19 มกราคม 2026
919

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสถานศึกษาที่แผนก HR ทั่วประเทศน่ามาดูงานมาก

คนทั่วไปจะเข้าใจว่า งาน HR หรือ Human Resource ดูแลความเป็นอยู่เฉพาะพนักงาน 

สำหรับมหาวิทยาลัย การดูแลคนในที่นี้ไม่ใช่แค่ดูแลครู แต่คือนักศึกษา บุคคลทั่วไปที่เข้ามาแสวงหาความรู้ต่างกรรมต่างวาระ และชุมชนที่อยู่ติดริมรั้วด้วย

สถานศึกษามีบทบาทกับสังคมสูงมาก แต่ในโลกที่การศึกษาเปิดกว้าง มีคอร์สดี ๆ ให้เรียนฟรีมากมาย คนกลับตั้งคำถามกับมหาวิทยาลัยและใบปริญญาว่ายังมีความจำเป็นมากแค่ไหนใน พ.ศ. นี้

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคิดและเชื่ออีกแบบ เขาคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่สำคัญกับมนุษย์และสังคม เขายังเชื่อว่า หากพัฒนาองค์กรโดยมองเรื่องการดูแลคนเป็นหัวใจสำคัญ สิ่งที่เราจะได้ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สังคม AI กำลังโหยหา

นั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิด ‘Happy University’ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอยากสื่อสารในปีนี้ เราคุยกับทีมอาจารย์เบื้องหลัง 3 คน ได้แก่ อาจารย์วุทธินันท์ อ๊อกกังวาล รองอธิการบดีฝ่ายสื่อสารการตลาด, ปราโมทย์ สุวรรณประเสริฐ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารการตลาด และ อาจารย์กรกฎ ทองบริบูรณ์ หัวหน้ากองการตลาด ถึงเบื้องหลังกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ 

ที่น่าสนใจ คือทั้ง 3 คนนี้ เป็นคน 3 เจเนอเรชันที่มีทัศนคติต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้คนในรั้วสถานศึกษาแห่งนี้มีความสุขผ่านความรู้และความเห็นอกเห็นใจในผู้คน

Are U Happy?

งานหนึ่งของอาจารย์กรกฎ คือการอ่านว่าโลกออนไลน์พูดถึงมหาวิทยาลัยอย่างไร 

“เขาพูดถึงเราว่ายังไงครับ”

“เป็นมหาวิทยาลัยใจกลางเมือง รู้สึกอบอุ่น และมี iPad” ทั้ง 3 คนหัวเราะดัง นโยบายแจกแท็บเล็ตโด่งดังเนิ่นนานแม้จะคิดมาเป็นสิบปีแล้ว 

จุดเด่นด้านดิจิทัลและชื่อของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำให้คนมีภาพจำกับที่นี่ว่าจะสอนเด็กให้รู้เรื่องธุรกิจอย่างทันโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผู้ปกครองมองเห็น

แต่ความอบอุ่น ความใกล้ชิดระหว่างอาจารย์และนักศึกษา เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยตั้งใจมาก เหตุการณ์คลาสสิกที่เป็นตัวอย่างเสมอ ๆ คือเคยมีนักศึกษาขออธิการบดีผ่าน TikTok ว่า อยากให้มหาวิทยาลัยปิดดึกกว่านี้ เพราะเวลาทำงานกลุ่มต้องใช้อินเทอร์เน็ตและต้องหาที่รวมกลุ่มเพื่อน จะไปทำที่หอก็แคบเกินไป หาคาเฟ่นั่งราคาก็ไม่ถูกนัก 

วันรุ่งขึ้น เรื่องถึงหูอธิการบดี (อาจารย์กอล์ฟ-รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย) และสั่งให้มหาวิทยาลัยขยายเวลาปิดจาก 4 ทุ่มเป็นเที่ยงคืนทันที

อาจารย์คณะผู้บริหารเข้าถึงตัวอธิการบดีได้ง่ายมาก ขอเวลา 5 – 10 นาทีเพื่อ Recap สิ่งที่อยากเล่าได้เลย นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้เด็กและผู้ใหญ่ไม่มีช่องว่างต่อกัน เหตุผลอีกข้อ คือพวกเขาเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตในมหาวิทยาลัยสำคัญไม่แพ้ AI และความรู้

“เมื่อเราเห็นอกเห็นใจเด็ก ลองคิดว่าคนคนหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยสัก 4 ปี ปัจจัยอะไรที่ทำให้เด็กสนุกที่สุด คำตอบก็คือเพื่อน สังคมในรั้วมหาวิทยาลัย การมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว แม้กระทั่งการที่มีคลาสที่ดี การได้เรียนรู้ 

“ความรู้เป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่ขาดอยู่แล้ว แต่เรามองว่าเมื่อมีความรู้แล้ว แต่สิ่งที่อยู่นอกการเรียนรู้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญด้วยเช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คืออยู่แล้วมีความสุข จึงเป็นที่มาของคำว่า Happy University เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราพยายามขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้เด็กรับรู้ว่าเราสนับสนุนความฝันและความต้องการของเขาจริง ๆ” อาจารย์วุทธินันท์เล่า

การชูเรื่องความสุข อาจเป็นการ ‘แทงสวน’ เพราะในโลกมหาลัยตอนนี้ดูจะแข่งกันสื่อสารเรื่อง AI และเทคโนโลยี ทุกคนตะโกนบอกว่ามหาวิทยาลัยสอนคนให้เก่งเรื่องที่กำลังเป็นเทรนด์โลกได้ 

แต่ในขณะเดียวกัน คุณปราโมทย์บอกว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยเริ่มพูดมากขึ้นในยุคนี้คือไลฟ์สไตล์ในมหาลัย เมื่อคุณเข้ามาแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่จะเป็นอย่างไร แต่ละที่ก็มีการพูดให้เข้ากับแบรนด์ของมหาลัยที่ต่างกัน 

มหาวิทยาลัยคือองค์กรหนึ่งที่ต้องทำธุรกิจ คิดเรื่องรายรับรายจ่าย แม้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเป็นสถานศึกษาไม่แสวงผลกำไร (Non-profit) แต่ก็มีต้นทุน สิ่งที่มหาลัยแห่งนี้พยายามทำ คือนำเงินที่ได้คืนกลับให้นักศึกษาทั้งหมด ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก นโยบาย การปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น

เรื่องหนึ่งที่นี่ไม่เหมือนใคร คือการเอื้อให้นักศึกษาทดลองทำโปรเจกต์พิเศษของตัวเองง่ายกว่าที่อื่น ไม่มีกำแพงปิดกั้น เพราะความสุขของการเป็นนักศึกษาไม่ใช่การเรียนสบาย แต่เป็นการเห็นความคิดของตัวเองออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ได้ลอง ได้พลาด และไม่มีใครมาตัดสิน

“เราไม่ได้สอนให้เด็กต้องตั้งใจเรียนเพื่อได้เกรดที่ดีอย่างเดียว เขาล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูกในมหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด เราไม่เคยบอกเขาว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้น เขาได้ลองทำจริงในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เขาจบออกไปก็จะทำงานและใช้ชีวิตได้จริงในอนาคต” อาจารย์กรกฎเล่า

นโยบายการดูแลคนที่นี่จึงไม่ใช่นโยบายแข็ง ๆ ที่คิดเพื่อเป้าหมายอย่างไร้หัวใจ แต่คือการคิดถึงสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้รับในสถานศึกษาตลอด 4 ปี และทำให้มันเกิดขึ้นจริง

ฟังดูเป็นมหาวิทยาลัยในฝัน แต่กว่าจะได้แบบนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็เคยผ่านวิกฤตที่ต้องกลับมาทบทวนตัวตนของตัวเองอย่างหนักมาแล้ว

มหาวิทยาลัยที่ไปข้างหน้าด้วยคน 3 ช่วงวัย

ข้อดีของการมีผู้บริหาร 3 ช่วงวัย คือทุกคนแชร์ภาพที่คนต่างวัยไม่เคยเห็นให้รับรู้กันและกันได้

ในยุคเฟื่องฟู คุณปราโมทย์ผู้อาวุโสสุดเล่าว่า มีคนอยากเข้ามหาวิทยาลัยหอการค้าไทยชนิดที่บรรยากาศคึกคัก ถึงขั้นต่อคิวรอดูผลบนบอร์ดตอนเช้าตรู่

โดยสถานะแล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้ดูแลโดยหอการค้าไทย สถาบันธุรกิจที่เป็นแหล่งความรู้ระดับประเทศ

เมื่อโลกเปลี่ยน มหาวิทยาลัยเอกชนเยอะขึ้น แต่ละที่แข่งกันสื่อสารด้วยวิธีการที่เร็วและทันสมัย เลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยตกอยู่ในภาพลักษณ์ ‘คุณลุง’ ที่พยายามจะทันสมัย แต่ก็ไปไม่สุด

เรื่องนี้ถึงจุดพีกในช่วงโควิด-19 จำนวนเด็กในมหาวิทยาลัยต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา แม้จะเป็นองค์กร Non-profit แต่คงไม่ดีแน่ถ้ามหาลัยที่สอนคนเรื่องการทำธุรกิจ จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ

จุดเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน เกิดการนำอาจารย์รุ่นใหม่เข้ามาร่วมบริหารเป็นครั้งแรก อาจารย์วุทธินันท์และอาจารย์กรกฎเข้ามาในช่วงนี้ โดยมีโจทย์คือพลิกการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตอบโจทย์โลกยุคนี้มากขึ้น

ข้อดีหนึ่งของการมีผู้บริหารที่เป็นผู้ใหญ่ในทีม คือพวกเขาเป็นเหมือนสารานุกรม บอก DNA ขององค์กรได้ว่าที่นี่เกิดมาเพื่ออะไร 

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสร้างมาเพื่อให้ลูกหลานของนักธุรกิจมีความรู้ และนำความรู้นี้ไปพัฒนาประเทศได้ นี่คือจุดเริ่มต้น

“จริง ๆ ตอนที่ผมกับอาจารย์กรกฎเข้ามา พวกเราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่มันกลายเป็น DNA ที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น วิธีการที่เราสื่อสารหรือแข่งขันกับคนอื่น อาจจะไม่ได้เทไปทางว่า ‘ฉันมี AI ที่ดีที่สุดในโลก’ ทั้งที่จริง ๆ เราอยากจะทำ เราว่าเด็กไม่ได้อยากได้นี่ แล้วจริง ๆ เด็กอยากได้อะไร” อาจารย์วุทธินันท์ตั้งคำถาม

การสื่อสารใหม่ไม่ใช่การรื้อของเก่า แต่คือการเลือกของที่มีอยู่แล้วกับสิ่งใหม่ และหาจุดเชื่อมโยงให้กันและกัน

ถ้าย้อนมองที่ตัวตน มหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องมีความรู้ให้ผู้คนอยู่แล้ว เป็นมาตรฐานที่ทุกคนต้องทำ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีจุดเด่นเรื่องความรู้ด้านธุรกิจและเศรษฐกิจที่ล้ำหน้ากว่าคนอื่น มีศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจที่แข็งแรงมาก มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับหอการค้าไทยซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เข้าถึงผู้บริหารบริษัทใหญ่ได้ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยอื่นไม่มี 

ปัญหาจึงไม่ใช่ ‘เนื้อหา’ ที่จะสื่อสาร แต่เป็น ‘วิธี’ ในการสื่อสาร

ทีมอาจารย์เลือกสื่อสารที่ตรงไปตรงมามากขึ้น จริงใจกับทั้งคนในและคนนอก เช่น ถ้ามีส่วนลดค่าเทอมก็บอกว่ามี ถ้ามีทุนก็บอกตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม 

มหาวิทยาลัยประกอบไปด้วยคณะวิชาที่หลากหลาย แต่ละคณะก็มีธรรมชาติไม่เหมือนกัน ฝ่ายสื่อสารการตลาดต้องเข้าใจธรรมชาติแต่ละคน เหมือนรู้ใจแต่ละฝ่าย และปรับการทำงานให้เข้ากับทุกแผนก

เรื่องนี้ทำได้ยากถ้ามีผู้บริหารเจนฯ เดียวในทีม พอมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ทำให้การเปลี่ยนผ่านหรือ Transition ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำได้ง่ายขึ้น การสื่อสารของมหาวิทยาลัยเริ่มได้ผล คนเริ่มมีภาพจำกับสถานศึกษาแห่งนี้ดีขึ้น ไม่ช้าและเชยเหมือนหลายสิบปีก่อน 

คุณปราโมทย์ยังช่วยย้ำจุดยืนของมหาวิทยาลัยให้ทีมอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือเรื่อง Practice มันคือแก่นแนวคิดที่ให้นักศึกษามีประสบการณ์ทำงานตลอด 4 ปีมากที่สุด เด็กจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะไม่ใช่เด็กที่ไร้ประสบการณ์ แต่เป็นเด็กที่ผ่านการลงมือทำจริงตลอด 4 ปี ด้วยวิธีการที่หลากหลาย นี่คือสิ่งที่ทีมพยายามสื่อสารในยุคนี้

มหาวิทยาลัยมีไว้ทำไม

คนในองค์กรภาคการศึกษา ต้องมีจิตแข็งต่อการเปลี่ยนแปลงสูงมาก

เมื่อต้องให้การศึกษากับใคร เราต้องรู้ว่าความรู้ที่จำเป็นกับโลกตอนนี้คืออะไร เมื่อโลกเปลี่ยน ก็ต้องตามให้ทัน 

บางคนอาจเข้าใจผิดว่าความรู้คือเนื้อหาวิชาการ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจผิดว่า มหาวิทยาลัยอาจไม่จำเป็นในอนาคต เพราะพวกเขาหาความรู้แบบนี้ได้ในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นคอร์สพิเศษที่องค์กรเผยแพร่ให้อ่านฟรี หรือ Content Creator จำนวนมากที่ย่อยความรู้เหล่านี้มาเล่าใหม่ให้สนุกยิ่งขึ้น

ยุคนี้มหาวิทยาลัยควรสอนอะไรคนบ้าง – เราถามทิ้งท้ายอาจารย์ทั้ง 3 เจนฯ 

ข้อแรก พวกเขาคิดว่าองค์กรและบริษัทส่วนใหญ่ยังต้องการใบปริญญา การเรียนตามหลักสูตรยังจำเป็นอยู่

ข้อสอง ยุคนี้คนทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมากขึ้น เรียนในที่นี้ไม่ใช่การเรียนต่อปริญญาโทอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนเพื่อ Upskill ตัวเอง มหาวิทยาลัยควรปรับหลักสูตรให้เข้ากับคนกลุ่มนี้มากขึ้น เข้าถึงง่าย เรียนแล้วยังใช้ชีวิตได้ 

ข้อสาม การเรียนออนไลน์บูมจริง แต่ต้องมีกิจกรรมบางอย่างที่ต้องทำที่มหาลัยด้วย เช่น เรื่องการสอบหรือการสอนบางเรื่องอย่าง AI ถ้ามีคนช่วยสอนแบบเจอตัว จะพัฒนาได้เร็วกว่า ได้ถามคำถาม และเข้าถึงง่ายกว่า

สุดท้าย คือเรื่องความเข้าใจมนุษย์ เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เรียนมหาวิทยาลัย คือเรียนเพื่อไปทำงาน ได้รับการยอมรับในสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่หายไปในโลกการสอนหนังสือ คือความเป็นมนุษย์ การเข้าใจกันและกัน 

“มันเป็นสิ่งสำคัญนะที่เราต้องพยายามเข้าใจตัวเองก่อนว่าเราคือใคร ทำอะไรอยู่ เชื่อเรื่องอะไร 3 ภาคนี้อยู่ในแนวคิด Designing Your Life ของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว และเราเอามาปรับใช้ในวิชาจริง ๆ 

“วันนี้เราพูดเรื่อง AI เยอะมาก แต่ดีไม่ดี 2 ปีข้างหน้า คำว่า AI อาจเฝือไปแล้ว สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือเรื่องของความเป็นมนุษย์ ความเป็นคน การเข้าใจซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมในสังคม เป็นสิ่งที่ทำให้สถาบันการศึกษาศักดิ์สิทธิ์อยู่ เพราะนั่นคือสิ่งที่ใครก็สอนไม่ได้ มหาวิทยาลัยจำลองภาพของสังคมสังคมหนึ่ง เพื่อให้เรารู้ว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร นี่คือภาพมหาวิทยาลัยในอนาคตที่เราอยากวิ่งไป” อาจารย์วุทธินันท์เล่า

เทรนด์โลกตอนนี้ เริ่มพูดถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น เรื่องนี้ดูจะสำคัญเป็นพิเศษในโลกการศึกษา

การศึกษายุคนี้จะไม่ทำให้คนมีความรู้อย่างเดียว

แต่ทำให้คน ‘รู้สึก’ มากขึ้น

นั่นอาจเป็นคำตอบว่า เราจะอยู่ในโลกอนาคตที่เต็มไปด้วย AI และความเปลี่ยนแปลงสุดขั้วได้อย่างไร

Website : www.utcc.ac.th

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด