรูปแบบคนต่อคน เวิร์กช็อปเลยเป็นแบบนั้นไปด้วย เพราะเราไม่ถนัดสอนทีละหลาย ๆ คน แต่ปีนี้เราจะเริ่มมีเวิร์กช็อปกลุ่มเล็ก ๆ บ้างแล้ว”

แต่ในความเฉพาะกลุ่ม ลูกค้าของ Curve Studio กลับมีที่มาหลากหลายเกินคาด ตั้งแต่ลูกค้าที่นักบำบัดแนะนำมา เพราะเห็นว่าเป็นเวิร์กช็อปส่วนตัวในบรรยากาศเงียบสงบ คนที่ชอบเลี้ยงต้นไม้แต่มีคำถามคาใจต้องการคนมาแลกเปลี่ยนข้อสงสัย คุณหมอที่หางานอดิเรกทำแก้เครียด กลุ่มคนที่อยากต่อยอดเป็นอาชีพ องค์กรที่อยากสานสัมพันธ์รวมกลุ่มกันมาช่วยกันจัดตู้เดียว คนที่เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน ไปจนถึงลูกค้าที่บินมาเรียนจัดสวนตู้จากแดนไกล ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกลายเป็นมิตรภาพใหม่ ๆ ที่เติมเต็มให้งานสนุกไปอีกแบบ

“สิ่งที่สำคัญกับคนทำธุรกิจนี้คือความจริง สมมติถ้าคุณโทรมาว่าอยู่คอนโดแล้วอยากทำตู้ ก่อนจะคุยเรื่องราคา ผมจะถามเขาก่อนว่าสถานที่เลี้ยงของคุณเป็นแบบไหน ติดแอร์ไหม ห้องร้อนหรือไม่ร้อน พฤติกรรมคุณเป็นคนยังไง ทำให้เราขายของยาก แต่เราก็อยากคุยอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณจะชอบและเลี้ยงได้ หารูปแบบที่จะเหมาะกับคุณ เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์ เราทำไปแล้วสวย เพราะเราอยู่บ้านทั้งวัน เลี้ยงมันทั้งวัน แต่สภาพแวดล้อมในบ้านเขาอาจจะไม่ใช่แบบนั้น เข้าใจว่าต้องเน้นขาย แต่การได้คุยกันก่อนก็ทำให้เราสบายใจมากกว่า”

รู้ว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอลอง

แม้จะมีลูกค้าหลายแบบ แต่ความเสี่ยงของงานประเภทนี้คือความไม่แน่นอน

หนึ่ง คือวัตถุดิบที่ไม่แน่นอน เพราะทำงานกับธรรมชาติ บางฤดูกาลจึงหาต้นไม้แบบเดิมได้ยาก รวมทั้งต้นทุนทางเวลาที่ไม่แน่นอน งานสร้างสรรค์เกิดขึ้นตามชั่วโมงที่คำนวณเอาไว้ไม่ได้เสมอไป

“บางทีซื้อของจากความชอบด้วย ทางธุรกิจด้วย และบางทีจะเผลอหักล้างในหัวตัวเองว่าไม่เป็นไร แม้แต่สภาพอากาศก็มีผลต่องานประเภทนี้เหมือนกัน วัตถุดิบที่ใช้ประจำ บางช่วงอาจจะไม่มีเลยก็ได้ เราต้องไปหามาเองให้ได้หรือต้องปรับงานโดยไม่ทิ้งอัตลักษณ์ จึงเป็นทั้งความสนุกและอุปสรรคที่ต้องรับมือให้ได้”

สอง คือลูกค้าที่ไม่แน่นอน ราวกับงานฟรีแลนซ์ที่ตอบไม่ได้ว่าจะมีคนจองเวิร์กช็อป สั่งทำตู้เข้ามามากน้อยแค่ไหน หรือสะดวกเข้ามาเมื่อไร จึงต้องอาศัยการวางแผนเวลาและการเงินอย่างรอบคอบ รวมทั้งอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งพอในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ และในแง่ธุรกิจ จึงต้องกระจายความเสี่ยงผ่านบริการที่หลากหลาย เช่น หาพันธมิตรร่วมจัดเวิร์กช็อปไปด้วยกันเพื่อขยายกลุ่มลูกค้า การเปิดเวิร์กช็อปแบบกลุ่มเล็ก สำหรับคนที่อยากจัดสวนตู้เป็นงานอดิเรกหรือทดสอบความชอบของตัวเอง ไปจนถึงการทำ Artificial Plant สำหรับเช่าตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ 

แม้กำไรในเชิงตัวเลขอาจไม่หวือหวา แต่ก็พอดีกับชีวิตที่เขาต้องการ และที่สำคัญคือกลายเป็นงานที่คนขี้เบื่ออย่างเขาไม่เคยเบื่อเลยสักวัน

“เราสนุกกับการได้ซื้อวัตถุดิบ การได้เลือกขอนไม้ เลือกซื้อมอสส์มาพักฟื้นก่อนเอามาใส่งานให้ลูกค้า บางครั้งเก็บไว้เองไม่ให้ใคร ชอบความรู้สึกของการได้จัดวางในตู้ แม้กระทั่งเวลาเครียด วิธีคลายเครียดของเราก็คือการย้อนกลับมาจัดสวนอยู่ดี เราไม่เคยอยากทิ้งเลย เครียดก็รดน้ำต้นไม้ หยิบขวดมานั่งทำเล่นสักขวดหนึ่ง หรือไม่ก็จัดตู้ใหม่เผื่อคิดอะไรออก กลายเป็นว่ามันเยียวยาเราไปเองโดยที่ไม่รู้ตัว เลยคิดว่างานนี้มันคงเป็นตัวเราสุด ๆ แล้วล่ะ”

Facebook : Curve Studio

Lessons Learned

  • หาอัตลักษณ์ตัวเองให้เจอ แล้วคุณจะเจอลูกค้าที่เข้าใจ
  • ควรคำนวณต้นทุนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ไม่แน่นอน
  • ทักษะการฟังเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

ภรัณยู วรรณศรีพิศุทธิ์

นักศึกษาเอกญี่ปุ่นจากมหาสารคาม สนใจภาพถ่าย ชีวิตขับเคลื่อนด้วยเสียงเพลง อยากมีเงินไปมิวสิกเฟสติวัลเยอะๆ