“ตรวจสุขภาพคือการแสดงความรักต่อตัวเอง” นี่คือคำสรุปที่เรียบง่ายแต่โดนใจของ หมอตูน-ผศ.พญ.พรรณวรา ปริตกุล สูติ-นรีแพทย์ ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเมดพาร์คที่ใช้ได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกยุคสมัยจริง ๆ
แม้การตรวจสุขภาพควรเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคน แต่ก็ต้องยอมรับว่า การให้บริการสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ของไทยในปัจจุบันยังพบกับความท้าทายและอุปสรรคมากมายที่ยังไม่เป็นมิตรกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ความกลัวของคนที่ไม่กล้ามาตรวจสุขภาพเพราะสังคมยังแบ่งเพศ ความไม่รู้ว่าต้องเลือกโปรแกรมสุขภาพแบบไหน ความอายที่ไม่กล้าถามหมอเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ ความไม่พร้อมของสถานที่ในการเปลี่ยนชุดหรือเข้าห้องน้ำ ไปจนถึงความไม่ตั้งใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจเผลอใช้คำผิด จนผู้ใช้บริการไม่สบายใจ
ในยุคแห่งความหลากหลาย โรงพยาบาลเมคพาร์คจึงเริ่มตั้งแต่การปลูกฝังบุคลากรทางการแพทย์ให้เข้าใจและเคารพในอัตลักษณ์ทางเพศของกลุ่ม LGBTQ+ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย และการใส่ใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทุกเพศ
ก่อนตัดสินใจอดอาหารไปตรวจร่างกาย มาฟังหมอตูนมาให้ความรู้ผ่านบทความนี้กัน

สุขภาพ คือเรื่องสำคัญของทุกเพศ
“ตรวจร่างกายปีละครั้งถือว่าสุดยอดที่สุดแล้ว” หมอตูนพูดแบบสบาย ๆ ว่า LGBTQ+ ตรวจร่างกายได้ตามปกติและไม่ได้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแต่อย่างใด แต่ความลำบากใจอาจเป็นเรื่องของการเลือกโปรแกรมที่มักเป็นตารางเรียงตามอายุแบบแยกชายหญิงชัดเจน
คำแนะนำเบื้องต้นคือให้มองหาโปรแกรมพื้นฐานที่ตรวจได้ทั้งชายและหญิง แล้วค่อยพูดคุยกับหมอให้ประเมินความเสี่ยงเป็นรายกรณีไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็น Transgender เช่น การใช้ฮอร์โมนอาจมีผลต่อระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด
หมอตูนแนะนำว่าสำหรับหญิงข้ามเพศ (Trans Women) ที่แปลงเพศแล้ว ตรวจภายในได้หมือนผู้หญิง เพราะมีช่องคลอดใหม่เหมือนกับเพศหญิง
“หญิงข้ามเพศไม่ต้องคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) เพราะเขาไม่มีปากมดลูก แต่ควรตรวจภายในเพื่อประเมินช่องคลอด ซึ่งการทำช่องคลอดขึ้นมาใหม่ขึ้นอยู่กับผิวที่นำมาทำ กลุ่มที่ใช้ผิวจากอัณฑะไม่ต้องคัดกรองมะเร็ง แต่ต้องตรวจลักษณะของช่องคลอด และตรวจสอบว่ามีปัญหาเวลามีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ในกลุ่มที่ใช้ผิวจากลำไส้ใหญ่ อาจจำเป็นต้องคัดกรองรอยโรคของมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะประเมินเป็นรายบุคคล
“อีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับกลุ่มหญิงข้ามเพศ คือแม้จะแปลงเพศแล้วก็ยังต้องตรวจต่อมลูกหมาก เพราะไม่ได้ถูกตัดออกไปด้วยในการผ่าตัด เนื่องจากมันอยู่ลึกในร่างกาย ไม่ได้อยู่ตรงอัณฑะที่ถูกนำออกไป”

ส่วนในกลุ่มชายข้ามเพศ (Trans Men) ที่ผ่าตัดเต้านมแล้ว แม้ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมจะลดลง แต่ควรตรวจคลำเต้านมเพื่อความมั่นใจ และยังคงมีความจำเป็นในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
อีกประเด็นที่หมอตูนให้ความสำคัญ คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีงานวิจัยที่พบว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมทางเพศที่ค่อนข้างหลากหลาย และยังมีโรคที่พบบ่อยในไทย เช่น กลุ่มหนองใน หูดหงอนไก่ เริม ส่วนโรคซิฟิลิสที่ห่างหายไปนานมาก เพิ่งพบเห็นเยอะในช่วงนี้
“หมอเข้าใจดีว่ายังคงเป็นเรื่องอ่อนไหวในการพูดคุย เวลาให้คำปรึกษา เราจึงพยายามสร้างความสบายใจและปลอดภัยด้วยการใช้คำถามเปิด เช่น เคยได้ยินโรคพวกนี้ไหม พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน
“ตามตำราต้องถามละเอียดมาก สำหรับหมอจะให้เข้ามาปรึกษาคู่ได้เลย อย่างคู่หญิง-หญิง เขาจะอุ่นใจกว่าการเข้ามาคนเดียว อยากบอกว่าข้อมูลสุขภาพหรือสรีระต่าง ๆ ที่เปิดเผยให้หมอรู้ ในมุมมองแพทย์ เห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดเลย ไม่มีใครตัดสินและไม่อยากให้เขินอาย”
ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่ากลุ่ม LGBTQ+ มีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มทั่วไป โรงพยาบาลเมคพาร์คจึงมีการคัดกรองด้านจิตใจควบคู่ไปกับการตรวจร่างกายประจำปีในคราวเดียว

ฮอร์โมนกับการข้ามเพศ
ความสมดุลของฮอร์โมนคือองค์ประกอบสำคัญที่พ่วงมากับผลข้างเคียงระยะยาว การเสริมฮอร์โมนเข้าไปนั้นทำได้ ตราบเท่าที่ควบคุมให้อยู่ในระดับเดียวกับเพศหญิงหรือเพศชายตามธรรมชาติ
“สำหรับหญิงข้ามเพศที่แปลงเพศจากชายมาเป็นหญิง ต้องมีการเจาะเลือดทุก 3 – 6 เดือน เพื่อตรวจสอบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนทั้งแบบกินและแบบทาอยู่ในระดับใด โดยปกติผู้ชายจะมีความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้หญิง การเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนเข้าไปจึงเพิ่มความเสี่ยงเรื่องหลอดเลือด หากฮอร์โมนสูงมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม เบาหวาน และความเสี่ยงไขมันในเส้นเลือดสูง หรือถ้าน้อยเกินไปก็จะส่งผลต่อสรีระร่างกาย
“นอกจากนี้ กลุ่มหญิงข้ามเพศที่เสริมหน้าอก หากรับฮอร์โมนเพศหญิงมานานเกิน 5 – 10 ปี ควรพิจารณาการตรวจแมมโมแกรมเต้านม โดยดูจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ประวัติครอบครัวว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือไม่
“ในฝั่งชายข้ามเพศ คือหญิงที่แปลงเป็นชาย การเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะทำให้เม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้นคล้ายกับเพศชาย บางทีถ้าเม็ดเลือดแดงเยอะจะทำให้เลือดหนืด ลิ่มเลือดอุดตัน อาจส่งผลให้เป็น Stroke จึงจำเป็นต้องคอยมอนิเตอร์เพื่อรักษาความสมดุลของระดับฮอร์โมน”

สิ่งที่โรงเรียนแพทย์ไม่ได้สอน
“สมัยหมอเรียนมาในโรงเรียนแพทย์ แบ่งแค่ผู้ชายกับผู้หญิง ไม่มีคำว่า LGBT ไม่มีการสอนเรื่องนี้เลยในหลักสูตร ต้องมาเรียนเอาเองตอนนี้” นี่เป็นความท้ายทายด้านบุคลากรในบริบทสังคมไทยที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความหลากหลายทางเพศมากพอ
โรงพยาบาลเมดพาร์คจึงมีการอบรมเกี่ยวกับ LGBTQ+ ให้กับบุคลากรทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และไม่ตัดสิน รวมไปถึงการใช้คำเรียกชื่อที่มีความเป็นกลางทางเพศ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด
“โชคดีหน่อยที่คำนำหน้าภาษาไทยใช้ ‘คุณ’ ทำให้ไม่มีปัญหาเหมือนภาษาอังกฤษที่ต้องเลือกระหว่าง Mister หรือ Miss ส่วนสรรพนามเรียกขาน ปกติเราเรียก คุณผู้หญิง คุณผู้ชาย แต่ถ้าไม่แน่ใจ ก็เปลี่ยนเป็นคำว่า คุณท่าน แทนได้
“ด้านเวชระเบียนที่เหมือนระบบราชการทั่วไป มีแบ่งแค่ชายกับหญิง ปัจจุบันยังปรับเปลี่ยนเรื่องนี้ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของ Legal Sex เพศตามกฎหมายยังคงแบ่งตามเพศโดยกำเนิด ซึ่งทุกโรงพยาบาลต้องปฏิบัติตามนี้ แตกต่างจากโมเดลต่างประเทศที่ให้ระบุอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) เพิ่มเติมได้”
แต่ทางโรงพยาบาลเมคพาร์คอนุญาตให้คุณหมอเขียนอัตลักษณ์ทางเพศเข้าไปเพิ่มเติมในประวัติคนไข้ได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและดูได้เฉพาะแพทย์เท่านั้น
“หมอเคยตรวจคนไข้ที่เป็น Transgender จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องยากเลย เรามองว่าเขาเป็นผู้หญิง ซักประวัติเหมือนคนไข้คนหนึ่ง” หมอตูนเล่าเคสที่สร้างความประทับใจจากประโยคสั้น ๆ ที่คนไข้มอบให้ก่อนลุกออกจากห้องตรวจไปว่า “ไม่เคยตรวจกับคุณหมอที่ไหนแล้วสบายใจเท่านี้เลย”
นอกจากนี้ โรงพยาบาลเมดพาร์คยังออกแบบพื้นที่ที่ใส่ใจในความหลากหลายของผู้รับบริการ โดยเฉพาะห้องตรวจและห้องพักที่ส่วนใหญ่เป็นห้องเดี่ยว จึงไม่เกิดปัญหาเรื่องการแยกวอร์ดชายหญิง ส่วนห้องน้ำใช้ที่เป็น Gender Neutral ได้ หรือหากแปลงเพศแล้ว ผู้ใช้บริการก็เลือกเข้าตามเพศสภาพได้เช่นกัน

เท่าเทียม หลากหลาย เปิดกว้าง
การให้บริการด้านสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ในเมืองใหญ่กับต่างจังหวัดยังมีความแตกต่างกันมากโข หรือแม้แต่ในโรงพยาบาลรัฐกับเอกชน อย่างในกรุงเทพฯ มีความพร้อมในด้านระบบที่รองรับมากกว่า ด้านบุคลากรที่มากประสบการณ์และมีทรัพยากรเวลาในการพูดคุยกับคนไข้มากกว่า แต่ในต่างจังหวัด เอกสารเวชระเบียนแบ่งเพศกำเนิดมาชัดเจนตั้งแต่ต้น บวกกับการตรวจวินิจฉัยภายใต้เวลาจำกัด จึงอาจไม่ตอบโจทย์ร่างกายและจิตใจของคนกลุ่มนี้
หมอตูนทิ้งท้ายว่าอยากเห็น “ระบบที่เปิดกว้าง คือระบบสุขภาพที่เท่าเทียมและหลากหลาย”
การเข้ารับการตรวจสุขภาพไม่ควรเป็นเรื่องน่ากลัวหรือทำให้รู้สึกเขินอาย มันคือเรื่องปกติที่ควรเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยและเป็นธรรมชาติ ในวันนี้ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของไทยพร้อมรับฟังและดูแลโดยไม่มีการตัดสินใด ๆ การตรวจสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงการป้องกันโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความรักและความรับผิดชอบต่อร่างกายของตัวเอง

ดูรายละเอียดโปรแกรมตรวจสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่
