ในวัย 52 ปี โจ-กาสิน คำภูมี เป็นเชฟที่ทำงานตั้งแต่ก่อนรุ่งสางจนถึงค่ำคืนดึกดื่น อบขนมปังด้วยความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงไม่ต่างกับวัยรุ่น พร้อมเดินออกมาทักทายลูกค้าด้วยตัวเองอยู่เสมอ บ่อยครั้งเขามักเสิร์ฟขนมปังให้ได้ชิมจนคนหุบยิ้มไว้ไม่ได้
เขาคือเจ้าของ ‘Conkey’s Bakery’ ร้านเบเกอรีย่านเอกมัยที่ใส่ใจทุกรายละเอียด สอดคล้องกับคำบรรยายของร้านที่ระบุไว้ว่าเป็น Artisanal Bakery

ทั้งขนมปังซาวร์โดและเบเกอรีนานาชนิดที่อบสดใหม่ กลิ่นหอมกรุ่น กรอบ เหนียว นุ่ม รสชาติตราตรึงใจไม่ซ้ำใคร จากกระบวนการทำที่ใช้เวลาอย่างพิถีพิถันข้ามวันข้ามคืน และวัตถุดิบคุณภาพดีที่คัดสรร
โจเป็นเชฟที่เข้าใจในธรรมชาติของขนมปัง ทุกรายละเอียดมีคำอธิบาย แถมยังจดจำลูกค้าได้เป็นอย่างดีราวมิตรสหาย
ในทางธุรกิจ เขาส่งขนมปังให้ร้านอาหารระดับมิชลิน คาเฟ่ชื่อดัง โรงแรม 4 – 5 ดาว รวมแล้วเป็นหลายพันแห่งในแต่ละสัปดาห์ ด้วยพนักงานครัวไม่ถึง 10 คนที่อยู่กันมานานหลายปีอย่างมีความสุข
และ Conkey’s Bakery มีผลประกอบการที่น่าพึงพอใจ ได้รับความรักที่มากล้นจากลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ ยืนระยะอยู่ได้นานกว่า 15 ปี จะขยายกว่านี้ก็ได้ แต่เท่านี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ชีวิตแล้ว

ทั้งหมดนี้อาจเป็นภาพชีวิตและความสำเร็จของธุรกิจที่หลายคนใฝ่ฝันถึง แต่ในยุคที่คนกล่าวว่าร้านอาหารและเบเกอรีมีอยู่จนล้นตลาดและแข่งขันกันอย่างดุเดือด ลำพังการอยู่ให้รอดก็อาจยากเย็นมากแล้ว เขาทำเรื่องเหล่านี้ด้วยหัวใจที่สงบนิ่งได้อย่างไร
จริง ๆ คงไม่มีสูตรลับอะไรตายตัวหรอก โดยเฉพาะสำหรับการทำร้านเบเกอรีที่ทำงานแบบช่างฝีมือ แต่นี่อาจเป็นเพียงแนวทางการทำธุรกิจหนึ่งที่ใช้หัวใจขับเคลื่อน น่าสำรวจและนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงใด
ถ้าพร้อมแล้ว ขอชวนเดินเข้า Conkey’s Bakery ร้านเบเกอรีที่มีเรื่องราวมากมายมาแบ่งปันไปด้วยกัน
A Right Start (er)
ชีวิตของโจไม่ได้ออกสตาร์ตด้วยความเพียบพร้อม
“เราเป็นเด็กอุบลราชธานี คุณพ่อเสียตั้งแต่อยู่ ป.1 คุณแม่ต้องเลี้ยงลูก 7 คน เลยช่วยแม่ทำงานขายของมาตั้งแต่เด็ก ทำขนมรังผึ้ง ข้าวต้มมัด เดินขายตามทางรถไฟ หัดบีบทำเส้นขนมจีนขายเอง เรียนจบ ป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อเพราะไม่มีเงิน จำได้ว่าตอนอายุ 12 ปีร้องไห้ตอนนั่งรถไฟมาทำงานที่กรุงเทพฯ”
แม้ต้นทุนชีวิตอาจไม่เป็นดั่งใจฝัน แต่สิ่งที่เขามีไม่ขาดเลย คือความมุมานะ
เริ่มจากการทำงานเป็นเด็กล้างจานที่ร้าน 13 เหรียญ ด้วยประสบการณ์การทำอาหารขายและความขยันเรียนรู้ เมื่อเชฟประจำร้านลา โจช่วยทำอาหารเสิร์ฟแทนที่ได้จนเจ้าของร้านเห็นแวว เปิดโอกาสให้เขาได้ทำพิซซ่า พาสต้า ขยับไปอยู่หน้าเตา จนต่อมาได้ดูแลทีมครัวกว่า 30 ชีวิต

เมื่อเติบโตขึ้น โจไปทำงานสายโรงแรม ฝึกปรือฝีมือทั้งการบริการและการทำอาหารนานาชาติจนเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะอิตาเลียน จีน เวียดนาม กรีก บางช่วงเขาก็ทำ 2 – 3 งานจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
“คนอื่นอาจต้องทำร้อย แต่เรารู้ว่าเราต้องทำเกินร้อย เป็นช่วงสู้ชีวิต แต่สนุกและเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก”
เมื่อคนฝึกฝนตนจนพร้อม หนทางใหม่ก็เปิดขึ้น

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโจ คือการพบกับ Michael Conkey ชาวออสเตรเลียที่เปิดบริษัทโปรดักชันเฮาส์ ทำงานตัดต่อและผลิตงานโฆษณาที่ไทย เขาเห็นฝีมือการทำอาหารและความรักในงานบริการของโจ จึงชวนมาทำงานเป็น Customer Service ดูแลลูกค้า ผู้กำกับ และแขกคนสำคัญที่มาติดต่องาน ดูการตัดต่อโฆษณาที่บริษัทย่านเอกมัย หรือตำแหน่งของร้าน Conkey’s Bakery ในปัจจุบัน
นอกจากประสานงาน โจยังได้ทำอาหารเสิร์ฟแขก ทำเลี้ยงกองถ่าย จนเป็นที่รักของผู้คน และ Conkey เห็นว่าโจต้องเดินทางเยอะ ทำงานหนัก จึงชวนโจมาพักอาศัยที่บ้านและรับโจเป็นลูกบุญธรรม
“คุณพ่อเป็นคนที่สนับสนุนและผลักดันเรามาโดยตลอด ถ้าไม่มีท่าน เราก็ไม่มีทุกวันนี้”
ในช่วงวัย 20 โจมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเยอะ ไม่ว่าจะไปส่งเทปโฆษณาที่สิงคโปร์ มาเลเซีย ไปอยู่อาศัยในฟาร์ม เปิดร้านเบเกอรีที่ซิดนีย์ เขาได้เห็นโลกที่กว้างไกลขึ้น ได้ลิ้มลองอาหารและเบเกอรีที่หลากหลาย สั่งสมเป็นประสบการณ์ กลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต
โดยเริ่มจากสตาร์ตเตอร์ที่เรียกว่าความพยายามและเอาใจใส่


Artisanal Bakery
“สมัยไปทำงานที่ซิดนีย์ มีร้านเบเกอรีให้ไปลองเยอะมาก และมีโอกาสได้ทำขนมปังกินเองตลอด แต่พอกลับมาไทย ในเวลานั้นยังมีไม่กี่ร้านที่ทำซาวร์โดขาย เลยคิดว่าน่าจะลองทำเองดู” โจกล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่เขาเลือกทำขนมปังเป็นอาชีพ
ในวันนี้ขนมปังซาวร์โดเป็นที่นิยมมากขึ้นในไทย ด้วยความเข้าใจในรสชาติที่มีมากขึ้น และสรรพคุณที่เป็นมิตรกับสุขภาพ มีพรีไบโอติกส์ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยเรื่องการย่อยและชะลอการดูดซึมน้ำตาล
แต่เมื่อ 15 ปีก่อน คนอาจยังไม่คุ้นเคยกับขนมปังที่เหนียว เปรี้ยว ไม่เหมือนขนมปังในท้องตลาดทั่วไป การทำสิ่งนี้ในยุคสมัยนั้นจึงเหมือนเป็นการลองตลาดใหม่
“ตอนแรกเรายังมีแค่เตาเล็ก ๆ ลองวาดแบบให้ช่างช่วยทำดินเผาไว้สำหรับอบขนมปังขึ้นมา เลี้ยงยีสต์เอง ทำง่าย ๆ ก่อน เสิร์ฟลูกค้าที่มาดูงานผลิตโฆษณา ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดี คนชอบ พอไปออกงานบูท ออกตลาด คนก็ต่อแถวรอซื้อจนหมด”
เมื่อเห็นว่ามีตลาด ด้วยความมุ่งมั่น โจตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจัง ไปเรียนที่เมืองแห่งซาวร์โดอย่างซานฟรานซิสโก และนำ Starter หรือหัวเชื้อ กลับมาดูแลต่อที่ไทยจนถึงปัจจุบัน โดยได้รับการผลักดันและสนับสนุนเป็นอย่างดีจากคุณพ่อ Conkey ที่คุ้นเคย ชื่นชอบการทำเบเกอรีอยู่แล้ว และร่วมกันคิดสูตรขนมปังที่หลากหลาย

พวกเขาเลือกการใช้ยีสต์ธรรมชาติที่ปราศจากการแต่งเติม นำมาเลี้ยง หมัก ผ่านกระบวนการต่าง ๆ อย่างตีแป้ง พับและพักโด เติมส่วนผสมต่าง ๆ ที่คัดสรรเป็นอย่างดี
เช่น ใช้แป้งสาลีไม่ฟอกสีจากเยอรมนี เก็บรักษาให้เหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรา
ใช้ฟิก วอลนัท แอพริคอต อินทผลัม ลูกเกด ผสมด้วยป๊อปปี้ซีด และงาขาว รวมประโยชน์จากผลไม้เหล่านี้มาทำเป็น Fruit Bread หวานอร่อยจากธรรมชาติ
ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รีจากราชบุรีที่หอมนุ่ม ทำเป็น Riceberry Sourdough Bread
ใช้มะกอกคาลามาตาจากกรีซ ดองไว้จนเปรี้ยวชื่นใจได้ที่ มาทำเป็น Olive Sourdough Bread ที่ลองครั้งหนึ่งแล้วจะไม่ลืมรสชาติเลย

กว่าจะได้ขนมปังแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง และลงรายละเอียดในทุกกระบวนการ ทั้งเลี้ยงยีสต์ ผสม ตี พับ พักโด อบ เพื่อให้ได้ทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัส ความหนึบ ความหอมที่ต้องการ โดยอาจปรับเปลี่ยนการดูแลไปตามสภาพแวดล้อมของแต่ละรอบการผลิตด้วย เป็นการผลิตแบบช่างฝีมือหรือ Artisan ที่มีเคล็ดลับเฉพาะตัว ไม่ได้ทำได้เหมือนกันเป๊ะในแต่ละรอบแบบงานอุตสาหกรรม
“การทำขนมปังแบบนี้เหมือนงานศิลปะ แม้เป็นสูตรเดียวกัน แต่คนทำคนละคน คนละวัน ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่าง ขึ้นอยู่กับอากาศ แป้ง น้ำ หรือแม้แต่น้ำหนักมือที่แตกต่างกันก็ทำให้ได้ขนมปังที่ไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องที่เราต้องทดลอง เรียนรู้อยู่ตลอด”
“จริง ๆ ก็เหมือนงานโปรดักชันที่เคยทำมา คือต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความใส่ใจ”
เมื่อใช้เวลาทำขนมปังมากขึ้น โจและ Conkey ตัดสินใจปิดกิจการโปรดักชันเฮาส์ หันมาทำเบเกอรีแทนในสถานที่เดิม โดยตั้งชื่อร้านเป็นเกียรติแก่คุณพ่อที่เลี้ยงดูเขามา และใช้เวลา 3 ปีแรกของการเปิดร้านเรียนรู้ทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงงานบริหารธุรกิจด้วยตัวเอง ก่อนสร้างระบบ ขยายทีม และขยายไลน์สินค้าให้หลากหลายขึ้น เช่น พิซซ่า ครัวซองต์ พาย เบอร์เกอร์ ซึ่งในทุกการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โจจะนำมาแจกให้ลูกค้าชิมและรับฟังความคิดเห็นก่อนเสมอ
“กระบวนการพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราไม่ลงรายละเอียดเองก่อน ปล่อยให้คนอื่นทำ ไม่ได้ดูแล อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ ที่สำคัญคือการทำเพื่อหาจุดยืน จุดเด่นของตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำตามใจฉัน แต่มองเห็นว่าลูกค้าและตลาดต้องการอะไร โชคดีที่มีคนช่วยเราชิมและแนะนำเยอะมาก ทำให้เรารู้ว่าควรทำแบบไหนถึงถูกใจ”
“ทุกวันนี้คนเรียนเบเกอรีเยอะมากขึ้น เปิดร้านที่ขายอะไรเหมือนกันเยอะขึ้นและอาจอยู่ได้ไม่นาน เพราะว่าแข่งกันเอง พยายามเอาชนะกัน แต่การคิดแบบนั้นอาจตัดพลังที่ดี ๆ ของเรา ถ้าเราเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ลูกค้าต้องการอะไร ไม่จำเป็นต้องทำเยอะ ขายเป็นร้อยอย่างแข่งกับใครก็ได้นะ แค่ขายสิ่งที่พิเศษจริง ๆ ที่คนต้องการและเป็นตัวตนของเรา มันจะขายได้ด้วยตัวเอง และเราอยู่ได้อย่างมีความสุข”

คิดเช่นมิตร
หากบอกว่า Conkey’s Bakery เป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่สำคัญของไลน์ขนมปังในโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่คนรู้จักและคุ้นเคย ก็คงไม่เกินจริงไปนัก
สาเหตุที่ Conkey’s Bakery มีลูกค้าส่วนนี้รวมกันกว่าพันแห่งอย่างยาวนาน อาจเป็นเพราะโจไม่ได้ขายแค่สินค้าเท่านั้น แต่เขาดูแลเอาใจใส่แต่ละที่แบบเพื่อนคู่คิดของธุรกิจ
“ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรมแต่ละแห่ง มีความต้องการขนมปังที่ไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นขนมปังแบบเดียวกันก็อาจต้องการต่างกัน ไม่ว่าจะเรื่องรูปทรง สี ความนุ่ม ระดับการอบ การนำไปใช้ในเมนูที่ต่างกัน เราจะถามความต้องการ ส่งตัวอย่างใหม่ให้ได้ชิมอยู่เรื่อย ๆ เพื่อรับฟีดแบ็กว่าลูกค้าของเขาชอบแบบไหน ดีกว่าที่เขาซื้อขนมปังของเราไปเยอะ ๆ แล้วขายไม่ได้
“เรายินดีปรับแก้ไขให้ตรงความต้องการ ช่วยกันคิดว่าทำแบบนี้ดีไหม แบบไหนน่าจะขายดี ช่วยสำรวจตลาดให้ว่าทำอย่างไรจะแตกต่างจากร้านอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้กัน ทำอย่างไรให้ไม่เกิดของเสีย เอาส่วนต่าง ๆ จากการผลิตของขนมปังไปทำอะไรได้อีกบ้าง เช่น ทำเป็นพิซซ่า ทำเป็นกรูตอง ตัวไหนขายได้น้อยหน่อยก็ปรับจำนวน ปรับรอบการส่งให้ไม่ต้องสต็อกเยอะ เป็นความตั้งใจในการดูแลกันแบบพาร์ตเนอร์”
ไม่ว่าจะร้านเล็กใหญ่ โจยินดีนั่งคุยให้เวลา ให้คำปรึกษาเพื่อถ่ายทอดความรู้ ถ้าเป็นกิจการที่ทำด้วยกันมานานก็มีการอัปเดตกันเป็นระยะ ถึงเป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ ออร์เดอร์ยังไม่เยอะก็ยินดีให้คำแนะนำ หากสะดวกก็อาจมีไปช่วยเซตอัปที่ร้านให้ด้วย ไม่เคยหวงความรู้ เปิดหลังบ้านให้ดูได้อย่างเต็มที่ ด้วยความเชื่อว่าการค้าขายที่สำเร็จคือการได้เติบโตไปด้วยกัน
ในทางธุรกิจเอง บริการนี้ทำให้ Conkey’s Bakery มีออร์เดอร์ล่วงหน้าและรายได้เป็นประจำอย่างแน่นอน บริหารจัดการการผลิตได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงยังตอบโจทย์กับลูกค้าได้
“เราพยายามทำราคาที่จับต้องได้ เพราะถ้าคิดต้นทุนให้ร้านอาหารแพง ร้านอาหารก็ต้องบวกราคาเพิ่มขึ้นเพื่อขายลูกค้าอีก อาจทำให้เข้าถึงยาก สุดท้ายร้านอาหารอาจจะอยู่ไม่ได้ แต่แน่นอนว่าเราต้องมีกำไรบ้างเพื่ออยู่ได้ ซึ่งการมีปริมาณที่เยอะมากพอจะช่วยเราในส่วนตรงนี้ได้ แต่เราไม่ได้คิดว่าต้องทำให้ได้เยอะที่สุด เราประเมินว่าแค่ไหนคือพอดี ความพอดีนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเลย”
เป็นเหตุให้ Conkey’s Bakery อาจปฏิเสธการทำส่งลูกค้าไปบ้าง ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำให้ แต่เป็นการรักษาจุดยืนของตัวเอง
“ขอโทษจริง ๆ ที่อาจปฏิเสธลูกค้าไปบ้าง แต่เราประเมินจากกำลังการผลิตและคุณภาพที่ต้องควบคุมให้ได้ เราไม่ได้อยากค้าขายเพื่อกำไรเฉย ๆ แต่อยากได้ดูแลร้านต่าง ๆ เป็นพาร์ตเนอร์ที่ร่วมกันส่งความสุขดี ๆ ให้ลูกค้า”
เมื่อดูแลกันอย่างดี ไม่แปลกที่ร้านต่าง ๆ จะรักและอยู่กับ Conkey’s Bakery มาอย่างยาวนาน

สร้างมืออาชีพ
ในการผลิตขนมปังวันละหลายร้อยกิโลกรัม เป็นพัน ๆ ชิ้นนี้ Conkey’s Bakery มีพนักงานครัวทั้งหมด 7 คน ซึ่งต่างอยู่กันมานานระดับ 5 – 10 ปีขึ้นไป
“พนักงานที่นี่ไม่ได้เริ่มการฝึกฝนจากการบอกว่าทำขนมปังสูตรนี้ต้องใส่อะไรบ้าง แต่เราให้ตีโดสูตรหนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ถึงจะได้ตีโดตัวใหม่” โจเล่าถึงวิธีการฝึกพนักงานเมื่อเริ่มต้น
เพราะพวกเขาต้องรู้ได้ด้วยตัวเองว่า หากวันนี้อากาศเย็นหรือร้อนกว่าปกติ มองด้วยตา สัมผัสด้วยมือแล้วควรปรับเปลี่ยนการดูแลขนมปังอย่างไรให้ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งอาศัยความเข้าใจในพื้นฐานและธรรมชาติของขนมปัง ไม่ใช่การจดจำสูตรที่ตายตัว
หลายคนไม่ได้มีต้นทุนชีวิตสูง อาจไม่ต่างอะไรจากจุดเริ่มต้นของโจ เขาจึงเข้าใจและดูแล ให้โอกาส ฝึกฝนเหมือนช่างฝีมือมืออาชีพ ได้ทำงานที่หลากหลาย จนหมุนเวียนกันทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านได้หมด คอยช่วยแนะนำและเปิดพื้นที่ให้พูดคุยว่ากำลังเจอปัญหาอะไร อยากพัฒนาอย่างไรต่อ และสนับสนุนเรื่องการเรียนต่อ เพื่อให้เติบโตได้ดีที่สุดและมีความสุขในการทำงาน

ด้วยระบบการดูแลพนักงานที่ทำให้มีพื้นฐานแข็งแรง เข้าใจสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงบริหารจัดการออร์เดอร์ที่มากมายขนาดนี้ในแต่ละวันได้อย่างเป็นระบบ
“สิ่งสำคัญคือการส่งต่อความรู้และสร้างอาชีพ” โจกล่าวถึงเรื่องที่เขาให้ความสำคัญเสมอมา
นอกจากพนักงานแล้ว Conkey’s Bakery จึงเปิดโอกาสให้คนเข้ามาเรียนรู้ ฝึกฝนการทำงาน และโจออกไปสอนทำเบเกอรีกับคนที่ต้องการโอกาสนี้ภายนอกร้านอยู่เป็นระยะ เป็นอีกจุดมุ่งหมายหนึ่งของชีวิตของเขาที่เหนือไปกว่าธุรกิจ
“เรารู้ว่าความรู้นี้เป็นประโยชน์กับชีวิตคนได้ อาจนำไปทำค้าขาย ส่งตัวเองเรียนต่อ มีอาชีพ พอเห็นคนประสบความสำเร็จ มีความสุข มีชีวิตที่ดีขึ้น เราก็มีความสุขไปด้วย เป็นพลังในการทำงานแบบหนึ่ง” โจกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ความสำเร็จของชีวิต
“ไม่เบื่อเลย” โจตอบคำถามว่าทุกวันนี้รู้สึกอย่างไรกับกิจวัตรของชีวิตที่ต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่ตี 2 – 3 นอน 4 – 5 ทุ่ม และวนเวียนอยู่กับการทำขนมปังทุกวี่ทุกวัน จนแขนมีร่องรอยความร้อนจากเตาอบที่เห็นเด่นชัด
“การนอนน้อยไม่ดีต่อร่างกายเท่าไหร่ นี่อาจจะไม่ใช่ชีวิตที่ดี แต่ทุกวันนี้เรามีความสุขจากการได้ทำทุกวันให้ดีที่สุด ได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้า เห็นคนซื้อไปฝากคนที่รัก ลูกค้ากลับมาหาเราตลอด 14 ปีที่ผ่านมา เห็นร้านอาหารที่เติบโตไปได้ด้วยดี เรารู้สึกว่านี่คือชีวิตที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ แล้ว”
หลังจากขยายการให้บริการกับลูกค้าร้านอาหารมาเป็นเวลานาน โจคิดว่าช่วงนี้พร้อมที่จะขยายหน้าร้านเพื่อไปอยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้น คาดว่าแฟนคลับจะได้ยินข่าวดีเร็ว ๆ นี้
ส่วนตอนนี้ใครสะดวก ชวนแวะมาเติมความสุขผ่านขนมปังอร่อย ๆ และพบโจกับทีมที่พร้อมต้อนรับคุณที่ Conkey’s Bakery

Facebook : Conkey’s Bakery
Instagram : conkeysbakery
Location : Conkey’s Bakery





