
ธุรกิจ : ไทยสถาวร
ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2532
อายุ : 32 ปี
ประเภท : โรงงานรับผลิตและขึ้นรูปชิ้นงานโลหะ
ทายาทรุ่นสอง : เดชา เปี่ยมราศรี
ทายาทรุ่นสาม : กชพร เปี่ยมราศรี
หากคุณอยากมีเฟอร์นิเจอร์เท่ ๆ สักชิ้น แต่ไม่รู้จะสั่งทำที่ไหน เราเชื่อว่า โรงงาน ‘ไทยสถาวร’ จะเป็นทางเลือกที่ตรงใจ
ไทยสถาวร คือโรงงานที่เชี่ยวชาญการรับผลิตและขึ้นรูปโลหะ ทั้งกลอนประตู ชิ้นส่วนในโครงสร้างห้องปลอดเชื้อ อะไหล่ในรถบรรทุก และอุปกรณ์อีกมากมายรอบตัวเรา ซึ่งทายาทรุ่นสองอย่าง ลัก-เดชา เปี่ยมราศรี สร้างธุรกิจไว้อย่างมั่นคง จนมีลูกค้าประจำเหนียวแน่นมากว่า 30 ปี แต่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าแบบ B2B จึงไม่น่าแปลกใจที่เราอาจไม่คุ้นหูกับชื่อโรงงานแห่งนี้สักเท่าไร
จนกระทั่งมาถึงมือของทายาทรุ่นสามอย่าง ไนน์-กชพร เปี่ยมราศรี ที่นอกจากสานต่อสิ่งเดิม ยังเพิ่มบริการรับผลิตเฟอร์นิเจอร์แบบไม่จำกัดขั้นต่ำ พร้อมให้คำแนะนำทั้งด้านความสวยงามและการใช้งาน ล่าสุดยังมีแบรนด์ลูกอย่าง STEADY SYSTEM ที่มีเฟอร์นิเจอร์โลหะดีไซน์ไม่เหมือนใคร ซึ่งน้อยครั้งเราจะเห็นโรงงานรับผลิตมาแพ็กคู่กับงานออกแบบเช่นนี้
ทั้งที่กิจการเดิมนั้นมั่นคงดีอยู่แล้ว อะไรทำให้พ่อลูกลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ที่ทั้งยากกว่า เสี่ยงกว่า แถมงานบางชิ้นแทบไม่ได้กำไรเลยด้วยซ้ำ ท่ามกลางเสียงกระทบของเครื่องจักรและผู้คนที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ทั้งคู่ค่อย ๆ เฉลยให้เราฟังผ่านเรื่องราวต่อไปนี้
ลมใต้ปีกแห่งความอิสระ
“รุ่นคุณพ่อคุณแม่ผมมาจากเมืองจีน แล้วไปทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จนสุดท้ายเริ่มทำกลอนประตู เราสร้างโรงงานที่นี่เมื่อสัก 60 ปีที่แล้ว” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถึงโรงงานที่เราเดินทางมาเยือน
“ตอนนั้นผมอายุประมาณ 3 ขวบ เราเป็นครอบครัวคนจีน พ่อแม่ลูกช่วยกันสร้างธุรกิจ สร้างโรงงานขึ้นมา พอรุ่นผมโตแล้ว พ.ศ. 2532 เริ่มจดทะเบียนบริษัท สมัยนั้นงานกลอนประตูยังเป็นพื้นฐานเราอยู่”
วันเวลาผ่านไป จากการรับผลิตกลอนประตู ไทยสถาวรค่อย ๆ ขยับขยายมาทำอะไหล่และข้อต่อในห้องปลอดเชื้อ (Clean Room) จนเชี่ยวชาญ รวมทั้งรับขึ้นรูปโลหะชนิดต่าง ๆ กลายเป็นโรงงานที่มีลูกค้าขาประจำแบบ B2B (Business to Business) เรื่อยมาจนปัจจุบัน


“ตอนเด็กเราได้ยินเสียงตึงตัง ๆ ของเครื่องปั๊ม เครื่องพับ เครื่องตัด ตลอดเวลา แต่ไม่ได้รับรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ รู้แค่ว่ามีโรงงาน” ไนน์เล่าย้อนความทรงจำบ้าง
“ไนน์น่าจะไม่เคยถามตรง ๆ ว่าที่บ้านทำอะไร แต่รู้ว่าทำเกี่ยวกับเหล็กนี่แหละ พอ ม.3 – 4 ก็ต้องคิดแล้วว่าจะเรียนอะไร เลยคิดว่าถ้าเรียนเกี่ยวกับการออกแบบน่าจะพอดีระหว่างสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่เคยได้ยินว่าที่บ้านทำ”

แม้จะคิดเผื่อว่าทักษะจากการเรียนด้านการออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design) จะพอช่วยอะไรที่บ้านได้ แต่ไนน์ยังไม่เคยคิดว่าจะกลับมาสานต่ออย่างเต็มตัว หลังเรียนจบ ไนน์จึงเริ่มงานแรกในฐานะพนักงานประจำของเอเจนซี่ด้านการออกแบบ ก่อนจะผันตัวมาเปิด XXXYYY คาเฟ่และโปรเจกต์สเปซในย่านแบริ่ง-สำโรง
“ผมยังจำได้ วันที่เขาเดินมาคุยว่าเขาอยากเปิดร้านกาแฟ ผมไม่รู้หรอกร้านกาแฟคืออะไร เพราะมันคืออีกเทรนด์หนึ่งที่ผมไม่รู้ รู้แค่กาแฟชงธรรมดา ด้วยความที่ไม่เคยบังคับ ถ้าลูกอยากทำ เราก็ให้เขาทำ
“สมัยผมทำก็ไม่มีใครสอนเหมือนกัน ต้องเรียนรู้เอง สไตล์การทำธุรกิจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าออกไปทำธุรกิจแล้วไม่เจอปัญหานะ เจออยู่แล้ว เพียงแต่จะเจอแบบไหน สำหรับผม ผมคิดว่าเขาสู้อยู่แล้ว เขาไม่ยอมถอยกับอะไรง่าย ๆ มันเป็นการคุยกันแบบพ่อลูกมากกว่า ผมไม่ได้สอนว่าต้องทำอะไร สุดท้ายเราต้องส่งให้เขาเป็นเขา ไม่ใช่เป็นแบบผม”
นั่นคือเหตุผลที่พ่อลักไม่เคยบังคับลูกไนน์ว่าต้องมาสานต่อธุรกิจที่บ้านหรือต้องเป็นแบบที่เขาเป็นให้ได้ แต่ใครจะรู้ว่าการปล่อยให้ไนน์ได้ออกไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเองและการเปิดร้านกาแฟในวันนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ไนน์กลับมาสานต่อกิจการที่บ้านด้วยวิธีคิดใหม่ ๆ

โปรเจกต์ (ซ้อม) ทำงานร่วมกัน
“ตอนแรกเราเริ่มทำ XXXYYY เพราะอยากมีพื้นที่เล็ก ๆ ในละแวกบ้านที่มีทั้งกาแฟพิเศษและงานออกแบบ แต่จะใส่งานออกแบบของเราเข้าไปยังไงดี เลยออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชุดใหม่โดยให้ที่บ้านลองผลิตดู
“ไนน์เดินเข้าไปในสต็อกของโรงงานแล้วหยิบสิ่งเหล่านั้นมาใส่ในงานดีไซน์ มีทั้งอะไหล่หน้าตาแปลก ๆ ที่คนไม่รู้ว่าคืออะไร เราก็เอามาประกอบเป็นเฟอร์นิเจอร์ หน้าตาจึงออกมาเป็นรูปทรงอุตสาหกรรมมาก อย่างประตูก็เป็นโครงสร้างโรงงาน และแอบซ่อนรายละเอียดเล็ก ๆ ไว้ เลยออกมาเป็นอะไรที่ไม่ได้เห็นทั่วไป เพราะมันออกมาจากตัวตนเรา ตั้งแต่เขียนรูปแบบร้านกาแฟ เราไม่มีต้นแบบ ไม่มี Mood Board แค่ทำจากที่ร่างไว้ XXXYYY เลยออกมาหน้าตาไม่เหมือนใคร”
แม้ไทยสถาวรจะถนัดการผลิตและขึ้นรูปโลหะหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนอะไหล่ที่เน้นการใช้งาน ฉะนั้น การทำเฟอร์นิเจอร์จึงนับเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย
“ถามว่ายากไหม สำหรับผมยากนะ เรามองเก้าอี้ตัวหนึ่งไม่เหมือนกัน เขามองอย่างหนึ่ง ผมมองอย่างหนึ่ง เราต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาต้องการ และเขาก็ต้องพยายามอธิบายสิ่งที่ต้องการมาให้ผม แล้วมันจะเกิดการลองผิดลองถูก
“ลูกน้องเราเอง เขามีพื้นฐานก็จริง แต่เขาไม่ถนัดงานประมาณนี้ ดังนั้น ในความเหนื่อย เราก็ได้พัฒนาตัวเราเอง เขาเองก็พัฒนา แล้วผมก็ต้องผลักดันให้เกิดการพัฒนาขึ้นเหมือนกัน ถึงมันจะช้าสำหรับผมเพราะผมอายุเยอะแล้ว แต่ผมก็สนุกกับงานนี้นะ”


ในระหว่างที่ทีมงานกำลังขะมักเขม้นทำเฟอร์นิเจอร์ชุดแรก ไนน์ได้เริ่มสร้างเพจและแอคเคานต์อินสตาแกรมของไทยสถาวรควบคู่กันไปด้วย เพราะอยากให้คนทั่วไปได้รู้จักโรงงานมากขึ้น
“ตอนแรกไนน์พยายามจะรีแบรนด์ จากเดิมที่โรงงานเป็นใครไม่รู้ ผลิตอะไรไม่รู้ มันอธิบายยาก เลยเริ่มจากทำโซเชียลมีเดีย ถ่ายรูปงานที่มีสต็อกอยู่แล้ว ลองดูว่าคนจะเข้าใจขึ้นไหม ต้องสื่อสารออกมาว่าเราไม่ใช่แค่คนขายวัสดุ แต่เรารับผลิตขึ้นรูปชิ้นงานตามแบบด้วยนะ เพราะยังไม่ถึงจุดที่เราจะมาออกแบบให้ หลังจากนั้นผลตอบรับก็เริ่มดีขึ้น
“เหตุผลอีกอย่างที่เริ่มทำโซเชียลมีเดีย เพราะเราเองก็เป็นนักออกแบบ เรารู้ว่ายากมากที่จะหาโรงงานทำ Prototype ให้แค่ชิ้นเดียว ช่วงแรกที่โปรโมตไปคือไม่มีขั้นต่ำ ช่วงนั้นอยากให้ทีมช่างที่โรงงานทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือน 1,000 หรือ 10,000 ชิ้นที่เขาเคยทำมา แต่ใช้เทคนิคที่เขามีอยู่แล้ว เขาทำได้แน่นอน จึงเป็นช่วงที่ทีมช่างได้เรียนรู้ไปด้วย หลังจากนั้นพอคนรู้ว่าเราทำเฟอร์นิเจอร์จากโลหะได้ เขาก็เริ่มส่งแบบเข้ามา พอมีคนส่งมาเยอะมาก เลยรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องเข้ามาทำเต็มตัวแล้ว”


ลูกออกแบบ – พ่อลงมือทำ
“สมัยก่อนทุกคนต้องมี Drawing มีตัวเลข มีสเปกครบ แต่ลูกค้าของไนน์ตรงข้ามเลย บางครั้งลูกค้ามีรูปมา 1 รูป กับโยนไอเดียมาคร่าว ๆ”
ไนน์เล่าถึงงานรับผลิตและขึ้นรูปเฟอร์นิเจอร์ที่มีวิธีการทำงานต่างไปจากเดิม ตั้งแต่คุยกับลูกค้าจนถึงกระบวนการผลิต ไนน์จึงรับหน้าที่เป็นเหมือนคนกลางช่วยคุยกับลูกค้าให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น และให้คำแนะนำเรื่องการออกแบบ ส่วนลักช่วยมองเรื่องการผลิตและความเป็นไปได้เมื่อใช้งานจริง
“โอเค ผมปวดหัวแหละ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อถามถึงช่วงแรกที่เริ่มทำสิ่งใหม่ “ด้วยจำนวนที่น้อย บางโรงงานมองว่าเขาไม่จำเป็นต้องมานั่งทำงานชิ้นเดียวในราคาแบบนี้ แต่มุมมองเรา เรามองว่าในทุกชิ้นงานที่เข้ามาสร้างประสบการณ์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
“ต่อให้คุยกับลูกค้าแล้ว สุดท้ายงานนั้นไม่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่เขารู้แหละว่าเราทำอะไรได้ ไนน์ทำอะไรได้ ผมว่ามันคือการเปิดโอกาสให้ตัวเองมากกว่า แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะว่าเขาเป็นนักออกแบบ ส่วนผมเป็นคนทำ เมื่อมี 2 สิ่งนี้รวมกันถึงจะทำแบบนี้ได้ แต่ถ้าไนน์สั่งสมประสบการณ์ อีกสัก 3 ปีข้างหน้าเขาจะทำคนเดียวได้เลย นี่คือการต่อยอด”

แม้จะมองกันคนละมุม ต่างเจเนอเรชัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ว่าทั้งคู่มีเหมือนกัน คือความตั้งใจทำงานทุกชิ้นอย่างสุดฝีมือ งานแต่ละชิ้นที่ออกมาจึงต้องตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและใช้งานได้จริง
“พอเราไม่เคยทำ มันใช้เวลาเยอะ พอใช้เวลาเยอะ บางทีตารางงานเปลี่ยน ไม่ได้เป็นตามที่คิด ผมทำงานโรงงาน ผมรู้เลยว่าชิ้นงานหนึ่งใช้ต้นทุนเท่าไร แล้วจะทำยังไงให้มีกำไร แต่พอทำงานแบบนี้ บางอย่างทำแล้วขาดทุนด้วยซ้ำ แต่เป็นเราเองที่ทำให้ขาดทุน ถ้าคิดดีกว่านี้ ละเอียดมากกว่านี้ มันจะไม่เป็นแบบนี้ เราเลยมองหน้ากันเสมอว่า ช่วยไม่ได้แหละ (หัวเราะ) ตามนั้น” ลักอธิบาย ก่อนที่ไนน์จะเล่าเสริม
“แต่สิ่งที่เราจะได้มาคือทักษะกับประสบการณ์ งานชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นมาคงไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% พอเราเห็นว่าจะแก้ไขยังไงได้บ้าง ก็เป็นหน้าที่ของเรากับพ่อที่ต้องมาท้าทายกันหน่อยว่าทำยังไงให้สวยขึ้น ดีขึ้น บางทีทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่พอใจที่จะส่งให้ลูกค้า ก็คิดวิธีใหม่ ทำใหม่ดีกว่า อยู่ในจุดที่เราก็ดันมาตรฐานให้สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ”


โบยบินสู่เส้นทางใหม่
ลูกค้าของไทยสถาวรในช่วงหลังจึงมีทั้งลูกค้า B2B เจ้าประจำและลูกค้าที่อยากทำเฟอร์นิเจอร์ในร้านหรือในบ้านของตัวเอง ซึ่งการรับงานประเภทนี้ทำให้ได้เห็นความต้องการของลูกค้าหลากหลาย จนไนน์เริ่มเก็บข้อมูลมาต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ของตัวเอง
“ตอนแรกเราหนีการทำแบรนด์ย่อยของโรงงานมาตลอด เพราะรู้สึกว่าการจะทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในไทยเป็นเรื่องยากเหลือเกิน เราไม่อยากลงไปเสี่ยง แต่พอได้รับข้อมูลจากลูกค้าจำนวนมากของโรงงาน เรารู้ข้อมูลเชิงลึกแล้วว่าลูกค้าอยากได้อะไร เหมือนจับทางได้แล้ว เลยลองมาออกแบบเอง ผลิตเอง ข้อดีคือพอทำเองแล้วราคามันสมเหตุสมผลสำหรับคนไทย เพราะตัวอย่างที่ลูกค้าส่งมามักจะเป็นแบรนด์ยุโรปราคาสูง เราเลยลองนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำเป็นสไตล์ของเราเอง”
แบรนด์ใหม่เอี่ยมที่ไนน์ว่านี้มีชื่อว่า ‘STEADY SYSTEM’ ตอนนี้มีทั้งเก้าอี้และชั้นวางของดีไซน์เรียบเท่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งไนน์คาดหวังว่าทั้งโรงงานเดิมและแบรนด์ใหม่จะค่อย ๆ เติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีพ่อที่เชื่อมั่นและพร้อมเดินไปด้วยกันอย่างเข้าใจ


“ถ้าทั้ง 2 คนคิดว่าจะเดินไปด้วยกันให้ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน” ลักเอ่ยถึงการทำงานร่วมกันของสองพ่อลูก
“ถึงแม้ว่าจะมีการทะเลาะกันวุ่นวาย แต่เป็นเรื่องปกติสำหรับการทำธุรกิจอยู่แล้ว มันคือประสบการณ์ ยิ่งคุยกันเยอะ ๆ ทะเลาะกันเยอะ ๆ เราจะโตขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อเขาแสดงให้เราเห็นว่าเขาทำได้แล้ว เราก็จะถอยออกมา ผมเองก็อยากไปทำอะไรที่ยังทำได้ในเวลาที่เหลือเหมือนกัน ไนน์เองก็มีอนาคตที่ต้องเดินไป การเปลี่ยนถ่ายสำหรับผมถือว่าเป็นเหมือนการสร้างครอบครัว
“ครอบครัวของเรา ถ้าเป็นแต่ก่อน เราให้เขาเรียนรู้เรื่องความเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เขาเรียนรู้การใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ คุณจะทำธุรกิจยังไงให้ประสบความสำเร็จ การจะก้าวไปคุณจะต้องทะเลาะ คุณจะต้องเหนื่อย คุณจะต้องท้อแท้ แต่อย่างน้อยถ้าเราเดินไปด้วยกัน มีส่วนที่เราสนับสนุนกันได้ เข้าใจกัน เขาแตะหลังผม ผมก็แตะหลังเขา เมื่อไหร่ที่มีอะไรแบบนี้ ธุรกิจจะไปต่อได้
“เดินไปด้วยกันอย่างเข้าใจ และเดินไปช้า ๆ อย่างมั่นคง” พ่อลักปิดท้าย

Facebook : Thaisathavorn และ Instagram : steady.instead
