26 พฤษภาคม 2025
3 K

เต่าเหยียบโลก’ คือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายโดยคนไทยที่มีจุดขายคือวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ทิ้งคราบเหลืองบนเสื้อผ้า และมีสารพัดผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แป้งดับกลิ่นตัว กลิ่นเท้า ไปจนถึงสเปรย์สารส้มที่ตอนนี้ขายดีเทเป็นน้ำเทท่า

ธุรกิจนี้เริ่มจากคุณพ่อ สมชาย จันทิพย์วงษ์ ผู้คิดสูตรแป้งระงับกลิ่นกายที่ใช้เองแล้วได้ผลดี จึงหาวิธีต่อยอดอย่างมุ่งมั่นจนปั้นแบรนด์ได้สำเร็จ แล้วส่งไม้ต่อมายังทายาทรุ่นสอง

เราเชื่อว่าประวัติแบรนด์นี้ได้ถูกพูดถึงไปพอสมควรแล้ว เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับ เอก-นพวิทย์ จันทิพย์วงษ์ หนึ่งในทายาทรุ่นสองของเต่าเหยียบโลก เราจึงอยากชวนคุยอีกมุมที่ทั้งน่าเรียนรู้และอบอุ่นหัวใจ นั่นคือศิลปะการส่งไม้ต่อของรุ่นที่ 1 จนถึงการสานต่อของรุ่นถัดมา

นับตั้งแต่วันที่คุณพ่อคิดสูตร คุณแม่และลูกทั้ง 3 (หรือบางทีก็เพื่อน ๆ ของลูก) มาช่วยกันบรรจุใส่ขวด วันที่พ่อลูกจูงมือกันไปฝากขายสินค้า จนถึงวันที่ลูกก้าวผ่านความเขินอายที่มักจะโดนเพื่อนแซวชื่อแบรนด์ สู่การเป็นชื่อที่แสนภูมิใจ จนไม่ว่าจะขยับขยายไปไกลแค่ไหนก็ยืนยันว่าต้องเป็นชื่อ ‘เต่าเหยียบโลก’

ธุรกิจ : เต่าเหยียบโลก

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2529

อายุ : 39 ปี

ประเภท : ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย จันทิพย์วงษ์

ทายาทรุ่นสอง : แคทริยา จันทิพย์วงษ์, นพวิทย์ จันทิพย์วงษ์, วิศรุต จันทิพย์วงษ์

สอนด้วยการลงมือทำ

ย้อนไปในวัยเด็ก เอกเป็นลูกคนกลาง มีพี่สาวคนโต แคทริยา กับน้องชายคนเล็ก วิศรุต จันทิพย์วงษ์ ป๊าของเอกเป็นเภสัชกรยาจีน ส่วนม้าเป็นช่างเสริมสวย ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ก่อนจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาเช่าบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ

“ป๊าหาบ้านใกล้ที่ทำงานแล้วเดินไปเอง ป๊าไม่ใช้เงินเกินตัว มีเท่าไหร่ก็ใช้แค่นั้น ส่วนผมก็เรียนโรงเรียนวัดกระจับพินิจแถวบ้าน

“ป๊าม้าปลูกฝังเราตลอดว่าต้องประหยัด บางทีไปโรงเรียนก็กดน้ำกิน ไม่กล้าไปซื้อน้ำเปล่าเพราะแพง จนตอนนี้ติดนิสัยไม่อยากซื้อน้ำข้างนอก บางทีไปร้านอาหารที่มีน้ำอัดลม น้ำส้ม น้ำปั่น เราก็ยังติดนิสัยสั่งน้ำเปล่า คงเพราะป๊าม้าทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาตลอด เขาไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่กู้หนี้ยืมสิน”

ในวันที่ผู้เป็นพ่อลาออกจากงาน แล้วตัดสินใจนำสูตรแป้งมาต่อยอดเป็นสินค้า วิธีทำธุรกิจจึงเป็นไปตามวิถีของครอบครัว นั่นคือการไม่กู้หนี้ยืมสิน มีเท่าไหร่ทำเท่านั้น แม้จะเติบโตช้า ทว่ามั่นคง

“ช่วงแรกป๊ากับม้าทำทุกอย่างเองหมดเลย โชคดีที่บ้านผมเป็นตึกแถวตรงหัวมุม มีพื้นที่ข้างนอกให้ต้มยา ข้างในเป็นเครื่องบดยาคล้าย ๆ ครก เราใช้มือทำ บดยาทีฝุ่นฟุ้งเต็มบ้านเลย บางทีผมกลับมาจากโรงเรียน ถ้าเป็นช่วงบดยาป๊าจะให้ไปเล่นข้างบน แต่พอบดเสร็จถึงช่วงบรรจุ ป๊าจะให้ลูก ๆ มาช่วยเท ตวงใส่ตาชั่ง แล้วตัดกระดาษปฏิทินมาวาง จับกระดาษเทกรอก สมัยก่อนเป็นซอง แล้วค่อยมาใส่ขวดไปฝากขายตามร้านเสริมสวย”

เขาเอ่ยพลางชี้ให้ดูตาชั่งที่ยังวางอยู่ด้านหลัง พร้อมกับแพ็กเกจจิงเต่าเหยียบโลกรุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน

แม้จะช่วยที่บ้านทำงานตั้งแต่ยังเป็นเด็กประถมตัวเล็ก ๆ แต่เราสัมผัสได้ว่าเรื่องราวที่เล่ามานั้นเป็นความทรงจำดี ๆ ในวัยเด็กของเขา

“ที่จริงมีทั้ง 2 ความรู้สึกนะ ความรู้สึกแรก คือเบื่อว่าต้องกลับมาช่วย แต่พอเห็นว่าพี่น้องก็ทำ เห็นพี่ขยันจัง เราเลยอยากช่วย อีกความรู้สึก คือเราสนุกด้วย ป๊าม้ามีเทคนิค บางทีให้แข่งกันว่าใครจะทำเสร็จเร็วกว่า บางวันเรียกเด็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนข้างบ้านให้มาช่วย พอมีเพื่อนทำก็สนุกขึ้น จนเพื่อนบอกว่า ถ้าทำอีกก็มาชวนอีกนะ

“พอถึงช่วงวันหยุดหรือปิดเทอม ป๊าชอบพาไปตรวจตลาดต่างจังหวัด พาไปส่งของ พอไปแล้วได้กินขนมด้วยมั้ง แต่ก่อน 7-Eleven มีสเลอปี้ มีฮอตดอก ถ้าอยู่บ้านไม่ได้กิน แต่ถ้าไปแล้วจะได้กิน เราเลยอยากไป (หัวเราะ)

“ทุกครั้งป๊าใช้เทคนิคว่า ถ้าเกิดผู้ชายมาคนเดียว เดินเข้าร้านเสริมสวยไปขายของ ที่ร้านอาจจะกลัว เลยพาลูกไปด้วย ตอนเด็กผมก็อาย พอเป็นเด็กผู้ชายแล้วป๊าจับมือเดินเข้าร้านก็เขิน เขาจับมือแน่นเลย พอโตขึ้นก็พอเข้าใจ ป๊าคงรู้สึกประหม่า แต่ก็ทำให้เราเรียนรู้ที่จะทำงานตั้งแต่ตอนเด็กแล้วได้เห็นภาพสิ่งที่ป๊าทำไปด้วย”

เชื่อมั่นและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

ย้อนไปในยุคแรก แบรนด์นี้ชื่อ ‘จับเต่า’ ตรงตามความหมายที่อยากช่วยจับกลิ่นเต่าอย่างไม่ทิ้งคราบ หลังจากนั้นเปลี่ยนชื่อบนฉลากมาเป็น JT Deodorant Powder แต่ชื่อนี้ไม่ติดหูเท่าไหร่ จึงเปลี่ยนมาเป็น ‘เต่าเหยียบโลก’ จนถึงปัจจุบัน เพราะสื่อถึงความตั้งใจที่อยากช่วยระงับกลิ่นกายให้คนทั่วโลก

“ตอนที่ชื่อ ‘จับเต่า’ เวลาไปโรงเรียนคุณครูชอบถามว่าที่บ้านทำอะไร พอบอกว่าทำจับเต่าครับ เพื่อนก็หัวเราะ เราเลยอาย รู้สึกว่าไม่อยากทำ เพราะมันดูเชย แต่ในใจตอนนั้นก็อยากทำธุรกิจนะ มองว่านักธุรกิจดูเท่ดี”

แม้จะมีเสียงเพื่อนล้อในวัยเด็ก พอโตขึ้นเมื่อเล่าให้ใครฟัง ส่วนมากก็ไม่เห็นภาพว่าเต่าเหยียบโลกจะไปได้ไกลแบบทุกวันนี้ แต่ลึก ๆ ในใจเอกยังเชื่อมั่นในแบรนด์เสมอมา อาจเพราะซึมซับมาจากผู้เป็นพ่อ รวมทั้งเสียงของลูกค้าที่ทำให้เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

“ป๊าเชื่อมั่นในศักยภาพของเต่าเหยียบโลกและชื่อนี้มาก ขนาดวันนี้ตอนแรกผมใส่เสื้อเชิ้ตลงมา ป๊าทัก 2 รอบว่า ‘ไม่ใส่เสื้อเต่าเหรอ’ (หัวเราะ) ผมจึงไปเปลี่ยน ป๊าเชื่อในชื่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่เขาทำมาก เขาภูมิใจที่จะบอกเสมอว่า ฉันทำเต่าเหยียบโลก

“อีกสิ่งที่ทําให้ผมเชื่อได้มากที่สุด คือคําพูดจากลูกค้า จากรีวิวที่เขาบอกว่าใช้แล้วเห็นผล แก้ปัญหาให้เขาได้ พอเห็นอย่างนั้นแล้วเรารู้สึกว่า ลูกค้าคนที่ใช้จริงเขายังเชื่อในเต่าเหยียบโลกขนาดนี้ แล้วทําไมเราจะไม่เชื่อล่ะ”

พิสูจน์ความตั้งใจ

เอกไม่ได้เก็บความเชื่อมั่นไว้ในใจเพียงอย่างเดียว แต่เขายังลงมือทำเพื่อพิสูจน์ว่าเต่าเหยียบโลกยังไปได้อีกไกล จนทำให้ป๊าเห็นถึงความตั้งใจของเขา

“ช่วงปี 1 ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ไปอยู่หอได้เงิน 3,000 บาท รวมทุกอย่างแล้ว พอดีแค่ค่ากิน ไม่รวมค่าขนมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แต่เราไม่กล้าขอที่บ้าน จึงเอาแป้งเต่าเหยียบโลกมาฝากขายที่หอใน สมัยก่อนป๊ายังไม่คิดว่าเราจะขายได้เยอะ บอกว่าขายได้เท่าไหร่เอาไปเลย เราก็รู้สึกว่า เจ๋งเลย ไม่มีต้นทุนด้วย ตอนนั้นค่อย ๆ เริ่มก็ขายได้หลักพัน

“พอช่วงปิดเทอมปี 1 เทอม 1 เราไปเปิดตลาดในระยอง จังหวัดที่ป๊ายังไม่เคยไป ตอนนั้นไฟกำลังคุกรุ่น (หัวเราะ) ป๊าบอกไปตรวจตลาดต่างจังหวัดทีหนึ่งได้มา 20,000 – 30,000 เรารู้สึกว่าเยอะจัง อยากได้บ้าง แต่ความเป็นจริงกับความฝันสวนทางกันเลย

“เราพาเพื่อนไปลงที่ บขส. ไม่มีแผนอะไรเลย รู้สึกเคว้งคว้าง รถก็ไม่มี ได้แต่แบกของหนัก ๆ ไปเสนอแต่ละร้าน มันดูแปลก ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ รอบแรกไม่สำเร็จ แต่ผมไม่ล้มเลิก ตอนเปิดเทอมเลยลองใหม่ ชวนเพื่อนไปคนเดียว แผนคือเช่าวินมอเตอร์ไซค์ไปกับผมทั้งวัน ใช้เทคนิคว่าพี่วินมอเตอร์ไซค์รู้จักร้านเสริมสวยอยู่แล้ว ให้เขาพาไป แต่ขากลับยางแตกอีก ผมต้องจ่ายค่ายางให้เขา ตอนหลังเลยเปลี่ยนแผนอีกว่า งั้นเช่ามอเตอร์ไซค์มาขับเองดีกว่า ค่อย ๆ เปลี่ยนแผนไปเรื่อย ๆ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะ ช่วงนั้นเลยเริ่มอยากทำให้มีคนรู้จักผลิตภัณฑ์นี้มากขึ้น”

แม้จะขยันขายตั้งแต่สมัยเรียน แต่ที่บ้านก็ยังไม่ได้มีการบอกกล่าวอย่างจริงจังว่าต้องมารับช่วงต่อ

“ป๊าเกริ่นว่าโตไปจะให้ไปขับรถส่งของแบบเขา เพราะแต่ก่อนเต่าเหยียบโลกไม่ได้ขายดีขนาดนี้ เป็นธุรกิจครอบครัวเล็ก ๆ ภาพในหัวป๊าคือถ้าแก่ตัวไปก็หาคนมาช่วยส่งของแทน แต่ถ้าเป็นคนอื่นกลัวถูกขโมยเงินบ้าง กลัวมีปัญหาตามมาบ้าง ช่วงผมจบมหาวิทยาลัยมา 2 ปีแรกยังมาช่วยป๊าส่งของ เป็นพนักงานธรรมดา ขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงของไปส่งแถวสำเพ็ง เยาวราช ถ้าจะพิสูจน์ตัวเองเรื่องไหน อย่างแรกก็คงเป็นความขยันที่เราพยายามทำตามแนวทางของป๊าก่อน

“หลังจากนั้นพอเริ่มโฆษณา เริ่มเอาสินค้าเข้าไปขายใน 7-Eleven เราก็หาที่ปรึกษาด้วย ไม่ได้คิดคนเดียว จากประสบการณ์ทำให้คำพูดเรามีน้ำหนักขึ้น ความเชื่อมั่นของป๊าเลยค่อย ๆ เพิ่มมาทีละนิด”

หลังจากเข้า Modern Trade ได้ราว 3 – 5 ปี ป๊าก็เริ่มวางใจว่าลูก ๆ เข้ามาสานต่อได้ จึงเริ่มเปลี่ยนบทบาทไปอยู่เบื้องหลัง ส่วนม้าดูภาพรวมพนักงานในโรงงาน แล้วให้พี่สาวดูฝ่ายบัญชี ส่วนเอกและน้องชายช่วยกันทำการตลาดและดูแลเรื่องการขาย

“พอเริ่มทำงานด้วยกัน บางทีไม่ได้เห็นตรงกันในทุกเรื่อง จึงต้องแยกกันว่า เราอยู่ในโหมดงาน พอกลับไปอยู่ในบ้านก็ต้องสลัดตรงนั้นทิ้งไปแล้วใช้วิธีโหวต เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกตัว เราจะให้พนักงานช่วยโหวตตามช่วงอายุที่ใกล้เคียงลูกค้า แล้วก็มาโหวตกันในบ้านด้วย หรือถ้าออกแพ็กเกจจิงใหม่ เราจะสอบถามผู้บริโภคข้างนอก ทําแบบสำรวจไปตามมหาลัย และยึดตามผลโหวตเป็นหลัก”

ปรับแต่ไม่เปลี่ยน

เอกเล่าว่าระหว่างทาง เคยมีช่วงเวลาที่อยากปรับโลโก้ เปลี่ยนชื่อ ‘เต่าเหยียบโลก’ อยู่บ้าง แต่อาจเป็นข้อดีที่งบจำกัดและทำธุรกิจแบบเน้นความคุ้มค่า เมื่อต้องเลือกระหว่าง ‘เปลี่ยนแบรนด์จากหน้ามือเป็นหลังมือ’ แต่เสี่ยงว่าคนจะจำไม่ได้แล้วยอดขายตกฮวบ กับ ‘ทุ่มให้การโปรโมต เพิ่มช่องทางการขาย’ ให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น อย่างหลังดูจะเสี่ยงน้อยกว่าและมีโอกาสมากกว่า พวกเขาจึงเลือกทุ่มพลังและงบประมาณไปกับสิ่งนี้ แล้วปรับภาพลักษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ แทน เช่น ทำโลโก้ให้ดูเรียบง่ายขึ้น เปลี่ยนแพ็กเกจจิงจากขวดที่ต้องเทแป้งออกมา เป็นขวดที่มีรูเดียวเล็ก ๆ กันหก และเปิดขวด-เทซองรีฟิลได้

หลังจากนั้นจึงขยับขยายไปทำสินค้าที่อื่นที่ยังคงชูเรื่องสารส้มเป็นหลัก เช่น แป้งระงับกลิ่นเท้า สเปรย์จากสารส้ม เพื่อแก้ปัญหาสารส้มแบบแท่งที่ตกแตกง่าย สเปรย์ที่ว่านี้ขายดีเป็นพิเศษในฤดูร้อน เอกเล่าว่าบางทีลูกค้าก็ทำให้เห็นโอกาสที่คาดไม่ถึง ล่าสุดมีคนมาถามหาสเปรย์ขวดใหญ่เพื่อเอาไปใช้ซักผ้าที่ติดกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกด้วย

หากสังเกตจะพบว่าเต่าเหยียบโลกไม่ได้เน้นการตลาดออนไลน์หรือไมโครอินฟลูเอนเซอร์ แต่ทุ่มงบให้กับพรีเซนเตอร์ที่คนทั่วไปคุ้นเคย อย่าง ชมพู่-ธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์ (ชมพู่ ก่อนบ่าย), มิกค์ ทองระย้า, เบลล่า-ราณี แคมเปน

“เราเคยเน้นทำออนไลน์ แต่ยอดขายไม่ได้ดีขนาดนั้น อาจเพราะเราขายแมส ส่งไปทั่วประเทศ ราคาไม่แพงมาก จึงต้องหาพรีเซนเตอร์เป็นแม่เหล็กดึงดูด ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายไทยหรือสารส้มแท่ง ไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนลงงบการตลาดกับพรีเซนเตอร์ขนาดนี้ นี่จึงเป็นโอกาสของเรา”

ปัจจุบันเต่าเหยียบโลกจึงเป็นเหมือนงานกลุ่มที่ทุกคนยังเดินต่อไปด้วยกัน และเป็นความภูมิใจของครอบครัวจันทิพย์วงษ์

“ก้าวต่อไป เราอยากเป็นผู้นําเรื่องผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในประเทศไทยให้ได้”

แม้จะมีเจ้าตลาดจากต่างประเทศ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากลองนึกภาพตามก็นับว่าเต่าเหยียบโลกเดินทางมาแสนไกล จากผงแป้งที่ทำด้วยมือในห้องเล็ก ๆ สู่โรงงานขนาดใหญ่ เข้าร้านสะดวกซื้อทีไรก็เจอเต่าเหยียบโลกวางเรียงรายบนชั้นวาง แต่ไม่ว่าแบรนด์จะเติบโตไปแค่ไหน 3 สิ่งที่เอกยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนไป ได้แก่

  1. ชื่อและโลโก้เต่าเหยียบโลก
  2. วัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ
  3. วิธีทำธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่กู้หนี้ยืมสิน

“เราทำเท่าที่ไหว คล้ายเต่าที่เดินไปช้า ๆ แต่ทุกก้าวเราจะเดินไปอย่างมั่นคง”

Website : taoyeablok.com

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล