7 กรกฎาคม 2025
1 K

ถ้าทำงานที่นี่ครบ 1 ปีจะได้โควตากู้เงินจากบริษัทโดยไม่มีดอกเบี้ย  

ในมุมเจ้าของกิจการคงฟังดูเสี่ยง แต่ที่ ‘SuperBee Wax Wraps’ นี่เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริง แถมไม่เคยมีใครหอบเงินหนีไปเลยสักคน

SuperBee Wax Wraps คือผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับคนที่อยากช่วยลดการใช้พลาสติก เริ่มต้นมาจากผ้าไขผึ้งฝีมือ แอนนี่-แอนทัวเน็ตต์ แจ็คสัน (Antoinette Jackson) ชาวออสเตรเลียผู้ตั้งใจจะปักหลักที่เชียงใหม่ไปตลอดชีวิต

เดิมทีแอนนี่เริ่มทำผ้าไขผึ้งด้วยความตั้งใจอยากลดพลาสติกในชีวิตประจำวัน เมื่อได้ทำงานร่วมกับชาวบ้าน ใช้ชีวิตในท้องถิ่นจนผูกพัน เธอจึงเริ่มขยับขยายมาขับเคลื่อนเชิงสังคมผ่านนโยบาย สวัสดิการ และวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจคนทำงานอย่างลึกซึ้ง 

ไม่ว่าจะเป็นวันลาป่วยที่นับรวมทั้งป่วยกาย ป่วยใจ หรือแม้แต่พาคนที่บ้านไปหาหมอ ค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ไปจนถึงนโยบายกู้เงินไร้ดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้พนักงาน โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎเหล็กว่า ธุรกิจควรหาสมดุลระหว่างการดูแลโลก ผู้คน และผลกำไร 

from Plastic Mission to Social Mission

ก่อนจะมาทำ SuperBee Wax Wraps แอนนี่มีประสบการณ์การทำงานทั้งสอนภาษาและการสื่อสารเชิงธุรกิจ ไปจนถึงการเปิดกิจการของตัวเอง เธอและสามีชาวเยอรมันออกเดินทางไปเยือนหลายประเทศ จนมาถึงประเทศไทย ทั้งคู่ตกหลุมรักบรรยากาศและวิถีชีวิตเชียงใหม่ จึงตัดสินใจปักหลักที่นี่ 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป แอนนี่กลับยังรู้สึกห่างเหินกับพื้นที่แห่งนี้ ไม่ต่างจากวันแรก ๆ ที่ย้ายเข้ามา

“ฉันเกือบพาครอบครัวย้ายไปอยู่อุรุกวัยแล้ว จนได้เริ่มทำแบรนด์นี้แหละ”

แอนนี่อธิบายว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ในสังคมชาวต่างชาติมาตลอด แม้แต่ลูกก็เข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติด้วยเช่นกัน

“ฉันอยากรู้จักประเทศไทยมากกว่านี้ อยากเรียนภาษาไทย กินอาหารไทย อยากเข้าใจวัฒนธรรมไทย แต่ยังไม่มีโอกาส จนกระทั่งวันหนึ่งสามีเจอบ้านให้เช่าอยู่บนเขา ห่างไปจากตัวเมืองเชียงใหม่ เขาบอกว่าถ้าเราย้ายไปอยู่ที่นั่นหลายอย่างอาจต่างออกไปก็ได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ SuperBee Wax Wraps”

การเดินทางสู่บ้านหลังใหม่มาพร้อมกับไอเดียทำผ้าไขผึ้งห่ออาหาร ด้วยความตั้งใจอยากลดพลาสติกในชีวิตประจำวัน

จากทำใช้เองก็เริ่มทำขายให้กลุ่มแม่ ๆ ที่โรงเรียนนานาชาติ และเมื่อเห็นว่าผลตอบรับดีก็ค่อย ๆ ต่อยอดมาเป็นแบรนด์ SuperBee Wax Wraps ในเวลาต่อมา ซึ่งมีตั้งแต่ผ้าไขผึ้งไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ยังคงแก่นหลักเดิม คือสร้างทางเลือกใหม่ที่ช่วยทดแทนการใช้พลาสติก ส่วนชื่อ SuperBee ก็มาจากลูกชายของเธอที่มองว่าแบรนด์นี้เปรียบเสมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่จะมาช่วยลดพลาสติกให้โลกได้ 

ความตั้งใจไม่ได้สะท้อนผ่านชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะก่อนจะรับพนักงานใหม่ ทางบริษัทระบุในสัญญาด้วยว่า คุณต้องพร้อมลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันไปด้วย

“เวลาฉันสัมภาษณ์พนักงาน หลายคนบอกว่าดีใจที่ได้ร่วมงานกับเรา เพราะรู้ว่าเราผลิตสิ่งที่ดี มีพันธกิจที่อยากสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากมีส่วนร่วม

“แต่ฉันไม่ใช่คนที่บอกว่า ต้องไร้พลาสติก 100% มันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่สิ่งสำคัญคือการพยายามลดและหาทางเลือกอื่น ๆ ต่างหาก ซึ่งในไทยมีหลายทางเลือกที่ดี เช่น ใบตอง ตะกร้า ปิ่นโต ดังนั้นที่ออฟฟิศเราจะได้เห็นอาหารกลางวันสุดสร้างสรรค์มากมายที่ประยุกต์ใช้สิ่งเหล่านี้”

นอกจาก SuperBee Wax Wraps จะช่วยขับเคลื่อนสิ่งที่เธอเชื่อมั่นแล้ว ธุรกิจนี้ยังพาเธอไปสู่โลกใบใหม่อันแสนอบอุ่น เพราะการทำงานกับคนในพื้นที่ทำให้มีโอกาสได้พูดคุย เรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นมากขึ้น 

เธอดีใจเสมอเมื่อชาวบ้านจัดงานบุญหรืองานสำคัญ ๆ แล้วชวนเธอไปร่วมด้วย ไม่ว่าจะในบทบาทผู้ร่วมงานหรือผู้ช่วยจัดงานคนละไม้คนละมือ จนในที่สุดเธอก็รู้สึกผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่จนไม่อยากจากไปไหน 

Flexible Policies for Imperfect Lives

เมื่อผูกพันและรักสิ่งไหน เรามักจะอยากดูแลสิ่งนั้นโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกับแอนนี่ที่ผูกพันกับชุมชนและผู้คนที่ร่วมงานกัน 

เธอเล่าว่าพนักงานและลูกค้าส่วนใหญ่ของ SuperBee Wax Wraps เป็นผู้หญิง ซึ่งหลายคนต้องรับผิดชอบทั้งงานบ้าน เลี้ยงลูก ดูแลพ่อแม่ ไปพร้อมกับทำงานเลี้ยงชีพในเวลาเดียวกัน ดังนั้นที่นี่จึงมีนโยบายอนุญาตให้เหล่าแม่ ๆ พาลูกมานั่งเล่นในโรงงานหรือในครัวของออฟฟิศได้ รวมทั้งเคร่งครัดกับการได้หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้พนักงานมีวันหยุดไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ 

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบวันลาหยุดที่ยืดหยุ่น เช่น ใช้โควตาลาป่วยได้ทั้งป่วยกาย ป่วยใจ ไปจนถึงคนที่บ้านป่วยแล้วต้องพาไปหาหมอ เพื่อให้ไม่กระทบวันลาพักร้อนและลากิจของพนักงาน รวมทั้งวันลาทำใจเมื่อคนใกล้ชิดจากไป

“เคยมีพนักงานมาขอโทษที่ต้องลาหยุดเพราะพ่อหรือแม่เสียชีวิต เหตุการณ์นั้นทำให้ฉันรู้สึกเศร้ามาก เพราะในวันที่เศร้าโศก เขากลับรู้สึกแย่ที่ไม่ได้มาทำงาน และไม่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์จะหยุดงานเพื่อดูแลสุขภาพจิต แต่สำหรับฉัน คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษเลย ในวันที่พ่อแม่จากไป คุณควรหยุดงานสักสัปดาห์แล้วอนุญาตให้ตัวเองเศร้า

“เป้าหมายหนึ่งของฉัน คือการทำให้ทุกคนตระหนักว่าเราเป็นทีมเดียวกัน ถ้าทุกคนทำงานหนักร่วมกัน ก็ต้องดูแลกันเหมือนครอบครัวใหญ่ และควรเข้าใจว่าคนในครอบครัวกำลังเจอปัญหาหรือมีคนเสียชีวิตหรือเจอความรุนแรงในครอบครัว เพราะคงไม่มีใครมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ถ้าอยากมีทีมที่ดี คุณก็ต้องมีความเป็นมนุษย์ ต้องรู้จักยืดหยุ่นและเห็นอกเห็นใจ”

Living Wage ≠ Minimum Wage

นอกจากนโยบายที่ยืดหยุ่นแล้ว การทำงานและใช้ชีวิตกับชุมชนทำให้เธอเห็นปัญหาจริงในพื้นที่ อย่างแรกคือเรื่องค่าแรงที่สวนทางกับค่าครองชีพ 

“ค่าแรงที่จะดำรงชีพได้ในกรุงเทพฯ (Living Wage) จริง ๆ คือประมาณ 14,500 บาท ส่วนในภาคเหนือประมาณ 13,000 บาท ซึ่งมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำในตอนนี้” แอนนี่อธิบาย พร้อมเอ่ยถึงปัญหาที่น่าเศร้าไปกว่านั้น คือบางคนเจอปัญหากดค่าแรงให้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) พ่วงมากับการทำงาน 6 วัน บ้างก็เจอค่ามัดจำหลายพันบาทก่อนเริ่มงาน จนต้องไปกู้ยืมเงินมาจ่ายก่อนเพราะไม่มีโอกาสให้เลือกได้มากนัก 

เธอจึงผลักดันเรื่องนี้ผ่านนโยบายที่จ่ายค่าตอบแทนพนักงานสูงกว่า Living Wage หรือค่าแรงที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตถึง 20%

“เราอยากทำให้พนักงานรับรู้ว่าเขามีคุณค่า มีสิทธิได้รับการดูแล เขาจึงควรได้รับค่าแรงที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต หรือถ้าคุณแม่เสีย เขาก็ควรมีสิทธิได้หยุดงาน 1 สัปดาห์เป็นเรื่องปกติ และเราหวังว่าพวกเขาจะนำสิ่งนี้ไปบอกต่อให้ลูก ๆ และครอบครัว เมื่อไปสมัครงานที่อื่นแล้วได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ พวกเขาจะรู้จักปกป้องตัวเองและรู้ว่านั่นผิดกฎหมาย แม้ว่าในชีวิตจริงจะไม่ง่าย เพราะความยากจนบีบให้ต้องรับงานอะไรก็ตามที่มีอยู่ แต่เราเชื่อว่าการมีความรู้และความรู้สึกว่า ‘ตัวเองมีคุณค่า’ จะช่วยส่งผลกระทบเชิงบวกไปยังลูกหลานและคนรอบตัวได้อย่างแน่นอน”

อีกปัญหาของหลายครัวเรือนที่ต่อเนื่องมาจากค่าแรง คือภาระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เพราะบางคนต้องทำงานเพื่อดูแลสมาชิกทั้งบ้าน มีภาระค่าใช้จ่ายมากมาย ขณะที่ทางเลือกในชีวิตมีน้อยนิด จึงต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบแทน 

แม้จะกู้ยืมก้อนเล็ก ๆ แต่ดอกเบี้ยสูงลิ่วทำให้ตัวเลขค่อย ๆ ทบกันไป จนในที่สุดก็กลายเป็นภาระก้อนโต

SuperBee Wax Warps จึงมีโครงการไมโครไฟแนนซ์ขึ้นมา โดยให้พนักงานที่ทำงานครบ 1 ปีกู้เงินได้สูงสุด 50,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ยและผ่อนชำระรายเดือนได้ตามที่จ่ายไหว ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา บริษัทของเธอช่วยให้พนักงานและครอบครัวปลดหนี้ไปได้หลายราย

“ฉันเคยเจอคำถามว่า ถ้าเขาไม่คืนเงินแล้วหนีไปล่ะ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีใครทำแบบนั้น” แอนนี่ให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งคงเพราะบริษัทมีเงื่อนไขการกู้ยืมชัดเจน และอีกส่วนสำคัญคือการจ่ายค่าตอบแทนที่เพียงพอต่อค่าครองชีพ ไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำ รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล เมื่อมีปัญหาจึงหันหน้าเข้าหากันมากกว่าการเก็บงำไว้อย่างเดียวดาย

People – Planet – Profit

SuperBee Wax Warps ยังร่วมงานกับภาคการศึกษาทั้งในไทย สิงคโปร์ แคนาดา ไปจนถึงสหรัฐอเมริกา เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องแนวทางลดการใช้พลาสติก โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม ตลอดจนความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงความเข้าใจของคนภายนอกองค์กรเท่านั้น แต่ยังสร้างความภูมิใจให้กับคนทำงานด้วยเช่นกัน

“เคยมีนักศึกษาด้านธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์มาศึกษาว่า Social Enterprise คืออะไร ซึ่งฉันว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย คุณแค่ต้อง ‘ยุติธรรม’ และ ‘คืนบางส่วนให้กับสังคม’ จะด้วยการบริจาคกำไรบางส่วนหรือการช่วยเหลือในแบบของตัวเองก็ได้ ทุกอย่างคือเรื่องของความสมดุลและความเมตตาในความเป็นมนุษย์” 

แอนนี่ย้ำเสมอว่าเธอไม่ใช่องค์กรไม่แสวงผลกำไร การขับเคลื่อนเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงต้องสอดคล้องไปกับธุรกิจ 

“ฉันคิดว่าการลงทุนเรื่องนี้คุ้มค่า เพราะทำให้ได้ทีมงานที่ดี ในวันที่เจอปัญหา ทีมก็ยังอยู่ด้วยกันไม่ไปไหน แถมเราไม่ต้องทุ่มงบไปกับการหาและเทรนพนักงานใหม่บ่อย ๆ 

“สำหรับฉัน คน โลก ผลกำไร สำคัญเท่า ๆ กัน เราไม่ใช่ NGO หรือมูลนิธิ กำไรยังคงสำคัญ ดังนั้นช่วยบอกคนอ่านให้อุดหนุนเราด้วยนะคะ (หัวเราะ) เพราะกำไรทำให้เราดูแลพนักงานได้ดี ผลิตสินค้าอย่างยั่งยืน และช่วยสังคมต่อได้ รวมทั้งบริจาคให้มูลนิธิต่าง ๆ โดยเฉพาะมูลนิธิเกี่ยวกับสัตว์ เช่น สุนัข แมว และช้าง”

นอกจากการขายสินค้าแล้ว แอนนี่ยังจดทะเบียนธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และเข้าร่วมการประกวดชิงทุนตามโครงการต่าง ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน เพื่อหาทุนมาจัดทัวร์เพื่อการศึกษา และขับเคลื่อนสิ่งที่ตั้งใจให้ไปสู่วงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ 

จากเดิมที่เคยคิดจะบอกลาประเทศไทย แต่ในวันนี้ แอนนี่และครอบครัวกลับมองเชียงใหม่ราวกับบ้านที่น่าอยู่และแสนอุ่นใจ 

SuperBee Wax Wraps จึงเป็นมากกว่าซูเปอร์ฮีโร่ที่ช่วยกอบกู้เรื่องพลาสติก เพราะดูเหมือนว่าธุรกิจนี้จะช่วยกอบกู้หัวใจให้เธอกลับมาตกหลุมรักเชียงใหม่อีกครั้ง จนอยากอยู่ที่นี่ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

“ธุรกิจนี้เติมเต็มความฝันของฉันที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติที่อยู่ในโลกของโรงเรียนนานาชาติ แต่เป็นคนที่ได้ใช้ชีวิตในสังคมไทยจริง ๆ ฉันได้เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และได้สร้างคุณค่าบางอย่าง ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าอยู่ที่นี่อย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย ฉันภูมิใจกับสิ่งที่ SuperBee Wax Wraps สร้างเอาไว้ และมันงดงามมากที่ลูก ๆ ของฉันได้เห็น ทุกวันนี้ยังมีนักเรียน-นักศึกษาจากหลากหลายประเทศมาเยี่ยมเยียน มาฟังเรื่องราวของเราแล้วได้แรงบันดาลใจกลับไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันสุขใจมากจริง ๆ”

Website : superbee.me/s

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ