18 กุมภาพันธ์ 2025
3 K

ต่อให้ไม่ใช่คนสนใจเรื่องความงาม แต่ถ้าคุณอยู่เชียงใหม่ น้อยคนเหลือเกินที่จะไม่รู้จัก ‘วิน คอสเมติคส์’ (Win Cosmetics) ร้านขายเครื่องสำอางครบวงจรเจ้าแรกของภาคเหนือ ทั้งยังจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคหลากหลายในระดับน้อง ๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต และมีชื่อเสียงจากการตั้งราคาขายที่หลายคนได้แต่สงสัยว่าจะเอากำไรมาจากไหน

ขณะเดียวกัน ด้วยสาขาที่ครอบคลุมทั่วเมือง จึงเป็นเรื่องยากที่คนเชียงใหม่จะไม่เคยเห็น

WIN Cosmetics เปิดทำการใน พ.ศ. 2538 เริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ ในตรอกเล่าโจ๊ว ตลาดวโรรส (กาดหลวง) ก่อนขยายถึง 6 สาขา และมีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ด้วยเฉดชมพูพาสเทล ร้านแห่งนี้อยู่คู่การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางธุรกิจของเมืองมาตลอด 3 ทศวรรษ – จากที่ไม่เคยมีศูนย์การค้าสมัยใหม่ สู่การผุดขึ้นของห้างค้าปลีกและเชนสโตร์จำหน่ายเครื่องสำอางที่มีแบรนด์คาแรกเตอร์หลากหลาย รวมถึงการเข้ามาของธุรกิจออนไลน์ที่ตัดราคากันกระหน่ำ แต่ปัจจัยเหล่านี้กลับทำอะไรเจ้าของเฉดสีที่ดูคล้ายร้านขายลูกกวาดร้านนี้ไปได้ 

คอลัมน์ทายาทรุ่นสอง พาไปสำรวจว่าเหตุใด WIN Cosmetics จึงยืนหยัดท่ามกลางตลาดที่มีการแข่งขันอย่างหนักหน่วง และส่วนตัว เราคิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน เนื่องจากผู้กุมบังเหียนธุรกิจนี้เป็นชายหนุ่มที่ดูเผิน ๆ เหมือนว่าจะไม่อินกับเบื้องหลังความงามของสุภาพสตรีสักเท่าไหร่ แต่กลับกัน เขาคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้วินฯ เป็นอย่างทุกวันนี้ อามิตร จาวลา คือชื่อของเขา กรรมการบริษัทและทายาทรุ่นสอง บริษัท วิน คอสเมติคส์ จำกัด

ธุรกิจ : Win Cosmetics

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2538

อายุ : 30 ปี

ประเภท : ธุรกิจร้านขายเครื่องสำอางครบวงจร

ผู้ก่อตั้ง : ยงยุทธ จาวลา และ กำเรด จาวลา

ทายาทรุ่นสอง : อามิตร จาวลา

รถเร่หนังขายยาของลูกหลานชาวอินเดียโพ้นทะเล

อามิตรเป็นลูกชายคนที่ 2 และคนสุดท้องของ ยงยุทธ และ กำเรด จาวลา ลูกหลานชาวอินเดียที่พ่อแม่ของพวกเขาอพยพหนีสงครามอินเดีย-ปากีสถาน เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน ครอบครัวฝั่งพ่อหรือให้เฉพาะเจาะจงคือปู่ของเขาแต่งงานกับชาวไทยเชื้อสายจีนในอำเภอสันทราย ก่อนจะเริ่มต้นธุรกิจร้านขายของชำ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การเกษตรที่นั่น ขณะที่ครอบครัวฝั่งยายทำธุรกิจโรงภาพยนตร์และโรงแรมในอำเภอเมืองเชียงราย หลังจากที่ทายาทของ 2 ครอบครัวแต่งงานกัน ยงยุทธและกำเรดเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกิจการทำรถเร่หนังขายยาในพื้นที่ชนบท 

“พ่อกับแม่ติดต่อสายหนังแถวช้างเผือก ก่อนจะขนอุปกรณ์ไปฉายหนังกลางแปลงตามชุมชนต่าง ๆ ในภาคเหนือ พอฉายไปได้ครึ่งเรื่องก็พักเบรกโฆษณาขายยา และเมื่อฉายจบ เขาก็จะฝากสินค้าไว้ที่ผู้ใหญ่บ้าน ขายได้เท่าไหร่ก็หักเปอร์เซ็นต์ให้เขาไป” อามิตรเล่า

“พอพูดถึงหนังขายยา หลายคนอาจนึกว่าเราขายพวกยารักษาโรค แต่จริง ๆ แล้ว ความที่ครอบครัวฝั่งพ่อผมขายอุปกรณ์การเกษตรเป็นทุนเดิม และคนที่มาดูหนังส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกร ยาที่เราขายเลยเป็นยาฆ่าแมลง” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

แม้ธุรกิจของพ่อและแม่ราบรื่น แต่การทำรถเร่ฉายหนังต้องเดินทางไปยังดินแดนไกลปืนเที่ยง แถมยังต้องไปตอนกลางคืนอีก การจะสร้างครอบครัวใหม่จึงเป็นสิ่งที่ไม่สะดวก พวกเขาจึงตัดสินใจยุติกิจการ และเข้าเมืองเชียงใหม่มาทำร้านค้าถาวร

 การมาถึงของร้านขายเครื่องสำอางครบวงจรในกาดหลวง

เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว นอกจากตันตราภัณฑ์ ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของเมืองบนถนนท่าแพ และวรวัฒน์พาณิชย์ที่ตั้งอยู่บนถนนวิชยานนท์ ตลาดวโรรส คือแหล่งรวมสินค้าที่ครอบคลุมจักรวาลการใช้ชีวิตของชาวเชียงใหม่ แม้แต่ร้านขายของชำของปู่-ย่าของอามิตร ก็ยังต้องเดินทางมาซื้อสินค้าที่นี่เพื่อนำกลับไปขายที่ร้าน ดังนั้น เมื่อพ่อแม่ของเขาตัดสินใจเปลี่ยนจากธุรกิจรถเร่มาสู่ร้านค้าถาวร ทำเลที่ดีที่สุดจึงไม่พ้นกาดหลวง 

พวกเขาเริ่มต้นทำธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปในห้องแถว 1 คูหาบริเวณหน้ากาดหลวง นามว่า ‘วินบูติค’ โดยตั้งตามชื่อเล่นของ วิน-กฤษฎา จาวลา ลูกชายคนแรก พี่ชายของอามิตร 

ความที่พ่อของอามิตรมีหัวด้านการออกแบบ ทำให้ร้านแห่งนี้มีดีไซน์โดดเด่น พร้อมกับสินค้าที่พวกเขาเดินทางไปคัดสรรจากตลาดประตูน้ำด้วยตนเอง สินค้าของร้านจึงมีความหลากหลายและแตกต่างจากท้องตลาด ธุรกิจของพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดต้องขยายสาขาเพิ่มไปยังห้องแถวฝั่งตรงข้าม (ร้านชื่อมิตรเฮ้าส์ – ตั้งตามชื่อของอามิตรลูกคนรอง “เขากลัวผมน้อยใจน่ะ” อามิตรเล่า) 

อย่างไรก็ดี หลังจากขายเสื้อผ้าอยู่หลายปีก็ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ตึกแถวไม้เดิมข้างศาลเจ้าพ่อกวนอู (บู้เบี้ย) ในตรอกเล่าโจ๊วเกิดไฟไหม้ เจ้าของพื้นที่จึงตัดสินใจสร้างอาคารคอนกรีต 4 คูหาขึ้นมาใหม่ ประกอบกับภายหลังที่ร้านเสื้อผ้าของพวกเขาขายดี จึงประสบปัญหาการขึ้นค่าเช่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งคู่ตัดสินใจขยายความเสี่ยงมาเปิดธุรกิจใหม่ในย่านเดียวกัน ภายในอาคารที่สร้างใหม่ดังกล่าว

โดยคราวนี้หวยที่ออกหาใช่เสื้อผ้าสำเร็จรูป

“ตอนที่พ่อกับแม่ผมไปฮันนีมูนกันที่ฮ่องกง พวกเขามีโอกาสไปเห็นร้าน Watsons บนถนนนาธาน สมัยนั้น Watsons ยังไม่ขยายสาขามาเมืองไทย พวกเขาสังเกตว่าร้าน Watsons เป็นร้านที่มีผู้คนพลุกพล่าน ลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย แถมยังมีสินค้าให้เลือกมากมาย ภาพนั้นติดอยู่ในใจของพวกเขาเรื่อยมา” อามิตรเล่า

“นอกจากในห้างสรรพสินค้า เชียงใหม่ในเวลานั้นยังไม่มีร้านขายเครื่องสำอางครบวงจร ส่วนใหญ่เป็นแผงขายเล็ก ๆ กระจายตัวอยู่บนชั้น 2 ของกาดหลวง พ่อกับแม่จึงเห็นช่องว่างทางการตลาดที่ทำให้ลูกค้าสักคนเข้ามาเลือกและลองสินค้าได้หลากหลายและสนุก”

นั่นคือ พ.ศ. 2538 ปีที่ Win Cosmetics เริ่มต้นในตึกแถว 4 คูหาที่สร้างใหม่หลังนั้น

ชุมชนของคนเสริมสวย

เช่นเดียวกับแนวคิดในการทำร้านเสื้อผ้า พ่อของอามิตรตั้งใจออกแบบให้ Win Cosmetics เป็นชุมชนของคนรักสวยรักงาม ซึ่งมาพร้อมรูปแบบการจัดวางสินค้าที่สร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าอย่างเพลิดเพลิน เขาเลือกทำบูทโดยแบ่งตามแบรนด์เครื่องสำอางอย่างห้างสรรพสินค้า ทำแถวขายสินค้าที่จำแนกตามหมวดหมู่แบบซูเปอร์มาร์เก็ต และเพิ่มเติมด้วยพื้นที่สำหรับให้คำปรึกษาสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาช่างแต่งหน้าและเจ้าของร้านเสริมสวยในเชียงใหม่

“ตอนที่เปิดร้านใหม่ ๆ ผมเรียนอยู่ประถม พอรู้เรื่องแล้ว จำได้ว่าพ่อมักพาผมไปหาตัวแทนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ผมจึงคุ้นเคยกับแบรนด์ดั้งเดิม อย่าง Hanako Tokyo, Tellme Cosmetic, BSC Cosmetology, เอวอน อารอน และอื่น ๆ ตั้งแต่เด็ก สมัยนั้นร้านเรายังไม่เป็นที่รู้จัก พ่อก็ต้องถ่ายรูปร้านไปให้เขาดู เราเริ่มกันแบบนี้”

อามิตรเล่าต่อว่า 2 ปีแรกของ Win Cosmetics ผ่านไปอย่างทรหด ความที่พ่อของเขาแต่งร้านจนดูหรูหราเกินร้านทั่วไปในเวลานั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จึงคิดว่าสินค้าที่ขายมีราคาแพง “ลูกค้าบางคนถึงกับถอดรองเท้าก่อนเข้าร้านเลยก็มี” อามิตรกล่าว นั่นทำให้พ่อและแม่หันมาลงทุนกับการสื่อสารมากเป็นพิเศษ ทั้งจ้างรถแห่ ทำใบปลิว หรือซื้อโฆษณาทางวิทยุ เพื่อสื่อสารโปรโมชันต่าง ๆ และข้อเท็จจริงด้านราคาออกไปในวงกว้าง รวมถึงการริเริ่มระบบสมาชิกเพื่อแลกรับส่วนลดและสิทธิพิเศษ 

ขณะเดียวกันอีกจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนจดจำร้านของเขาในยุคแรกได้เป็นพิเศษ คือ ‘ดารา’

“เหมือนกับร้านขายเทปสมัยก่อนเลย พอศิลปินคนไหนมีอัลบัมออกใหม่ พวกเขาก็จะทัวร์ไปแจกลายเซ็นตามร้านในต่างจังหวัด ร้านขายเครื่องสำอางก็เช่นกัน ความที่แบรนด์ต่าง ๆ มักจ้างดารานักแสดงมาเป็นพรีเซนเตอร์ เขาก็จะเชิญพรีเซนเตอร์เหล่านี้มาพบปะลูกค้าตามร้านตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ เราก็ได้อานิสงส์ไปด้วย” อามิตรกล่าว

นาตาลี เกลโบวา, นก-สินจัย เปล่งพานิช, ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต, ยุ้ย-จีรนันท์ มะโนแจ่ม และซูเปอร์สตาร์อีกมากมายในยุค 90 ถึงมิลเลนเนียม จากร้านเครื่องสำอางโนเนม Win Cosmetics ก็เริ่มสร้างปรากฏการณ์ที่ลูกค้าเข้าแถวรอหน้าร้านกันอย่างยาวเหยียดตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ก่อนที่ชื่อเสียงเรื่องการขายสินค้าราคาประหยัด การบริการ และกิจกรรมต่าง ๆ ของร้านจะเข้าไปประทับในใจของลูกค้า นั่นไม่เพียงทำให้ร้านเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ยังช่วยตอกย้ำความตั้งใจของพ่อของอามิตรในการทำให้ร้านแห่งนี้เป็นชุมชนของคนรักสวยรักงามได้ในที่สุด

 ชายหนุ่มผู้สร้าง Women Academy

หลังเรียนจบด้านบริหารธุรกิจที่อังกฤษ อามิตรก็กลับเชียงใหม่มาช่วยธุรกิจของครอบครัว โดยเริ่มจากการเป็นลูกจ้างทั่วไป ก่อนจะมาบุกเบิกร้าน วิน ซาลอนเน่ (Win Salone’) ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เสริมสวยครบวงจร ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก Win Cosmetics ออกไปอีก 4 คูหา เราถามเขาว่าในฐานะที่เป็นผู้ชาย รู้สึกอย่างไรกับการต้องมาบริหารธุรกิจสินค้าที่เขาแทบไม่มีโอกาสได้ใช้เช่นนี้

“เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยเหมือนกัน (ยิ้ม) เป็นผู้ชายแบบนี้จะรู้อะไรเรื่องผลิตภัณฑ์ของผู้หญิง” เขาตอบ 

“แต่อย่างที่บอก ผมคุ้นเคยกับสินค้าพวกนี้มาตั้งแต่จำความได้ มันเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ขณะเดียวกัน ช่วงที่กลับมา เชียงใหม่มีร้านเครื่องสำอางครบวงจรผุดขึ้นมากมาย จึงคิดว่านี่คือความท้าทายในการทำให้ร้านเรายังอยู่ในตลาดนี้ต่อไปได้” เขาตอบ

พร้อมกับที่ Win Cosmetics เริ่มขยายไลน์สินค้าที่มากไปกว่าเครื่องสำอางและอาหารเสริม Win Salone’ ก็หันมาโฟกัสกับการขายอุปกรณ์เสริมความงามเป็นหลัก – ผลิตภัณฑ์ทำสีผมจากไทยและต่างประเทศ น้ำยาทาเล็บ ไปจนถึงเครื่องไม้เครื่องมือและเฟอร์นิเจอร์สำหรับร้านซาลอน นอกจากนี้ ด้วยสายสัมพันธ์ที่ดีเรื่อยมานับตั้งแต่ Win Cosmetics ตั้งไข่ อามิตรก็ขยายการบริการของร้านสู่กิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับคนทำงานด้านความงาม ซึ่งถือเป็นร้านแรกในเชียงใหม่ที่นำโมเดลแบบอคาเดมีเพื่อผู้หญิงมาใช้

“ผมอยากให้ Win Salone’ เป็นมากกว่าร้านขายสินค้า แต่เป็นสถาบันของมืออาชีพ ก่อนเปิดร้าน ผมไปศึกษางานจากร้านขายอุปกรณ์เสริมสวยทั่วประเทศเพื่อหาจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนา จากนั้นก็เชิญผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศจากแบรนด์ชั้นนำมาสอนให้กับช่างเสริมสวยที่เป็นลูกค้าของเรา ความแปลกใหม่อีกอย่างคือการที่ผมเป็นเจ้าของร้านผู้ชาย ซึ่งเป็นเรื่องไม่ค่อยพบในวงการนี้ จึงมีบรรดาแม่ยกจากร้านเสริมสวยที่เห็นผมมาตั้งแต่เด็กให้การสนับสนุน รวมถึงผู้ประกอบการในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วภาคเหนือด้วย” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานจากนั้น ด้วยการร่วมแรงบริหารจากทายาทรุ่นสอง เฉกเช่น Watsons ที่พ่อแม่ของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากฮ่องกง Win Cosmetics ก็ขยายไลน์สินค้าที่ครอบคลุมทั้งความงาม สุขภาพ และการใช้ชีวิตจากแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงขยายสาขาออกไปทั่วเมืองได้สำเร็จ

 เริ่มจากสาขาหน้าตลาดสมเพชร ไม่ไกลจากประตูท่าแพ สาขาแจ่งหัวลินที่เป็นร้านป๊อปอัปขนาดใหญ่ริมคูเมืองฝั่งประตูช้างเผือก และอีก 2 สาขาในย่านนิมมานเหมินท์ (สาขาภายในศูนย์การค้า One Nimman และ WIN PLUS ใกล้ Think Park) โดยแต่ละสาขามีการคัดสรรสินค้าที่ตอบโจทย์กับลูกค้าและนักท่องเที่ยวในย่านนั้น ๆ อย่างลงตัว

Win-Win 

ปัจจุบัน อามิตรดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิน คอสเมติคส์ จำกัด ดูแลเรื่องการขายและการบริการเป็นหลัก ร่วมกับภรรยาที่ทำหน้าที่สนับสนุนทั้งเรื่องร้านและบ้าน ส่วนพี่ชายของเขา วิน-กฤษฎา จาวลา รับหน้าที่บริหารคลังสินค้า และ ใหญ่-เพลินพิศ จันทร์มณี ที่อยู่กันมาตั้งแต่ร้านเปิด รับหน้าที่ผู้จัดการ ขณะที่พ่อและแม่ของเขายังคงเข้าร้านและให้คำปรึกษาลูก ๆ และพนักงานอยู่เสมอ

ในจำนวน 6 สาขาและอีก 2 คลังสินค้า ปัจจุบันบริษัทของอามิตรดูแลพนักงานกว่า 300 คน มีฐานสมาชิกมากกว่า 100,000 ราย และมีสินค้ามากถึง 65,000 ประเภท (SKU) ครอบคลุมทั้งค้าปลีกหน้าร้าน ค้าส่ง ร้านค้าออนไลน์ รวมถึงบริการส่งสินค้าถึงหน้าบ้าน โดยผู้บริหารหนุ่มรายนี้ยังขยายบริการสู่การเป็นที่ปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่สนใจจะเปิดร้านขายเครื่องสำอางทั้งในและต่างประเทศ

“เราไม่มีแผนทำเฟรนไชส์ เพราะต้องการควบคุมคุณภาพและภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ได้มากที่สุด” อามิตรกล่าว “สิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับรูปแบบเฟรนไชส์ น่าจะเป็นการเป็นที่ปรึกษาที่ครบวงจรสำหรับการเปิดร้านขายสินค้าและร้านเสริมสวย การช่วยวางกลยุทธ์ และเป็นตัวแทนจัดหาสินค้ามาวางจำหน่าย เราอยากขายทั้งสินค้าไปพร้อมกับ Know-how ในการทำธุรกิจไปด้วย”

ทั้งนี้ นอกจากผู้ประกอบการทั่วภาคเหนือและอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ Win Cosmetics ยังเป็นตัวกลางส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาวอีกด้วย

ทำไม Win Cosmetics จึงขายของได้ถูกกว่าที่อื่น – เป็นข้อสงสัยของผมและลูกค้าอีกหลายคน ที่หลายเสียงพูดตรงกันว่า ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน การมาซื้อของที่นี่จะได้ปริมาณสินค้ามากกว่าร้านอื่น ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

“ตรง ๆ เลยคือเราสั่งสินค้าได้ในปริมาณมาก ความที่เราขยายสาขาและทำค้าส่ง เราก็เลยสั่งซื้อได้ในปริมาณมากสุด ต้นทุนก็เลยถูก” อามิตรตอบ 

“จริงอยู่ พอเราขายถูก กำไรก็อาจน้อยลงไปด้วย แต่ก็กลับมาที่ความตั้งใจแรกของพ่อที่อยากทำร้านให้ลูกค้าได้สนุกกับการช้อปปิ้ง ทั้งจากความหลากหลายของสินค้าและความคุ้มค่า”

อีกสิ่งสำคัญที่อามิตรมองว่าเป็นกำไรรูปแบบหนึ่ง คือการได้มีส่วนแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับให้ผู้ที่สนใจนำไปเริ่มหรือพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้ ดังเช่นโมเดลอคาเดมีที่ Win Salone’ ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเวิร์กช็อปพัฒนาทักษะด้านความงามที่เชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ มาให้ความรู้แก่ลูกค้า (ล่าสุด กำลังจะมีกิจกรรม Exclusive Make-up Workshop กับ น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ช่างแต่งหน้าแถวหน้าของเมืองไทย ในวันที่ 15 มีนาคมนี้)

“การทำธุรกิจคือการสร้างกำไร กำไรในที่นี้อาจไม่ใช่แค่เม็ดเงินสำหรับร้านหรือพนักงานของเรา แต่ยังรวมถึงการตอบแทนลูกค้าของเรา ผมโตมาในร้านที่กาดหลวง ซึ่งมีความเป็นชุมชนการค้าดั้งเดิมที่มีความผูกพันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย รวมถึงระหว่างผู้ประกอบการทั่วเชียงใหม่ เราต่างค้าขายเพื่อให้คู่ค้าได้สินค้าและบริการที่ดีที่สุด เพื่อให้เขาเป็นคู่ค้ากับเราไปตลอด

“อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้ Win Cosmetics ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงมาได้ตลอด 30 ปี แม้เมืองจะมีตัวเลือกที่หลากหลาย และในฐานะทายาทรุ่นสอง เราก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์แบบนี้ไว้” อามิตรกล่าว

คำถามสุดท้าย – รู้สึกน้อยใจบ้างไหมว่า วิน คอสเมติคส์ เป็นชื่อพี่ชายเขา ไม่ใช่ มิตร คอสเมติคส์

“ไม่นะ” เขาหัวเราะ 

“นี่เป็นแบรนด์ของครอบครัว พี่ชายผมก็เป็นผู้บริหาร เราเริ่มต้นด้วยกันมา และสร้างความผูกพันกับคนเชียงใหม่ด้วยชื่อนี้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย” 

Website : wincosmetics.co.th

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

นักเขียนและนักแปล แต่บางครั้งก็หันมาทำงานศิลปะ อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น 'รักในลวง'

Photographer

ภูพิงค์ ตันเกษม

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย