เก้าอี้เพื่อสุขภาพที่นั่งสบายและถูกสรีรศาสตร์มากที่สุดในพื้นที่ส่วนกลางขององค์กร เพื่อให้พนักงานทุกคนได้มีโอกาสมาใช้
องค์กรนี้คือ ‘ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ ผู้บริหารคนนั้นคือ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการขององค์กรด้านการเงินการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่พนักงานหลายคนในตึกเรียกเขาว่า พี่ปุย มากกว่าชื่อจริงและตำแหน่งทางการของเขา

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ ของพนักงาน เก้าอี้ที่เราพูดถึงเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ในพื้นที่ส่วนกลางที่เรียกว่า SET Space มีรูปพนักงานหลายแผนกติดผนัง พร้อมลง Quote ที่บอกเล่าความคิดของตัวเองที่มีต่อชีวิตการทำงาน ทั้งกระตุ้นให้เขากล้าคิด และบอกว่าองค์กรเห็นความสำคัญของพวกเขา
ช่วงที่กลับเข้ามาทำงานที่ตึก ท่ามกลางอากาศร้อนจัด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดรถสามล้อพลังงานไฟฟ้ารับ-ส่งพนักงานจากออฟฟิศไปทานข้าวกลางวัน ไม่ต้องเดินตากแดดไปเอง

“ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเล็กนะครับ พยายามมองว่าสิ่งที่ควรลำดับความสำคัญก่อนคืออะไร สิ่งที่มีความหมายต่อพนักงานของเราคืออะไร ทั้งเรื่องเส้นทางอาชีพ โอกาสของเขาที่จะได้มีส่วนร่วมกับงานสำคัญ ค่าตอบแทน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญสำหรับเรา” พี่ปุยของทุกคนเล่า
ปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก้าวสู่ 50 ปี หลายคนคงรู้ว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสำคัญกับประเทศ แต่อาจไม่รู้ว่าสำคัญในแง่ไหน
ดร.ภากร เล่าให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า องค์กรนี้เป็นเหมือนคนช่วยหาเงินมาทำธุรกิจ บทบาทการเป็นตลาดทุน คือผู้ที่เชื่อมระหว่างคนที่มีเงินอยากจะลงทุนและคนที่เอาเงินนี้ไปลงทุนขยายกิจการต่อ ตลาดทุนเป็นช่องทางระดมทุนเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ตลาดตราสารหนี้ และอีกหลายหน่วยงาน ตลาดทุนไทยช่วยเรื่องการระดมทุนเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงที่เกิดวิกฤตของประเทศ
“หลังช่วงปี 1997 จนถึงช่วงปี 2000 เป็นต้นมา องค์กรไทยในประเทศเติบโตมาก ปัจจุบันคุณจะเริ่มเห็นเลยว่าองค์กรไทยระดมทุนไม่ใช่เฉพาะแค่ขยายกิจการในไทย แต่ขยายไปทั่วโลก” หัวหน้าทีมตลาดหลักทรัพย์ฯ เล่า “เราเห็นเลยว่าตลาดทุนไทยพัฒนาเยอะมาก ทั้งในด้านสินค้า ด้านการระดมทุน องค์กรใหญ่ กลาง เล็ก ใช้ตลาดทุนได้ทั้งแบบ SET, mai และ LiVEx ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดทุนไทยไม่ได้โตเฉพาะด้านปริมาณ คุณภาพก็ดีมาก ๆ เรามีองค์กรที่อยู่ใน Sustainability Index เกือบ 40 แห่ง อยู่ใน Gold Standard เป็นอันดับ 1 ของโลก”

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือคน ดร.ภากรมองว่าองค์กรนี้คือธุรกิจให้บริการผู้คน
“ถ้าคนของเราไม่เก่ง ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ทำงานเชิงรุก ไม่ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เศรษฐกิจไทยไม่มีทางโตเลย ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ รู้เรื่องเดียวไม่ได้ ต้องรู้หลาย ๆ คน ทำงานเป็นทีม และยิ่งไปกว่านั้น เราต้องมองไปในอนาคต ต้องรับฟังเยอะ ๆ เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างพัฒนาและก้าวไปได้” เขาเล่า
การใส่ใจพนักงานในรายละเอียดไม่ใช่การใจดีเกินเหตุ แต่เป็นการช่วยให้พนักงานมีชีวิตสมดุลขึ้น พร้อมที่จะลงแรงทำงาน (Effort) เพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น
แต่แน่นอนว่านโยบายนี้มีเรื่องต้องระวัง ดร.ภากรยกตัวอย่างเรื่องการให้ทำงานนอกออฟฟิศหรือ Work from Anywhere หลักการของเขามี 3 ข้อ คือหนึ่ง งานนั้นเป็นงานแบบไหน สอง พนักงานมีประสบการณ์มากพอหรือยัง ถ้ามีปัญหานอกออฟฟิศ ต้องรู้ว่าควรคุยกับใครเพื่อแก้ไข สาม คือมองเป็นแรงจูงใจหรือ Incentive ในการดึงดูดใจพนักงานให้อยากเข้ามาทำงานมากขึ้น


พนักงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีโอกาสได้คุยกับพี่ปุยง่ายมาก มีช่องทาง Open Talk ให้ส่งข้อความโดยตรงถึงพี่ปุย รวมทั้งหลายครั้งพี่ปุยได้มีโอกาสได้พูดคุยกับพนักงานกลุ่มเล็ก ๆ ในการแลกเปลี่ยนความคิด มุมมองในการทำงาน
“ผมยกตัวอย่าง มีอยู่สายงานหนึ่งต้องใช้ข้อมูลเยอะมาก พนักงานต้องใช้ตาดู ซึ่งน้อง ๆ เหล่านี้ความสามารถสูงมาก ผมถามว่าสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต้องมานั่งทำข้อมูลนี้ เขาบอกสัก 70% ผมรับไม่ได้ ไปหา Automation Tool หรืออะไรก็ได้ที่ช่วยนั่งสกรีนให้เขา แล้วเขามานั่งดูแค่ส่วนที่ผิดปกติ
“คนมักจะพูดว่า AI จะมาทดแทนคน เป็นไปไม่ได้ AI จะมาช่วย มาทำให้คนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าต่อให้เป็น Gen AI แล้วจะมาทดแทนคนได้ เพราะอะไร หนึ่ง คุณจะรู้ได้ยังไงว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ Clean สอง คุณจะรู้ได้ยังไงว่าจะถามคำถามอะไร สาม คุณจะรู้ว่าคุณได้คำตอบมาแล้วเนี่ย คุณจะเรียบเรียงเป็นสตอรียังไง ผมเชื่อว่าเราต้องเทรนคนให้เป็นแบบที่ผมพูดเมื่อกี้ครับ เขาต้องเก่งในเรื่องของตัวเอง ถ้าไม่เก่งก็ต้องเป็นทีมเวิร์กที่ดี ต้องมองไกลไปข้างหน้า และต้องมีความซื่อสัตย์ แล้วเราจะทำงานร่วมกับ AI หรือ Gen AI อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นเยอะ

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นองค์กรที่น่าสนใจ ผมเคยทำงานมาหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร มหาวิทยาลัย องค์กรด้านการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเหมือนส่วนผสมของทุกอย่าง จะเป็นภาครัฐก็ไม่ใช่ จะเป็นเอกชนก็ไม่เชิง จะทำเพื่อสังคมหรือเพื่อกำไรก็ไม่ใช่ 100% คนเก่ง ๆ จากหลากหลายด้านจึงสนใจจะมาทำงานที่นี่
“นอกจากเรื่องเก่ง ต้องเป็นคนมีหลักการ เป็นคนดี ตั้งแต่อยู่มาผมคิดว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรที่เลี้ยงคนและดูแลคนได้ดีมาก เราให้ทุนกับพนักงานไปเรียนต่างประเทศปีละ 6 คน จากพนักงาน 830 คน ผมไม่เชื่อว่าจะมีองค์กรไหนที่มีเปอร์เซ็นต์ให้ทุนพนักงานไปต่างประเทศเยอะเท่าที่นี่แล้ว” หัวหน้าทีมตลาดหลักทรัพย์ฯ เล่า
พี่ปุยของน้อง ๆ มองว่าถ้าพนักงานไม่ได้ Engage มาก องค์กรคงไปไหนไม่ได้ไกล แต่ความท้าทายในอนาคตก็มีอีกมากมาย ทั้งเรื่องเทคโนโลยี วิธีคิดของคนที่ไม่แน่นอน ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของตลาดทุนก็ไม่ได้เป็นแค่เรื่องในประเทศ แต่เป็นประเด็นใหญ่ของโลกที่ทรงอิทธิพลในหลายประเทศ

“ผมมั่นใจว่าไม่มีทางออกที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียว มีแต่ตัวเลือกที่ต้องประนีประนอม เราต้องเลือกว่าจะทำยังไงให้ทุกคนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น มีการรับและการให้ ต้องได้ทั้ง 2 ฝ่าย ผมว่าตรงนี้คือความท้าทายของพนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องคิดนอกกรอบ ต้องคิดอะไรที่ Looking Forward มากขึ้น
“คำว่า ‘ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ มีความหมายมากสำหรับผมนะ นี่ไม่ใช่แค่องค์กรทำธุรกิจเพื่อกำไรอย่างเดียว แต่เป็นองค์กรที่ต้องทำเพื่อความยั่งยืน ทั้งกับตัวเองและเศรษฐกิจ ในอนาคตไม่จำเป็นต้องเฉพาะในประเทศด้วยซ้ำ มันออกไปข้างนอกได้ ของพวกนี้เราได้ประโยชน์ร่วมกัน เหมือนเราเพิ่มเค้กให้ก้อนใหญ่ขึ้น ต่อให้มี 12 ชิ้นเท่าเดิม ถ้าแต่ละชิ้นใหญ่ขึ้น ก็ได้ชิ้นที่อิ่มขึ้นและได้ประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น”

