‘the daily objects’ คือแบรนด์เครื่องหนังซึ่งแปลงโฉมหนังวัวมีตำหนิให้เป็นสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ โดดเด่นด้วยเทคนิคมัดย้อมหนังจากช่างฝีมือไทย ไม่เพียงกลบริ้วรอย ทว่ายังเพิ่มมูลค่า แบรนด์เล็ก ๆ นี้มีความตั้งใจดีที่จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งชวนผู้คนให้เห็นความงามและคุณค่าจากร่องรอยตามธรรมชาติ ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้โรงฟอกหนังเก่าแก่อายุ 81 ปีของครอบครัว
วันนี้เราจึงเดินทางมาเยือนต้นตอของความสร้างสรรค์ ณ โรงงานฟอกหนังแสงนคร เพื่อพูดคุยกับสองพ่อลูก ชัยพร วงศ์แสงอนันต์ ทายาทรุ่นสอง ผู้บริหารโรงงานฟอกหนังแสงนคร และ พลอย-กุลชลี วงศ์แสงอนันต์ ทายาทรุ่นสามโรงงานฟอกหนังแสงนคร และผู้ก่อตั้งแบรนด์ the daily objects

จากซัวเถาถึงบางปู
โรงงานฟอกหนังแสงนครก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2486 โดย ทรงกิจ วงศ์แสงอนันต์ อากงผู้เดินทางไกลจากซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง มาตั้งรกรากที่ย่านคลองเตย ก่อนย้ายทำเลมาอยู่ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ แล้วส่งไม้ต่อให้ลูก ๆ ทั้ง 3 คน หนึ่งในนั้นคือ ชัยพร วงศ์แสงอนันต์
เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงมือของทายาทรุ่นสอง ชัยพรเริ่มเปลี่ยนภูมิปัญญาการฟอกหนังแบบโบราณ มาเป็นการฟอกแบบยุโรป เพื่อให้หนังนุ่มและคุณภาพดียิ่งขึ้น เขาค่อย ๆ เรียนรู้จากผู้คน ตำรา และการลองผิดลองถูกนานหลายปี จนผสมผสานออกมาเป็นกระบวนการฟอกหนังอย่างทุกวันนี้
ชัยพรเปรียบเทียบว่าการฟอกหนังเป็นส่วนผสมของศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เหมือนเชฟที่ต้องคอยพัฒนาอาหารสูตรอาหารใหม่อยู่เสมอ และต้องคอยหาลู่ทางปรับตัวให้ทัน ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์รอบข้าง เช่น หากเกิดสงครามหรือโรคระบาด อาจทำให้ขาดเคมีบางตัวจนผลลัพธ์จากการฟอกหนังต่างไปจากเดิม หรือหากเศรษฐกิจซบเซา อุตสาหกรรมฟอกหนังมักจะซบเซาตามไปด้วย เพราะเป็นสินค้าที่คนยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายก็ต่อเมื่อมีเงินเพียงพอสำหรับปัจจัยสี่ที่จำเป็นก่อน

ไม่ว่าเศรษฐกิจผันผวนหรือมีการเปลี่ยนแปลงมาเยือน โรงงานฟอกหนังแสงนครก็ยังคงยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี สิ่งที่ชัยพรยึดถือเสมอมา คือการรักษามาตรฐาน ซื่อตรงต่อลูกค้า และหมั่นพัฒนาให้ดีขึ้นเสมอ
‘รักษามาตรฐาน’ คือการใส่ใจทุกกระบวนการ ควบคุมคุณภาพให้คงที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจนมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น แม้อยู่ในช่วงยากลำบาก แต่ ‘แสงนคร’ ยังคงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของลูกค้าเสมอ
ต่อมาคือ ‘ความซื่อตรงต่อลูกค้า’ ไม่ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใด
“ช่วงโควิด-19 สายเรือส่งเคมีให้เราไม่ได้ เลยขาดเคมีหลายตัว เราก็ต้องบอกลูกค้าเพื่อให้เขาวางแผนการผลิตต่อไป หรือช่วงที่ทำแบรนด์แล้วเย็บสายแพตเทิร์นสั้นกว่ามาตรฐาน ตอนนั้นเครียดมากเพราะขายแบบพรีออร์เดอร์ เราเลยแจ้งและขอโทษลูกค้าว่าเราทำพลาดตรงนี้ จึงจะขอลดราคาให้ แต่ถ้าไม่อยากได้ เราจะผลิตล็อตใหม่แล้วรีบส่งให้ หรือคืนเงินแทนก็ได้ เพราะเราไม่สบายใจ ถ้าจะขายของที่ไม่ดี เราคิดว่านี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ลูกค้ายังอยู่กับโรงงานและแบรนด์ของเราเอง” พลอยเล่า
ส่วน ‘การพัฒนาให้ดีขึ้น’ คือการมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ อย่างกระบวนการฟอกหนังที่ชัยพรเปลี่ยนจากวิธีดั้งเดิมสู่การผลิตแบบใหม่ หรือช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจในบ้านเราซบเซามาก เขาจึงมองหาลูกค้าในตลาดต่างประเทศแทน จนพยุงให้โรงงานแห่งนี้ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ดูเหมือนว่า 3 ข้อที่เราเล่าไปก็กลายเป็นดีเอ็นเอที่ส่งต่อมายังรุ่นของพลอยด้วยเช่นกัน

ธุรกิจฟอกหนัง คู่ค้า และสัญญาใจ
พลอยเล่าว่าเดิมทีเธอตั้งใจจะไปเรียนด้านจิตวิทยาแล้วทำงานต่อที่ต่างประเทศ จนกระทั่งวันหนึ่ง เหตุไม่คาดฝันได้มาเยือน เมื่อพลอยประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้นานถึง 2 ปี เธอจึงต้องกลับมารักษาตัวที่บ้าน แล้วจับพลัดจับผลูมาช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวอีกแรงหนึ่ง
ระหว่างนั้นเธอสังเกตเห็นหนังวัวกองโตที่คัดออกไปทั้งที่ยังใช้งานได้ตามปกติ
“เวลาส่งของให้ลูกค้า หนังของเราไม่มีรอยเลย เพราะภาพจำของหลายคนคือหนังต้องเรียบสวย ไม่มีแผลเป็น ถ้าไม่ใช่หนังเกรดนี้ โรงงานเราจะถือไว้เอง นี่เลยเป็นปัญหาที่พลอยเห็นว่าเราต้องแปรไปเป็นอะไรสักอย่าง ต้องหาวิธีระบายสิ่งนี้ออกไปให้ได้”
แต่หากจะเปลี่ยนมารับซื้อหนังวัวจากต่างประเทศซึ่งเลี้ยงด้วยระบบปิด นั่นแปลว่าเธอต้องทิ้งเกษตรกรไทยที่ร่วมงานกันมาหลายสิบปี


“ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ เรามองว่าอะไรที่ทำเงินได้ก็ควรจะทำ แต่พอเข้ามาทำธุรกิจนี้ หลายอย่างเป็นสัญญาใจ อย่างการซื้อหนังจากวัวในไทย เราทำสัญญาซื้อขายกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่เขา พอลูกเข้ามาทำต่อ จึงเหมือนธุรกิจครอบครัว 2 เจ้ามาเจอกัน”
แต่หนังวัวมีตำหนิที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่าหนังจะเสียหาย หากยังใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งพลอยมองว่าร่องรอยขีดข่วนเปรียบเสมือนจารึกจากการใช้ชีวิตตามธรรมชาติของวัวมากกว่า และที่สำคัญ หากไม่มีคนรับซื้อหนังเหล่านี้ สุดท้ายอาจกลายเป็นขยะที่สร้างมลภาวะให้โลก เพราะโรงฟอกหนังวัวส่วนมากนับว่าเป็นปลายทางที่ช่วยกำจัดวัสดุที่เหลือจากอุตสาหกรรมเนื้อวัว
“โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ขายหนังของโรงงานออกไปได้ โดยทำผลิตภัณฑ์ที่สวยงามจนมีคนยอมซื้อ เรามองในมุมของผู้บริโภคด้วยว่า ฉันคงไม่ถือกระเป๋าที่มีแผลชัดเจน เหมือนเจอกันคนละครึ่งทาง”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของไอเดียหนังวัวมัดย้อมสีสันสดใส


เปลี่ยนริ้วรอยเป็นลวดลายมัดย้อม
“พลอยเห็นว่าทำไมไม่เคยมีใครทำมัดย้อม เลยลองทำดู เพราะน่าจะกลบแผลได้ประมาณหนึ่งโดยไม่ต้องไปขัดหรือพ่นสี ซึ่งช่วยเรื่องการลดการทำงานลงได้”
พลอยเล่าว่าโดยทั่วไปแทบไม่มีคนทำหนังวัวมัดย้อม ด้วยความยากและใช้เวลานาน
ถ้าถามว่ายากแค่ไหน เธอเล่าติดตลกว่าทุกครั้งที่จะมัดย้อม คนในโรงงานจะพร้อมใจกันหลบตาเลยทีเดียว เพราะกว่าจะได้หนังวัวมัดย้อม 1 ชิ้น ต้องใช้คนถึง 4 คนช่วยกันยกหนังแผ่นใหญ่และเปียกชื้นขึ้นมา ทั้งยังอาศัยความละเอียดสูง เพราะต้องมัดแน่นพอให้ไม่หลุด แต่ต้องไม่แน่นเกินไปจนสีไม่ติดออกมา ต่อด้วยขั้นตอนการแกะหนังยางออก แล้วแยกตามสี เพื่อไม่ให้การมัดย้อมคราวหน้ามีสีอื่น ๆ ปะปนมาด้วย


กระบวนการทั้งหมดจึงใช้เวลาตลอดทั้งวัน ยังไม่นับรวมโจทย์ยากในช่วงแรก ๆ ที่พลอยต้องหาวิธีทำให้หนังบางและเบาเท่า ๆ กับถุงผ้า
“ตอนนั้นเราเห็นว่าคนถือถุงผ้าเยอะ และหลายคนมีภาพจำว่ากระเป๋าหนังต้องหนัก ใส่ของเยอะไม่ได้ โจทย์ของเราเลยทำให้กระเป๋าหนังน้ำหนักเบาเหมือนถุงผ้า มีรูปทรงและการใช้งานแบบเดียวกัน แต่ต้องไม่เบาจนขาด แล้วข้อดีของหนังคือใช้งานได้นานหลายปี พอไม่ต้องซื้อของใหม่เรื่อย ๆ ก็ช่วยลดขยะได้”
“พลอยตั้งใจจะให้สินค้าของ the daily objects ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกวัน ส่วนชื่อแบรนด์ เราอยากเข้าใจง่าย เราปั๊มโลโก้เล็กมาก เพราะไม่ได้ตั้งใจจะขายชื่อแบรนด์ และอยากให้สินค้าขายได้ด้วยตัวมันเอง”
ปัจจุบัน the daily objects มีทั้งกระเป๋าหนังมัดย้อมสีสดใสและแบบไม่มัดย้อมเพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบสีเอิร์ทโทนเรียบ ๆ ส่วนวัสดุชิ้นเล็ก ๆ จะนำมาผลิตเป็นพวงกุญแจและกระเป๋าใส่บัตรแทน
“เวลาเราตัดกระเป๋าใบใหญ่ บางทีจะเหลือขอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกินออกมา พลอยเลยเก็บของพวกนั้นไว้แล้วย่อยเป็นสินค้าชิ้นเล็กลง เพราะเราตั้งใจจะเป็น Zero Waste Brand”

ลบภาพจำและความเข้าใจผิด
เมื่อผ่านกระบวนการผลิตจนออกมาเป็นสินค้าที่ใช้งานง่ายแล้ว ด่านต่อมาคือการสื่อสารกับลูกค้าที่เป็น ‘ผู้ใช้งาน’ โดยตรง
“จุดอ่อนของ the daily objects อาจเป็นเรื่องการสื่อสาร เราทำธุรกิจแบบ B2B (Busines-to-Business) หรือขายให้คนกลางมาตลอด พอเป็น B2C (Busines-to-Consumer) จึงไม่แน่ใจว่าจะสื่อสารกับลูกค้ายังไงดี”
“ช่วงแรกเราไม่ได้ทำโฆษณาเท่าไร เพราะเชื่อว่าถ้าสินค้าดีแล้วจะขายได้เอง แต่กลายเป็นว่าเราเริ่มขายได้จริง ๆ ตอนปล่อยวิดีโอออกมาอธิบายว่าแบรนด์นี้ทำอะไร ทำไม และทำเพื่อใคร แต่การขายดีมากก็ดึงคนเข้ามามาก ทำให้เจอลูกค้าบางคนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมหนังถึงมีรอย ช่วงนั้นเราท้อจนถามตัวเองว่าไม่ทำแล้วดีไหม แต่หลัง ๆ ก็ปล่อยวางได้มากขึ้น ต่อมาเราเลยปรับ ถ้าลูกค้าใหม่ เราจะคุยเยอะกว่าปกติ บอกเขาให้ชัดเจนว่ามีแผลตรงนี้นะ พยายามใช้วิธีการโปร่งใส โดยเล่าเรื่องเบื้องหลังให้เขาเห็น”
พลอยเล่าว่าตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นคนที่สนใจเรื่องงานฝีมือและงานศิลปะ แม้จะเป็นลูกค้ากลุ่มเล็ก แต่ก็นับว่าเหนียวแน่น
“เคยมีคนบอกว่าเขาชอบ the daily objects มาก ซื้อทุกสี ทุกใบเลย เราจำเขาได้เพราะเห็นชื่อบ่อย เขาบอกว่ากระเป๋าใช้งานดีมาก นิ่มด้วย เบาด้วย เวลาได้คอมเมนต์ดี ๆ แบบนี้เราจะรีบไปบอกพ่อ เพราะเขาจะภูมิใจในหนังของเขามาก พ่อชอบถามว่าช่วงนี้มีคนซื้อไปเยอะไหม ลูกค้าบ่นหรือเปล่า เราต้องปรับอะไรไหม เรื่องนี้อาจเป็นอย่างหนึ่งที่เราซึมซับมาจากพ่อ คือต้องปรับวิธีทำงานอยู่ตลอดเวลา”

“แต่ตอนนี้เราเรียนรู้แล้วว่าไม่ต้องรีบ กว่าจะสำเร็จมันใช้เวลา เราเคยเร่งมาก ๆ ไม่ว่าใครพูดอะไร ก็จะปรับ จะแก้เลย พยายามทำให้ทุกคนพอใจในทันที แต่เริ่มคิดได้ว่าขนาดพ่อเราเองที่มีถึงทุกวันนี้เขาก็ใช้เวลา เลยคิดว่าเราควรจะไปตามจังหวะของเราดีกว่า ไหวเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น”
นอกจากการสื่อสารเพื่อให้คนเข้าใจแบรนด์แล้ว พลอยมองว่าเธออยากจะสื่อสารเรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรงงานฟอกหนังควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารเคมีไปจนถึงแหล่งที่มาของหนังวัว
“เราต้องเอาสารเคมีมาเพื่อทำให้คงสภาพไว้ได้นานขึ้นก็จริง แต่บ่อบำบัดน้ำเสียเรามีคุณภาพ เพราะบ่อบำบัดนี้เกิดจากการร่วมทุนกันหลายเจ้า พอเม็ดเงินใหญ่ขึ้น เลยทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) และ COD (Chemical Oxygen Demand) ของเราก็สูงกว่ามาตรฐาน”
“ส่วนเรื่องที่มาของหนังวัว บางคนคิดว่าเราเลี้ยงวัวเพื่อที่จะเอาผิวเขา แต่จริง ๆ แล้วโรงฟอกเกือบทั้งหมดที่ใช้หนังวัวและหนังควายล้วนมาจากอุตสาหกรรมทานเนื้อ ดังนั้น ตราบใดที่ยังมีคนกินเนื้ออยู่ ก็จะมีหนังวัวจากอุตสาหกรรมนี้อยู่ดี เหมือนเราแปลงสิ่งที่เขาจะทิ้งมาสร้างงาน สร้างสินค้า ซึ่งพลอยคิดว่า ถ้าเราไม่ทำ สุดท้ายเขาก็จะเอาไปฝังกลบจนเกิดคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ดี”


สร้างสรรค์สิ่งใหม่ไปพร้อมการบริหารความเสี่ยง
ไม่ว่าจะเป็นสูตรฟอกหนังให้ได้คุณภาพดีฉบับคุณพ่อหรือสูตรการทำหนังมัดย้อมสีสดใสของพลอย ต่างเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่วางแผนไว้อย่างรัดกุม
“พลอยทำมาหลายอย่าง เจ๊งไปหลายอย่างแล้ว เลยรู้สึกว่าไม่เป็นไร ลองทำดูก่อน แต่ในความไม่เป็นไรนั้นก็ต้องตั้งงบไว้นะ บอกกับตัวเองว่า ถ้าเงินก้อนนี้หายไปแล้วยังโอเค พยายามไม่ให้เกินไปจากงบนี้
“พลอยว่าเราทำธุรกิจแบบ Conservative คล้าย ๆ พ่อ เราไม่ลงเงินเยอะเกินกว่าที่จะรับได้ เราเป็นธุรกิจที่ไม่กู้ ไม่ยืมเลย บอกกับตัวเองว่าเรามีเท่านี้ เราก็ต้องทำจากเท่านี้”
เช่นเดียวกับชัยพรที่บอกเราว่า “ยุคนี้ต้อง Play Safe” มากขึ้น เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมฟอกหนังกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การเมือง โรคระบาด ไปจนถึงสินค้าจากจีนที่กระทบเรื่องการตั้งราคาแทบทุกอุตสาหกรรม แต่พวกเขาตั้งใจไว้ว่าจะไม่ลดราคาจากที่เป็นอยู่ เพราะการลดราคาเท่ากับบีบให้ผู้ผลิตต้องลดคุณภาพ จนกระทบอุตสาหกรรมฟอกหนังโดยรวม ดังนั้น กลยุทธ์ในยุคใหม่จึงปรับจากการขยับขยายมารักษาสิ่งเดิมให้คงอยู่ต่อไป

“เราจะยังรักษามาตรฐานเดิมต่อไปให้ได้ ตลาดอาจเล็กลง แต่ต้องบูทีก ต้องรักษาลูกค้าเฉพาะกลุ่มให้แข็งแรง”
ส่วนแบรนด์ the daily objects แม้กำไรไม่หวือหวา แต่นับว่าเป็นอีกช่องทางหนี่งที่ช่วยเสริมแรงด้านแบรนดิ้งให้ธุรกิจครอบครัว เพราะช่วยขยายฐานลูกค้าให้เข้ามาทำความรู้จักโรงงานฟอกหนังแสงนครในแง่มุมใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็บ่งบอกลูกค้ากลุ่มเดิมว่าพวกเขาไม่เคยหยุดพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ ซึ่งในอนาคต หากมีแบรนด์ไหนสนใจเรื่องความยั่งยืนหรือเชื่อแบบเดียวกันแล้วอยากมาร่วมงานกับ the daily objects ทายาทรุ่นสามอย่างพลอยก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“the daily objects เป็นเหมือนโปรเจกต์ย่อยที่เราทำด้วยใจ พอทำได้ดีแล้วมันสร้างรายได้ให้โรงงาน ถึงเงินจะไม่เยอะ แต่เราก็ภูมิใจ
“พลอยโชคดีนะที่ตื่นขึ้นมาแล้วอยากมาทำงาน อาจเพราะเราเชื่อมาก ๆ ในสิ่งที่ทำ เราเลยมีความสุขที่จะทำมันในทุก ๆ วัน” พลอยทิ้งท้าย

