‘LINE MAN Wongnai’ เป็นบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องสวัสดิการพนักงานที่ดีมาก ข้อที่พนักงานชอบที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า WeFlex
WeFlex เรียกในภาษา HR ยาก มันคือวงเงินพิเศษที่พนักงานทุกคนจะได้จำนวน 30,000 บาทต่อปี นำมาใช้เบิกค่าใช้จ่ายกับบริษัทได้
แล้วเบิกอะไรได้บ้าง – ได้ตั้งแต่ค่าผ่อนคอนโด ตั๋วเครื่องบิน เบี้ยประกัน ขอให้เป็นสิ่งที่จำเป็นกับการใช้ชีวิต
ให้เยอะไปมั้ย ทำไมต้องให้ขนาดนี้ นี่คือคำถามที่เราชวน รุตม์-อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ หัวหน้าทีม People ของ LINE MAN Wongnai มาเล่าให้ฟัง ในออฟฟิศแห่งใหม่ถอดด้ามที่ One Bangkok

ยืดหยุ่นเพื่อพนักงาน
ปัจจุบัน LINE MAN Wongnai ทำธุรกิจ 3 อย่าง
หนึ่ง บริการ On-demand Services ธุรกิจที่เกี่ยวกับดิลิเวอรีและส่งสินค้าที่เราคุ้นเคย สองคือ Merchant Digital Solutions บริการช่วยแก้ปัญหาให้ร้านค้าด้วยระบบออนไลน์ เช่น ระบบ POS ที่คาเฟ่แทบทุกแห่งรู้จักดี สุดท้ายคือ Financial Product บริการการเงิน LINE Pay ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนี้บริษัทมีพนักงานรวมประมาณ 1,200 คน โดยหน่วย On-demand มีพนักงานมากสุด
รุตม์ทำงานนี้มา 7 ปี แม้พื้นเพจะมาจากสายเทคโนโลยี แต่เขามีคาถาข้อหนึ่งในการดูแลพนักงานของบริษัทนี้
“เรามี Core Value 3 ข้อ คือ Innovate Faster, Go Deeper และ Respect Everyone ข้อสุดท้ายพอเราเคารพซึ่งกันและกัน ก็จะช่วยในการตัดสินใจว่าเราจะทำสวัสดิการหรือนโยบายที่สอดคล้องค่านิยมนี้”
รุตม์เชื่อเรื่อง Flexible Benefit ยืดหยุ่นต่อความต้องการพนักงาน
เขาเริ่มจากการตั้งวงเงิน 2,500 บาทต่อเดือนให้พนักงานเบิกไปใช้ทำสิ่งที่ดีกับตัวเอง ต่อมาก็เพิ่มเป็น 30,000 บาทต่อปี พนักงานนำไปใช้ตั้งแต่การซื้อหนังสือ ซื้อบริการออกกำลังกาย เมื่อเห็นว่าพนักงานชอบ รุตม์ค่อยเพิ่มหมวดในการเบิก เช่น ใช้ผ่อนที่อยู่อาศัยได้ ใช้กับค่าเดินทาง ซื้ออุปกรณ์ทำงาน พาพ่อแม่ไปหาหมอ หรือกระทั่งพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ก็เบิกได้
รุตม์เล่าว่า WeFlex ใช้กับอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น ฉลาดขึ้น มีความสุขขึ้น และเป็นสิ่งที่บอกต่อให้คนอื่นรู้แล้วดี
“ความเชื่อผม คือเราไม่รู้หรอกว่าพนักงานต้องการอะไร เราเลยต้องทำให้สวัสดิการยืดหยุ่นไว้ก่อน เราไม่อยากเป็น HR ที่บอกว่านี่คือสิ่งที่เราคิดแล้วว่าพนักงานต้องได้เท่านี้เท่านั้น เหมือนเราจำกัดความคิดพนักงานมากเกินไป เราต้องรู้ว่าตัวเราไม่รู้คำตอบในทุกเรื่อง เพราะคำตอบมันมีมากมายในโลกสมัยนี้ เราก็เปิดให้มันกว้างไว้ก่อน แต่มันก็จะมีกรอบประมาณหนึ่งให้มันไม่ออกนอกลู่นอกทางมากขึ้นไป ถ้าเราทำแล้วดีก็ค่อยขยายกรอบออกไป ให้คนใช้ Benefit นี้แล้วเขาได้ใช้ทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับเขาจริง ๆ” หัวหน้าทีม People เล่า
แนวคิดสวัสดิการยืดหยุ่นและการเคารพพนักงานยังนำไปสู่หลายเรื่องในบริษัท เช่น เดิมมีสวัสดิการเงินก้นถุงสำหรับคู่แต่งงานใหม่ และให้วันลาพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูก บริษัทก็เติมสวัสดิการให้เงินสำหรับคู่แต่งงาน LGBT และลาไปเพื่อรับบุตรบุญธรรมเช่นกัน

แม้แต่การย้ายออฟฟิศใหม่ ทางทีม People ก็มีการ Survey พนักงานกลุ่มใหญ่ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเป็น One Bangkok ก่อนย้ายออฟฟิศ ก็มีการทำ Townhall กับพนักงานทุกคนเพื่อแจ้งสิ่งที่ต้องรู้และตอบทุกคำถามคาใจ เพื่อให้พนักงานมั่นใจว่าทางทีมงานคิดทุกอย่างมาละเอียดแล้ว
สวัสดิการแบบนี้ยังเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการรับพนักงานใหม่ เพราะเมื่อข่าวนี้กระจายตัวในโลกออนไลน์ ไวรัลขึ้นมา ก็เป็นการเชิญชวนให้คนเก่ง ๆ ดี ๆ เข้ามาสมัครงานมากขึ้นเช่นกัน
กลยุทธ์อีกข้อที่ LINE MAN Wongnai ใช้คือการเปิด Blog ให้พนักงานออกมาเล่าเรื่องชีวิตทำงานของตัวเอง เมื่อคนอ่านแล้วรู้ว่าดียังไง ก็เป็นการโปรโมตบริษัทด้วย
“การบอกต่อคือการตลาดที่ดีที่สุด การที่ผมพูดว่ามันดี ไม่มีทางที่จะมีพลังเท่าพนักงานพูดว่ามันดี ให้เขาพูดเองจะดีกว่า”

ความชัดเจนที่ดีกับทุกคน
ทำแบบนี้ไม่เกินไปเหรอ
หัวหน้า HR หรือ CEO ที่กำลังอ่านบทความนี้อาจสงสัย
รุตม์บอกว่าทุกองค์กรต้องบริหาร Cost และ Benefit อยู่แล้ว หัวใจคือการมองว่าสวัสดิการนี้ถ้ามันดีกับพนักงานและไม่ทำให้บริษัทเสียสมดุล ได้งานที่ดีด้วย ก็ควรทำ
“อย่างการให้พนักงานได้ดื่มกาแฟจาก LMWN Cafe แก้วละเพียง 20 บาท พนักงานก็ไม่ต้องเสียเวลาลงไปสั่งกาแฟร้านด้านนอก เขาก็จะมีเวลาทำงานหรือพักผ่อนมากขึ้น
“ถ้าคิดว่ามีข้อดีมากกว่าเสีย เราก็ทำ จะมองว่าเราดูแลพนักงานมากเกินไปหรือเปล่า ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าช่วยให้เรารักษาคนดี ๆ ได้มากขึ้น เราก็ไม่ต้องเสียเวลาที่จะหาคนใหม่ ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเช่นกัน”

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับ LINE MAN Wongnai คือที่นี่ยืนหยัดชัดเจนเรื่องการรับคนมาก
ปีหนึ่งมีคนสมัครงานที่นี่ร่วม 40,000 คน บริษัทรับคนเข้าแค่ 1.5% เท่านั้น
“ผมว่าจุดแข็งจุดหนึ่ง คือเราไม่ได้อ่อนข้อให้กับคนที่ไม่เหมาะกับองค์กร อาจจะเป็นหนึ่งใน Competitive Advantage ของทีม People ของ LINE MAN Wongnai เมื่อเทียบกับองค์กรอื่นในเมืองไทยนะ พอเราเจอคนที่ไม่ได้เหมาะทั้ง 2 แบบ ไม่เหมาะทั้งในแง่เก่งไม่พอ ไม่เหมาะในแง่ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กร เราให้เขาออกได้ ทำให้เราสร้างองค์กรที่เต็มไปด้วยคนทำงานเก่งและมองเห็นคุณค่าเหมือนกัน”


การเอาคนออกเป็นสิ่งที่น่าลำบากใจสำหรับทุกองค์กร รุตม์มองว่าหามองเรื่องนี้อีกด้าน ทำให้ดีและชัดเจน มันดีกับทั้ง 2 ฝ่าย
“สุดท้ายแล้ว ถ้าเขาไม่เหมาะกับเรา น้องคนนี้ก็เติบโตไม่ได้อยู่ดี การที่เขาไปอยู่ที่อื่นอาจจะดีกับเขามากกว่าก็ได้ การที่เรารักษาเขาไว้อาจเป็นการทำร้ายเขาโดยที่เราไม่รู้ตัวเช่นกัน ก็ต้องมองให้สอดคล้องความเป็นจริง”
LINE MAN Wongnai มองหาพนักงานที่มีทักษะดี เหมาะกับตำแหน่ง มีศักยภาพ ซึ่งดูหลายอย่าง เช่น การตอบคำถาม การตั้งคำถาม การเตรียมตัว ดูพื้นเพ ดูว่าเขามีความฝันในชีวิตหรือเปล่าที่จะทำอะไรให้กับตัวเองต่อจากนี้ เช่น อยากซื้อบ้านให้พ่อแม่ ทำให้รู้ว่ามันเป็นแรงผลักดันให้เขาทำงาน มีโอกาสที่เขาจะเป็นคนมีศักยภาพที่ดีได้ รวมถึงความเหมาะกับองค์กร สุดท้าย คือมีจิตใจดี ไม่เอาเปรียบใคร
เมื่อหันมามองภาพใหญ่ รุตม์มองว่าการที่เรามักเห็นนโยบาย HR ที่มีสีสันมาจากบริษัทสายเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งเพราะการเป็นนักทดลอง กล้าทำสิ่งใหม่ ไม่มีกรอบจำกัดมาก
ทั้งหมดนี้คือการทำเพื่อคุณค่าขององค์กร เพื่อให้ทุกคนเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกันอย่างมั่นคง

ยืดหยุ่น จิตแข็ง เพื่อวันข้างหน้า
“คนที่จะเติบโตได้ดีที่นี่ต้องมี 4 อย่าง คือฉลาด ขยัน นิสัยดี และมีฮาคิ”
เราเอ๊ะกับข้อสุดท้าย แต่สำหรับผู้อ่านที่เป็นแฟน One Piece คงรู้จักเรื่องนี้ดี
รุตม์อธิบายว่ามันคือจิตใจที่แข็งแกร่ง ถ้าเจอความกดดัน ความเปลี่ยนแปลง หรือสิ่งที่ไม่คุ้นชิน ต้องไม่สติแตกไปเสียก่อน
นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญแค่องค์กรนี้เท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วย
ในโลกการทำงาน มีองค์กรมากมายหลายแบบ LINE MAN Wongnai เป็นองค์กรที่พิสูจน์แล้วว่าหากมีนโยบายดูแลคนที่ยืดหยุ่น ฟังเสียงพนักงาน ทำให้องค์กรไปต่อได้ในเชิงธุรกิจ
ไม่ได้ให้มากกว่าใคร มันคือการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจไปต่อข้างหน้า โดยมีคาถาสำคัญอย่าง Flexible และ ฮาคิ เป็นเคล็ดลับสำคัญ

