ถ้านี่เป็น TikTok เราคงขึ้นต้นด้วยประโยค ‘ร้านแว่นลับในย่านเพลินจิต’ ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว ขณะที่ยืนลังเลอยู่พักหนึ่งว่าบันไดตรงหน้าใช่อันเดียวกับในแผนที่หรือเปล่า เมื่อแน่ใจแล้วก็สาวเท้าเดินขึ้นไปยังชั้น 2 เพื่อตามหาร้านแว่นตาที่นัดหมายไว้
เฟิร์น-อานิกนันท์ เอี่ยมอ่อง เปิดประตูออกมาต้อนรับ พร้อมเสียงเครื่องจักรที่ อาร์ต-ชนกันต์ อุโฆษกุล กำลังใช้ทำแว่นชิ้นใหม่ “บางคนบอกว่าที่นี่เหมือนคลินิกเลย” เฟิร์นเล่าติดตลก ส่วนเราว่าเหมือนพิพิธภัณฑ์แว่นตาสุดเก๋มากกว่า
ที่นี่คือ Arty&Fern Eyewear ร้านแว่นตาของอาร์ตและเฟิร์นที่ไม่มีแว่นตาในสต็อกให้เลือกสรรหรือลองสวมใส่ แต่ต้องจองล่วงหน้าเพื่อเข้ามาพูดคุยจนได้แบบที่ใช่ ก่อนจะใช้เวลาผลิตอย่างน้อย 2 – 3 สัปดาห์ ด้วยฝีมือของ 2 นักออกแบบผู้ไปร่ำเรียนวิชาจากโรงเรียนแว่นตาเก่าแก่ในฝรั่งเศส ผลงานแต่ละชิ้นจึงกลายเป็น ‘แว่นสำหรับคุณที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก’

แม้ร้านจะลึกลับ กระบวนการจะยาวนาน แต่นับเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าและน่าตื่นเต้น เห็นได้จาก ลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ที่ไว้วางใจจนธุรกิจเดินทางมาได้นับสิบปี
Arty&Fern ทำอย่างไรให้กิจการยืนหยัดได้นาน แม้จะผลิตได้น้อย และไม่บ่อยนักที่คนเราจะเปลี่ยนแว่นอันใหม่
หลังจากเสียงเครื่องมือทำแว่นตาเงียบลง บทสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้น 2 ผู้ก่อตั้งค่อย ๆ เฉลยคำตอบให้เราฟัง
วิชาทำแว่น 101
ย้อนไปก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจไปเรียนที่ฝรั่งเศส อาร์ตเป็นครีเอทีฟโฆษณาและนักสะสมแว่นตาตัวยง และชอบถึงขั้นที่ตอนเด็ก ๆ พยายามไปดูทีวีใกล้ ๆ เพราะอยากสายตาสั้นจะได้ใส่แว่นตาเท่ ๆ กับเขาบ้าง ส่วนเฟิร์นเป็นกราฟิกดีไซเนอร์และเป็นลูกหลานร้านแว่นตา แต่ไม่ได้คิดว่าจะเข้ามาทำงานสายนี้ เพราะร้านแว่นตาบ้านเราส่วนใหญ่เน้นการวัดค่าสายตาและแก้ปัญหาการมองเห็น ซึ่งดูใกล้สายวิทย์มากกว่าสายศิลป์ และไกลจากความสนใจของเธอ
แต่แล้ววันหนึ่ง จุดเปลี่ยนก็มาถึง เมื่ออาร์ตเอ่ยถามเฟิร์นถึงวีธีการทำแว่นตา
“เฟิร์นก็เหมือนอึ้ง ๆ ไป ตอบไม่ได้เลย เพราะธุรกิจร้านแว่นตาตอนนั้นมันคือการซื้อมาขายไป แต่ละแบรนด์ซื้อผ่าน Distributor แล้วก็ประกอบเลนส์ เราไม่มีความรู้เรื่องกรอบแว่นเลยว่าจะลงไปออกแบบได้มากน้อยแค่ไหน หรือผลิตเองได้ด้วยเหรอ หลังจากที่ตอบไม่ได้ก็เลยรู้สึกว่าเสียความมั่นใจ” เฟิร์นเล่าติดตลก “คำถามนั้นเลยจุดประกายให้เราสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง”
หลังจากที่ทั้งคู่พยายามหาคำตอบ ทั้งลองผิดลองถูกลงมือทำ เอาแว่นที่มีอยู่แล้วมาใส่คอนเซปต์ตกแต่งเพิ่มเติมลงไปบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกว่าวิธีนี้ไม่ใช่คำตอบ


“เราว่าแว่นตาต้องมีศาสตร์ที่ถูกต้องของมันสิ” เมื่อนึกได้ดังนั้น เฟิร์นและอาร์ตก็เริ่มค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่ามีที่ไหนรับสอนทำที่ลึกลงไปกว่าการประกอบแว่นตาหรือเปล่า จนมาลงเอยที่โรงเรียนสอนทำแว่นตาเก่าแก่ในฝรั่งเศส ซึ่งเต็มไปด้วยปรมาจารย์ที่เข้าใจกระบวนการทำอย่างลึกซึ้งและถนัดการขึ้นต้นแบบแว่นตาก่อนนำไปผลิตจริง อาร์ตและเฟิร์นจึงพกความสงสัยเดินทางไปหาคำตอบไกลข้ามทวีป โดยคิดว่าน่าจะนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดทำอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าคำตอบนั้นคืออะไร แถมยังเป็นนักเรียนเอเชียคู่แรกในโรงเรียนแห่งนี้ จึงต้องนั่งฟังล่ามที่คอยประกบแปลภาษาฝรั่งเศสเป็นอังกฤษตลอดการเรียนการสอน
พอพูดถึงการเรียนทำแว่นตา บวกกับพื้นเพด้านการออกแบบของทั้งคู่ ทำให้เรานึกภาพอาร์ตและเฟิร์นสนุกกับเทคนิคการทำแว่นดีไซน์เก๋แปลกตาหรือรูปทรงหวือหวาล้ำสมัย ทว่าสิ่งที่ทั้งคู่สะดุดใจเป็นพิเศษกลับไม่ใช่เรื่องนั้น
“ตอนไปเรียน อาจารย์พูดถึงเคสที่เขาเคยทํางานมา ทั้งในแง่ความสวยงาม ความประณีต ไปถึงการออกแบบที่ช่วยให้พอดีกับใบหน้าและสรีระคนที่หาแว่นตายาก เราว่าน่าสนใจมาก เพราะการออกแบบแว่นตาเพื่อช่วยคนใหม่สําหรับเราเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จึงจุดประกายอะไรบางอย่างให้กับเรา”
เมื่อเฟิร์นและอาร์ตเดินทางกลับไทยและตกตะกอนได้ว่าน่าจะมีหลายคนที่พบปัญหาแว่นตาไม่พอดีกับสรีระของใบหน้า จึงตัดสินใจทำร้านแว่นตาที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยใช้เวลา 1 ปี จัดหาอุปกรณ์และคิดรูปแบบบริการด้วยตัวเอง จนออกมาเป็นร้าน Arty&Fern Eyewear ที่ซ่อนความพิเศษไว้ในชั้น 2 ของอาคารแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน


Custom-made & Service Mind
“เหมือนเวลาเราอยากตัดชุดให้เหมาะกับกับตัวเอง” ทั้งคู่อธิบายถึงความต้องการของลูกค้า เพราะแม้ว่าแว่นตาในตลาดจะมีให้เลือกสรรมากมาย แต่บางคนอาจประสบปัญหา ขนาดพอดี แต่ทรงแว่นไม่ใช่ บางทีสวมใส่แล้วไม่ถนัดหรือไม่มั่นใจ บางคราวแว่นที่ผลิตมาแบบ ‘พร้อมสวมใส่’ จึงอาจจะยังไม่ตอบโจทย์
ช่องว่างเหล่านี้คือสิ่งที่ Arty&Fern เข้ามาเติมเต็มได้พอดี เพราะทางร้านจะออกแบบแว่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทีละชิ้น โดยต้องจองคิวนัดหมายกับทางร้าน เพื่อวัดขนาด พูดคุยถึงความต้องการ ปัญหาที่เจอ ความชอบ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ ซึ่งกินเวลาหลายนาที (บางทีอาจเป็นชั่วโมง) แล้วรอผลิตอย่างน้อย 2 – 3 สัปดาห์ เพื่อให้ที่ออกมามีขนาดและรูปทรงเหมาะกับเค้าโครงหน้า สวมใส่สบาย และมั่นใจในทุก ๆ วัน


ผลงานของพวกเขาจึงมีทั้งแว่นตารูปทรงเรียบง่าย แต่แฝงความหมายบางอย่าง เช่น ลูกค้าที่อุ้มเจ้าเหมียวมาโชว์สีเท้า-สีขนเป็นต้นแบบ ไปจนถึงรูปทรงแปลกตาอย่างขาแว่นตารูปดินสอสีเหลือง
“เจ้าของแว่นเขาเป็น Illustrator วาดรูปด้วย เป็นดีไซเนอร์ด้วย ไอเดียมาจากวันที่ลูกค้ามาที่ร้าน แล้วขอวาดอะไรสักอย่าง พอวางดินสอลง เลยนึกได้ว่ารูปทรงดินสอน่าจะเป็นขาแว่นได้นี่นา


“ส่วนอีกชิ้นที่ขาแว่นเป็นรูปดินสอ 2B เจ้าของแว่นเป็นติวเตอร์สอนเคมี เขาบอกว่าเด็ก ๆ ทุกวันนี้ใช้ iPad กันหมดแล้ว เขากลัวว่าตอนไปสอบจะใช้ดินสอ 2B ไม่เป็น เลยอยากให้เด็ก ๆ คุ้นเคย เฟิร์นฟังเรื่องราวแล้วคิดว่าน่ารักมากมากเลย”


นอกจากการออกแบบแล้ว ทั้งคู่ยังบรรจงคัดสรรวัสดุข้างในให้คงทน โดยใช้เซลลูโลสอะซิเตท เป็นวัสดุที่ใช้ทำกรอบแว่นโดยเฉพาะ มีความเหนียวและทน ปิดท้ายด้วยการแถมผ้าเช็ดแว่นตาที่ทางร้านสั่งทำพิเศษ กับการ์ดขอบคุณเป็นภาพวาดลูกค้าสวมแว่นตาจากลายเส้นของเฟิร์น
และหากใส่ไปนาน ๆ อยากทำความสะอาดซ่อมแซม เพื่อยืดอายุการใช้งานก็ส่งกลับมาให้ทางร้านได้เช่นกัน จนเรียกได้ว่าเป็นทั้งงานฝีมือแสนประณีตและบริการด้วยหัวใจตั้งแต่ต้นจนจบ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Arty&Fern มีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ทั้งกลุ่มคนที่อยากมีแว่นพอดีกับใบหน้า สวมใส่แล้วรู้สึกสบาย มั่นใจ ไปจนถึงแว่นที่สั่งทำพิเศษสำหรับงานแฟชั่นโชว์
“ในบ้านเรา ดีไซเนอร์แบรนด์เน้นแฟชั่นเสื้อผ้า แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เขาขาดคือแว่นตาที่ทําให้คอลเลกชันนั้นสมบูรณ์ขึ้น ที่ผ่านมาจึงมีแบรนด์แฟชั่นต่าง ๆ มาให้เฟิร์นกับอาร์ตทําชิ้นที่ใช้สำหรับเดินในแฟชั่นโชว์”
นอกจากการลงมือทำแว่นตาแล้ว ล่าสุดทั้งคู่ยังสานฝันที่ทดไว้ในใจมาแสนนานแต่เพิ่งได้ลงมือทำหลังจากสั่งสมประสบการณ์มาพักใหญ่ นั่นคือเวิร์กช็อปสอนทำแว่นตา ซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มนักศึกษา คนที่อยู่ในแวดวงแว่นตา คนที่สนใจอยากเสริมทักษะเหล่านี้หรืออยากต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต
หากมองย้อนไป คงคล้ายกับตอนที่เฟิร์นและอาร์ตสงสัยว่าแว่นตาทำอย่างไร แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่เมื่อกลายเป็นคนที่ตอบคำถามนั้นให้กับตัวเองและคนอื่นได้ จึงนับว่าเป็นก้าวใหม่ที่น่าชื่นใจไปอีกขั้น


อยากจะมองให้ชัด ชัดยิ่งกว่านี้อีกหน่อย
10 ปี คือเวลาที่นานพอจะเห็นการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ เช่นเดียวกับ Arty&Fern
“เราเคยคิดเรื่องการขยาย โดยฝึกฝนคนที่ให้บริการลูกค้าได้แบบเรา แต่เราเป็นคนผลิต ซึ่งสุดท้ายเรารู้สึกว่าไม่ใช่หนทางการเติบโตธุรกิจประเภทแว่นตา Custom-made เหมือน Chef’s Table ที่ลูกค้าจองมาเพราะไว้ใจเชฟคนนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยชิมเมนูนี้ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
“เฟิร์นมองว่าเสน่ห์ของการทําแว่นตา Custom-made คือบริการ การได้เจอลูกค้า 1 คนต่อการทำแว่น 1 อัน มีรายละเอียดอะไรมากมาย ตั้งแต่วันแรกที่เขามาหาเรา วันที่เขามารับแว่นตา แม้กระทั่งระหว่างทางที่ลูกค้าใช้งานแล้วเป็นยังไงบ้าง เฟิร์นว่ามันค่อนข้างละเอียดอ่อน เราเลยทำกันเองมาตลอด ไม่เคยจ้างคนอื่น และเราจะอยู่ตรงนี้ที่เดียว เป็นเหมือน Hidden Gem ในเพลินจิต (หัวเราะ)
“อีกอย่าง ถ้าจ้างคน เราก็ต้องใช้เวลาฝึกฝน มีต้นทุนเกิดขึ้นอีกเยอะมาก และอาร์ตคิดว่าอยากเก็บงานให้ได้ดีในมาตรฐานที่เขาวางเอาไว้ เลยไม่ได้จ้างคนมานั่งทํางานด้วย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือเราเรียนรู้และพัฒนาเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง วิธีทำแต่ละขั้นตอนให้เนี้ยบขึ้นหรือเร็วขึ้น เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น เราเติบโตไปทิศทางนี้มากกว่า”
นอกจากจะไม่ขยายสาขาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่ค้นพบคือการยืนหยัดว่าจะทำแว่นตาช้า ๆ ทีละชิ้นแทนการผลิตหลาย ๆ ชิ้นออกมาเป็นคอลเลกชัน เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยลองสั่งผลิตเป็นคอลเลกชันส่งไปตามห้างสรรพสินค้าและร้านรวงที่ติดต่อเข้ามา แม้ผลตอบรับจะออกมาดี แต่กลับพบว่านั่นไม่ใช่หนทางที่อยากจะเติบโตต่อไป
“เราได้เรียนรู้ว่า อ๋อ ทําแบบนี้ได้ด้วยนะ เป็นหนึ่งในทางที่จะทําให้ธุรกิจโต แต่ก็ได้รู้ว่าวิธีนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเราเท่าไหร่เหมือนกัน เพราะการแบกรับสต็อกทำให้รู้สึกเครียด ซึ่งก็เป็นวิธีขายทั่วไปนั่นแหละ เพียงแต่เราไม่ถนัดเอาเสียเลย เลยทําให้ชัดเจนมากขึ้นและคุยกันว่าอย่าหวั่นไหวในสิ่งที่เราอยากทำ ต้องทำสิ่งที่เราทําแล้วมีความสุข
“แม้กระทั่งร้านแว่นตาในต่างประเทศที่ต่อเข้ามา ที่จริงก็คงจะดีมากถ้าได้ไปฝากขายแล้วชื่อเราได้ไปอยู่ตรงนั้น แต่พอทํางานแบบ 1 : 1 กับลูกค้า ทำงาน Custom-made มาตลอด ทำให้รู้สึกกังวลถ้าต้องส่งของไปโดยไม่รู้เลยว่าหลังจากเขาลองใส่แล้วฟีดแบ็กจะเป็นยังไง เราชินกับการได้ให้บริการ ได้พุดคุยลึก ๆ กับลูกค้า เลยเรียกว่าเราไม่ถนัดวิธีนั้นดีกว่า”
ดังนั้น การเข้ามาพบปะพูดคุยกันที่ร้าน จึงนับเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับ Arty&Fern
“ถ้าลูกค้าอยู่ต่างประเทศหรืออยู่ต่างจังหวัด บางทีเฟิร์นจะบอกเลยว่า ถ้าเป็นไปได้ขอแค่ครั้งเดียวคือวันที่มาเจอกันวันแรก จะมีเรื่องการเก็บข้อมูล วัดหน้า ความกว้างระยะหู จมูก ความความห่างระหว่างตา 2 ข้าง วัดช่วงขมับ เก็บรายละเอียดไว้ทุกอย่าง เสร็จแล้วก็เก็บข้อมูลความชอบหรือสไตล์เฉพาะตัวของลูกค้า”
เฟิร์นอธิบายว่า นอกจากการวัดใบหน้าแล้ว การเจอกันต่อหน้ายังทำให้ได้พูดคุยถึงปัญหาที่ลูกค้าเจอแล้วอยากแก้ไข ดีไซน์ที่บางครั้งก็ปิ๊งไอเดียระหว่างบทสนทนา และการเลือกสีสัน-สัมผัสจากสิ่งที่เห็นตรงหน้าย่อมแจ่มชัดกว่าการพูดคุยแบบออนไลน์ หรือแม้แต่รายละเอียดยิบย่อย อย่างลูกค้าที่จำความกว้างของเลนส์มา แต่ตัดแว่นแล้วอาจไม่พอดีกับใบหน้า เพราะต้องรวมขนาดของกรอบแว่นเข้าไปด้วย Arty&Fern จึงเป็นร้านแว่นตาที่ต้องจองล่วงหน้าเข้ามาพูดคุยกันก่อนจะเริ่มออกแบบเสมอมา


แว่นขยายความสุข
นอกจากการเติบโตในแง่จำนวนลูกค้าและการเป็นที่รู้จักมากขึ้นทุกวันแล้ว เรื่องใหม่ที่ทำให้เฟิร์นและอาร์ตสุขใจในวันที่แบรนด์เดินทางมาถึงวันนี้ คือการได้กลับมาเจอลูกค้าคนเดิมตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เปิดร้าน
“เมื่อก่อนเราชอบความรู้สึกที่ลูกค้าได้ลองแว่นครั้งแรก แล้วเหมือนเป็นซินเดอเรลลาตอนสวมรองเท้าแก้วพอดี จนปีที่แล้วเฟิร์นได้ความสุขอีกแบบ คือลูกค้าที่ทําแว่นตากับเราตั้งแต่ปีแรก ๆ กลับมาทำอีก ในวันที่เราทํามา 1,000 – 2,000 ชิ้นแล้ว อันนี้ยิ่งกว่าครั้งแรกอีก”
เจ้าตัวเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เหมือนเวลาที่เราได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าที่เรารักหลังจากห่างหายกันไปแสนนาน
“สำหรับเฟิร์น ฟีดแบ็กจากลูกค้าสำคัญมาก ทั้งดีและไม่ดี เฟิร์นรู้สึกขอบคุณทุกครั้งเลยเวลาที่ลูกค้ามาแจ้งปัญหาการใช้งาน ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ การที่ลูกค้ากลับมาบอก นั่นคือลูกค้าเชื่อในตัวเราว่าเราจะทำให้ดีขึ้นได้ เราจะหาทางแก้ไขได้ เฟิร์นคิดเสมอว่าให้ลูกค้ามาบอกเราดีกว่าลูกค้าไม่บอกแล้วหายไปเลย เพราะทำให้เราได้พัฒนา” เฟิร์นเล่าด้วยรอยยิ้ม


แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะเห็นโอกาสการเติบโตหลายรูปแบบ แต่การเลือกปล่อยบางอย่าง ไม่ได้หมายความว่าพลาดโอกาสเสมอไป แต่กลายเป็นการเปิดรับสิ่งใหม่ที่เหมาะกับตัวตนของตัวเอง ทั้งยังเติมเต็มหัวใจและสร้างความมั่นคงให้กับแบรนด์ได้
สำหรับเรา Arty&Fern จึงไม่ได้เป็นเหมือนต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขามากมาย แต่ถูกโค่นล้มลงได้ในเวลาไม่นาน ตรงกันข้าม พวกเขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่เติบโตช้า ๆ อย่างมั่นคงในจุดเดิมที่เชื่อมั่น ค่อย ๆ หยั่งรากลึกแข็งแรงขึ้นทุกวัน ที่สำคัญคือสร้างความร่มรื่นชื่นใจให้กับผู้คนแวะเวียนมาได้ในระยะยาว

Website : www.artyandfern.com






