4 มิถุนายน 2025
4 K

“การทำงานไม่ใช่แค่มาทำงาน แต่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้หนึ่งที่มาแล้วสบายใจ” บี-เมธินี สหะปิยะพันธุ์ ผู้บริหาร บริษัท ที. ซี. ฟาร์มา – เคม จำกัด เล่าถึงความตั้งใจที่อยากให้บริษัทเป็นมากกว่าสถานที่ทำงาน

หากพูดถึงวิสัยทัศน์องค์กรย่อมเป็นตัวอักษรที่สร้างสรรค์ขึ้นมาได้ทุกแห่ง แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการทำให้ถ้อยคำเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง ที. ซี. ฟาร์มา – เคม ทำได้ โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างมุ่งมั่นพร้อมกับการทุ่มงบในการดูแลและพัฒนาบุคลากรถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ทำอย่างไรให้ปรัชญาองค์กรไม่ได้เป็นเพียงตัวอักษรที่อยู่บนกระดาษ และการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าแค่ไหน เรื่องราวต่อไปนี้คือคำตอบ

ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงตัวเลข

บริษัท ที. ซี. ฟาร์มา – เคม จำกัด เริ่มต้นขึ้นจากเซลส์ขายยาที่ขยับมาเปิดบริษัทเป็นของตนเอง ด้วยความตั้งใจอยากผลิตยาราคาจับต้องได้ให้กับคนไทย เพราะสมัยก่อนยาในบ้านเรามักจะนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาค่อนข้างสูง

หลังจากนั้น กิจการดังกล่าวส่งไม้ต่อมาจนถึงมือทายาทรุ่นสาม ผู้ชักชวนให้บีเข้ามาบริหาร พร้อมโจทย์สำคัญว่า อยากเป็นมากกว่าบริษัทยา และต้องการทำให้สุขภาพโดยรวมของผู้คนดีขึ้น หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘Health Beyond Medicine’ โดยแนวคิดนี้มาจาก 2 เหตุผลหลัก

หนึ่ง คือต้องการลดการกินยาเกินความจำเป็น เพราะสถิติจาก WHO ระบุว่าปัจจุบันผู้คนได้รับยามากเกินความจำเป็น และไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้น ภารกิจหนึ่งของบริษัทจึงต้องการหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลสุขภาพก่อนจะเกิดอาการป่วยที่ต้องพึ่งพายา นอกจากนี้ ในมุมธุรกิจยังนับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงให้มีสินค้าหลากหลายไปในตัว

สอง คือแนวคิดของผู้บริหารที่ไม่ได้มองเพียงตัวเลข แต่มองไปถึงผู้คนอีกหลายชีวิตที่มาร่วมงานกัน

“ปกติเราจะเคยชินกับการตั้งเป้าว่าปีนี้บริษัทต้องโตเลข 2 หลัก (Double-digit Growth) แต่วันแรกที่มาทำงานที่นี่ เขาบอกว่าไม่ต้องตั้งเป้านั้นก็ได้ เราตกใจเลยเพราะไม่เคยเจอแบบนี้ เขาชวนตั้งคำถามว่าคุณค่าของการทำงานจริง ๆ คืออะไร เราต้องการแค่เงินหรือเปล่า เรากำลังเป็นทาสของเงินและงานไหม เขาอยากให้หาจุดสมดุลมากกว่า บริษัทไม่ต้องโตเร็วมากก็ได้ แต่ต้องไม่ขายวิญญาณไปถึงขั้นที่ต้องรักษาสุขภาพทีหลัง”

เมื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ใช่หมุดหมายหลักที่อยากไปให้ถึง ดังนั้นจะวัดผลความสำเร็จจากอะไรได้บ้าง เราเอ่ยถาม

“หนึ่ง คือมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ดูแลสุขภาพคนได้ สอง คือการพัฒนาคน ซึ่งเป็นงานสำคัญชิ้นหนึ่งของเรา” บีให้คำตอบ “เราไม่ได้ไม่สนเรื่องกำไรนะ แต่ถ้าทำ 2 เรื่องนี้ได้ เดี๋ยวกำไรก็จะตามมาเอง”

พื้นที่ลองผิดลองถูก

นวัตกรรมดูแลสุขภาพที่บีเอ่ยถึง คือสารพัดผลิตภัณฑ์ของบริษัทนอกเหนือไปจากยา

“เรายอมรับว่ายายังจําเป็น แต่อยากให้ใช้เท่าที่จําเป็นจริง ๆ ด้วยตำแหน่งของเราอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านยา เราจึงตั้งโจทย์ว่ามีอะไรอีกบ้างที่ช่วยได้ก่อนเขาป่วย หรือป่วยเบื้องต้นก็ดูแลตัวเองได้ ก่อนจะต้องวิ่งไปหาคุณหมอ”

บียกตัวอย่าง ‘Hashi’ อุปกรณ์ล้างจมูกที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีรูปร่างเหมือนฝักบัวเพื่อลดแรงดันของน้ำ อ่อนโยนต่อจมูกขณะใช้งาน ‘I-Kids Pops’ อมยิ้มที่ออกแบบมาให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกกับการดูแลตัวเอง โดยไม่รู้สึกฝืนหรือถูกบังคับ พ่อแม่บางคนเล่าว่า แค่ได้เห็นลูกหยิบอมยิ้มด้วยตัวเองก็รู้สึกเบาใจขึ้นในวันที่ต้องดูแลกันมากกว่าปกติ ซึ่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่และดีเหล่านี้เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนให้ได้ลองผิดลองถูก ให้เวลากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่าง I-Kids Pops ที่คิดละเอียดจนถึงเรื่องการรับรสของเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่เหมือนกัน พร้อมกฎเหล็กของทีมการตลาดที่ห้ามโฆษณาสรรพคุณเกินจริง

นอกจากนี้ยังมี ‘โปรเจกต์พิเศษ’ ให้พนักงานมาร่วมวางแผนกันตั้งแต่ต้นปีว่าอยากทำอะไรนอกเหนือไปจากงานประจำบ้าง โดยโปรเจกต์นี้จะอนุญาตให้ได้ลองผิดลองถูก สนุกได้เต็มที่ แถมยังเป็นประโยชน์กับเพื่อนร่วมงานหรือตัวคนทำโปรเจกต์นั้น ๆ เอง อย่างฝ่ายบัญชีที่ช่วยกันจัดอบรมด้านการเงิน สอนคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ให้เพื่อนร่วมงานทีมอื่น ๆ

“เขาจะได้ทดลองสื่อสารกับคนอื่น ลองทำโปสเตอร์ว่าจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง แต่ต้องไม่ไปกดดัน ต้องให้อิสระให้เขาได้ลอง แล้วค่อย ๆ พัฒนา ข้อดีอีกอย่างคือเวลาคุยงานกับแผนกอื่นเขาจะเข้าใจแผนกนั้นมากขึ้นว่า มีวิธีคิด มีวิธีทำงานยังไง สิ่งที่เราภูมิใจคือเขาทํากิจกรรมบ่อย ๆ แล้วสนิทกัน บางคนช่วยกันออมเงินเพื่อไปเที่ยวด้วยกันก็มี”

คนในออฟฟิศต้องสุขภาพดีก่อน

‘Health Beyond Medicine’ ไม่ได้มีแค่เรื่องนวัตกรรมสุขภาพใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องสุขภาพของพนักงานด้วยเช่นกัน

“เราจะขายของสุขภาพ คนในออฟฟิศต้องสุขภาพดีก่อน” บีอวดเมนูมื้อเที่ยงสำหรับชาวออฟฟิศว่ามีทั้งเนื้อหมูเลี้ยงระบบไบโอไดนามิกแบบเดียวกับในร้าน Chef’s Table ผักปลอดภัยที่ชาวออฟฟิศปลูกกันเองริมรั้ว บ้างก็มาจากไร่ที่เขาใหญ่ ซึ่งทางบริษัทใช้ปลูกสมุนไพรปลอดสารเคมี รวมถึงเครือข่ายร้านออร์แกนิกอีกหลายแห่ง

และที่ดีงามไปกว่านั้นคือความใส่ใจเรื่องสุขภาพจิต โดยยังคงคอนเซปต์ ‘ป้องกันไว้ก่อนแก้ไข’

“ย้อนไปช่วงแรก เรายังใช้วิธีดั้งเดิม มีกฎระเบียบ กระบวนการเข้มงวด เพื่อวางรูปแบบให้คนได้เดินตามและเรียนรู้ แต่ตอนนี้เรามองว่าควรเริ่มจากใจเขา ถ้าใจโอเค เขาจะมองเห็นโอกาสบางอย่างง่ายขึ้น ยิ่งเราเชื่อในตัวเขาว่ามีศักยภาพที่ดี เขาก็สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยกรอบหรือระเบียบ

“อย่างช่วงแรก สมมติมีคนมาสาย โดดงานบ่อย กฎระเบียบจะค่อย ๆ ประกาศเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ผ่านไปสักพัก เรากลับรู้สึกว่าการออกกฎระเบียบเพื่อดักพนักงานที่ไม่น่ารักบางคน แต่พนักงานดี ๆ ต้องถูกควบคุมไปด้วย ซึ่งอาจจะมีจำนวนเยอะกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นเราควรทำอะไรกันแน่เพื่อแก้ปัญหานี้ และยังใส่ใจคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจเรื่องจิตใจมากขึ้น และเป็นที่มาของการจัดเวิร์กช็อปด้านจิตวิทยาให้พนักงาน เพราะอยากเปลี่ยนจากการตั้งกฎมาเป็นการตั้งใจรับฟังและแก้ปัญหาไปด้วยกัน

“เรามีเวิร์กช็อปจิตวิทยาในศาสตร์ชื่อว่า ‘Satir Model’ โดยคุณหมอและนักจิตบำบัดคลินิก จากสมาคมพัฒนาศักยภาพมนุษย์และจิตบำบัดแนวซาเทียร์ เราพาทีมไปเทรนทั้งคอร์สในองค์กรและคอร์สที่ได้เจอคนข้างนอก เพื่อให้เขาได้เรียนรู้มุมมองคนแวดวงอื่น ๆ พอกลับมาก็จะเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

“ถ้าเราเข้าใจกลไกความคิดของคน โอกาสที่เราจะงอนกัน โกรธกัน หรือมีความขัดแย้งกันก็น้อยลงหรือสลายไปง่ายขึ้น สุดท้ายไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก ขอแค่อนุญาตตัวเองให้รู้สึกหรือแบ่งปันความรู้สึกนั้นได้ก็พอ”

นอกจากเรื่องจิตวิทยาแล้ว หากใครเป็นสายธรรมะ ออฟฟิศ ที. ซี. ฟาร์มา – เคม ก็มีสนับสนุนการปฏิบัติวิปัสสนา และมีนโยบายให้พนักงานไปเข้าวิปัสสนา 10 วัน ได้โดยไม่หักวันลา

ดูแลไปจนถึงสุขภาพการเงิน

เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในโลกที่ต้องใช้เงิน ‘สุขภาพการเงิน’ จึงถูกนับรวมเข้าไปในนโยบายบริษัทเช่นกัน

อย่าง ‘โครงการเก็บธนบัตรห้าสิบบาท’ ที่นำเลขท้ายบนธนบัตรมาเสี่ยงดวงจับฉลากแลกของรางวัลเพิ่มได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเก็บธนบัตรใบนั้นไว้จนถึงสิ้นปี หรือโครงการเปิดบัญชีออมเงิน แล้วบริษัทจะสมทบดอกเบี้ยพิเศษเพิ่ม แม้จะมีเงื่อนไข แต่ก็ช่วยจูงใจพนักงานให้สนุกกับการออมเงินได้ไม่น้อย

“ความภาคภูมิใจของเราคือมีน้องพนักงานที่ไม่ใช่ระดับผู้จัดการ แต่ตอนนี้เขาเก็บได้หลักล้านแล้ว”

นอกจากแผนเก็บเงินระยะสั้นจนถึงกลาง ที. ซี. ฟาร์มา – เคม ยังมองไกลไปจนถึงวัยเกษียณของพนักงานและการเติบโตของบริษัทในระยะยาวอีกด้วย

“กําไรบริษัทแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับปรับปรุงออฟฟิศ ส่วนที่ 2 สำหรับสวัสดิการระยะยาว เพราะเรามีทําประกันชีวิตให้พนักงานที่ทํางานเกิน 7 ปี ส่วนสุดท้ายเอาไว้ลงทุน ซึ่งจะเป็นตัวหล่อเลี้ยงระยะยาว เพราะเราเรียนบัญชี เรียนการเงินมา วางเอาไว้ว่าอยากให้เงินทํางานและดูแลเรา น้อง ๆ จะได้ไม่ต้องกังวลกับอนาคตมาก และมีเวลามาสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ”

นโยบายและสวัสดิการทั้งหมดมีสัดส่วนงบประมาณถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่อนข้างสูงกว่าสัดส่วนต้นทุนทั่วไปที่อยู่ราว ๆ 10 เปอร์เซ็นต์ ชวนให้เราสงสัยว่าจะคุ้มค่าแค่ไหนหากมองในมุมธุรกิจ

“คงเพราะเราไม่เคยมองว่ากำลังใช้คนทำงาน แต่เรากําลังพัฒนาคน และโชคดีที่ทางพี่เจ้าของรุ่นสามก็มีแนวคิดเดียวกัน ถ้าถามว่าคุ้มค่าไหม สําหรับเราถ้าน้อง ๆ เติบโตขึ้น ดูแลตัวเองได้ ดูแลคนในครอบครัวและสังคมได้ แค่นี้เราก็ดีใจแล้ว มันยิ่งคุ้มกว่าคุ้มอีกนะ

“เหตุผลส่วนหนึ่งที่พี่เจ้าของรุ่นสามเขาให้เรามาบริหาร ก็เพราะเขามีเป้าหมายในการตอบแทนประเทศด้วยการทำกิจกรรมเพื่อพุทธศาสนา และเพื่อสังคมเป็นหลัก” บีเฉลย

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ