กี่-แซก-ฉับ! กี่-แซก-ฉับ!
เสียงกี่ทอผ้าที่ดังเป็นจังหวะ สลับกับเสียงกระสวยไม้เสียดสีกับเส้นไหม เป็นเสียงที่ บุ๋ม-วิยะดา อุนนะนันทน์ คุ้ยเคย เธอคือผู้บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์ผ้าไหม ‘จันทร์หอม’ และ ‘คุ้มจันทร์หอม’ พิพิธภัณฑ์และศูนย์เรียนรู้ทางด้านหม่อนไหมครบวงจร อดีตพนักงานธนาคารที่เติบโตวิ่งเล่นอยู่ในเรือนไม้ใต้ถุนสูง ท่ามกลางคุณยายและคุณทวดที่นั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน กลายเป็นความหลงใหลในงานหัตถศิลป์และศิลปะโบราณ โดยเฉพาะ ‘ผ้าไหมอุบลฯ’ ที่มีประวัติยาวนานนับร้อยปี
เกือบ 10 ปีแล้วที่บุ๋มเลือกฟังเสียงหัวใจ หันมาทำงานที่เธอรัก ผ่านการถักทอเส้นทางชีวิตและธุรกิจผ้าไหม ออกเดินทางชุบชีวิตกี่ทอผ้าที่ถูกทิ้งร้างใต้ถุนบ้านของบรรดาเหล่าแม่ ๆ ช่างฝีมือกว่าร้อยชีวิตทั่วสารทิศในจังหวัดอุบลราชธานี สั่งสมรวบรวมลวดลายผ้าไหมทอมือเมืองอุบลฯ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมไม่ให้สูญหาย สู่การต่อยอดเป็น ‘คุ้มจันทร์หอม’ อาณาจักรแห่งการเรียนรู้วิถีผ้าทอเมืองอุบลฯ
บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เล่าเรื่องราวภูมิปัญญาท้องถิ่น ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม สาธิตทุกกระบวนการหัตถกรรมทอผ้าไหม สร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสวิถีแห่งวัฒนธรรมด้วยตัวเอง จนได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 6 แหล่งท่องเที่ยวทางด้านหม่อนไหมของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2568
แถมยังไม่เคยหยุดพัฒนา ออกแบบลวดลายผ้าทอให้ร่วมสมัย ใส่ได้ทุกวัน ราคาเข้าถึงได้ตั้งแต่หลักร้อยถึงเรือนแสน จนมีนักสะสมผ้าทอขาประจำทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่นตั้งตาคอยคอลเลกชันใหม่ในทุกฤดูกาล
บุ๋มตั้งใจจะเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมการทอผ้าเมืองอุบลฯ รวบรวมเป็นแหล่งคลังปัญญาให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อ อย่างที่ทวดและยายของเธอเคยส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมนี้มาให้ ผ่านสายใยแห่งกาลเวลา

ขุดทองใต้ถุนบ้าน
หลังจากเปิดร้านขายผ้าไหมขนาด 2 คูหาในตัวเมืองอุบลฯ ที่ชื่อว่า ‘ไหมจันทร์หอม’ บุ๋มมีฝันที่ใหญ่กว่านั้น ด้วยการเปิดพื้นที่ที่ผู้คนจะได้เข้ามาสัมผัสหัวใจของงานหัตถกรรมอย่างครบวงจร เธอเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่ออกเดินทางไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในจังหวัด ราวกับเป็นนักโบราณคดีที่กำลังตามหาขุมทรัพย์
“เหมือนไปขุดทองเลยค่ะ แค่เห็นกี่ทอผ้าตั้งอยู่ใต้ถุนบ้านไหนพี่ก็รู้สึกใจฟูแล้ว เพราะมันคือร่องรอยของความหวัง เรามองเห็นภาพว่าบ้านหลังนี้จะกลับมามีเสียงกี่ดังขึ้นอีกครั้ง อยากฟื้นชีวิตให้เขากลับมาทอผ้า แทนที่จะปล่อยให้มันผุพังไปโดยเปล่าประโยชน์”
หลายบ้านมีกี่ทอ แต่ไม่มีคนทอ เพราะปัญหาหลักคือ ‘การตลาด’ ทอออกมาแล้วขายไม่ได้ ไม่มีคนซื้อ ไม่มีคนใส่ ชาวบ้านก็ต้องทิ้งอาชีพนี้ไปเพื่อความอยู่รอด เธอจึงเข้าไปเป็นตัวกลาง ชักชวนให้พวกเขากลับมาจับกระสวย พร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะร่วมกัน ‘พัฒนา’ ผ้าทอให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง


นักถักทอวัฒนธรรม
เสน่ห์ที่น่าหลงใหลที่สุดของการลงพื้นที่ คือการได้พบว่าผ้าทอของอุบลฯ ในแต่ละอำเภอหรือแต่ละหมู่บ้านมี ‘บุคลิก’ ที่ไม่ซ้ำกันเลย
อย่างชุมชนผ้าทอมัดหมี่ มีความเชี่ยวชาญการมัดลวดลายที่สลับซับซ้อน ส่วนชุมชนที่ถนัดงานขิดและงานจก โดดเด่นด้วยการสอดแทรกลวดลายอันวิจิตร และชุมชนที่ถนัดทำสีธรรมชาติเน้นการดึงความงามจากพืชพรรณรอบตัว
การทอผ้าจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคนิค แต่แทรกซึมในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น บางหมู่บ้านทอผ้าเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม บางหมู่บ้านทอ ‘ตุง’ (ธงแขวน) เพื่อนำไปทำบุญที่วัด เป็นการสอดแทรกเรื่องราวความเชื่อไว้ในผืนผ้า
หากเปรียบช่างทอเป็นผู้ถักทอเส้นไหม บทบาทของบุ๋มคงเปรียบเสมือน ‘นักถักทอวัฒนธรรม’ ที่รวบรวมเศษเสี้ยวของภูมิปัญญาที่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ มาบูรณาการใหม่ให้มีชีวิตชีวา และสร้างพื้นที่รวมสุดยอดงานฝีมือของอุบลราชธานีมาไว้ในที่เดียว เธอทำให้ช่างทอกว่า 100 ครัวเรือนในเครือข่าย มั่นใจว่า ‘กี่’ ของพวกเขาจะไม่ต้องหยุดเดินอีกต่อไป
“ตอนที่ชวนแม่ ๆ ช่างทอมาทำงานด้วยกัน ส่วนใหญ่เขาตอบรับทันที เพราะนอกจากฤดูทำนา เขาก็มีอาชีพทอผ้านี่แหละที่เลี้ยงชีพได้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะทำไม่ไหว อายุมากสุด 80 ปีก็ยังแข็งแรง ทอผ้าได้อยู่ ซึ่งตอนนี้เรามีทั้งช่างทอในคุ้มและช่างทอตามชุมชนที่ทำงานอยู่บ้านควบคู่ไปกับดูแลครอบครัวได้”
สำหรับแม่ ๆ ช่างทอ การทอผ้าคือลมหายใจ บุ๋มเคารพในทักษะและความสามารถเฉพาะด้านของช่างทอทุกคนที่มีความเป็น ‘ศิลปิน’ มีสไตล์และเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เธออยากให้ช่างทอทุกคนทำงานอย่างมีความสุข เธอจึงรับฟังความคิดของแม่ ๆ แล้วนำมาปรับด้วยมุมมองสมัยใหม่ ทั้งเรื่องการจับคู่โทนสีและการออกแบบลวดลาย เพื่อให้ผ้าทอโบราณกลายเป็นงานศิลปะที่ ‘สวมใส่ได้จริง’ ในชีวิตประจำวัน

ช่างทอรุ่นใหม่
ขณะที่งานพัฒนาผ้าดำเนินไป การก่อสร้าง ‘คุ้มจันทร์หอม’ ก็เริ่มต้นขึ้น จนเปิดให้บริการเป็นพื้นที่เรียนรู้วิถีผ้าทอที่ยังมีลมหายใจสำเร็จ
บุ๋มเล่าให้เราฟังว่ากระแสตอบรับดีมาก ใครมาอุบลฯ เป็นต้องแวะที่คุ้มจันทร์หอม ทว่าภายหลังจากเปิดได้เพียง 3 เดือน ก็ต้องมาปิดร้านอย่างไม่มีกำหนด จากผลกระทบวิกฤตโควิด-19
ช่วงที่โลกภายนอกหยุดชะงัก บุ๋มเลือกที่จะไม่หยุดเดิน เธอใช้เวลาเดินหน้าก่อสร้าง ‘เรือนหัตถกรรม’ ต่อจนเสร็จ และให้ความสำคัญกับการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ต้องตกงานจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนั้น


“ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ เราเลือกจ้างเด็กรุ่นใหม่มาเรียนทอผ้า โดยให้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท พร้อมสวัสดิการข้าวปลาอาหาร ให้เขามีรายได้และมีวิชาติดตัว เราชวนปราชญ์ชาวบ้านเข้ามาเป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชา ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ไปจนถึงการสาวไหมและย้อมสี เพราะเราเชื่อว่าการทอผ้าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนและเลี้ยงตัวได้ไปจนแก่เฒ่า”
คุ้มจันทร์หอมอยู่ร่วมกันเหมือนเป็นครอบครัว บุ๋มมองพนักงานทุกคนเหมือนลูกหลาน บางคนอยู่ยาวมาตั้งแต่เปิดคุ้มจนถึงปัจจุบันร่วม 8 – 9 ปี จากคนที่ทำไม่เป็น จนวันนี้กลายเป็นช่างทอฝีมือดี มีรายได้เป็นกอบเป็นกำตามความสามารถ จนส่งเสียลูกเรียนจบปริญญาตรีหรือโทได้ และยังคงเปิดประตูต้อนรับคนที่อยากเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคุณค่าของงานศิลปะผ้าทออยู่เสมอ

พลิกวิกฤต
“ในช่วงโควิด-19 ที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้ เราใช้เวลานั้นอยู่กับตัวเองและงานทออย่างเต็มที่ ตัดสินใจเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ High-end ที่ยังมีกำลังซื้อ แต่โจทย์คือสินค้าเราต้องดีที่สุด ต้องมีคุณภาพที่เขาปฏิเสธไม่ได้”
จากที่เคยขายหน้าโรงทอ บุ๋มรุกคืบเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัว ใช้ความซื่อสัตย์และบริการหลังการขายเป็นหัวใจหลัก เธอสร้างความเชื่อมั่นจนลูกค้ากลายเป็น ‘กัลยาณมิตร’ ที่สนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง จากความตั้งใจให้ผ้าทอของคุ้มจันทร์หอมมีเพียงลายละ 1 – 2 ผืนในโลก ทำให้ผ้าของคุ้มจันทร์หอมกลายเป็นของหายากที่ควรค่ากับการครอบครอง ส่งผลให้เธอพาช่างทอและพนักงานนับร้อยชีวิตข้ามผ่านวิกฤตมาได้อย่างสง่างาม แบรนด์ผ้าทอของเธอเป็นที่รู้จักในหมู่นักสะสมผ้าไทยแบบก้าวกระโดด
“พี่ไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นคนขยันและอดทน ผ่านวิกฤตมาก็หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ผ่านทุกอุปสรรคมาได้คือต้องคิดบวก บวก บวกอยู่เสมอ ว่าทุกปัญหามีทางออก และเราไม่เคยหยุดพัฒนา
“ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำคุ้มจันทร์หอมมา 9 ปี ‘กี่ทอผ้า’ ทุกตัวของช่างทอทุกคนยังไม่เคยหยุดส่งเสียงจนถึงทุกวันนี้”
ผ้าไทยสำหรับทุกคน
ช่วงที่คุ้มยังปิดไม่มีกำหนด กลายเป็นโอกาสที่ทำให้บุ๋มได้พัฒนางานดีไซน์ให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และตั้งเป้าหมายที่ท้าทายว่า ‘อยากให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงผ้าไทยได้’
“เราไม่ได้มองแค่เรื่องกำไร แต่อยากให้คนไทยหันมาใส่ผ้าไทยมากขึ้น ผ้าที่คุ้มจันทร์หอมจึงมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสน มีทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้ายสำหรับคนทุกวัย วัยรุ่น คนทำงาน หรือผู้ใหญ่ ครอบครองได้ ผ้าแต่ละผืนเลือกเจ้าของของมันเอง บางคนชอบความเรียบง่าย บางคนชอบความหรูหราอลังการ เราจึงทำผ้าทอออกมาให้หลากหลายโทนสีและรูปแบบ”
เธอพยายามลบความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าผ้าไหมดูแลยาก ใส่แล้วดูแก่ หรือมีราคาแพงจนแตะต้องไม่ได้ เธอเน้นการดีไซน์ผ้าให้ดูเก๋ แมตช์กับเสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ตในชีวิตประจำวันได้ จนแม้แต่เจ้าหน้าที่จากกรมหม่อนไหมยังต้องเอ่ยปากถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ
ซึ่งคำตอบง่าย ๆ คือ ‘ไม่เคยหยุดพัฒนา’

ประณีตบรรจง
“เราอนุรักษ์ลายผ้าโบราณไว้ทั้งหมด จากความได้เปรียบในสมัยก่อนที่มีเจ้านายฝ่ายในมาปกครองจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อป้องกันการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส เลยเป็นความโชคดีว่ามีผ้าทอเจ้านายสตรีสายชั้นสูงสายเมืองอุบลฯ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าอัญญานางหรือซิ่นทิวมุกจกดาว นอกจากนี้เรายังพัฒนาลายผ้ารูปแบบใหม่ ๆ ที่ผลิตออกมาแค่ 1 – 2 ผืนเท่านั้น อย่าง ‘ผ้าไหมมัดหมี่ลายผาแต้ม’ บางงานต้องใช้เวลาทอถึง 7 เดือนกว่าจะออกมาเป็นผ้าผืนหนึ่ง เพราะเราทำทุกขั้นตอนด้วยความประณีตบรรจง”
การทอผ้าที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของคุ้มจันทร์หอมเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนได้รับตรามาตรฐาน ‘นกยูงพระราชทาน’ จากกรมหม่อนไหม และได้รับตรารับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (Thai Geographical Indication) สำหรับ ‘ผ้ากาบบัว’ ที่ยืนยันว่าเป็นของแท้ดั้งเดิมจากถิ่นกำเนิด
วิถีหัตถกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างที่หาชมได้ยาก ทำให้มีลูกค้าชาวญี่ปุ่นแวะเวียนกลับมาเที่ยวเป็นประจำทุกปี เพราะถูกใจความประณีตบรรจงในความละเอียดลออของผ้าไหมทอมือ แถมบรรยากาศดีและอาหารอร่อย
“คนญี่ปุ่นชอบงานอนุรักษ์แบบดั้งเดิมมากกว่างานผ้าทอที่ออกแบบร่วมสมัย มันมีวิถีความเชื่อของเขากับเราที่คล้ายกัน คือจริตของคนญี่ปุ่นมีความละเอียดและให้คุณค่ากับกาลเวลา ซึ่งตรงกับงานของเราที่ใช้สีย้อมธรรมชาติและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมานับร้อยปี” บุ๋มเสริม
พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต
สำหรับคนทั่วไป คุ้มจันทร์หอมคืออาณาจักรธุรกิจผ้าไหมที่รุ่งเรือง แต่สำหรับบุ๋ม พื้นที่แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยความรัก มากกว่าตัวเลขกำไร เธอตั้งใจให้คุ้มแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่บูรณาการระหว่างชุมชน วัตถุดิบ และวิถีชีวิต เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต
“พี่ใช้เวลาร่วม 10 ปีในการสั่งสม เก็บข้อมูลลายผ้าทอโบราณ บางครั้งต้องตระเวนไปศึกษาตามวัดที่มีผ้าห่อคัมภีร์โบราณ รวมถึงลายผ้าทอร่วมสมัยของคุ้มจันทร์หอมเองเก็บไว้เป็นคอลเลกชัน เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังเข้ามาศึกษา ลายผ้าของพี่จะยังคงอยู่แม้ตัวพี่จะจากไปแล้วก็ตาม มันคือมรดกของจังหวัดอุบลฯ และถ้าวันหนึ่งลูกหลานจะยกให้เป็นสมบัติของชาติ พี่ก็ยินดีที่สุด
“พี่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากตัวเงิน แต่วัดจากความสุขที่เราได้สร้างคุณค่าให้หัตถกรรมไทย เราอยากให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่คนเข้ามาแล้วมีความสุข ได้เห็นเรื่องเล่าและรากเหง้าของชาวอุบลฯ ที่ถักทออยู่ในทุกอณูของพื้นที่แห่งนี้”
ถักทอความสุข
สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบให้วงการผ้าทอในหลายพื้นที่เริ่มซบเซา แต่คุ้มจันทร์หอมกลับสวนกระแสและเติบโตอย่างมั่นคง บุ๋มแบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจให้เพื่อนร่วมอาชีพว่า
“ถ้าทั้งหมู่บ้านทอลายเดียวกัน สีเดียวกันหมด จะเกิดภาวะล้นตลาด งานผ้าจะขาดเอกลักษณ์ ช่างทอทุกคนต้องมองตัวเองเป็น ‘ศิลปิน’ ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต อยากชวนให้ช่างทอทุกคนกล้าที่จะดึงตัวตน ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกมาถักทอลงในผืนผ้า
“ความมีเอกลักษณ์จะทำให้เราอยู่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องวิ่งตามกระแสที่หวือหวา เมื่อเราดึงตัวตนออกมา ผ้าผืนนั้นจะมีวิญญาณ นั่นทำให้คนยอมรอคอยผลงานของเรานานนับหลายเดือน”
คุ้มจันทร์หอมยืนหยัดอยู่ได้จากการ ‘ถักทอตัวตน’ และ ‘รักษารากเหง้า’ ของตัวเองให้มั่น เธอเชื่อว่า เมื่อช่างทอมีความสุขในการค้นพบคุณค่าของตัวเองบนผืนผ้า ผู้สวมใส่และนักสะสมผ้าทอก็จะสัมผัสได้ถึงความรักนั้นเช่นกัน เธอทิ้งท้ายกับเราไว้ว่า
“สิ่งที่ภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่เราทำคุ้มจันทร์หอมได้สำเร็จ แต่คือการได้เห็นช่างทอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ที่ยั่งยืน และเห็นคนไทยกลับมาภูมิใจที่ได้สวมใส่ผ้าไทยในทุก ๆ วัน นั่นแหละคือความสุขของพี่จริง ๆ”

Facebook : จันทร์หอม ChanHom
























