9 กรกฎาคม 2024
7 K

สายฝนโรยรินลงมาแต่งแต้มภูเขาให้กลายเป็นสีเขียวขจีเย็นตา เฉดสีที่พบเห็นได้ยากในฤดูกาลอื่น บางคนอาจใช้กล้องบันทึกภาพไว้ บางคนอาจใช้สายตาซึมซับความทรงจำอันแสนชื่นใจ ส่วน ต้น-ณัฐพงษ์ บุษบงษ์ ผู้ก่อตั้ง Calm Outdoors เลือกบันทึกภาพนั้นไว้บนสีสันของหมวกใบเก๋

“เวลาอยู่บนยอดเขาตามหน้าฝน คุณจะเห็นสีเขียวนี้ เป็นภาพที่ชินตาแล้วรู้สึกว่านี่คือสีของป่าหน้าฝน เราเลยเอามาตั้งชื่อว่าเป็นสี Rain Forest มันคือการออกแบบงานในแบบของ Calm Outdoors” 

Calm Outdoors คือแบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทย มีสินค้าตั้งแต่หมวกกันน้ำ กันยูวี ไปจนถึงกางเกงเล่นน้ำที่แห้งไวใส่สบาย ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการออกแบบและการใช้งานนอกบ้าน รวมทั้งกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

แม้จะเปิดตัวในปี 2018 ไล่เลี่ยกับช่วงโควิด-19 แต่ต้นพาธุรกิจฝ่าวิกฤตมาได้ จนเริ่มขยับขยายไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน พร้อมผลตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งยังจับมือศิลปินและหลายแบรนด์ดัง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ The Cloud ที่กำลังจะมีโปรเจกต์สนุกร่วมกัน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ไม่ติดบ้าน หรือเป็นคนที่ ‘ตัวอยู่ในเมือง แต่ใจอยู่ในป่า’ เราเชื่อว่าหากได้รู้จัก Calm Outdoors มากขึ้น แล้วคุณจะตกหลุมรักแบรนด์นี้เช่นเดียวกันกับเรา

แบรนด์สายแคมป์ที่มีทั้งฟังก์ชันและแฟชั่น

“พ่อผมทำโรงงานรองเท้า ผมเลยได้ไปช่วยซื้อวัตถุดิบตั้งแต่อายุ 15” ต้นเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการคลุกคลีในอุตสาหกรรมแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้น อาชีพแรกของเขาคือการขายวัตถุดิบตั้งต้น (Raw Material) สำหรับผลิตเป็นเครื่องแต่งกาย แล้วขยายมาทำแบรนด์เสื้อผ้ายีน ทว่าความยากของการขายยีนคือกลุ่มลูกค้าค่อนข้างจำกัด

“สมมติว่าคนเดินเข้ามา 10 คน เป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน แล้วผู้ชาย 5 คนนี้ใส่ยีนแค่ 4 คน ใน 4 คนนั้นอาจจะซื้อเราแค่ 2 คน ผู้หญิงก็เหมือนกัน เราเลยอยากมีแบรนด์หนึ่งที่ตอบโจทย์ 10 คนนั้น เลยหันมาทำแบรนด์ที่มีความยูนิเซ็กซ์และใส่ได้ทั้งครอบครัวมากขึ้น”

ในช่วงเวลานั้นเทรนด์สินค้ารักษ์โลกและสินค้าแคมปิ้งกำลังเติบโตขึ้น ต้นเองก็เป็นหนึ่งในสายแคมป์ตัวยง เขาจึงมองเห็นโอกาสบางอย่างในตลาดบ้านเรา นั่นคือสินค้าสายแคมป์ส่วนใหญ่ของไทยมักเน้นการใช้งานมากกว่าความสวยงาม และเหมาะจะใส่ในป่ามากกว่าใช้ในชีวิตประจำวัน ต้นจึงเกิดไอเดียอยากทำแบรนด์ที่คนใส่ไปแคมป์ก็ดี ใส่ในชีวิตประจำวันก็ได้ เพราะมีทั้ง ‘ฟังก์ชัน’ และ ‘แฟชั่น’ ควบคู่กันไป ที่สำคัญคือต้องใส่ใจธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

“ถ้าเราเป็นเบรนด์แฟชั่นแคมปิ้งเอาต์ดอร์ เราควรต้องรักษ์โลกด้วย เพื่อให้ธรรมชาติอยู่กับเราไปนาน ๆ” ต้นเล่าความตั้งใจ

“เราอยากอยู่ในทุก ๆ กิจกรรมของผู้คน เช่น คุณขี่จักรยาน คุณอาจจะมีกระเป๋า Calm Outdoors คุณวิ่ง คุณอาจจะมีถุงเท้าของเรา คุณเดินป่า คุณอาจจะมีหมวกกันน้ำ กันแดด หรือกันฝนของเรา หรือคุณไปเดินห้าง คุณอาจจะใส่เสื้อยืดของเรา เพราะเราต้องการมีตัวตนในทุกบริบทของการใช้ชีวิต” 

สินค้าชิ้นแรกของ Calm Outdoors คือ ‘หมวก’ ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ กันยูวี น้ำหนักเบา พกพาสะดวก สวมใส่แล้วดูเรียบเท่ แม้ว่าจะเป็นไอเทมหน้าตาและฟังก์ชันเรียบง่าย ทว่าเข้าถึงได้ง่ายทุกเพศทุกวัย จนกลายไอเท็มเรือธงที่ Sold Out มาตลอด 

เมื่อหมวกเริ่มติดตลาด ต้นจึงขยับขยายมาทำสินค้าอื่น ๆ อย่างเสื้อ กางเกง กระเป๋า ไปจนถึงอุปกรณ์แคมปิ้ง แถมยังมีให้เลือกหลากสี หลายสไตล์ ซึ่งก่อนหน้านี้มักจะเป็นสีสบายตา กลืนไปกับธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเริ่มมีสินค้าบางคอลเลกชันที่สีสันสดใสมากขึ้น

“สีแบบนี้ถ้าอยู่นาน ๆ มันก็ช้ำและน่าเบื่อเหมือนกัน อีกอย่างสีพวกนี้บางคนอาจดูแล้วเหงา อึมครึม เราว่าควรมีสีที่ร่าเริงหน่อย บางคอลเลกชันต้องมีสีที่ดูแล้วสนุก เพราะว่าแคมป์แบบ Calm Outdoors เป็นแคมป์แบบวัยรุ่น อีกอย่าง วันนี้เราไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแคมป์ แต่เราคือเสื้อผ้าแฟชั่นที่ใส่ไปแคมป์ได้

“อย่างกางเกงรุ่นนี้ ตอนนั้นใช้สโลแกนว่า ‘ตัวอยู่ในเมือง แต่ใจอยู่ในป่า’ เป็นกางเกงเดินป่าที่ต้องมีฟังก์ชันนู่นนี่นั่น เราเอาไปเปลี่ยนผ้า เปลี่ยนกระเป๋าที่ซิปเยอะ ๆ ให้น้อยลง จนออกมาเป็นทรงที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้ หรือจะใส่ไปทำงานก็ได้ โดยยังคงกลิ่นอายความเป็นแคมปิ้งและความเป็น Calm Outdoors อยู่”

ล่าสุดต้นกระซิบว่าเขากำลังผลิตเสื้อกันฝนน้ำหนักเบา พับเก็บใส่กระเป๋ากางเกงได้ เพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่ขี้เกียจพกร่ม แต่ไม่อยากพกเสื้อกันฝนหนา ๆ มีแผนจะวางขายในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้

ตัวอยู่ในเมือง ใจอยู่ในป่า

ชื่อ Calm Outdoors สื่อถึงความสงบนอกบ้าน ท่ามกลางธรรมชาติและป่าเขา ต้นเลือกคำนี้เพราะนอกจาก Calm จะแปลว่า ‘สงบ’ ยังออกเสียงคล้ายกับ ‘คราม’ ในภาษาไทย ซึ่งเป็นสีที่สงบและกลายเป็นสีของโลโก้แบรนด์อีกด้วย ส่วนมาสคอตรูปช้าง นอกจากเป็นตัวแทนของประเทศไทยแล้ว ช้างยังเป็นสัตว์ที่สุขุมลุ่มลึก ให้ความรู้สึก Calm ตามชื่อแบรนด์ เช่นเดียวกับสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องธรรมชาติ ทั้งสีสัน ลวดลายที่อิงมาจากผืนทรายและต้นไม้ใบหญ้า รวมถึงการผลิตที่ทำร้ายธรรมชาติให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  

“เราเลือกวัสดุโดยใช้ผ้ารีไซเคิลก่อน ถ้าผ้ารีไซเคิลไม่มีค่อยมาใช้ผ้าใหม่” ต้นเล่าถึงกระบวนการผลิตที่เน้นการใช้ผ้ารีไซเคิลเป็นหลัก ซึ่งความน่ารักของแบรนด์นี้ คือการบอกผู้บริโภคว่าของชิ้นไหนเป็นผ้าชิ้นใหม่ ของชิ้นไหนเป็นผ้ารีไซเคิล

“สินค้าไหนที่เป็น New Material ผมจะมีป้ายขอโทษลูกค้า ขอโทษโลกใบนี้ว่าฉันต้องใช้ผ้าใหม่ ส่วนตัวไหนที่เป็นผ้ารีไซเคิล มาสคอตช้างจะนั่งยิ้ม แถบผ้าเป็นสีเขียว มีข้อความบอกว่า ฉันรักษ์โลกนะ ฉันพยายามไม่ให้เหลือขยะ และมีงานบางรุ่นที่เป็น Zero Waste ด้วย เราจะไปถามโรงงานว่าคุณเหลือผ้าอะไรบ้าง แล้วเก็บผ้าพวกนั้นกลับมาผลิตใหม่”

นอกจากวัสดุข้างใน การออกแบบภายนอกยังสื่อถึงความตั้งใจอยากเป็นแบรนด์แฟชั่นที่รับผิดชอบต่อโลกอีกด้วย 

“อย่างพวกลายเสื้อ มีข้อความว่า ต้นไม้ที่คุณตัด 3 นาที แต่กว่าจะโตใช้เวลา 30 ปีเลยนะ เราพยายามเอางานมา Parody เพื่อสื่อสารบางเรื่องออกไป” ต้นหันหลังให้ดูภาพตอไม้ที่ถูกตัดพร้อมกับข้อความนั้นบนเสื้อของเขา 

จับมือแบรนด์ไทยให้เติบโตไปด้วยกัน

แม้จะฟังดูคอนเซปต์ดี มีโอกาสในตลาด ทว่าระหว่างทางคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก แบรนด์ที่ชวนคนออกจากบ้านอย่าง Calm Outdoors กลับเจอมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงโรคระบาดสกัดดาวรุ่ง

“ปี 2018 ยังขายได้บ้าง ออกอีเวนต์บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่โชคดีที่ฝากขายไว้ในร้านมัลติแบรนด์ในห้าง 2 ห้าง พอล็อกดาวน์ เรายังขายออนไลน์ได้บ้าง พอห้างเปิด คนก็กลับไปเดินห้างกัน แต่พอมาระลอกที่ 2 – 3 เริ่มแย่แล้ว เลยต้องฟรีซตัวเองไว้ปีกว่า ๆ เลย”

หลังจากกัดฟันผ่านช่วงโควิด-19 มาได้ ผู้คนเริ่มออกมาจับจ่ายใช้สอย พร้อม ๆ กับเทรนด์แคมปิ้งที่กำลังมา สินค้าของ Calm Outdoors จึงกลับมาขายได้อีกครั้ง 

ในวันที่ลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคง ต้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะเขาขยับขยายฐานลูกค้าผ่านการจับมือกับศิลปินและแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อทำโปรเจกต์สนุก ๆ อย่างไม่จำกัดกรอบ

“คนแรกที่เราร่วมงานด้วยคือ เรย์ แมคโดนัลด์ ตอนนั้นเขาเริ่มทำคลิปขี่รถมอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว เราทำหมวกให้เรย์ ฟังก์ชันคือกันแดด กันยูวี พกใส่กระเป๋าง่าย ตอนเริ่มทำ เขาอยากมีสินค้า ส่วนเราอยากมีนายแบบ นางแบบ เราเลยบอกว่า งั้นพี่เป็นแบบให้ผมนะ Win-Win กันทั้งคู่”

หากนึกถึงภาพการคอลแล็บ บางคนอาจนึกถึงโลโก้และสีของ 2 แบรนด์ผสมกันโดยที่คนยังจดจำได้ ทว่าต้นไม่ได้ตีกรอบเรื่องนี้ แถมยังบอกให้ออกนอกกรอบได้เต็มที่อีกต่างหาก

“พอเป็นงานคอลแล็บ ผมตัดเรื่อง CI Branding ทิ้งไปเลย เพราะเราไม่อยากตีกรอบ ไม่อยากปิดกั้นไอเดียในการสร้างสรรค์งาน และการให้อิสระเรื่องโลโก้ก็กลายเป็นความท้าทายในอีกรูปแบบหนึ่ง

“เราอยากให้ประสบการ์ที่ดีในการร่วมงานกับทุกคนและทุกแบรนด์ คุณทำไปเถอะ สุดท้ายความเป็นคุณและความเป็น Calm Outdoors ชัดเจนอยู่แล้ว ดังนั้น เล่นได้หมดเลย ส่วนหนึ่งที่เราอยากทำงานร่วมกับหลาย ๆ แบรนด์โดยเฉพาะแบรนด์ไทย ก็เพื่อให้พวกเราเกาะกลุ่มแล้วโตไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นปล่อยของออกมาได้เต็มที่เลย”

ด้วยความเปิดกว้างและเป็นกันเองนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Calm Outdoors จะมีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาทำโปรเจกต์สนุกทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้ง The Cloud ที่กลายเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านของ Calm Outdoors ร่วมทำโปรเจกต์หมวกคอลเลกชันพิเศษ แถมต้นกระซิบมาว่าสิ้นปีนี้จะมีคอลแล็บกับแบรนด์ต่างประเทศถึง 3 แบรนด์อีกด้วย

Calm เคลื่อนไหว อย่างไม่หยุดนิ่ง

ในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมานับว่า Calm Outdoors เติบโตไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ ทั้งการทำสินค้าแบบที่ตั้งใจและการขยับขยายไปยังต่างประเทศ

“ประเทศแรกคือฮ่องกง เขาเข้ามาเที่ยวไทยแล้วเห็นสินค้าเราที่สยามพารากอน พอซื้อไปเขารู้สึกว่าใส่ดี ราคาดี เลยติดต่อขอซื้อไปขาย

“แต่ตอนนี้ตลาดหลักของเราเติบโตมากในไต้หวันกับสิงคโปร์ ใช้คำว่าโตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ สมมติคำนวณว่าเราจะขายได้ 100 แต่เดือนเดียว บางทีข้ามไป 300 แล้ว เราว่าอาจจะด้วยเรื่องราคาที่เป็นจุดสำคัญ

“วันนี้เราได้รับการสนับสนุน พูดตรง ๆ ว่า 50% ของลูกค้า Calm Outdoors มาจากต่างชาติ เราจึงหมุนเวียนธุรกิจนี้ไปได้เร็วขึ้น พร้อมกับต้องพัฒนาสินค้าให้ดีและครอบคลุมยิ่งขึ้นด้วย เพราะถ้าเราไปซื้อแบรนด์ต่างชาติมาเทียบกับเรา เขายังแซงอยู่ไกล เราต้องพัฒนาตัวเองตามขึ้นไป ธุรกิจไหนที่มีการแข่งขันสูง ๆ การแข่งขันที่ไม่ได้ตัดราคากัน เราจะอยากถีบตัวเองให้เก่งขึ้น เพราะถ้าคุณตัดราคากัน คุณถูกขีดจำกัดด้วยต้นทุน ฉันใช้อันนี้ไม่ได้ เพราะมีต้นทุนเท่านี้ แต่ถ้าเราแข่งกันในเรื่อง ฉันจะต้องดีกว่าให้ได้ ทุกคนจะกล้าใส่สิ่งที่เราคิดว่ามันดีที่สุด แล้วพอโปรดักต์มันแข็งแรง แบรนด์ก็จะแข็งแรงตามไปด้วย”

แม้ในต่างประเทศ Calm Outdoors จะเติบโตเกินคาด แต่ต้นบอกกับเราว่าอยากให้มีสัดส่วนของลูกค้าคนไทยมากกว่าในปัจจุบัน ซึ่งความท้าทายสำคัญของตลาดแฟชั่นไทย คือการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์ต่างชาติ ไปจนถึงเสื้อผ้ามือสองจากต่างประเทศ รวมทั้งการตั้งราคาและขยายกลุ่มลูกค้าที่ยังเป็นโจทย์สุดหินของแบรนด์ เพราะ Calm Outdoors อยู่ตรงกลางระหว่างแบรนด์ที่เน้นฟังก์ชันและราคาสบายกระเป๋า กับแบรนด์ใหญ่ที่ขายในราคาสูงลิ่ว

“ความยากคือจะทำยังไงให้คนกลุ่มแรกเข้าใจว่าเราขายแพงกว่าเพราะอะไร และจะทำยังไงให้กลุ่มบนกับกลุ่มกลางยอมรับเรา เราเลยมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งยังไม่ถึงเวลานะ เราว่าอาจจะยังไม่ใช่ปีนี้ แบรนด์เราต้องแข็งแรงกว่านี้อีก 

“เราอยากให้แบรนด์ไทยแข็งแรงมากขึ้น อยากสร้างศรัทธากับสินค้า ให้คนไทยกล้าทดลองใช้สินค้าเราและแบรนด์อื่น ๆ ถ้าภาพเก่า เรายอมรับว่าการจะทำสินค้าแต่ละอย่างให้ดีค่อนข้างยากเพราะติดเรื่อง Volume แต่วันนี้เรามีตัวเลือกเยอะขึ้นแล้ว เราเชื่อว่าแบรนด์ของคนไทยไม่ได้เป็นรองต่างชาติ ถ้าเกิดการสนับสนุนก็จะเกิดการหมุนเวียน แล้วทำให้แบรนด์แข็งแรงขึ้น พอแบรนด์แข็งแรงขึ้น คนก็จะกล้าใช้ของที่ดีขึ้น และยกระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ”

ก่อนจากกันเรามองไปยังหมวกสีเขียวสบายตาที่ต้นพูดถึงด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะลึกลงไปในความสวยงามภายนอกนั้น คือเรื่องราวความตั้งใจอย่างแรงกล้าของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจผลิตสินค้าคุณภาพดี เพื่อให้คนใช้ชีวิต ‘นอกบ้าน’ ได้สะดวกสบายขึ้น พร้อมกับดูแล ‘นอกบ้าน’ ที่เราไปเยือนโดยเฉพาะผืนป่าและธรรมชาติอันแสนสงบให้คงอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

Lessons Learned

  • การเริ่มต้นจากสิ่งที่สนใจและรู้จริง ช่วยให้จับ Pain Point ในตลาดได้ถูกจุด และสร้างความแตกต่างได้ง่ายขึ้น
  • Branding ไม่ใช่แค่เรื่องโลโก้หรือ CI แต่เป็นตัวตนและความตั้งใจของแบรนด์ที่คนจดจำ
  • หมั่นมองหาจุดที่พัฒนาต่อได้ จะทำให้ธุรกิจไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล