‘ละมุนละไม’ หรือ ‘LAMUNLAMAI’ เริ่มจากการต่อยอดโปรเจกต์จบการศึกษามาเป็นกิจการเซรามิกสตูดิโอเล็ก ๆ บนชั้นดาดฟ้าขนาดย่อม
11 ปีผ่านไป พวกเขากลายเป็นแบรนด์เซรามิกที่ขึ้นชื่อเรื่องภาชนะบนโต๊ะอาหารและของตกแต่งบ้านแบบ Custom-made เสกสารพัดโจทย์ของลูกค้าให้เป็นไปได้ แถมส่งออกไกลถึงยุโรป จากเดิมที่ ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม ทำงานกัน 2 คน ตอนนี้ขยับขยายมาเป็นทีมงานร่วมสิบชีวิต และล่าสุดเพิ่งจะย้ายบ้านมาย่านเจริญกรุง เปลี่ยนห้องแถวขนาด 1 คูหาให้เป็น ‘Casa LMLM’ สตูดิโอแห่งใหม่ที่เปิดให้เข้าชมและจัดกิจกรรมเวิร์กชอปได้ตามนัดหมาย
ทันทีที่เปิดประตูสีแดงก่ำเข้าไป เราเห็นภาพการทำงานอย่างขะมักเขม้น เคล้าเสียงหัวเราะสดใสเป็นระยะ
ไหมเล่าว่าพวกเขากำลังผลิตออเดอร์กว่า 2,000 ชิ้นภายในสิ้นปีนี้! ฟังดูหนักหน่วงเอาการสำหรับงานแฮนด์เมด
ที่เซอร์ไพรซ์กว่าคือ ที่นี่ทำงานกันเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ แต่กลับได้งานคุณภาพจนลูกค้ากลับมาอุดหนุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้เรื่องราวของละมุนละไม (LAMUNLAMAI) จะถูกเล่าใน The Cloud ไปแล้ว 2 หน แต่รับรองว่าอัปเดตคราวนี้จะสดใหม่และสนุกไม่แพ้สีสันสดใสของเซรามิกจากละมุนละไมเชียวล่ะ

สร้างแบรนด์
ละมุนละไม (LAMUNLAMAI) มีทั้งคอลเลกชันที่ออกแบบเองและบริการรับออกแบบตามต้องการ (Custom-made Ceramic) โดยมีลูกค้าทั้งคนรักของแต่งบ้าน ร้านอาหาร โรงแรม และองค์กรต่าง ๆ
ไหมทำหน้าที่ประสานงานระหว่างลูกค้าและทีม รวมทั้งดูภาพรวมธุรกิจ ส่วนหนามดูแลทุกกระบวนการผลิตและน้อง ๆ ในทีม
หากถามว่าความเป็นละมุนละไมคืออะไร ไหมสารภาพว่า เธอไม่ได้ตอบคำถามนี้เหมือนกันทุกครั้ง เพราะลึก ๆ เธอเชื่อว่าความเป็นละมุนละไมไม่ใช่แค่เพียงสีสัน ลวดลาย หรือภาพที่สะท้อนออกไปภายนอก แต่เป็น ‘กระบวนการทำงาน’ ในแบบละมุนละไมมากกว่า
“เราเป็นนักออกแบบมากกว่าศิลปิน” ไหมเอ่ยถึงทิศทางที่เน้นแก้โจทย์ให้ลูกค้ามากกว่าใส่ตัวตนลงไปนั้น
“เราไม่ยึดมั่นว่า แบบนี้แบบเดียวเท่านั้น แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนแบบ พลิกแพลงและลื่นไหล เพื่อให้แบรนด์เติบโตได้โดยไม่ได้ยึดติด”
เราจึงได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จากละมุนละไมอยู่เสมอ เช่น เซรามิกผสมเปลือกไข่จากร้านอาหารที่ต้องการมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ไปจนถึงโจทย์สุดท้าทายที่ลูกค้าหาโรงงานรับผลิตไม่ได้ แล้วมาลงเอยที่สตูดิโอแห่งนี้

อย่างร้านอาหารที่สั่งทำ ‘ถ้วยรูปทรงหอยเม่น’ ความยากเริ่มมาตั้งแต่การปั้นหนามเล็ก ๆ หลายชิ้นมาติดกับตัวแก้ว แล้วเคลือบสีให้ครบทุกซอกมุม ไปจนถึงการแพ็กของไม่ให้หนามหลุดระหว่างทาง จึงเป็นงานที่ต้องใช้เวลาเยอะและราคาสูงกว่างานทั่วไป
แม้จะเต็มไปด้วยโจทย์สุดหิน แต่ดูเหมือนชาวละมุนละไมจะสนุกกับสิ่งนี้ ราวกับมีดีเอ็นเอรักความท้าทายและความเนี้ยบของงานทุกชิ้น โดย นุ๊ก-ชัชชกร ดวงพรม Head of Production เล่าว่า เธอชอบการรอลุ้นให้งานเคลือบให้ออกมาเนียนสวย สีไม่ผิดเพี้ยน ส่วน เบล-จาฏุพัจน์ ลิ้มแก้วประเสริฐ Head of Operation สนุกกับการตีโจทย์ใหม่ที่ท้าทายขึ้นเรื่อย ๆ
“เป็นโมเมนต์ที่รู้สึกว่าพวกเราทำได้แล้ว ทุกคนเก่งมาก เราจึงชอบช่วงแรกที่รับงานมาและช่วงสุดท้ายที่ส่งงานออกไป”

สร้างทีม
“สมัยเด็ก ๆ เราแรงเยอะ เราจะลุย ๆๆ ทำ ๆๆ ส่ง แล้วไม่นอน แต่พอโตขึ้น เรามีน้องในทีม เราต้องวางแผนและอุดรอยรั่วให้มากกว่านี้เพื่อให้งานราบรื่นขึ้น” หนามเกริ่นถึงความเปลี่ยนแปลง เมื่อทีมเริ่มขยับขยายในช่วงโควิด-19
แทนที่จะใช้โมเดลอย่างโรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานกัน 6 วันต่อสัปดาห์ ทั้งคู่กลับเดินสวนทางด้วยระบบการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เพราะมองว่างานเซรามิกใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ ความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนางานใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงต้องการเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่
“ยังไงวันที่ 5 เราก็ต้องออกไปเจอลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้น ทำ 4 วันให้เต็มที่แล้วพัก น่าจะสมดุลกว่า” ไหมเล่า
“ในพาร์ตหนึ่ง งานปั้นดูเหมือนให้ความสงบ ความสุข แต่อีกพาร์ตจะชิลล์ตลอดไม่ได้ น้อง ๆ ที่เรียนมาจะรู้ว่า คนทำเซรามิกมีความยาก มีด้านที่โหดเหมือนกัน เราไม่อยากให้กินพลังงานเกินไป และจะไม่โต้รุ่งเหมือนสมัยเรียน”
“เราแก่แล้วครับ (หัวเราะ)” หนามเสริมขึ้นทันควัน “บางทีอาจสลับวันหยุด คร่อมวันหยุดกันบ้างนิดหน่อย เช่น ทีมเคลือบมาวันศุกร์ ทีมปั้นมาวันนี้แทน”

สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษจึงเป็นการวางแผนและจัดตารางงาน รวมทั้งวางเส้นทางการเติบโตของสมาชิกในทีม
“เราจะไม่บอกน้องว่า วันนี้มีหน้าที่เดียวคือเช็ดขอบจาน 1,000 ใบ แต่เราจะบอกว่า ลองทำสิ่งนี้แล้วประเมินตัวเองว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ลองจัดตารางดูแล้วมาบอกพี่อีกที เพื่อให้เขาได้ลองรับผิดชอบและเติบโตขึ้น” หนามอธิบาย
“เราอยากให้ทุกคนมีความเป็นเจ้าของงาน อาจจะไม่ใช่ทุกคนทำทุกกระบวนการ ใครถนัดด้านไหนก็ทำด้านนั้น แต่เขาจะได้เห็นภาพรวม ไม่งั้นสุดท้ายเขาจะเป็นผู้ผลิตงานที่ทำไปเรื่อย ๆ วันต่อวัน ซึ่งระยะยาวอาจจะหมดไฟได้ง่ายดาย”

สร้างโอกาส
โครงสร้างการทำงานที่ไหมและหนามวางไว้อย่างดี ทำให้ละมุนละไมมีทีมที่แข็งแกร่งจนทั้งคู่วางใจถึงขั้นฝากน้อง ๆ ดูแลสตูดิโอที่ไทย แล้วไปเรียนต่อที่อังกฤษได้อย่างสบายใจ
หนามเลือกเรียนลงลึกด้านงานคราฟต์ ฉบับไม่จำกัดเพียงเซรามิก ทำให้เห็นเทคนิคและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ มากขึ้น
ส่วนไหมเรียนด้านผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์ ตั้งแต่การบริหารไปจนถึงการสร้างเครือข่าย กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่รวมกันแล้วพอดีสำหรับก้าวถัดไป นั่นคือการเปิดตลาดใหม่ในยุโรป เพราะเห็นโอกาสจากการเดินทางไปจัดแสดงงานช่วงก่อนหน้านี้ เช่น งาน Maison & Objet เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งลูกค้าโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ในอังกฤษ เห็นว่าละมุนละไมทำสินค้าเซรามิกได้หลากหลายกว่าจานชาม โจทย์ยากแค่ไหนก็พร้อมทดลอง ทั้งยังมีประสบการณ์ร่วมงานกับโรงแรมดังในไทยอย่าง The Ritz-Carlton กรุงเทพฯ, Park Hyatt กรุงเทพฯ และ Banyan Tree กรุงเทพฯ ไปจนถึงแบรนด์ระดับโลกอย่าง Starbucks และเข้าใจเรื่องเซรามิกสำหรับร้านอาหารไทยเป็นอย่างดี จึงติดต่อเข้ามาใช้บริการแม้จะอยู่ไกลกันก็ตาม
“ช่วงที่เราอยู่ลอนดอน เราทำโปรเจกต์แรกคือร้านอาหารไทยที่บริหารจัดการโดยชาวอังกฤษ แต่เฮดเชฟเป็นคนไทย เรารู้จักในงาน Thai Fest เป็นคอมมูนิตี้คนไทยในลอนดอน เลยค่อย ๆ เชื่อมโยงต่อกันมา
“เขาเห็นผลงานเราผ่านอินสตาแกรม นอกจากทำอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร เราทำของตกแต่ง ทำกระเบื้องได้ด้วย เราทำให้เขาเห็นความเป็นไปได้ แล้วเลือกว่าสิ่งนี้น่าจะเหมาะกับร้านเขา”


เดิมทีทั้งคู่ตั้งใจจะปักหลักสร้างสตูดิโออีกแห่งที่ลอนดอน เพราะมี Urban Potter ค่อนข้างเยอะ ตลาดมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งในยุโรป แต่เมื่อชั่งน้ำหนักเรื่องต้นทุน ค่าเช่าสถานที่ สภาพเศรษฐกิจในลอนดอนที่ไม่สู้ดีนัก บวกกับเห็นโอกาสว่าหากผลิตที่ไทยแล้วส่งไปต่างประเทศคงจะคุ้มค่ากว่า ทั้งคู่จึงตัดสินใจเบนเข็มกลับมาเมืองไทย
สร้างบ้านหลังใหม่
ตุลาคม ปี 2024 ละมุนละไมจัดนิทรรศการเดี่ยว Pots of purpose exhibition: A 10-year journey into purposeful design and sustainable craftsmanship ครบรอบ 10 ปี พร้อมเขียนในแคมเปญว่า งบจากผู้สนับสนุนผลงานทั้ง 300 ชิ้นในนิทรรศการนี้ จะเปลี่ยนมาเป็นสตูดิโอแห่งใหม่ซึ่งจะเป็นก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของละมุนละไม
ตุลาคม ปี 2025 สตูดิโอแห่งนั้นเกิดขึ้นจริงในชื่อ Casa LMLM ในย่านท่องเที่ยวสุดป๊อปอย่างเจริญกรุง
ข้อดีคือพวกเขาไปพบเจอลูกค้าหรือผู้คนแวะมาหาได้ง่ายดายขึ้น ทั้งคนไทยที่ไม่สะดวกเดินทางไกลไปสตูดิโอต่างจังหวัด รวมถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ปักหมุดมาเยือนกรุงเทพฯ ได้ง่ายดาย
“เราสร้าง Casa LMLM ขึ้นมาด้วยเหตุผลหลายอย่าง“ หนามเอ่ย
“เมื่อก่อนสตูดิโอเราอยู่บนดาดฟ้า ขนดินขึ้นไป ปิดล้อม ไม่เคยมีใครเห็น แต่ปัจจุบันตั้งอยู่ชั้นล่าง มีหน้าต่างกระจกให้ผู้คนได้รับประสบการณ์ว่า เราทำด้วยมือจริง ๆ มีธุรกิจแบบนี้อยู่ตรงนี้ด้วยนะ พอขึ้นมาชั้นบน เขาจะเห็นโชว์รูมที่สะท้อนความเป็นไปได้ของเซรามิกที่หลากหลาย ทั้งสี รูปร่าง รูปทรง”

“เราได้พิสูจน์ความเป็น Urban Potter ว่า กลางเมืองแบบนี้ยังมีคนทำเซรามิก ทำงานด้วยมือสำหรับคนในเมืองและกลุ่มลูกค้าในระดับ Global” ไหมเสริม
“ถ้าอยากจัดเวิร์กชอปก็ได้ เราไม่มีตารางประจำ ขึ้นกับว่าช่วงนั้นติดโปรเจกต์หรือออเดอร์อะไรหรือเปล่า แต่หลัก ๆ เราอยากให้เห็นความเป็นไปได้ของการทำธุรกิจเซรามิกหลายรูปแบบในพื้นที่นี้”
เมื่อบทสนทนาจบลง เราเห็นการเติบโตในขวบปีที่ 11 ของละมุนละไมว่าเดินทางมาไกลเหลือเกิน พวกเขามีทั้งสมาชิกเพิ่มมากขึ้น มีบ้านหลังใหญ่ขึ้น มีออเดอร์ใหญ่ ๆ เข้ามาไม่ขาดสาย
แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย คงจะเป็นจิตวิญญาณนักออกแบบของหนามและไหมที่ยังสนุกกับการมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ตั้งแต่ผลงานเซรามิก จนถึงภาพสตูดิโอแสนอบอุ่นในห้องแถวกลางกรุงที่เราได้มาเยี่ยมเยือนในวันนี้


Instagram : casa___lmlm, lamunlamai.mai
Facebook : LMLM. Craftstudio






