16 ธันวาคม 2024
2 K

มือกีตาร์ทั่วประเทศเคยมาร้านนี้

ทุกคนเรียกที่นี่ว่า ‘ร้านเบ๊’ ชื่อเต็ม ๆ คือห้างดนตรีเบ๊ เงียบ เส็ง ร้านเครื่องดนตรีร่วม 72 ปี ผู้บุกเบิกการขายกีตาร์ในย่านเวิ้งนาครเขษม จนเป็นย่านซื้อขายเครื่องดนตรีระดับตำนาน

เมื่อเมืองเปลี่ยนแปลง เบ๊ เงียบ เส็ง ย้ายตัวเองออกมาตั้งร้านในสามย่าน และพาตัวเองเข้าห้างสรรพสินค้า กลายเป็นร้านเครื่องดนตรีร้านแรกที่ขายในห้าง โดยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Music Concept ปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ใจกลางเมือง

“เครื่องดนตรีเป็นศิลปะ การขายของเป็นศิลปะ และลูกค้าของเราก็เป็นศิลปิน เพราะฉะนั้นนี่คือธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน”

ต้น-วนรัตน์ ทักข์ทานต์ Marketing Manager ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งร้านขายเครื่องดนตรี เบ๊ เงียบ เส็ง ซึ่งอยู่คู่กับนักดนตรีไทยมากว่า 7 ทศวรรษกล่าวเอาไว้ และมันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ 

จากร้านขายของเก่า สู่ร้านขายกีตาร์ร้านแรกของไทย

หากเราย้อนเวลากลับไปในยุค 50 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกเริ่มรู้จักดนตรีร็อกแอนด์โรล การมาตั้งฐานทัพในประเทศไทยของทหารอเมริกันทำให้เราเริ่มซึมซับวัฒนธรรมดนตรีของพวกเขามาทีละนิด หนึ่งในสิ่งของที่ทหารพลเรือนเหล่านั้นนำติดตัวมาคือเครื่องดนตรีเพื่อใช้ในการเล่นยามพักผ่อน 

“ในเวลานั้นร้านเบ๊ เงียบ เส็ง คือร้านขายของเก่าของมือสองจำพวกเครื่องไฟฟ้า วิทยุ และกล้อง ผมเกิดไม่ทันในยุคนั้น แต่จำได้ว่าเคยไปเห็นโกดังเก็บของของที่บ้านแล้วเจอเลนส์กล้องเยอะมาก จนวันหนึ่งมีคนเอากีตาร์มาขาย ซึ่งก็น่าจะเป็นของทหารอเมริกัน ช่วงนั้นจะมีเครื่องดนตรีเข้ามาขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกเป็นกีตาร์โปร่งและไวโอลิน” ต้นเล่าเรื่องราวประวัติของร้านที่ก่อตั้งโดยอากงของเขาให้เราฟัง 

“จุดเปลี่ยนมาอยู่ในวันที่กีตาร์ยี่ห้อ Fender ถูกนำมาขายต่อให้ร้านครับ พอได้มาเราก็นำมาวางขาย แล้วมันก็ขายออกได้แทบจะทันที จนอากงและคุณพ่อเริ่มสนใจและอยากหาข้อมูลเกี่ยวกับยี่ห้อนี้ให้มากยิ่งขึ้น” 

การหาข้อมูลในยุค 50 นั้นเป็นเรื่องยากแต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อกีตาร์ตัวนี้เขียนว่า Made in USA สิ่งที่ทางร้านเบ๊ เงียบ เส็ง ทำคือการติดต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อหาข้อมูล ที่อยู่ และช่องทางติดต่อกับบริษัท Fender ในสหรัฐอเมริกาโดยตรง เพื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการสั่งสินค้ามือหนึ่งเพื่อเอามาขายในฐานะผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ 

“สมัยก่อนในเยาวราชจะมีอาชีพอยู่อาชีพหนึ่ง นั่นก็คือล่ามสำหรับธุรกิจ เขาจะช่วยพิมพ์จดหมายให้เป็นภาษาอังกฤษ เราก็ไปขอให้เขาเขียนจดหมายไปหา Fender ครับ พอส่งจดหมายไปก็รออยู่นานเลย พอทางนั้นจะตอบกลับมาว่าพวกเขายินดีที่จะทำธุรกิจกับเรา นั่นก็คือจุดเริ่มต้น จุดที่ทำให้เมืองไทยคือตัวแทน Fender นอกสหรัฐฯ เป็นเจ้าแรก ๆ ผมพูดได้เลยว่าเบ๊ เงียบ เส็ง และ Fender โตมาด้วยกัน”

ข้อดีของการเป็นเจ้าแรกคือการเป็นผู้นำ ส่วนข้อเสียของการเป็นผู้นำคือทางร้านไม่มีแบบอย่างให้ลอกเลียนหรือทำตาม นั่นหมายความว่าขั้นตอนการติดต่อ การสั่งของ และชุดความรู้เกี่ยวกับธุรกิจดนตรี ทั้งอากงและคุณพ่อของคุณต้นต้องเรียนรู้เองทั้งหมด 

ขวบปีแรกของการทำธุรกิจกับ Fender ทางร้านสั่งกีตาร์เข้ามาเพียงหลักสิบตัว เมื่อกีตาร์มาถึง สิ่งแรกที่อากงและคุณพ่อของคุณต้นต้องทำคือถอดชิ้นส่วนออกทุกชิ้น ก่อนที่จะประกอบกลับเข้าไปให้เหมือนเดิม เพื่อทำความเข้าใจว่าในกีตาร์ตัวหนึ่งนั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนแบบไหนบ้าง เพราะด้วยความที่ในยุคนั้นไม่มีอาชีพคนซ่อมกีตาร์ หากจะมีใครสักคนที่ซ่อมเป็นและเซตอัปได้ คนคนนั้นก็ต้องเป็นคนขายนี่แหละ ดังนั้น การทำความเข้าใจสินค้าที่ร้านขายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แม้ว่าทั้งอากงและคุณพ่อของเขาจะเล่นดนตรีไม่เป็นกันทั้งคู่ แต่พวกเขากลับรู้จักกีตาร์เป็นอย่างดี และรู้ว่าหากลูกค้าต้องการเสียงที่แตกต่างจากเดิมจะต้องเปลี่ยนอะไรในตัวกีตาร์บ้าง 

อีกหนึ่งแหล่งความรู้ที่ดีที่สุดก็มาจากลูกค้า ในเวลาที่ร้านขายเครื่องดนตรียังมีไม่เยอะ นักดนตรีมักมารวมตัวและพูดคุยกันที่ร้าน นั่นเป็นโอกาสที่ดีที่ทางร้านจะเรียนรู้และเข้าใจถึงความต้องการของนักดนตรีเพิ่มเติม 

และเมื่อปิดร้าน สิ่งที่คุณพ่อของคุณต้นทำคือการไปใช้เวลาอยู่กับนักดนตรีตามสตูดิโอและคอนเสิร์ต ทำให้รู้ว่าธุรกิจขายเครื่องดนตรีนั้นจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีทั้งความรู้และความหลงใหลหรือแพสชัน ที่สำคัญ ธุรกิจขายเครื่องดนตรีคือธุรกิจที่ผู้ซื้อกับผู้ขายต้องเติบโตไปพร้อมกัน เรียนรู้ไปพร้อมกัน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

จากนักดนตรีเดินเวิ้ง สู่คนรักดนตรีที่เดินห้าง

ร้านขายเครื่องดนตรีเบ๊ เงียบ เส็ง ตั้งอยู่ในย่านการค้าเวิ้งนาครเขษม นักดนตรียุคก่อนทราบกันดีว่าหากต้องการเครื่องดนตรีให้มาที่ ‘เวิ้ง’ และ หากอยากได้ Fender ให้มาที่ ‘เบ๊’ 

“เบ๊ คือชื่อแซ่ของผมครับ ในเวิ้งนาครเขษมมีคนแซ่เบ๊เยอะมาก และร้านค้าของคนแซ่เบ๊ก็จะขึ้นต้นว่าเบ๊กันทั้งหมด ชื่อร้านเลยอาจจะจำยากและเรียกยากจนเกิดการสับสนอยู่บ้างสำหรับลูกค้าที่ไม่คุ้นเคย ทางคุณพ่อและตัวผม ซึ่งตอนนั้นเริ่มเข้ามาช่วยธุรกิจแล้วก็เลยคิดว่า หากจะเปิดร้านเพิ่มอีกสาขา ก็จะใช้ชื่อใหม่ไปเลยและเป็นชื่อภาษาอังกฤษ”

ต้นยุค 90 คุณต้นเปิดร้าน Music Concept ซึ่งเป็นเหมือนกับเบ๊ เงียบ เส็ง สาขาที่ 2 ในห้าง World Trade Center เพื่อเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่นอกเหนือไปจาก ‘นักดนตรีเดินเวิ้ง’ ให้เป็น ‘คนรักดนตรีที่เดินห้าง’ ดูบ้าง แน่นอนว่าสินค้าเรือธงของร้านยังคงเป็น Fender ที่มีเครื่องดนตรีครบทุกชนิดสำหรับการสร้างวงดนตรี 1 วง แถมยังมีการเติมสินค้าแบรนด์อื่นเข้าไปเพื่อเพิ่มทางเลือกของคนดนตรีในยุคนั้นเข้าไป เช่น ยี่ห้อ Music Man แอมป์ยี่ห้อ Hughes & Kettner และอื่น ๆ อีกมากมาย 

ในช่วงเวลานั้น ใหญ่-วิภูสนา ทักข์ทานต์ Business Development ซึ่งเป็นภรรยาของคุณต้นก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการช่วยบริหารร้าน 

สิ่งที่คุณใหญ่เติมเต็มให้กับ Music Concept รวมไปถึงเบ๊ เงียบ เส็ง ก็คือมุมมองของผู้บริโภค เนื่องจากคุณใหญ่ไม่ได้อยู่กับธุรกิจนี้ตั้งแต่เริ่มเหมือนคุณต้น เธอจึงมองภาพธุรกิจในเชิง Outside-in ได้มากกว่า Inside-out 

“เราพยายามเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นพ่อค้าแม่ค้าให้มาเป็นคนขายของที่มีแพสชันในของสิ่งนั้นพอ ๆ กับลูกค้า เราไม่ได้เล่นดนตรี เลยต้องอ่านและศึกษาเพิ่มเติมเยอะมาก ๆ เพื่อให้คุยกับลูกค้าให้รู้เรื่อง ดีเทลที่ลูกค้าส่วนใหญ่อาจไม่สนใจเราควรสนใจเอาไว้ก่อน เพราะหากวันหนึ่งเราได้ไปเจอกับลูกค้าส่วนน้อยที่ใส่ใจในดีเทลเหล่านั้น เราจะได้พร้อมคุยกับเขา ส่วน Business Model ของการขายเครื่องดนตรีคือแพสชัน ดนตรีไม่ใช่ปัจจัยสี่ ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องมีหรือเล่นเป็น เพราะฉะนั้น หากใครจะพยายามเก่งหรือรักในดนตรีย่อมต้องมีแพสชันที่มากกว่าปกติ เมื่อลูกค้ามีแพสชัน เราก็ต้องใส่แพสชันลงไปในธุรกิจด้วยค่ะ” คุณใหญ่เล่าถึงสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้เมื่อก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจขายเครื่องดนตรี 

“เราต้องพยายามเข้าใจลูกค้า เพราะเครื่องดนตรีไม่ใช่สินค้าราคาถูกนะ บางครั้งเรายังมาช่วยลูกค้าต่อราคากับพี่ต้นเลย (หัวเราะ) สินค้าอาจไม่ใช่ของราคาถูก แต่เราขายอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผล เมื่อราคาสมเหตุสมผล ลูกค้าจับต้องได้ โอกาสขายได้ก็จะเพิ่มขึ้น ทุกฝ่ายก็มีความสุข” 

หนึ่งในปัญหาสุดคลาสสิกที่นักดนตรีทุกยุคทุกสมัยต้องเจอก็คือปัญหาเรื่องการบริการ จุดนี้ทั้งคุณต้นและคุณใหญ่ทราบดีว่าการให้บริการที่ดีคือสิ่งจำเป็นในธุรกิจขายเครื่องดนตรีอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่ธุรกิจที่จะปิดการขายได้ภายในวันเดียวเสมอไป การมาร้านขายเครื่องดนตรีรอบแรกอาจจะเป็นการเข้ามาดูเฉย ๆ การมาครั้งที่ 2 อาจเป็นการขอลองเล่นจริง ครั้งที่ 3 อาจเป็นการต่อราคา กว่าจะมีการซื้อขายกันจริง ๆ อาจเป็นครั้งที่ 5 หรือ 6 ดังนั้น ประสบการณ์และการบริการที่ลูกค้าได้รับในร้านต้องสร้างความประทับใจให้ได้มากที่สุด 

ในยุคหนึ่งที่นักดนตรีกลัวการขอลองกีตาร์ราคาแพง คุณต้นได้เสริมในจุดนี้ว่า 

“คนที่มาลองมักมีศักยภาพที่จะเป็นลูกค้า เขามาลองถึงที่แล้วนะ โอกาสซื้อก็มีแล้ว โอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าต่อให้ไม่ซื้อวันนี้ก็จะซื้อในอนาคต ยิ่งเป็นสมัยเวิ้งซึ่งเดินทางยากเขาก็อุตส่าห์มาลอง เขากล้าขอลองกีตาร์ราคาแพง นั่นแปลว่าเขามีใจแน่ ๆ เขาอาจจะไม่พร้อมในวันนี้ แต่ในวันหนึ่งเขาจะพร้อมครับ เราดูแลเขาให้ดีเพื่อวันที่เขาพร้อมซื้อเขาจะได้นึกถึงเรา เพราะฉะนั้น เรื่องลองกีตาร์อะมาเลย ขอให้มาเถอะ ดีกว่าร้านโล่ง ๆ แล้วไม่มีใคร”

เพราะคงไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าร้านขายเครื่องดนตรีที่ปราศจากเสียงดนตรี

ในความสนุกสนานและความประทับใจย่อมต้องมีปัญหาที่ได้พบเจอระหว่างทางบ้าง ยังถือว่าเป็นโชคของทางร้านที่ปัญหาเหล่านั้นยังเป็นปัญหาที่แก้ได้ 

“ถ้าจะถามเรื่องวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ร้านได้เจอก็น่าจะมีอยู่ 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ครั้งที่ 2 คือตอนเจอม็อบปิดถนนหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ และครั้งที่ 3 ก็คือสถานการณ์โควิด-19 หนักสุดคือโควิดเพราะเปิดขายหน้าร้านไม่ได้แบบไม่มีกำหนด เราจึงต้องคิดแผนการตลาดใหม่ ๆ ออกมาเพื่อสู้กับสถานการณ์ในขณะนั้น เราจัดการแข่งขันเพื่อแจกรางวัลให้นักดนตรีที่ออกไปทำมาหากินไม่ได้ เราเพิ่มบริการดิลิเวอรีเข้ามาสำหรับคนที่อยากได้เครื่องดนตรีไปเล่นที่บ้าน เราพยายามหาโอกาสใหม่ ๆ ท่ามกลางวิกฤตที่เราต้องเจอ และนั่นเป็นช่วงเวลาที่เราได้เริ่มสร้างคอนเทนต์ดนตรีในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ด้วย”

เป็นเรื่องปกติที่ธุรกิจจะหันมาทำคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ฐานที่มั่นหลักของ Music Concept และเบ๊ เงียบ เส็ง คือช่อง YouTube 

จุดเด่นของช่องนี้ คือให้ความรู้ ขายของน้อยมาก 

มือกีตาร์หลายคนน่าจะเคยได้เห็นคอนเทนต์ดนตรีทางช่องของ musicconceptthailand และ Bae Ngiep Seng ซึ่งมีรายการที่ฮิตในหมู่นักดนตรีอย่าง โตมากับ Fender รายการที่สัมภาษณ์นักดนตรีหลากหลายรุ่น พูดถึงความผูกพันที่มีต่อ Fender และเรื่องราวเส้นทางดนตรีที่สนุก มีเรื่องราว สร้างแรงบันดาลใจได้

“การทำคอนเทนต์ต้องจริงใจ ไม่ใช่เอาแต่ขายของอย่างเดียว คอนเทนต์ส่วนใหญ่ของเราจึงไม่ใช่การขาย แต่เป็นการทำให้คนรักและอยากเล่นดนตรี เพราะถ้าเราทำให้คนอยากจับเครื่องดนตรีได้ เดี๋ยวก็จะมีสัก 20% กระเด็นมาซื้อของที่ร้านเราเอง การเพิ่มจำนวนคนเล่นดนตรี เท่ากับการเพิ่มลูกค้าไปในตัว”

ต้นทางของนักดนตรี

ในการเข้ามามีบทบาทบริหารร้าน Music Concept อย่างเต็มตัว คุณต้นนำเอาชุดความรู้ที่ได้จากอากงและคุณพ่อมาต่อยอดให้กับทางร้านจนเป็นที่ไว้วางใจของนักดนตรีทุกรุ่นทุกสมัย การได้ทำร้านขายเครื่องดนตรีซึ่งเป็นเหมือน ‘ต้นทาง’ ของนักดนตรี ทำให้เขาพบเจอกับเรื่องราวที่น่าประทับใจมากมาย 

“ผมยังจำวันที่ คุณ ช.อ้น ณ บางช้าง จูงลูกชายเข้ามาแนะนำให้รู้จักได้ คุณ ช.อ้น บอกว่านี่คือลูกชายนะ กำลังจะออกเทป ผมพาเขามาเลือกกีตาร์ (ลูกชายของคุณ ช.อ้น คือ แฮ็ค-ฐาปนา ณ บางช้าง มือกีตาร์วง CLASH) หรือจะเป็นวันที่ พี่ป้อม-อัสนี โชติกุล โทรหาคุณพ่อผมแล้วบอกว่า กำลังจะมีศิลปินหน้าใหม่คนหนึ่งไปที่ร้านเบ๊ฯ ศิลปินคนนั้นอยากได้ Fender ที่คอ (Fingerboard) มีรูปดาว ช่วยหาให้เขาลองหน่อย บังเอิญกีตาร์ที่มีรูปดาวตัวนั้นที่เบ๊ฯ หมด แล้วตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในประเทศไทยอยู่ที่ร้าน Music Concept นั่นจึงทำให้ผมเป็นคนแรกที่ได้เห็นคนคนนั้นได้เล่น ได้สะพาย Fender รุ่น Richie Sambora Signature ที่ต่อมากลายเป็นภาพจำของเขา ศิลปินคนนั้นคือ เสก โลโซ ครับ”

อีกหนึ่งความประทับใจและภูมิใจที่สุดของทางร้านน่าจะเป็นวันที่พวกเขาได้ผลักดันจนทำให้ศิลปินไทยมีกีตาร์รุ่น Signature Model กับแบรนด์ระดับโลกได้ 

“คุณอา โอ้-โอฬาร พรหมใจ เลิกเล่นดนตรีไปพักใหญ่ มีอยู่วันหนึ่งที่เขาอยากกลับมาเล่น เขาจึงมาเลือกกีตาร์ที่ร้าน ด้วยฝีมือของอาโอ้ เขาเลือกยี่ห้อไหนก็ได้ แพงขนาดไหนก็ได้ แต่ในวันนั้น อาโอ้เลือกกีตาร์ยี่ห้อ Squier ซึ่งเป็นแบรนด์รองราคาประหยัดของ Fender กลับบ้านไป เราเองตกใจแต่ก็ดีใจ เพราะเป็นวันที่ทำให้เรามั่นใจว่าต่อให้ Squier เป็นแบรนด์รอง แต่การที่คนฝีมือระดับเขาเลือกที่จะซื้อกลับไป แปลว่ามันต้องดีมาก ๆ 

“ทางเราประทับใจเรื่องนี้ เราเลยมักเอาเรื่องนี้ไปเล่าเวลามีประชุม Distrubutor Meeting ประจำปีกับทาง Fender เราพูดเรื่องนี้อยู่ 2 – 3 ปี จนมีอยู่ปีหนึ่งที่ Sales Director ของ Fender มาขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัว และบอกกับเราทั้งคู่ว่า เขาสนใจที่จะทำกีตาร์ Squier รุ่น Signature Model ให้กับโอฬาร” 

คุณต้นและคุณใหญ่ช่วยกันเล่าถึงเรื่องราวของวันนั้นด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนานราวกับเรื่องเพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน 

“ตอนแรกไม่กล้าบอกอาโอ้ เพราะเราเองก็ไม่มั่นใจว่าทาง Fender จริงจังแค่ไหน แต่ระหว่างนั้นก็มีการแอบถามอาโอ้ว่าชอบกีตาร์สเปกไหน ถ้าออกแบบได้เองอยากจะให้เพิ่มเติมตรงไหนบ้าง เราเก็บข้อมูลมาเรื่อย ๆ และรอให้ขั้นตอนมันดำเนินไปจนเป็นรูปเป็นร่างถึงขั้นได้เห็นโปรโตไทป์ เราถึงมั่นใจพอที่จะบอกอาโอ้ว่า สิ่งสิ่งจะเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วนะ

“วันที่กีตาร์มาถึงไทยตรงกับวันเกิดของอาโอ้พอดี เราจึงเชิญอาโอ้มารับกีตาร์ที่ร้าน อาโอ้ถึงกับน้ำตาซึมเลย เราอยากถ่ายรูปอาโอ้ถือกีตาร์เอาไว้แต่วันนั้นช่างภาพดันไม่อยู่ มือถือก็ยังถ่ายภาพออกมาได้ไม่ดี เลยพากันไปถ่ายรูปที่ร้านถ่ายรูปติดบัตรในห้างค่ะ (หัวเราะ) ขนกันไป 3 ตัว 3 สี เอาแอมป์ติดตัวไปด้วย แล้วก็ถ่ายภาพกันในร้านทันที” 

นี่เป็นเรื่องพิเศษที่ยากจะเกิดขึ้นได้ และ โอ้-โอฬาร พรหมใจ เป็นศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนแรกที่ได้กีตาร์ซิกเนเจอร์จากบริษัท แถมเป็นการได้โดยปราศจากการ Pitching กับบริษัทแม่ด้วย เพราะสิ่งที่ทางคุณต้นและคุณใหญ่ทำมีเพียงการเล่าถึงความประทับใจที่นักดนตรีคนหนึ่งมีให้กับกีตาร์แบรนด์หนึ่งอย่างจริงใจ

ถือว่าเป็นหมุดหมายและผลงานที่น่าจดจำของร้านขายเครื่องดนตรีเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวอย่างเบ๊ เงียบ เส็ง 

Website : www.behngiepseng.com

Lessons Learned

  • ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ทั้งคนที่เป็นทีมงานของเราและคนที่เป็นลูกค้า 
  • การขายแบรนด์สินค้าที่เป็นอันดับ 1 ในตลาดไม่ได้หมายความว่าร้านของคุณจะเป็นอันดับ 1 ไปด้วย ต้องหมั่นพัฒนาและหาความรู้ 
  • แพสชันคือสิ่งสำคัญ อย่าให้หมดเด็ดขาด หากยังสนุกกับงานแปลว่าเรายังมีแพสชัน เมื่อไหรที่ไม่สนุก เราต้องหาทางทำให้แพสชันนั้นกลับมา

Writer

แพท บุญสินสุข

อยู่ในวงการดนตรีมา 20 กว่าปี ไม่ค่อยปังแต่ทำมาเยอะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์