11 พฤศจิกายน 2024
5 K

หากจะพูดถึง ‘ร้านขายสมุนไพรจีน’ หลายคนคงนึกถึงร้านยาสมัยโบราณที่มีชั้นวางยาสมุนไพรหลายสิบชนิด มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวที่ลอยออกมาตลอดเวลา และมักมีพนักงานที่หน้าตาขรึม ๆ คอยให้คำแนะนำแก่ลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ซึ่งยังคงเชื่อมั่นในศาสตร์การรักษาแบบดั้งเดิมอยู่

แต่เชื่อว่าหลายคนจะเปลี่ยนความคิดไปโดยสิ้นเชิง เมื่อก้าวเข้าไปใน ‘เวชพงศ์โอสถ’ แบรนด์ยาสมุนไพรจีนและไทยที่ปรับภาพลักษณ์ใหม่เพื่อเข้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบันได้มากขึ้น ร้านนี้เริ่มต้นจากห้องแถวเล็ก ๆ ในย่านสะพานหัน ก่อนจะขยับสู่ตึกในเยาวราช และขยายไปสู่ห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัล เดอะมอลล์ และไอคอนสยาม 

ร้านเวชพงศ์โอสถตกแต่งในสไตล์ทันสมัยด้วยสีนวลตาและแสงไฟสว่างไสว มีพนักงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก ทั้งในรูปแบบยาต้มพร้อมดื่ม ยาผงพร้อมชง และสินค้าสมุนไพรอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์ความสะดวกและรวดเร็วของชีวิตคนรุ่นใหม่ได้อย่างดี

ในวาระครบรอบ 120 ปีของเวชพงศ์โอสถ เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณยุทธเดช เวชพงศา กรรมการบริหาร บริษัท เวชพงศ์โอสถ (ฮกอันตึ๊ง) จำกัด ผู้จะพาเรานั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ ‘อากง’ ชายชาวจีนโล้สำเภาจากบ้านเกิดมาแสวงหาโชคในดินแดนใหม่ ก่อร่างสร้างร้านขายยาสุมนไพรพร้อมปรัชญา 3 ข้อที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงการหาคำตอบว่าในยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวล้ำนำสมัยแบบนี้ ทำไมร้านยาสมุนไพรถึงยังอยู่ได้ แถมอยู่มาแล้วกว่า 100 ปี

นับจากย่อหน้านี้ไปคือประวัติศาสตร์ที่เวชพงศ์โอสถภูมิใจนำเสนอ

ธุรกิจ : บริษัท เวชพงศ์โอสถ (ฮกอันตึ๊ง) จำกัด

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2447

ประเภท : ผลิตและจัดจำหน่ายยาสมุนไพรไทยและจีน

ผู้ก่อตั้ง : อิ้วเจีย แซ่เอี้ยะ

ทายาทรุ่นสอง : เจนกิจ เวชพงศา

ทายาทรุ่นสาม : อภิญญา เวชพงศา

เสื่อผืนหมอนใบ

ย้อนกลับไปในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบกษัตริย์เป็นสาธารณรัฐ ประเทศจีนในตอนนั้นมีความระส่ำระสายโดยเฉพาะในเมืองเล็กที่อยู่ห่างไกลออกไปจากเมืองใหญ่ นอกจากต้องระวังกลุ่มโจรและทหารที่ไม่ได้รับเงินเดือนแล้วจะมาปล้นแล้ว ชาวบ้านยังต้องเผชิญกับภาวะทุกขภิกขภัย ปลูกอะไรไม่ขึ้น

เดิมทีครอบครัวของอากง หรือ อิ้วเจีย แซ่เอี้ยะ ก็ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เช่าที่ดินคนอื่นทำกิน ยิ่งเจอหน้าฝนแล้งก็ยิ่งหมดหนทางจะไปต่อ ขณะนั้นอาเจ็กผู้เป็นญาติฝั่งพ่อของอากงได้ย้ายมาอยู่เมืองไทยก่อนหน้า เขาพบว่าเมืองนี้อุดมสมบูรณ์กว่า ขอเพียงแค่ขยันหมั่นเพียรยังไงก็ไม่อดอยากแน่นอน จึงได้ชักชวนอากงให้มาทำงานที่นี่ 

ในฐานะลูกชายคนโตของบ้าน อากงตัดสินใจจากบ้านเกิดเมืองนอนไปแสวงโชคที่ดินแดนใหม่ โดยหวังว่าจะส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวที่จีนได้

“อากงไปเมืองไทยโดยมีสตางค์ติดตัวแค่อีแปะเดียว เหรียญเล็ก ๆ ที่เอาไว้จ่ายค่าข้ามน้ำจากหมู่บ้านมาที่ท่าเรือ จากนั้นก็ขึ้นเรือสำเภามาเมืองไทย โดยค่าเดินทางต่าง ๆ จะหักลบกับค่าแรงในอนาคต

“ไปถึงเขาก็หางานให้ทำ ก็ต้องทำไปโดยที่ห้ามเลือก ห้ามบ่น ห้ามอะไรทั้งสิ้น มีที่อยู่ มีข้าวให้กิน มีเสื้อผ้าให้ใส่ เจ็บป่วยดูแล แค่นี้” คุณยุทธเดชเล่าถึงวันวานที่อากงมาเริ่มลงหลักปักฐานในเมืองไทย

ด้วยความไม่รู้หนังสือเพราะที่หมู่บ้านไม่มีโรงเรียน งานประเภทเดียวที่พอทำได้คืองานใช้แรงงาน อากงเริ่มต้นในร้านตีเหล็ก ทำงานดัดแผ่นสังกะสีเป็นรางน้ำ พอทำจนครบสัญญาไถ่หนี้ที่ติดไว้ได้ครบก็ตัดสินใจออกมาเปิดร้านขายชาจีน ช่วงระหว่างขายชานั้นอากงเกิดล้มป่วย พอดีว่าเจ้านายคนไทยที่อากงเคยไปติดรางน้ำให้รู้เข้าเลยนำยาสมุนไพรจีนมาให้ ปรากฏว่ารักษาตัวจนหาย อากงเลยเปลี่ยนธุรกิจจากร้านชาเป็นร้านขายสมุนไพรแทน

“ร้านแรกตั้งอยู่ที่สะพานหัน อากงก็ขายสมุนไพรไปด้วยพลางทำธุรกิจโพยก๊วนกับเพื่อนไปด้วย เหมือนในหนังจีนกำลังภายในที่ถ้าพกเงินสดเดินทางไปอาจจะโดนปล้นได้ โพยก๊วนก็จะเป็นตั๋วแลกเงิน ทำจนได้เงินก้อนหนึ่งมาก็เอาเงินไปซื้อที่ดินตรงเยาวราช เปิดเป็นร้านฮกอันตึ๊งสาขาแรกใน พ.ศ. 2447”

สมัยนั้นการแพทย์ตะวันตกยังไม่ค่อยได้รับความนิยม โรงพยาบาลก็มีน้อย หากเจ็บป่วยก็มักจะใช้ยาสมุนไพรรักษา ทั้งคนไทยและคนจีนต่างใช้สมุนไพรจีนเป็นเรื่องปกติ โดยในร้านฮกอันตึ๊งจะมีหลงจู๊ (ผู้ควบคุมดูแลหรือผู้จัดการร้านค้าในภาษาจีน) ผู้เป็นเพื่อนของอากงทำหน้าที่วินิจฉัยและจ่ายยาให้

วันเวลาผ่านไป อากงแต่งงานกับหญิงชาวจีนและให้กำเนิดลูกชายลูกสาวถึง 12 คน ซึ่งคนแรกมีชื่อว่า เจนกิจ ผู้มีศักดิ์เป็นคุณลุงของคุณยุทธเดช 

“คุณเจนกิจได้เรียนหนังสือนิดหนึ่ง พออ่านออกเขียนได้ ก็ออกมาช่วยอากงทำร้าน ส่วนน้อง ๆ ทุกคนที่เหลือได้เรียนจนจบปริญญาตรีเกือบทั้งหมด คืออากงท่านฝังใจเรื่องการไม่ได้เรียนหนังสือ พอมีลูกหลานท่านก็สนับสนุนเต็มที่ เป็นสิ่งที่ครอบครัวของผมจะสอนกันต่อมาเลยว่าสิ่งที่จะอยู่ติดตัวไปจนตายไม่ใช่ทรัพย์สมบัติใด ๆ แต่คือความรู้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียนมาน้อยที่สุดแต่คุณเจนกิจก็ช่วยยกระดับร้านฮกอันตึ๊งให้ไปไกลกว่าเดิม จากที่ขายแค่หน้าร้าน ก็เริ่มมีการขายส่ง 

“คุณเจนกิจจะเป็นคนขี่จักรยานจากเยาวราชไปถึงบางแค ถึงตลาดพลู ไปส่งตามร้านต่าง ๆ 2 คนนั้นก็ช่วยกันทำร้านจนกลายเป็นร้านขายส่งขึ้นมา ซึ่งจุดนี้สิ่งหนึ่งที่ทำให้อากงได้รับความไว้วางใจ เพราะถ้าท่านรับปากอะไรแล้ว ท่านจะตามนั้น ไม่บิดพลิ้ว ถึงแม้ว่าบางครั้งรับปากมาแล้วไปพลาดแล้วขาดทุน ท่านก็ไม่ผิดคำพูด ทำให้ชื่อเสียงของฮกอันตึ๊งไม่ใช่เป็นที่รู้จักอย่างเดียว แต่เป็นที่ไว้วางใจในวงการร้านยาในสมัยก่อนด้วย”

ธุรกิจดำเนินมาถึง พ.ศ. 2500 ซึ่งตรงกับช่วงที่สังคมนิยมความเป็นไทย ครอบครัวก็เปลี่ยนจากแซ่เอี้ยะมาเป็นเวชพงศา และเปลี่ยนชื่อร้านเป็นเวชพงศ์โอสถจวบจนปัจจุบัน

ภาพ : vejpongosot.com/main.php

ทายาทรุ่นสอง

หลังคุณเจนกิจเข้ามาบริหารได้ไม่นาน อากงก็จากไป ทิ้งมรดกเป็นร้านยาหนึ่งแห่งให้ลูกหลาน ด้านคุณเจนกิจก็พยายามหางานให้คนในครอบครัวทำ จึงคิดว่าแค่ร้านยาอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องขยายไปทำอย่างอื่นด้วย

“ถึงแม้จะเรียนมาน้อย แต่ท่านก็เป็นนักธุรกิจที่มองการณ์ไกล ท่านคิดว่าในเมื่อเรามีร้าน มีลูกค้าที่ไว้ใจ งั้นเราก็ถอยกลับไปเป็นผู้ผลิตดีกว่า สมัยนั้นเรียกว่า Backward Integration ท่านก็ออกไปสร้างโรงงานผลิตยาแผนโบราณและแผนปัจจุบัน มียาในแบรนด์ของเวชพงศ์โอสถเอง

“รวมถึงมีการติดต่อการค้ากับประเทศจีน ได้รับใบอนุญาตนำเข้ายาอย่างเป็นทางการก็ในยุคคุณเจนกิจนี่แหละ ทั้งหมดนี้ถือเป็นผลงานในขั้นที่ 2

“ต่อมาพอคุณเจนกิจอายุเยอะขึ้น ก็คิดว่าถึงเวลาวางมือ ท่านก็ไปชวน คุณอภิญญา ผู้เป็นน้องสาวให้มารับช่วงต่อ คืออย่างที่เล่าไปว่าอากงมีลูก 12 คน ถึงจะเป็นพี่ชายกับน้องสาวแต่ก็อายุห่างกันมาก ขณะนั้นคุณอภิญญาทำงานในธนาคาร มีวัยวุฒิและคุณวุฒิมากพอจะกลับมาทำงานที่บ้านแล้ว” 

คุณยุทธเดชเสริมว่าเหตุที่ต้องดึงคนในครอบครัวกลับมาก็เพราะค่านิยมในสมัยก่อนว่าในเมื่อเป็นธุรกิจครอบครัว ก็ต้องให้ครอบครัวเป็นผู้บริหารนั้นยังฝังรากลึกอยู่

เมื่อคุณอภิญญาเข้ามาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกระดับ จากเดิมที่สมุนไพรดูเป็นของโบราณ ก็เปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น ทั้งรูปแบบร้านค้าและวิธีการขาย 

“คุณอภิญญาได้ดำริว่าเราควรนำเวชพงศ์โอสถออกไปแนะนำให้ลูกค้าได้รู้จักและเข้าถึงได้มากขึ้นนอกจากที่เยาวราช และเราก็ได้โอกาสนั้นมา โดยทางเซ็นทรัล เอ็มบาสซี (CENTRAL EMBASSY) มีความสนใจในเวชพงศ์โอสถเช่นกัน เราจึงได้ร่วมพูดคุยกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และก็ได้พื้นที่ในการเปิดร้านเวชพงศ์โอสถในเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

“สาขาแรกของเวชพงศ์โอสถจึงอยู่ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เอ็มบาสซีทำให้เรามีความมั่นใจขึ้นมาว่ายาสมุนไพรอยู่ในห้างได้ ไปอยู่กับชีวิตปัจจุบันที่เร่งรีบได้ ตอบโจทย์กับชีวิตของคนที่ไม่มีเวลาเข้าไปที่เยาวราช”

หลังประสบความสำเร็จในสาขาแรก เวชพงศ์โอสถก็ขยายออกไปสู่สาขาอื่น ๆ รวมแล้ว 15 สาขา อีกทั้งยังมีบริการจัดส่งผ่านขนส่งเจ้าต่าง ๆ ด้วย แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของร้านยา จากอดีตที่ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายดั้นด้นไปถึงหน้าร้าน ก็เข้าถึงได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

คุณยุทธเดชสรุปการเปลี่ยนแปลงของเวชพงศโอสถออกมาเป็น 3 รุ่น

รุ่นบุกเบิก (รุ่นที่ 1) – รุ่นของอากง คือรุ่นที่ซื้อยามา ขายยาไป จัดยา ปรุงยา ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในร้านเล็ก ๆ

รุ่นขยายธุรกิจ (รุ่นที่ 2) – รุ่นของคุณเจนกิจ คือรุ่นที่เริ่มมีกิจกรรมด้านการผลิต การจัดหา การจัดเก็บ และก็การขาย ซึ่งการขายก็ยังมีขายปลีกและขายส่ง

รุ่นปรับตัวสู่ปัจจุบัน (รุ่นที่ 3) – รุ่นของคุณอภิญญา คือรุ่นที่มีกิจกรรมหลากหลายมากยิ่งขึ้น มีการขยายสาขาออกไปสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาในขั้นตอนการผลิต และมีการยกระดับบริการสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น มีคลินิกแพทย์แผนไทยและจีน มีศูนย์ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์และผู้สูงอายุ

ยาต้มพร้อมดื่ม ยาผงพร้อมชง

สินค้าหลักในร้านเวชพงศ์โอสถคงหนีไม่พ้นเหล่าสมุนไพรนานาชนิด ซึ่งในอดีตจะแบ่งเป็นเก๊ะ ๆ จัดเรียงไว้ที่ด้านหลัง เมื่อจะใช้อะไรก็นำมาจัดใส่เครื่องชั่ง เรียกว่าเครื่องยา 

คุณยุทธเดชเล่าว่าสมัยก่อนจะมีผู้นำเข้าหลายราย ก็จะเป็นหน้าที่ของหลงจู๊ในการตรวจสอบคุณภาพ ถัดมาในรุ่นคุณเจนกิจที่เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนก็จะต้องบินไปดูสินค้าถึงต้นทาง อีกทั้งยังเป็นการสานสัมพันธ์กับคู่ค้าด้วย

“ทุกปีเราจะต้องไปที่กวางเจา ไปทักทายผู้คนไปทำความรู้จักกับเขา พอเราซื้อขายไปเรื่อย ๆ ก็เกิดความสัมพันธ์ เราก็เลือกได้ว่าเจ้าไหนเคมีตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์ที่คลุมไปถึงเรื่องคุณภาพและการเงิน

“แต่พอมาถึงรุ่นสามก็เปลี่ยนวิธีคัดเลือกให้เข้มข้นขึ้นไปอีก ผมวางนโยบายไว้ว่า สินค้าที่เราเอามาขายในร้านเวชพงศ์โอสถ เท่ากับว่าเวชพงศ์โอสถเป็นคนรับรองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่ต้องไปคัด เสาะหาแทนผู้ซื้อ แล้วเราจะพยายามเสาะไปจนถึงต้นทางให้ได้มากที่สุด”

เสาะไปถึงต้นทางคือไปดูโรงงานว่ามีใบอนุญาตหรือไม่ ได้มาตรฐานหรือเปล่า หรือถ้าไปไกลกว่านั้นได้คือไปถึงแหล่งปลูกก็ยินดีจะไป 

“อะไรที่เราไม่กินเราก็ไม่ขาย ไม่เอาให้ลูกค้า อะไรที่อยู่ในร้านเราให้ลูกค้าได้ นั่นคือเราต้องใช้เองได้ด้วย”

ถัดมาเป็นเรื่องของรูปแบบยาต่าง ๆ ที่ขายในร้าน คุณยุทธเดชเล่าว่าในรุ่นหนึ่งก็ยังคงใช้วิธีแบบดั้งเดิม คือใช้มือในการต้ม บด สับ หั่น ต่อมาเมื่อคุณเจนกิจเข้ามาบริหารก็เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิต ซึ่งทำให้ตัวยาที่ได้มีความสม่ำเสมอและควบคุมความสะอาดได้ดีขึ้น ซึ่งเวชพงศ์โอสถถือเป็นร้านยารายแรก ๆ ที่มีบริการต้มยาให้ลูกค้า ใส่ซองพร้อมดื่ม ประหยัดเวลาและสะดวกในการบริโภคมากขึ้น

เมื่อเดินทางมาถึงรุ่นสามที่คุณอภิญญาเป็นหัวเรือ ก็พัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นไปอีกด้วยการทำยาจีนแบบสำเร็จรูป (Granule) ทั้งหน้าตาและคอนเซปต์เหมือนกับกาแฟสำเร็จรูป คือฉีกแล้วชงกับน้ำร้อนได้เลย

“เป็นการนำสมุนไพรไปสกัดเป็นผงตั้งแต่ต้นทางเลย เวลาผสมก็ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณว่ายาตัวไหนต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ จากนั้นก็บรรจุใส่ซอง พกง่าย ใช้ง่าย แต่รสชาติยังกินไม่ง่ายเหมือนเดิม” คุณยุทธเดชเล่าก่อนจะหัวเราะ ยอมรับว่ายาจีนยังมีจุดอ่อนที่รสชาติ แต่ทางร้านก็พยายามทำให้กินง่ายมากขึ้นด้วยการใส่สมุนไพรบางชนิดไปกลบรสชาติที่ไม่ดี

“ตำรายาจีนมีประวัติยาวนานและสืบทอดกันมาหลายยุคหลายสมัย โดยธรรมชาติของยาจีนจะมีรสชาติหวานอมขม เป็นเอกลักษณ์ที่มีความเป็นยาแท้ ๆ แต่ในปัจจุบันการปรับรูปแบบให้มีรสชาติที่ทานง่ายขึ้นกลับเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ทั้งยังคงประโยชน์และคุณค่าของยาในแบบดั้งเดิมได้อย่างเต็มที่”

ในตำรับยาจีนจะมีการระบุสูตรของแต่ละอาการไว้เป็นมาตรฐาน แต่ก็มีการ Customize ให้กับลูกค้าโดยเฉพาะอีกที ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งเพศ น้ำหนัก อายุ และสภาวะของร่างกายในขณะนั้น

“ทางจีนเขาเรียกว่าเจี๊ยเจี๋ยน เจี๊ย แปลว่า เติม เจี๋ยน แปลว่า ตัด เจี๊ยเจี๋ยนก็คือการเติมและตัดบางส่วนออก จากตำรามาตรฐานอาจจะต้องเติมบางส่วนเพื่อให้เข้ากับคนนั้น หรือตัดบางส่วนออกไปเพราะคนนี้ไม่ค่อยมีอาการเหล่านี้ ก็จะตัดจะเติมจากตำรามาตรฐานนั่นเอง เลยกลายเป็นตำรา Custom ขึ้นมา 

“ส่วนใหญ่จะเอามาจากตำรามาตรฐาน เพราะมีการพิสูจน์เป็นพัน ๆ ปีแล้วว่าสูตรนี้ใช้ได้ บางทีหมอจะเอา 2 ตำรับมาผสมกันหรือเอาตำรับนี้กับอีกครึ่งหนึ่งของอีกตำรับหนึ่งมาผสมกันก็มี ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย”

หากใครเป็นมือใหม่ อยากลองเข้ามาปรึกษาอาการ ที่ร้านเวชพงศ์โอสถก็มีพนักงานคอยให้ความช่วยเหลือทุกสาขา แม้ส่วนใหญ่จะจบด้านแพทย์แผนไทยมา แต่ทางบริษัทก็มีการเทรนเรื่องยาจีนให้แบบเข้มข้น พร้อมทั้งมี Supervisor คอยดูแลสม่ำเสมอ

กตัญญู ขยันอดทน ซื่อสัตย์และจริงใจ

นอกจากสินค้าดีมีคุณภาพแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้เวชพงศ์โอสถอยู่มานานได้ถึง 120 ปีคงหนีไม่พ้นปรัชญา 3 ข้อที่อากงบัญญัติไว้ และเป็นเหมือนคำสอนที่ตระกูลเวชพงศายึดถือมาอย่างยาวนาน

ข้อแรก คือความกตัญญู แม้จะอยู่เมืองจีนเพียง 12 ปี แต่อากงก็ไม่เคยลืมว่ารากเหง้าของตัวเองมาจากที่ไหน เมื่อทำธุรกิจที่ไทยได้ดี ก็ส่งเงินกลับไปเมืองจีนไม่เคยขาด ซึ่งเงินนั้นได้กลายมาเป็นโรงเรียนประถมแห่งแรกของหมู่บ้าน และบ้านกลมที่ให้ญาติ ๆ เข้าไปอยู่อาศัย

ขณะเดียวกันก็ตอบแทนประเทศไทยที่ให้โอกาสและแหล่งพักพิงของตระกูลด้วยการศึกษาและวิจัยสมุนไพรไทย คัดสรรสิ่งดี ๆ ตอบแทนลูกค้ามาตลอด 120 ปี

ข้อสอง คือความขยันหมั่นเพียร หนักเบาเอาสู้ คล้ายคลึงกับแนวคิดของคนจีนโพ้นทะเลที่ปลูกฝังลูกหลานมาถึงปัจจุบัน

และข้อสุดท้าย คือความซื่อสัตย์และจริง ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่สุด

“ผู้ใหญ่เล่ากันต่อมาว่าแม้อากงจะเขียนอ่านไม่เป็น แต่เรื่องหนี้สินท่านจำเป๊ะเลยไม่เคยพลาด และความซื่อสัตย์นี่แหละที่ทำให้เราพ้นวิกฤตมาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อน ส่งผลต่อภาระหนี้ต่างประเทศของบริษัท สมมติจากเดิม 1 ดอลลาร์ฯ คือ 30 บาท จู่ ๆ กลายเป็น 40 บาท หนี้เพิ่มขึ้นทันที แต่บริษัทคู่ค้าก็ให้ความเชื่อใจเรา ผ่อนปรนเรื่องการชำระ ทำให้เรามีกระแสเงินสดที่ดีขึ้น”

คุณยุทธเดชเสริมว่า มากไปกว่าซื่อสัตย์เรื่องเงินคือการซื่อสัตย์ต่อลูกค้า 

“อากงบอกว่าธุรกิจของเราเหมือนน้ำซึมบ่อทราย ไม่รวยมากแต่ก็มีให้กินได้ไม่หมดถ้าเรารักษาบ่อนี้ให้ใสสะอาด แล้วคำว่าใสสะอาดนี้ไม่ใช่สำหรับเราคนเดียว แต่สำหรับทุก ๆ คน เพราะเราตักน้ำบ่อนี้ให้กับลูกค้าด้วย ฉะนั้นเราต้องมีหน้าที่รักษาน้ำนี้ให้ใสสะอาด 

“ผมสอนกับรุ่นลูก ๆ หลาน ๆ ว่าคนที่เขามาหาเราก็มีความลำบากอยู่แล้ว มาร้านยาก็เพราะป่วย ดังนั้นเราต้องไม่ไปซ้ำเติมด้วยการขายของที่ไม่มีคุณภาพหรือขายราคาเกินความจำเป็น” 

ก้าวต่อไปของเวชพงศ์โอสถ

ทางด้านสมุนไพรและจีนเองก็มีความพยายามวิจัยเรื่องส่วนผสมและใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกค้าบางรายก็เชื่อสุดหัวใจว่าจีนดี ขณะเดียวกันบางคนก็ตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติในการรักษา

คุณยุทธเดชเล่าว่าการแพทย์แผนปัจจุบันกับโบราณมีความแตกต่างกันที่วิธีคิด อย่างแผนปัจจุบันจะวินิจฉัยจากอาการ แล้วให้ยาเพื่อไปบรรเทาอาการดังกล่าว เช่น หากรู้สึกเจ็บปากจากแผลร้อนใน ก็อาจจะให้ยาป้ายปาก และแนะนำให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ แต่แผนโบราณจะมีกรอบความคิดอีกแบบ 

“ร้อนในของจีนอาจจะเกิดจากชี่ (ชีพจร) ตับอุดกั้น เนื่องจากอารมณ์ไม่ดีหรือนอนน้อย พอไหลเวียนไม่ได้ความร้อนก็แผ่ขึ้นมา คำอธิบายแบบนี้ฟังดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลยใช่ไหม แต่ในทฤษฎีจีนบอกว่ามี งั้นเอายาไปสงบตับ แล้วมันก็ได้ผลจริง ๆ 

“ทั้งหมดนี้ผมอยากจะบอกว่าเวลาจะใช้อะไร ให้ใช้อยู่ในกรอบของมัน ไม่ใช่ว่ายาจีนรักษาได้ทุกโรค สมมติเป็นไข้เลือดออก เลือดออกในสมอง เพราะยาจีนไม่ใช่สิ่งที่กินมื้อเดียวแล้วหาย จะมาทยอยให้ยาออกฤทธิ์จาก 1 ไป 2 จาก 2 ไป 3 มันไม่ทันเวลาแล้ว ตายก่อนพอดี

“ที่เวชพงศ์โอสถเราทำเรื่องยาแผนจีนกับไทยโบราณก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธแผนปัจจุบัน เรียกว่าเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันดีกว่า อะไรที่อยู่ภายใต้กรอบของเรา เราช่วยได้ แต่พออาการไหนมันพ้นกรอบที่เราตั้งไว้ เราส่งต่อให้”

ตลอดการเดินทางกว่า 1 ศตวรรษของเวชพงศ์โอสถ มีบางส่วนที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ขณะเดียวกันก็ยังมีบางสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ ไม่เคยแปรเปลี่ยนตามวันเวลา

“แก่นของสินค้าสมุนไพรจากความรู้ทั้งแผนไทยและแผนจีนเรายังคงยึดจากตำรา ยังคงเคารพภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตั้งแต่ขั้นตอนการได้มา การจัดเก็บ และที่สำคัญคือการแปรรูป เพื่อให้ตอบสนองกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน”

ก่อนจะจบบทสนทนา เราขอให้คุณยุทธเดชฝากบทเรียนสำคัญที่อยากส่งต่อให้ทายาทรุ่นต่อไปที่จะมารับช่วงต่อ เขาบอกว่าสิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจดีเอ็นเอของแบรนด์ ต้องสรรหาและคัดสรรสิ่งที่ดีในมาตรฐานทั้งสินค้าและบริการมาให้ลูกค้า 

อย่างไรก็ตาม ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คำว่าธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องยึดโยงเฉพาะคนของเวชพงศาเสมอไป หากทายาทค้นพบเส้นทางใหม่ ๆ อยากเดินตามความฝันในทิศทางอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องกลับมาทำงานของตระกูล ผู้บริหารคัดเลือกคนเก่งและมีความสามารถให้มาทำหน้าที่นี้ได้ แต่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ปรัชญาทั้ง 3 ข้อของอากง

“แน่นอนว่าผมต้องสอนปรัชญา 3 ข้อของอากงต่อไป นี่คือสิ่งที่เรายึดถือและทำตามแล้วทำให้ธุรกิจมีความราบรื่น เจริญเติบโตมาได้ บ่อน้ำนี้ใสสะอาดมา 120 ปี ไม่เคยมีอะไรเจือปนลงไปเลย ผู้ที่มารับช่วงต่อก็ต้องทำให้ได้อย่างนั้นตลอดไป”

Writer

สุชานาถ กิตติสุรินทร์

นักเขียนผู้ชื่นชอบการนอน พิซซ่า และสีเหลือง (บางครั้งก็สีเขียว)

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์