24 กุมภาพันธ์ 2025
3 K

Arai Arai’ คือคาเฟ่ในย่านวงเวียน 22 และอาจจะเป็นบ้านหลังที่ 2 ของใครหลายคนอีกด้วย 

เพราะหากไปที่นี่ คุณหยิบของจากบ้านมาตกแต่งร้าน หยิบกีตาร์ที่วางอยู่มาดีดเล่น หรือยืมหนังสือบนชั้นวางกลับไปอ่านที่บ้านได้ แถมยังมีกิจกรรมสนุกในช่วงสุดสัปดาห์ ทั้งเล่นดนตรี อ่านบทกวี สอนทำงานคราฟต์ ไปจนถึงชวนคนแปลกหน้ามาปิดมือถือล้อมวงคุย ซึ่งบางงานไม่เสียค่าใช้จ่าย บางงานจ่ายตามกำลังศรัทธา 

“คนส่วนใหญ่ที่มา Arai Arai ดูเหมือนเป็นอินโทรเวิร์ต แต่พอมาเจอกัน กลายเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตทันที คุยกันไม่หยุดเลย เช่น โต๊ะนี้หันมาถามตรงเคาน์เตอร์ว่า พี่ ๆ แถวนี้อะไรอร่อยบ้าง ถ้าเรานึกไม่ออก อีกโต๊ะก็จะตอบให้ว่า ผมไปกินอันนี้มา อร่อยมาก คุยกันไปสักพัก เขาก็ไปด้วยกันเลย บทสนทนาในร้านมักจะเป็นแบบนี้” โม-ปัญญา พุฒวิเชียร หนึ่งในหุ้นส่วนของที่นี่เล่าให้เราฟัง

อะไรทำให้พื้นที่แห่งนี้เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางเมืองใหญ่อันแสนวุ่นวาย และทำอย่างไรให้กิจการยังคงยืนหยัด พร้อมความเชื่อเดิมที่อยากเป็นโซเชียลคลับมาตลอด 5 ปี เราเดินทางมาหาคำตอบนี้กับ เต-เตชิต จิโรภาสโกศล, โม-ปัญญา พุฒวิเชียร และ กันต์-กันต์ชนุตม์ เก่งการค้า หุ้นส่วนทั้ง 3 คนของ Arai Arai

เหตุเกิดจากความเหงา

ย้อนไปราว 5 ปีที่แล้ว เตคือมนุษย์บ้านไกลผู้มองหาที่พักใกล้บริษัทในระยะเดินได้ แทนที่จะอยู่คอนโดหรือหอพัก เขากลับเลือกเช่าตึก 3 ชั้นขนาด 1 คูหาแทน 

“ตอนแรกที่ทำ เราอยากมีเพื่อนอยู่ด้วย เพราะใช้ชีวิตแบบนี้ตั้งแต่เรียนโบราณคดี เราไปทำงานกับเครือข่าย SATARANA ทำงานกับชุมชน เหมือนเราเสพติดเพื่อนและความสัมพันธ์ จึงเริ่มทำที่นี่เพราะอยากอยู่กับเพื่อน และชอบย่านเมืองเก่าที่พาเราไปเจอชีวิต เจอผู้คน ถึงมันจะดูไม่เป็นระเบียบ แต่มีเสน่ห์และมีชีวิตชีวาที่น่ารัก”

โมเดลการใช้พื้นที่ร่วมกันจึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับตั้งชื่อตึกว่า ‘Arai Arai’

“ตอนแรกไม่ได้จะตั้งเป็นชื่อร้าน Arai Arai คือชื่อตึกและเป็นชื่อแฮชแท็กของผม เพราะเวลาถ่ายรูปอะไรไม่รู้และไม่รู้จะเขียนบรรยายว่าอะไร ผมจะใส่แฮชแท็ก ‘อะไร อะไร’ ไปเลย”

เตตั้งใจให้ตึกนี้เป็นเหมือนโซเชียลคลับที่ผู้คนแวะมานั่งคุยกันได้แม้ไม่รู้จัก ไม่มีความสนใจร่วมกันเลยก็ตาม ชั้น 1 เป็นร้านกาแฟ ชั้น 2 เป็นแกลเลอรี ชั้น 3 เป็นที่พักและสตูดิโอทำงาน โดยแต่ละชั้นจะรับผิดชอบค่าเช่าของตัวเองและช่วยกันจ่ายค่าส่วนกลาง แต่ยังไม่ทันได้ทดลองว่าโมเดลนี้จะเติบโตได้แค่ไหน เขาก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ไปเสียก่อน 

เปลี่ยน ‘อะไร อะไร’ มากมาย

“โชคดีที่ตอนนั้นมีเพื่อนแวะมาบ่อย ๆ เพราะที่นี่เป็นเหมือนบ้านที่คอยต้อนรับเพื่อนที่มาใช้งาน มาทำงานกัน เราจึงคุยกับคนที่มาบ่อย ๆ ว่า สนใจมาใช้งานพื้นที่นี้ไหม คุณจ่ายค่าสมาชิกเป็นรายเดือน และได้ส่วนลดค่ากาแฟด้วย ถ้ามาบ่อยก็จองพื้นที่ล่วงหน้าได้ คล้าย ๆ Co-working Space แต่เพิ่มความสัมพันธ์เข้ามา เพราะเราทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ เวลาจะปรับหรือทำอะไร เราจะถามพวกเขาก่อน ช่วงนั้นมีประมาณ 8 – 9 คนที่เวียนมาใช้ แต่บางคนแค่อยากช่วยสนับสนุนก็มี”

เมื่อมีหลายคนมาอยู่ร่วมกัน โดยยังไม่ได้มีแอดมินกลาง ไม่ได้มีข้อตกลงชัดเจนมากนัก จึงมีบางเรื่องที่ไม่เข้าใจกันและหาจุดลงตัวยาก จนกลายเป็นอีกครั้งที่ Arai Arai ต้องปรับโมเดล 

“เพื่อนคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนโมเดลคือร้านหนังสือชื่อ Vacilando Bookshop เขามาอยู่แทนแกลเลอรีที่ปิดตัวไป Vacilando Bookshop เป็นร้านหนังสือชื่อดัง มีแฟนคลับเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้พื้นที่มีชีวิตชีวา ในช่วงท้ายเจ้าของร้านไม่สบาย เดินขึ้นบันไดไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนสถานที่ แต่ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลปัจจุบันนี้ คือแต่ละชั้นรับผิดชอบตัวเอง และมีระบบที่ดีขึ้นกว่าช่วงแรก โดยมีแอดมินกลางคอยดูแล มีข้อตกลงเรื่องการบำรุงรักษาและการซ่อมแซมที่ชัดเจนขึ้น”

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังจากสถานการณ์โควิด-19 นี้เองที่เป็นจังหวะให้โมและกันต์ตัดสินใจเข้ามาเป็นทั้งหุ้นส่วน รวมทั้งเพื่อนร่วมสร้างความหมายของพื้นที่แห่งนี้ 

หากมาเยือนชั้นล่างสุดของตึกจะพบกับคาเฟ่ Arai Arai ที่มีเตดูแลในภาพรวม คิดและคัดสรรโปรแกรมสนุก ๆ รวมทั้งดูแลโซเชียลมีเดียของร้าน โมเป็นทั้งบาริสต้าที่พร้อมรับฟังเรื่องราวของผู้คนที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือน ทั้งยังคอยจัดแจงพื้นที่และฝึกฝนทีมงานที่เข้ามาใหม่ ส่วนกันต์เป็นเหมือนฝ่ายเชื่อมสัมพันธ์ผู้คน คอยออกไอเดียใหม่ ๆ และสนับสนุนงานในหลากหลายส่วน 

หากเดินขึ้นไปเยือนชั้น 2 จะพบกับ PLACEBo CLUB สตูดิโอฮีลใจในวันที่อ่อนล้า และชั้น 3 คือ Aware Aware Space พื้นที่เรียนรู้เรื่องปรัชญาและการตระหนักรู้ 

จุดร่วมของทั้ง 3 ร้านใน Arai Arai คือความสนใจเรื่องมนุษย์และความหมายของการใช้ชีวิต โดยแต่ละชั้นมีอิสระในการจัดการพื้นที่ของตัวเอง และมีห้องเก็บของ ห้องน้ำ ค่าน้ำ-ค่าไฟ เป็นเหมือนส่วนกลางที่ต้องช่วยกันดูแล 

place where we meet

“ผมว่าพอเปิดประตูบานนั้นเข้ามา มันเหมือนถอดหัวโขนอยู่นะ” โมเอ่ยถึงประตูไม้สีน้ำตาลหน้าร้าน เพราะทันทีที่ก้าวเข้ามา กรอบของความเป็นลูกค้า เจ้าของร้าน และพนักงาน คล้ายจะเบาบางลง จนรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนได้ง่ายดายขึ้น 

“เราไม่ได้ยึดบทบาทว่าฉันเป็นบาริสต้า แต่ฉันเป็นโมที่เป็นบาริสต้า ปกติคนเราชอบลืมตัวเองไปกับบทบาท แต่ที่นี่ เราอยากให้ทุกคนยังเป็นตัวเองกับบทบาทนั้นได้” 

“เหมือนเรามารู้จักเขาในแบบที่เขาเป็นเขาจริง ๆ” เตเสริม “ก่อนจะเป็นเด็กเรียนเก่ง ก่อนจะมีอาชีพ ก่อนจะเป็นผู้บริหาร คิดว่าลึก ๆ ผู้คนคงจะโหยหาสิ่งนี้ แล้วเราก็พยายามให้ที่นี่เป็นแบบนั้นให้กับเขา ทำให้เขารู้สึกว่าโอเคเลยนะที่คุณจะเป็นตัวเอง บางคนมาครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 เขาอาจจะงงอยู่ แต่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามาเรื่อย ๆ ได้อาทิตย์หนึ่งแล้ว คงเพราะเขาผ่อนคลาย พอคุยกับโมหรือคนที่นี่แล้วรู้สึกว่าได้กลับมาเป็นตัวเอง”

นอกจากเรื่องตัวตนแล้ว หากมองไปยังหลังร้าน จะเห็นแม่เหล็กหลายรูปแบบติดแปะอยู่บนประตูตู้เย็น เห็นหนังสือและของบางชิ้นในร้านที่ไม่ได้มาจากทีม Arai Arai เท่านั้น แต่มาจากลูกค้าที่แปรเปลี่ยนมาเป็นผองเพื่อนช่วยกันตกแต่งร้าน แม้แต่บอร์ดเล็ก ๆ หน้าประตูก็แปะเรซูเม่หรือประกาศหาคนรู้ใจได้เช่นกัน เพราะพวกเขาอยากให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของทุกคน โดยอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

Arai Arai จึงมีทั้งขาประจำและคนที่บอกต่อ ๆ กันไป จนกลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน 

“คนส่วนใหญ่มาที่นี่เพราะรู้ว่าเพื่อนเขามา หรือคนแปลกหน้ามาเป็นเพื่อนกันทีหลังก็มี หรือบางคนรู้จักกัน ไม่ได้เจอกัน 10 กว่าปี แต่บังเอิญกลับมาเจอกันที่นี่ก็มีเยอะมาก” 

นอกจากกลุ่มผองเพื่อนที่ชวนกันมาแล้ว ยังมีลูกค้าที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาเยือนพื้นที่แห่งนี้อยู่ไม่น้อย 

“เราแปลกใจตรงที่ถ้าเป็นคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าที่นี่แปลก แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว คนต่างถิ่น เช่น คนเหนือ คนเชียงใหม่ เขาจะรู้สึกคุ้นเคย รู้สึกปลอดภัย เรามองว่ามุมนี้ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน” โมอธิบาย

pay what you want

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของ Arai Arai คือกิจกรรมในช่วงสุดสัปดาห์ที่พาทั้งคนคุ้นเคยและคนแปลกหน้ามาพบกัน

“ตอนเราอยู่ประจำที่บาร์ เราอยากฟังดนตรีดี ๆ จึงลองชวนเพื่อนที่เป็นนักดนตรีเข้ามา แล้วจับพลัดจับผลูเปลี่ยนกิจกรรมไปเรื่อย ๆ พอจุดหนึ่งก็คิดว่าน่าจะเอามาเป็นจุดขายได้ เพราะเริ่มมีคนทักมาว่าอยากมาจัดกิจกรรมที่นี่ เราจึงอยากลองทำดู เพราะไหน ๆ Arai Arai ก็อยากเป็นโซเชียลคลับมาตั้งแต่ต้นแล้ว”

เตเอ่ยถึงจุดเริ่มต้นของการคิดโปรแกรมสนุก ๆ โดยมีทั้งแบบที่ชวนคนรู้จักหรือคนในร้านมาเป็นโฮสต์และแบบที่จัดขึ้นมาด้วยตัวเอง เช่น Offline Club กิจกรรมที่ชวนทุกคนปิดมือถือเพื่อมาใช้เวลาร่วมกัน และ Support Night ที่ชวนมานั่งฟังเรื่องราวชีวิตและให้กำลังใจกันอย่างไม่ตัดสินทุก ๆ วันศุกร์สิ้นเดือน 

“เรารู้ว่าชีวิตคนเมืองในเดือนหนึ่งต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก วันศุกร์สิ้นเดือนคือวันที่คนได้ตังค์ คนอยากปลดปล่อย ไม่ใช่แค่ใช้เงินอย่างเดียว แต่มาปลดปล่อยอารมณ์ แบ่งปันกันว่าเราผ่านอะไรกันมา มาลองรับฟังกันดู”

ที่นี่มีทั้งกิจกรรมที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากมีค่าใช้จ่าย ก็มักจะเขียนกำกับไว้เสมอว่า ‘จ่ายสนับสนุนกิจกรรมตามกำลังและความชอบ’ เพราะอยากให้ทุกคนเปิดใจและเข้าถึงได้มากขึ้น ตามกำลังจ่ายของตัวเอง 

“ส่วนตัวผมชอบ Pay What You Want เพราะราคาและรายได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ระบบนี้ทำให้คนเข้าถึงศิลปะง่ายขึ้น แต่ก็เป็นความท้าทายของคนยุคปัจจุบันเหมือนกันว่าร้านเราจะอยู่ด้วยวิธีคิดนี้ได้อย่างไร อีกอย่างคือช่วยให้เกิดการคิดวิเคราะห์มากขึ้นด้วยว่า เรามองคุณค่าของสิ่งเหล่านี้อย่างไร ควรให้ราคาเท่าไร ทำให้ลูกค้ามีอำนาจในการคิดและตัดสินใจมากขึ้น” กันต์อธิบาย 

 ไม่มีนิยาม แต่มีความหมาย

แม้จะจ่ายตามกำลัง แต่ข้อดีคือช่วยเพิ่มการจับจ่ายเครื่องดื่มในร้านตามไปด้วย จึงนับเป็นรายได้ทางอ้อมอีกช่องทางหนึ่ง แม้กำไรยังไม่ถึงขั้นหวือหวาและทั้งสามยังต้องทำงานประจำควบคู่ไปด้วย แต่กิจการนี้ยังดำเนินต่อไปได้โดยที่ไม่เบียดเบียนตนเอง แถมกำไรที่ได้รับกลับมานั้นมีค่ามากกว่าเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว 

“สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตนุ่มนวลขึ้น เราอยู่ในสังคมสมัยใหม่ที่คนจะมองงานประจำว่าต้องเครียด ต้องได้เงิน แล้วกีดกันสิ่งเหล่านี้ให้เป็นงานอดิเรก ต้องเอาไว้ทำเวลาว่าง แต่ผมอยากให้มันเป็นการงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเราไปด้วย”

“ในอนาคต เราอยากเพิ่มความหมายให้ Arai Arai เป็นที่ที่สร้างรายได้ให้ทุกคนในร้าน ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่ แต่น่าจะไปต่อได้อีก เรียกว่าเป็นต้นไม้ที่โตช้า เพราะอาจไม่เหมาะกับการปลูกในเมือง แต่ผมก็อยากให้ต้นไม้ต้นนี้โตในเมือง คนเมืองจะได้สัมผัสร่มเงา ได้ลิ้มรสชิมผลของต้นไม้นี้ และได้เห็นดอกของมันค่อย ๆ ผลิบาน”

จนถึงตอนนี้ เราก็ยังไม่แน่ใจว่าจะนิยาม Arai Arai อย่างไรให้ชัดเจน แต่เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้พอจะอธิบายให้เห็นภาพขึ้นมาได้บ้างแล้ว หากใครได้ไปเยือนก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกันว่านี่เป็นพื้นที่ที่เกินกว่าจะนิยามด้วยข้อความสั้น ๆ แต่กลับมีความหมายลึกซึ้งกับชีวิตใครสักคน อย่างน้อยก็ 3 คนตรงหน้าที่เราได้ร่วมวงสนทนาในวันนี้

Lessons Learned

  • การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนมาแบ่งปันเรื่องราว ต้องเริ่มจากเข้าใจตัวเองและกล้าแบ่งปันกับคนใกล้ตัวก่อน
  • การสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและความผูกพันกับแบรนด์ คือหัวใจที่ช่วยให้คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ
  • ข้อดีของโมเดลการจ่ายตามกำลัง คือช่วยให้คนกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่จ่ายไปมากขึ้น

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์